10/15/2557

อาลียะสะ สาเมาะ 10 ปี 11 หมาย ป.วิ.อาญา

แบมะ ฟาตอนี

กรณี เมื่อวันที่ 28 กันยายน 57 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมบุคคลเป้าหมาย ในพื้นที่ บ้านบางมะรวด หมู่ 1 ตำบลบ้านกลาง อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ทำให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิต 1 คน และ สามารถจับกุม นายอาลียะสะ สาเมาะ พร้อมพวกอีก 2 คน ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนไปแล้วนั้น 

          จากการตรวจสอบจากฐานข้อมูลของนายอาลียาสะ สาเมาะ เป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ และเป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิ.อาญา จำนวน 11 หมาย ด้วยกัน กล่าวคือ

1. หมายจับที่ จ.26/50 ลง 18 ม.ค.50
2.หมายจับที่ จ.137/51 ลง 29 ต.ค.50
3. หมายจับที่ จ.33/54 ลง 7 ก.พ.54
4. หมายจับที่ จ.250/54 ลง 21 ก.ย.54
5. หมายจับที่ จ.284/54 ลง 21 ต.ค.54
6. หมายจับที่ จ.18/55 ลง 16 ม.ค.55
7. หมายจับที่ จ.27/55 ลง 16 ม.ค.55
8. หมายจับที่ จ.442/55 ลง 20 ต.ค.55
9. หมายจับที่ จ. 7/56 ลง 13 ต.ค.54
10. หมายจับที่ จ.4/56 ลง 13 ต.ค.54
11. หมายจับที่ จ.180/56 ลง 13 ต.ค.54
          ในส่วนของการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอาลียะสะ สาเมาะ เคยถูกจับกุมมาแล้ว จำนวน 2 ครั้ง ในปี 2542 และ 2548

        ครั้งที่ 1 เมื่อประมาณปี 2542 โดยสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ จังหวัดปัตตานี จับกุมตัวและตั้งข้อหา ข่มขู่ กรรโชกทรัพย์ ศาลจังหวัดปัตตานี มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 10 ปี แต่ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกเพียง 5 ปี ประกอบกับกำลังศึกษาอยู่ กระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นเหตุบรรเทาโทษและเป็นความผิดครั้งแรก จึงให้งดการลงโทษจำคุก โดยให้รอลงอาญาและคุมประพฤติเป็นระยะเวลา 2 ปี
          ครั้งที่ 2  เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 48 ต้องสงสัยเป็นแนวร่วมของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิง จ่าสิบเอกประวิทย์  เกสโร ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะจัน อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานีเสียชีวิต เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 48 ผลการซักถามให้การปฏิเสธ

          นายอาลียะสะ สาเมาะ ให้การยอมรับว่า เมื่อประมาณปี 2547 ตนเองได้รับการชักชวน โดยมีการปลุกระดมแนวความคิด และซูมเปาะห์จาก นายแบดิง (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) ราษฎรตลาดเก่ายะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ชักชวนให้ตนเข้าร่วมฟังการบรรยายประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี โดยใช้บ้านเช่าในซอยเลิศปัญญา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

          ยังเปิดเผยต่ออีกว่า ตนเองเคยผ่านการฝึกฝนร่างกายเบื้องต้น โดยนายแบดิง ซึ่งมีนายแบมิง (ไม่ทราบชื่อสกุลจริง) ราษฎร ในพื้นที่ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เป็นครูฝึก ใช้ระยะเวลาในการฝึก รวมระยะเวลา 2 ปี ซึ่งฝึกเป็นห้วง ๆ โดยมีผู้เข้าร่วมการฝึกทั้งหมด 6 คนด้วยกัน เป็นผู้ฝึก 2 คน  

          หลังจากการผ่านการฝึกชั้นวาตองเสร็จ ตนได้รับตำแหน่งเปอร์มูดอและอาเยาะห์ โดยรับผิดชอบพื้นที่ หมู่ 1 และ หมู่ 8 ตำบลบ้านกลาง อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี โดยมีสมาชิกภายในชุด จำนวน 2 คน ทำการเคลื่อนไหวในการก่อเหตุ

          นายอาลียะสะ สาเมาะ ได้กล่าวอีกว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าไปหาตนที่บ้านเป็นประจำ โดยตนเป็นคนจัดหา และให้แหล่งพักพิงในการหลบซ่อนตัว หรือในบางครั้งจะเป็นการพักคอยรอก่อนไปก่อเหตุ 

          พร้อมทั้งยังได้กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ในอนาคตกลุ่มแนวร่วมแบ่งแยกดินแดนจะไม่ใช้รูปแบบเดิมๆ จะไม่ใช้ระบบการสาบานตน แต่จะใช้ระบบการแทรกซึมทางจิตใจ เป็นการหล่อหลอมให้กลมกลืนไปกับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน เสมือนดั่งหน้าที่ที่ต้องทำและต้องรับผิดชอบ

          จากการเปิดเผยข้อมูลของนายอาลียะสะ สาเมาะ สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มและองค์กรต่างๆ ซึ่งเป็นปีกฝ่ายการเมืองของ BRN โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม PerMAS ที่มีความพยายามอย่างยิ่งในการดำเนินการจัดเวทีเสวนาขึ้นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศที่มีพี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่ อีกทั้งยังมีการขยายผลไปยังต่างประเทศ

หากเป็นดั่งเช่นนั้นจริงๆ การดำเนินการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานภาครัฐย่อมมีความยากยิ่งขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ยากเย็นแสนเข็น ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนต้องมีการบูรณาการร่วมกัน และให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเร่งสร้างความเข้าใจต่อประชาชนในพื้นที่ ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่มีความคิดต่างจากรัฐ ในการบิดเบือนความจริงที่เป็นอยู่ ดั่งเช่นทุกวันนี้ มิเช่นนั้นสันติสุขที่ทุกคนใฝ่ฝัน..ยากที่จะเกิดในเมื่อประชาชนยังโดนครอบงำความคิดให้เกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ และมีความเชื่อที่ผิดๆ ย่อมไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการแก้ไขปัญหา สันติภาพ สันติสุข ที่กำลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง อีกเมื่อไหร่จะไปถึงฝั่งฝันดั่งที่ทุกคนตั้งตารออยากเห็นสันติสุขเกิดขึ้น ณ ดินแดนปลายด้ามขวานแห่งนี้  

********************

10/02/2557

จับตาโจรใต้! ป่วนวันอีดิ้ลอัฎฮา

แบมะ ฟาตอนี
ช่วงเวลาในรอบหนึ่งปี ชาวมุสลิม มีวันฮารีรายอ 2 ครั้งด้วยกัน กล่าวคือ ครั้งแรกคือ วันอีดิลฟิตรีตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนเชาวาล ซึ่งเป็นเดือน 10 ตามปฏิทินอิสลาม ซึ่งเป็นวันออกบวช ครั้งที่สอง วันอีดิลอัฏฮา ตรงกับวันที่ 10 เดือน ซุลฮิจญะ หรือตรงกับเดือน 12 ของปฏิทินอิสลาม ซึ่งเป็นการฉลอง วันออกฮัจญ์

วัน อีดิ้ลอัฎฮาซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 5 ต.ค.57 ที่จะถึงนี้ กลุ่มขบวนการโจรใต้อาจใช้วันสำคัญทางศาสนา ในการปลุกระดมแนวร่วมสมาชิกทำการก่อเหตุ ซึ่งอาจมาจากปัจจัยที่เกื้อหนุน คือ ปัจจัยด้านความเชื่อทางศาสนา การเดินทางกลับในห้วงวันอีดิ้ลอัฎฮา และปัจจัยการพูดคุยเพื่อสันติสุข
ปัจจัยด้านความเชื่อทางศาสนา
ในห้วงดังกล่าวกลุ่ม ผกร. อาจใช้โอกาสในวันแห่งศรัทธา ปฏิบัติการข่าวสาร โฆษณาชวนเชื่อ และปลุกระดมให้สมาชิกและแนวร่วมให้เข้าใจว่า การก่อเหตุในห้วงดังกล่าวจะได้บุญมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการก่อเหตุต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ที่ก่อเหตุจะได้ขึ้นสวรรค์

การเดินทางกลับในห้วงวันอีดิลอัฎฮา ของพี่น้องมุสลิมที่อยู่ต่างประเทศ
จะมีพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่ประกอบอาชีพอยู่นอกพื้นที่ โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซีย เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก ในห้วงดังกล่าวกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงอาจจะแทรกซึมเข้ามาก่อเหตุ และทำการสร้างสถานการณ์ทำการก่อเหตุได้

ปัจจัยการพูดคุยเพื่อสันติสุข
ในห้วงปัจจุบันการดำเนินงานเรื่อง การพูดคุยเพื่อสันติสุข มีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีการวางนโยบายการพูดคุยกับกลุ่ม ผกร. ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณให้แกนนำขบวนการ BRN และมวลชนที่สนับสนุนการพูดคุยเกิดความเชื่อมั่นต่อท่าทีของรัฐบาลไทย ในการเปิดโอกาสให้มีการพูดคุย อย่างไรก็ตาม ท่าทีของของแกนนำกลุ่ม ผกร. ที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ ยังคงยึดเงื่อนไขเกี่ยวกับการปกครองตนเอง ซึ่งอาจทำให้กลุ่ม ผกร. ยังคงสร้างสถานการณ์ความรุนแรงเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง หรือสร้างความเชื่อมั่นต่อกองกำลังที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งมวลชน แนวร่วม ให้ดำเนินการต่อสู้ตามแนวทางของขบวนการ
นอกจากนี้จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ กล่าวว่ามีความเคลื่อนไหวกลุ่ม ผกร.โดยปรากฏข่าวสารระดับแกนนำในประเทศมาเลเซียสั่งการให้สมาชิกแนวร่วม ผกร. เดินทางเข้ามาในพื้นที่ จชต. เพื่อเตรียมก่อเหตุโดยใช้รูปแบบการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องเป็นหลัก รวมทั้งปรากฏข่าวสารสมาชิก ผกร. ในพื้นที่ยังคงมีการประชุมสั่งการ ทำการเคลื่อนย้ายอาวุธ  การสำรวจเป้าหมาย และเข้าไปหลบซ่อนตัวในพื้นที่อิทธิพล พักคอยรอโอกาสก่อเหตุในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งข่าวสารหนาหู ได้ปรากฏความเคลื่อนไหวระดับแกนนำกลุ่ม BRN ได้ขอรับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากมูลนิธิองค์กรการกุศลจากประเทศมุสลิม
การปฏิบัติการเชิงรุกของเจ้าหน้าที่กับการเอาคืนของกลุ่ม ผกร.
การปฏิบัติการเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ในห้วงที่ผ่านมา สามารถติดตามจับกุมตัวและปฏิบัติตามกฎหมาย ต่อสมาชิก ผกร. ระดับปฏิบัติการพร้อมทั้งตรวจยึดสิ่งอุปกรณ์ต่างๆได้จำนวนหลายรายการ เช่น กรณีเมื่อ 28 ก.ย.57 เกิดการปะทะยิงตอบโต้ ทำให้ นายอาหาหมัด ดือราแม สมาชิกปฏิบัติการ พื้นที่ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี บุคคลตามหมายจับ ป.วิ.อาญา 4 หมาย เสียชีวิต เมื่อ 20 ก.ย.57 และยังสามารถควบคุมตัวนายซาการียา สุหลง สมาชิกระดับปฏิบัติการ พื้นที่ ต.ท่าน้ำ อ.ปะนาเระ ซึ่งมีหมาย ป.วิ.อาญา 2 หมาย เป็นต้น ซึ่งจากการปฏิบัติดังกล่าวอาจส่งผลให้สมาชิก ผกร. รอโอกาสในการตอบโต้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่
โจรใต้ป่วนแขวนป้ายผ้าในห้วง วันอีดิลฟิตรี ที่ผ่านมา
ในห้วงวันอีดิลฟิตรี ที่ผ่านมา  มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีนำป้ายผ้าเขียนข้อความโจมตี นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. หลายจุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีข้อความว่า ภาณุคืนชีพ ระวังวีรกรรมภาณุ 1 จะหวนกลับหรือ ภาณุ 2 อาจสร้างวีรกรรมไม่แพ้ภาณุ 1ซึ่งได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการกระทำของกลุ่มใด และมีเป้าหมายอะไร จากการตรวจสอบพบในพื้นที่ จ.ยะลา จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส ได้มีการขึ้นป้ายผ้าในลักษณะเดียวกันด้วย
ในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.4604 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา ขณะแขวนป้ายผ้าได้ที่ บ.ปารี ม.4 ต.จะแนะ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ทราบชื่อ คือ นายอีราฮัม เปาะโน๊ะ อายุ 21 ปี ชาว อ.จะแนะ ซึ่งจากการสอบสวนรับสารภาพว่าทำจริง เจ้าหน้าส่งตัวให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฏหมาย และทำการปรับเป็นเงิน จำนวน 700 บาท ก่อนลงบันทึกประวัติและปล่อยตัวไป
การก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในวันสำคัญทางศาสนา กลุ่ม ผกร.มักใช้โอกาสในวันแห่งศรัทธา ปฏิบัติการข่าวสาร โฆษณาชวนเชื่อ และปลุกระดมให้สมาชิกและแนวร่วมให้เข้าใจว่า การก่อเหตุในห้วงวันดังกล่าวจะได้บุญมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการก่อเหตุต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ที่ก่อเหตุจะได้ขึ้นสวรรค์นั้น เป็นการบิดเบือนความจริงทั้งสิ้น
หลักความเป็นจริงการเข่นฆ่าผู้คนไม่ว่าศาสนาใดก็ตามแต่ ถือว่าเป็นการทำบาป กระทำความผิดทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีความผิดตามกฎหมายบ้านเมืองอีกด้วย ถูกดำเนินคดีความต้องเข้าไปรับโทษทัณฑ์ในเรือนจำหมดสิ้นอิสรภาพ คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของกลุ่ม ผกร.ในวันที่  5 ต.ค.57 ซึ่งตรงกับวันอีดิ้ลอัฎฮา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนา เป็นงานบุญ จะมีโจรใจบาปไร้ศาสนาจะกระทำการสร้างความปั่นป่วนให้คนหมู่มากได้รับความเดือดร้อนหรือไม่? อย่ากระพริบตา..

**********************

10/01/2557

“แนวทางสายกลาง”แนวทางของประชาชนที่ดีเลิศสู่สังคมสันติสุขและประชาคมอาเซียน

แบมะ ฟาตอนี


เมื่อวันที่ 7-9 ก.ย.57 มหาวิทยาลัยฟาฎอนี ร่วมกับกระทรวงศาสนสมบัติและกิจการอิสลามคูเวต สถาบันวะสะฏียะฮ์ มาเลเซีย และมหาวิทยาลัยอิสลามรัฐสุมาตราเหนือ อินโดนีเซีย ได้จัดโครงการประชุมสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ หัวข้อ แนวทางสายกลางของประชาชาติที่ดีเลิศ สู่สังคมสันติสุขและประชาคมอาเซียน(International on Wasatiah) ณ หอประชุมวันมูหะหมัดนอร์ มะทา ม.ฟาฎอนี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

วัตถุประสงค์ ในการจัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติในครั้งนี้เพื่อให้นักวิจัยทั้งในและต่างประเทศได้นำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานวิชาการในศาสตร์ที่เกี่ยวกับแนวทางสายกลาง อันเป็นประโยชน์ที่เหมาะสมในสังคมพหุวัฒนธรรมและประชาคมอาเซียน
อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศทางวิชาการและเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และข้อคิดเห็นทางวิชาการในหมู่คณาจารย์ และนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศในการพัฒนาผลงานวิจัย ผลงานวิชาการให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

ประการสุดท้ายเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย นักวิจัย หน่วยงานหรือองค์กรการวิจัยในระดับชาติและนานาชาติ และส่งเสริมการตีพิมพ์เผยแพร่จากผลงานที่ได้มีการนำเสนอในวารสารระดับนานาชาติ

การดำเนินจัดกิจกรรม เมื่อ 7 ก.ย.57 มีการบรรยายพิเศษโดยนักวิชาการด้านอิสลามศึกษาของไทยและคูเวต ส่วนในวันที่ 8 – 9 ก.ย.57 เป็นการนำเสนอบทความโดยนักวิชาการของไทยและต่างประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศกาตาร์ คูเวต มาเลเซีย อินโดนีเซีย ตุรกี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ศรีลังกา และฟิลิปปินส์ ในหัวข้อ แนวทางสายกลางและสันติวิธีของอิสลามในรูปแบบต่างๆ

สาระสำคัญของการจัดประชุมสัมมนา คือ เพื่อนำองค์ความรู้การสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ในศาสตร์แขนงต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์ให้สังคมให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและสงบสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมโลกสมัยใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง


นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา นายกสภามหาวิทยาลัยฟาฎอนี กล่าวว่า แนวคิดสายกลางมีในศาสนาอิสลามอยู่แล้ว มุสลิมทุกคนจะต้องเดินตามแนวทางของท่านศาสนทูต นบีมูฮัมหมัด ในอิสลามนั้นมีทั้งหลักศรัทธา ที่เป็นเสมือนกับหลักการทฤษฎีที่ระบุไว้ และทำให้เกิดรูปธรรมด้วยหลักปฏิบัติ หากศรัทธาอย่างเดียวแล้วไม่ปฏิบัติก็ไม่เกิดผล
นายภานุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต.กล่าวว่า หลักการที่ดีจะไม่เกิดผล หากไม่มีการปฏิบัติที่ดีด้วยเช่นกัน ศอ.บต.มีนโยบายในการรณรงค์สนับสนุนให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยึดถือหลักความดี 9 ประการ เช่น ความกตัญญู วินัย ความสะอาด ความซื่อสัตย์ และการตรงต่อเวลา เป็นต้น

ผศ.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฎอนี กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด อัลวะสะฏียะฮ์หรือ แนวทางสายกลาง ซึ่งเป็นแนวความคิดที่รัฐบาลคูเวตให้การสนับสนุนเพื่อเผยแพร่และทำความเข้าใจมุมมองที่เป็นกลางของโลกมุสลิม ความเป็นแนวทางสายกลางนั้น เป็นจิตวิญญาณและที่ท่านศาสนทูต นบีมูฮำหมัด ได้ปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่าง
สำหรับนายมี คูลัยฟฺ บินมูษีบ อัลอูซัยนะห์ รองปลัดกระทรวงฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ประสานงานและกิจการฮัจญ์ กระทรวงศาสนสมบัติและกิจการอิสลามคูเวต ได้ระบุถึงความจำเป็นของมุสลิมในการทำความเข้าใจแนวความคิดทางสายกลางในศาสนาอิสลาม เพราะแนวความคิดจะส่งผลต่อการกระทำ หากเข้าใจแนวทางสันติแห่งอิสลามแล้ว จะเข้าใจถึงการอยู่ร่วมกันภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้ ดังนั้นรัฐบาลคูเวตจึงมีความพยายามที่จะสนับสนุนการทำความเข้าใจต่อแนวคิดนี้ให้เผยแพร่สู่ชาวมุสลิมทั่วโลก

นักวิชาการด้านด้านอิสลามศึกษาของไทยและต่างประเทศ (กาตาร์ คูเวต อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี ญี่ปุ่น ศรีลังกา และฟิลิปปินส์) ได้ร่วมกันอ่านปฏิญญาของการประชุมนานาชาติ เรื่องสายกลาง อัลวะสะฎียะฮ์โดยมีมติเสนอให้จัดตั้งสถาบันวะสะฎียะฮ์ ที่มหาวิทยาลัยฟาฎอนี พร้อมส่งเสริมและเผยแพร่แนวความคิดสายกลางในศาสนาอิสลาม เพื่อสร้างความสามัคคีและความเป็นหนึ่งเดียวของมุสลิมกับความสัมพันธ์กับศาสนิกชนของศาสนาอื่นๆ นอกจากนี้ ผศ.ดร.อับดุลเลาะห์ หนุ่มสุข ผู้อำนวยการสถาบันวะสะฎียะฮ์เพื่อสันติภาพและการพัฒนา และผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักจุฬาราชมนตรี ได้อธิบายความหมายของ อัลวะสะฎียะฮ์คือ ความสมดุล ความยุติธรรม การค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดเป็นกลาง และความเที่ยงตรง

แนวความคิดในการจัดตั้งรัฐอิสลามบริสุทธิ์ ที่กำลังขยายสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการเผยแพร่ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดความขัดแย้ง ก่อความรุนแรงตามมา เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งพี่น้องมุสลิมในภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศจะต้องรู้เท่าทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิชาการ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่รัฐ ควรจะศึกษาแนวคิดสายกลาง (อัลวะสะฎียะฮ์) ในศาสนาอิสลามให้เข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อไปเผยแพร่ทำความเข้าใจกับประชาชนชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ไม่ให้ไปหลงผิด

จากการจัดโครงการประชุมสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติ หัวข้อ แนวทางสายกลางของประชาชาติที่ดีเลิศ สู่สังคมสันติสุขและประชาคมอาเซียน(International on Wasatiah) ในครั้งนี้เป็นการเผยแพร่แนวความคิดสายกลางในศาสนาอิสลามจากคูเวต ผ่านนักวิชาการด้านอิสลามศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งสอดรับกับคำกล่าวของจุฬาราชมนตรี ระบุว่า สถาบันวะสะฎียะฮ์ จะเป็นทางเลือกหนึ่งที่นักวิชาการ ผู้นำศาสนา และทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่ชาวมุสลิม และเชื่อว่าน่าจะสามารถแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้

*****************************

9/30/2557

รู้เท่าทันโจรใต้ก่อนที่จะถูกหลอกเข้าสู่องค์กรและแหล่งบ่มเพาะ

แบมะ ฟาตอนี

ขบวนการโจรใต้ฟาตอนีที่ทำการเคลื่อนไหวต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐไทย มีทั้งฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบในการปลุกระดมแนวความคิด จุดประกายการกำหนดใจตนเอง (RSD) นำไปสู่การลงประชามติเพื่อแยกตัวอิสระในการปกครองตนเอง สร้างกระแสด้วยการจัดเสวนาทั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ พื้นที่ส่วนอื่นของประเทศ และยังต่างประเทศ ส่วนฝ่ายทหารมุ่งสร้างความปั่นป่วนด้วยการก่อเหตุร้ายทำลายชีวิตผู้คนและทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง
ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีของการเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ เคยมีใครตั้งข้อสงสัย!!มั๊ยว่า ทำไม? โจรใต้ฟาตอนีไม่หมดสักที ทั้งๆ ที่โดนจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายจำนวนมาก เสียชีวิตจากเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ก็พอควร และในส่วนที่กลับใจมารายงานตัวแสดงตนเข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้านเพื่อกลับมาใช้ชีวิตกับครอบครัว ถ้านับถึง ณ ปัจจุบันนี้ยอดทะลุเป็นหลักพันคน
คำถามนั้นอาจจะไม่มีคำตอบ หากไม่ได้ออกมาจากปากของสมาชิกแนวร่วม ผกร.เองที่โดนจับกุมตัว ซึ่งแต่ละคนได้เล่าถึงปูมหลัง จุดเริ่มต้นสร้างโจรใต้ของบรรดาระดับแกนนำในแต่ละพื้นที่ ซึ่งได้ใช้เล่ห์เพอุบายหลอกล่อชักชวนเยาวชนและนักเรียน นักศึกษาเข้าสู่องค์กร และแหล่งบ่มเพาะ

วิธีการชักชวนเป้าหมายเข้าสู่องค์กร
วิธีการที่พวกโจรใต้เอามาใช้ต่อเป้าหมายแล้วได้ผลคือ การชักชวนเยาวชนโดยอ้างอิงประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี หลักการญีฮาดของศาสนาอิสลาม เงื่อนไขความไม่เป็นธรรมในสังคมที่ถูกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และเงื่อนไขความเป็นชาติพันธุ์มลายูในระบบเครือญาติ อาศัยสถาบันศาสนาอิสลาม แล้วอ้างเอาพระเจ้า หรือ องค์อัลเลาะห์ มาเรียกร้องความเป็นพวกเดียวกันจากประชาชนในชุมชน และประชาชนทั่วไปที่นับถือศาสนาอิสลามด้วยกัน
วิธีการคัดเลือกเป้าหมายจะต้องเป็นเยาวชนที่มีความประพฤติเรียบร้อย มีความอ่อนไหวง่ายต่อการปลูกฝังอุดมการณ์ทางความคิด โดยที่ผ่านมาส่วนมากจะเป็นครูสอนศาสนา (อุสตาซ) หรือแม้กระทั่งรุ่นพี่หรือบุคลากรในสถานศึกษาที่เป็นนักจัดตั้ง ทำการปลุกระดม ชักชวนให้เยาวชนเป้าหมายเข้าสู่ขบวนการ ซึ่งจะแบ่งเป็นเยาวชนที่อยู่ในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษา
การเลือกใช้ช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่ในการชักชวนเป้าหมายเข้าสู่องค์กร นับได้ว่าปัจจุบันมีความสะดวกเท่ากับว่ายิ่งเพิ่มความสุ่มเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพราะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ หันมาสนใจกับเทคโนโลยีทางการสื่อสารมากยิ่งขึ้น มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง จึงเป็นช่องทางให้กลุ่ม ผกร.ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการโน้มน้าว ชักชวนกลุ่มเยาวชนที่มีคุณสมบัติ พร้อมกับมีการนัดพบปะเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์แนวความคิดต่อต้านรัฐ พัฒนาไปสู่ขั้นตอนการชักชวนให้เข้าสู่ขบวนการตามขั้นตอนในการจัดตั้งเพื่อเป็นสมาชิก ผกร.ต่อไป
เนื้อหาของการบ่มเพาะ
การปลูกฝังอุดมการณ์แนวความคิดให้กับแนวร่วมยุคใหม่ กลุ่ม ผกร.ยังคงใช้เนื้อหาในการบ่มเพาะ 3 ประเด็นหลักด้วยกัน คือ ด้านประวัติศาสตร์ ศาสนาอิสลาม และเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตประชาชนชาวไทยมุสลิมจำนวนมาก
ด้านประวัติศาสตร์ จะมีการกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับรัฐปาตานีดารุสลามที่เคยรุ่งเรืองในอดีต มีอิสระ แต่กลับถูกยึดครองจากสยาม อีกทั้งยังมีการเกณฑ์แรงงานชาวปาตานีไปขุดคลองแสนแสบที่บางกอก อย่างไรก็ตามจากแหล่งข้อมูลมีการพบว่าในปัจจุบันนี้มีการใช้เนื้อหาประวัติศาสตร์น้อยลงมาก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากเยาวชนหรือแนวร่วมรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยมีความรู้สึกร่วมกับประเด็นประวัติศาสตร์อีกแล้ว
การใช้ศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือ จะใช้การบิดเบือนให้แนวร่วมเข้าใจผิดว่าการต่อสู้ของกลุ่มขบวนการเป็นความประสงค์ของพระเจ้าแล้วก็สร้างภาพให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า คนอิสลามทุกคนคือนักรบของพระเจ้า ถ้าใครไม่รบก็จะต้องให้ความช่วยเหลืออย่างอื่นแทน หรือถ้าช่วยเหลือไม่ได้ก็ต้องยืนอยู่ข้างเดียวกัน ทุกคนต้องสาบานว่า จะต่อสู้เพื่อปลดปล่อยปัตตานีให้เป็นแผ่นดินของพระเจ้า โดยถือคำสาบานว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนได้เปล่งวาจาออกมาด้วยความเสียสละ ไม่กลัวตายใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นคำสัตย์สูงสุด
ผู้ที่ไม่เข้าร่วมหรือไม่ทำตามจะเป็นบาปตกนรกแต่ถ้าหากเสียชีวิตจากการต่อสู้จะได้ขึ้นสวรรค์ทันที การใช้ประเด็นศาสนามักใช้ได้ผลกับสมาชิกแนวร่วมที่มีความรู้น้อยเท่านั้น หากเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องศาสนาเป็นอย่างดีอาจจะไม่ได้ผลทางด้านจิตวิทยา
เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตประชาชนชาวไทยมุสลิมหมู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ชุมนุมที่หน้ามัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี และเหตุการณ์ชุมนุมที่หน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส ได้กลายเป็นวันเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มขบวนการ มีการใช้เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตประชาชนชาวไทยมุสลิมจำนวนมากในการปลุกระดม เนื่องจากเป็นเหตุการณ์เพิ่งเกิดและส่งผลในด้านจิตวิทยาต่อเยาวชนหรือแนวร่วมโดยตรงให้เกิดความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ
การปลุกระดม
ฝ่ายปลุกระดมไม่มีแบบแผนตายตัวขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ แต่ส่วนมากมักเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ หรือได้รับการยกย่องและยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ มีคุณวุฒิทางศาสนา ขบวนการโจรใต้ฟาตอนี มีขีดความสามารถในการสร้างผู้นำศาสนา รวมทั้งครูสอนศาสนา (อุสตาส) ให้เป็นแกนนำในพื้นที่ต่างๆ แล้วแบ่งกันรับผิดชอบ ออกปฏิบัติการตามคำสั่งในการปลุกระดม และยังสามารถทำให้ผู้นำศาสนาเหล่านี้มีความเลื่อมใสศรัทธา พอกพูนอุดมการณ์อย่างชนิดถวายหัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือการได้เป็นนักรบของพระเจ้า หลงเชื่อว่าเป็นการทำสงครามเพื่อปลดปล่อยอิสลามจากการกดขี่ข่มเหงของคนต่างศาสนา
สถานที่หรือแหล่งบ่มเพาะ
กลุ่ม ผกร.ยังคงลักลอบใช้สถานที่ทั้งภายในสถานศึกษาและภายนอสถานศึกษาในการบ่มเพาะเยาวชนหรือแนวร่วม ตามจังหวะโอกาสจะเอื้ออำนวย
แหล่งบ่มเพาะในสถานศึกษานับว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะชั้นดีของกลุ่ม ผกร.เลยทีเดียว เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการบ่มเพาะแนวร่วมสั้นกว่านอกสถานศึกษา ยิ่งไปกว่านั้นเยาวชนหรือแนวร่วมที่เข้าสู่ขบวนการบ่มเพาะในสถานศึกษามักมีความตั้งใจในการรับฟังและเชื่อฟังสูงกว่าผู้ที่เข้าร่วมการบ่มเพาะนอกสถานศึกษา จึงไม่น่าแปลกใจที่มีข่าวคราวโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน หรือปอเนาะมักมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการมาโดยตลอด เป็นที่ซ่องสุมกำลัง เป็นแหล่งพักพิง หลบซ่อนตัว ซ่อนอาวุธ และเป็นที่ประกอบวัตถุระเบิดของ ผกร.
นี่คือรูปแบบในการหาสมาชิกแนวร่วมของกลุ่ม ผกร.ฝากผู้ปกครองคอยย้ำเตือนดูแลบุตรหลานอย่าให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มโจรชั่วเหล่านี้ โดยเฉพาะบุตรหลานของท่านที่เป็นเด็กนิสัยดี เรียบร้อย เรียนเก่ง อย่านิ่งนอนใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนการ อย่าลืมว่าเด็กที่มีคุณสมบัติเหล่านี้คือเป้าหมายของกลุ่มขบวนการ ที่อยู่ในสายตา ผกร.คอยติดตาม ชักชวนให้เข้าสู่วังวนของความชั่วร้าย ยากที่จะถอนตัว เนื่องจากถูกปลูกฝังอุดมการณ์ เหมือนการฝังซิป ด้วยการบิดเบือนความจริง ใส้ข้อมูลผิดๆ ให้หลงเชื่อตามที่กลุ่มขบวนการต้องการให้เป็น หลายต่อหลายครั้งที่เกิดการปะทะจนนำไปสู่การสูญเสีย ณ เวลานั้นมันสายเกินแก้ไปเสียแล้ว กว่าจะรู้ว่าลูกตัวเองเป็นสมาชิกแนวร่วม....พ่อแม่ต้องเสียน้ำตา บุตรหลานต้องจบชีวิตลงหมดสิ้นอนาคต หมดทุกสิ่งทุกอย่าง..แล้วเราจะไปร้องเรียกหาอะไรจากใครไม่ได้อีกเลย!!!!!

*****************************