3/18/2562

ئرودي قيصه سبنرمغنأي سكوله ائام فرسنديرين دويلايه سمفادان سلاتن.

            حال سكوله ائام فرسنديرين دويلايه سمفادان سلاتن منجادي سماكين مناريق لائي افبيل فئاواي ايجينسي كسلامتن دفريقساكن اكن سكوله باكوغ فيتيا، كمفوغ باكوغ، مقيم باغ كأو، دايره نوغ خيك دان مندافتي اي اكن دوكومين يغ فنتيغ دان باهن سكسي ( يغدفرخيأي اكن بهواسث بركأيتن دغن باثق كسالهن يغ تله برلاكوث) دان بوكوسجاره دغن كندوغن ترديستورسي دان دوكومين يغ ملاوانكن اكن كراجأن دان منمؤي تغكي ئاس دان فمندم افي دان باج اوريادان الة فغبوران لتوفن جالن
            فئاواي جوئ ممريقساكن دان منمؤيكن اكن سنارأي ئوروائام دسكوله ايت دغن تيغكه لاكويغ ئانس دان باثق اوراغ يغ ممفوثأي هوبوغن دغن فنجنايه ئانس دغن ورن تغكف دالم حال جنايه دان فد فئاواي تله ممريقساكن اكن سكوله يغ ترسبوت مك دفرخيأيكن اكن بهواسث فوسة كفيمفينن ايت اداله ترلتق دكمفوغ باكوغ يغ سكسي فرنه مغعملكن فاسوقكن فرعمالن كخيل دسكوله باكوغ فيتيااين
      سكوله باكوغ بيتياهاث ساتوسكوله سهاج يغ فئاواي دفريقسادان مندافتكن اكن فنيمفوان دان افبيل مليهة اكتافنديديقكن كبغسأن 2542 ب يغدفيندا(نمبر22545 ب دان(نمبر3) 255 ب سيكشين15(كلوارن2) مك فغوروسن فنديديقكن ايت تردافة اي دغن3 بنتوق يأيت فنديديقكن دالم سيستيم دان فنديديقكن تيدق فورمل دان فنديديقكن اينفورمل
      اداسكوله ائام فرسنديرين دويلايه سمفادان سلاتن يغ بردودوق ددالم سيستيم ايت183 سكوله دان يغ تيدق فورمل32 سكوله دان اينستيتوسي فنديديقكن فندق489 سكوله دان فوسة فغاجين اسلام دمسجيد(تاديكا) 1,919 فوسة
      ريغكاسن لافوران مغنأي فثليديقكن مساله رشوه سبسيدي فلاجردسكوله باكوغ بيتيايغ ممفوثأي كلية يغ ترفرينخي مغنأيقأيده رشوه” دغن برمول درفد سكوله منريماكن سبسيدي فلاجر درفد كراجأن يغ دبسر-بسركن دغن ممبريتاهوكن بيلاغن فلاجريغ فلسو دان منريماكن سبسيدي دستيف كفلافلاجر 14,000 بات فرستاهون بائي ستيف اوراغ براف رامي اوراغ يغ مريك ايت ملافوركنث؟ دان براف باثق واغ يغ بوليه دتريماكندي مك دداربكنث؟ دسمفيغ ايت، سكوله جوئ منريماكن
تؤيشين دان فربلنجأن اونتوق ممباغونكن فلاجردان اونتوق كوس بوكوتيكس دان بكالن سكوله. ادفون فكاين سرائم فلاجرمستي دبليكندي درفد كدي لوارن مك دالم حال اين نمفقث تله بركومفولكن سبائي رغكاين دان ملاكوكن“فمبلين يغ فلسو” دغن فنيائ رغكاين اكن ملاكوكن رسيت فلسواونتوق دجوالكن كفد سكوله دسمفيغ ايت رغكاين اين جوئ ممفوثأي فيرمااودية اونتوق ممبوات “ كونخي كيرا-كيرافلسو”اونتوق سكوله اين اداله ليغكارن شيطان دغن ملاكوكن كثتأن رشوه سبسيدي فلاجردويلايه سمفادان سلاتن يغ تله دفريقساكندي اوليه جابتن كسلامتن بوكن هاث سكوله باكوغ بيتياسهاج اوليه اغكا-اغكاتله منونجوقكن اي اكن بهواسث تردافت كيرا-كيرا 100 سكوله دان لبيه درفد 10 كدي دان جوئ  اداشريكت فغأوديتن يغ ترليبت دغن رشوه
      سكوله ائام فرسنديرين دويلايه سمفادان سلاتن ممفوثأي رشوه دالم ملافوركن جمله فلاجريغ فلسواونتوق مناريقكن باجيت درفد كراجأن. اين ممفوثأي معلومات سجارة درفد تاهون 2556 – 2558 ب يغ مندافتيكن اي اكن بهواسث سكوله-سكوله دولاية سمفادن سلاتن يغ فرلومغمباليكن سبسيدي كفد كراجأن ايت ادالبيه درفد 177 جوتابات! اين منوجوقكن اكن بهواسث ماسيه تردافت باثق فنتدبيرسكوله يغ ممنتيغكنديريث دغن مناريقكن باليق سبسيدي فلاجريغ برلبيه-لبيهن مريك ملاكوكن  فرنيئأن فنديديقكن تنفامنيغكتكن كواليتيث دان جوئ مغئوناكن سكوله ائام فرسنديرين اونتوق مندوكوغ كومفولن كمرديكأن دغن مغموكاكن بلنجاوان يغ  مناريق باليق يغ برلبيه-لبيهن ايت اونتوق دئوناكن كدالم كئياتن فمبرونتقكن دان مثببكن جنايه دان موجودكن كجادين دغن مغمبيلكن واغ خوكي رعية كمدين ممبونوهكن رعية دان يغ فنتيغ اداله اونتوق مغصحكن اكن بهواسث كومفولن كمرديكأن ايت مغئوناكن سكوله ائام فرسنديرين دان اينستيتوسي فنديديقكن فندق دان فوست فغاجين اسلام دمسجد (تاديكا) اونتوق منجاديكن كاوسن فنانمن دان فميكيران يغ ساله سماادااي فد ائام دان سجارة اونتوق كانق-كانق دان رماج اونتوق ملاونكن اكن نئراتهاي دان منيفوكن اي اكن فمودااونتوق
مثببكن جناية كران مريكئيت فرخيأيكن اكن كومفولن كمرديكأن دان منانمكن اكن ايديؤلوجي يغ ساله يغ مثببكن اي اكن فمودااونتوق كهيلاغن ماس دفن دان كناتونتوتن حكم دان وارن تغكف دان ستغه درفد مريكئيت فرلوفرئي كفنجارادان منامتكن كبيبسنث تتافي يغ مالغث ايت اداله باثق اوراغ فمودااونتوق منامتكن ثاواث سبلوم درفد توا...

-------------------------------

3/15/2562

เบื้องหลังเงินอุดหนุน รร.เอกชนสอนศาสนา จชต.เข้าบัญชีใคร?


"Ibrahim"

หลายท่านคงได้ติดตามข่าวการทุจริตของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาใน จชต. ซึ่งก่อนหน้านี้ โรงเรียนบากงพิทยา อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ถูกตรวจพบมีการทุจริตงบอุดหนุนจากรัฐในโครงการอุดหนุนรายหัวนักเรียน และค่าตอบแทนครู เงินเสี่ยงภัย เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ และสวัสดิการอื่นๆ ของครู รวมไปถึงค่าอาหารกลางวัน และอุปกรณ์การเรียนของนักเรียน ส่งผลให้มีการตรวจสอบโรงเรียนอื่นๆ อีกหลายโรง ซึ่งปรากฎผลไม่ได้ต่างจากโรงเรียนบากงพิทยา ล่าสุดสรรพากร เตรียมจ่อเรียกเก็บภาษีย้อนหลังกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ข้อหาเลี่ยงภาษี มีความผิดกฎหมายอาญา หากไม่จ่าย อาจต้องยึดทรัพย์
 โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่ จชต. ได้รับการแนะนำให้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิเพื่อขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐได้ 100%  แต่เงินอุดหนุนกลับโอนให้โรงเรียนผ่านบัญชีบุคคล ไม่ได้โอนให้มูลนิธิ จึงไม่อาจยกเว้นภาษีได้
เมื่อสืบค้น ความหมายของมูลนิธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 110 ได้บัญญัติความหมายของมูลนิธิไว้ว่า มูลนิธิได้แก่ ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุประสงค์ เพื่อการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือเพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างอื่นโดยมิได้มุ่งหาประโยชน์มาแบ่งปันกัน และได้จดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ การจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ ต้องมิใช่เป็นการหาผลประโยชน์เพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นมา
หากจะมองเจตนาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ในการโอนเงินอุดหนุนจากรัฐ เข้าบัญชีบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบัญชีเจ้าของโรงเรียน บุคคลอื่นใด หรือผู้ได้รับใบอนุญาต แต่ไม่ยอมโอนเข้าบัญชีมูลนิธิ อาจมีเหตุผลในเรื่องของการรายงานรายรับ-รายจ่ายประจำปีของมูลนิธิ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ถือว่าเป็นการส่อทุจริตตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว
การทุจริตงบอุดหนุนจากรัฐของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเอง  คงไม่ได้กระทำเพียงลำพัง แต่อาจจะมีการทำเป็นขบวนการ มีเจ้าหน้าที่ สช. และผู้ใหญ่ใน สช.บางคน รู้เห็นเป็นใจ สมรู้ร่วมคิด น่าจะมีเปอร์เซ็นต์เงินทอนคืน เป็นค่าตอบแทน
การโอนเงินอุดหนุนจากรัฐ เข้าบัญชีบุคคลแทนการโอนเข้าบัญชีมูลนิธิของโรงเรียน เมื่อมีการโอนเข้าบัญชีบุคคลใด ผู้นั้นเป็นผู้มีรายได้ มีหน้าที่ต้องชำระภาษี หากตรวจพบว่า ไม่ได้มีการเสียภาษีประจำปี เป็นหน้าที่ของสรรพากร จะต้องเรียกเก็บภาษีย้อนหลังกับบุคคลดังกล่าว ซึ่งหากไม่เสียภาษีภายในกำหนดเวลา หรือ ชำระไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือ เจตนาหลีกเลี่ยงภาษีมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ตามมาตรา 37 แห่งกฎหมายประมวลรัษฎากร

นอกจากนี้ตามมาตรา 12 ยังให้เจ้าพนักงานสามารถยึด อายัด ทรัพย์สินของผู้ค้างภาษีอากรได้ทันทีโดยไม่ต้องฟ้องศาล หากบุคคลใดมีหนี้ภาษีค้างกับกรมสรรพากร จะออกหนังสือเตือน 2 ครั้ง (30 วัน ) หากไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วน เจ้าพนักงานจะยึด อายัดทรัพย์สินได้ทันที คอยติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตโกงกินงบสนับสนุนจากภาครัฐของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาใน จชต. จะเจอวิบากกรรมอะไร!! และการบังคับใช้กฎหมายที่ตรงไปตรงมา เพื่อเอาผิดกลุ่มบุคคลเหล่านี้ให้ถึงที่สุด และจะเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมต่อไป.
--------------------

3/14/2562

ปัญหายาเสพติด-ปัญหาความมั่นคง โลกสองใบของ ผกร.


"Ibrahim"


ไม่เพียงปัญหาการก่อความไม่สงบรายวันที่สร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาเสพติด อย่างกว้างขวางในหมู่เยาวชนยังสร้างภาระให้ชาวบ้านที่ปลายด้ามขวานทั้งพุทธและมุสลิมไม่น้อย พร้อมคำถาม ใคร? คือผู้ที่ "มอมเมา" เยาวชน

คำถาม ใคร? คือผู้ที่ "มอมเมา" เยาวชนให้ติดยาเสพติดอาจจะไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นใคร แต่นับว่าเป็นมิติปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย กอ.รมน.ภาค 4 สน. มีนโยบายเร่งด่วนใช้มาตรการปราบปรามยาเสพติดซึ่งเป็นทุกข์ของชาวบ้านจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ส่งผลให้ปัญหาการค้า ปัญหาการแพร่ระบาดลดลงในระดับหนึ่ง แต่ใน "เบื้องลึก" ปัญหายาเสพติดกลับพบข้อมูลความเกี่ยวพันโดยตรงอย่างเป็นรูปธรรมระหว่าง "กลุ่มผู้ค้า" และ "ผู้เสพยาเสพติด" กับ "กลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรง" มีส่วนเกี่ยวพันหรือเป็น "สถานการณ์คู่ขนานกัน" ในแบบระนาบข้างกับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม


ปัญหายาเสพติดกับ "ปัญหาความมั่นคง"  นักค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีอิทธิพลอื่น เช่น ค้าของหนีภาษี การพนัน ค้ามนุษย์ ฯลฯ คนกลุ่มนี้บางส่วนอาจจะเป็น "แหล่งเงินทุน" ให้กับผู้ก่อความไม่สงบโดยเป็นกลไกทางเศรษฐกิจ "กลุ่มผู้เสพ" ซึ่งอายุอยู่ในช่วง 15-24 ปี เป็น "เยาวชนว่างงาน" มีความเกลียดชังราชการ มีการใช้ยาและขาดแรงจูงใจในตนเอง พร้อมที่จะถูกชักจูงให้ก่อความปั่นป่วนในสังคมได้ง่าย ความสัมพันธ์ทางอ้อมในแง่เป็นฐานทางเศรษฐกิจ และอาจจะเป็นผู้ได้ประโยชน์หรือฉกฉวยประโยชน์กับปัญหาความมั่นคงและความไม่สงบในพื้นที่ ในสภาพการณ์ที่เจ้าหน้าที่มีความระมัดระวังปัญหาในด้านความไม่สงบในพื้นที่จนไม่สามารถควบคุมดูแลปัญหายาเสพติด

การกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในระดับผู้ค้าหลายครั้งมีการยึดอาวุธปืนสงคราม กระสุนได้เป็นจำนวนมากเมื่อมีการตรวจสอบอาวุธปืนเหล่านั้นกลับพบว่า "เชื่อมโยงกับการก่อเหตุ" จึงอนุมานได้ว่าเป็น "โลกสองใบ" ของ "ผกร." สถานะที่หนึ่งมีสถานะเป็น "RKK" อีกสถานะหนึ่งเป็น "ผู้ค้ายาเสพติด"  เป็นผู้เล่น "ในคน คนเดียวกัน.." สถานะสลับไปสลับมา.. แต่ยังมีปัญหาเรื่อง "คบซ้อน" ในสองขั้วปัญหาไฟใต้ที่มีหมวกอยู่ 2 ใบ

ส่วนโลกอีกใบที่ถือเป็น "โลกแห่งความเป็นจริง " คือการอยู่ในสถานะ "ผู้ค้ายาเสพติด" ของ "ผกร." เป็นการหาลำไพ่พิเศษโดยอาศัยสถานการณ์ปิดบังอำพรางซึ่งไม่ต่างอะไรกับ "ชัยฏอน" ที่มอมเมาเยาวชนให้ติดยาเสพติด ยัดเยียดความเดือดร้อนให้กับประชาชน  ดังนั้น "กรอบความคิด" คือ "การตัดวงจรทุน" ของกลุ่มการค้ายาเสพติด มิให้ทุนของกลุ่มการค้ายาเสพติดเข้าไปสนับสนุนการก่อความไม่สงบทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่วน "ปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติด" เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนและสังคมอย่างกว้างขวาง และเป็นสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่เรียกร้องต้องการแก้ไขปัญหา ขบวนการค้ายาเสพติดโยงใยกับการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ กรณีการจับกุม นางปาดีเมาะ สะแลแม น.ส.นรินทร์ มามะ และ น.ส.โนรีชา ยูโซ๊ะ เมื่อ 17 มี.ค.55 ซึ่งเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดใหญ่ในภาคใต้ของ นายยุสรี เปาะดาโอ๊ะ จากการตรวจสอบวงจรการเงินของขบวนการค้ายาเสพติดกลุ่มนี้พบว่ามีการ "โอนเงินกว่า 10 ล้านบาท" ให้กับแกนนำกลุ่ม"RKK" ใช้เคลื่อนไหวก่อเหตุร้ายเพื่อเบี่ยงเบนเจ้าหน้าที่ ทำให้ขบวนการค้ายาเสพติดได้สะดวก..
---------------------

3/11/2562

สนธิสัญญาแองโกล-สยามกับการเปิดประเด็น PATANI 110


ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อ 110 ปีที่แล้ว ฝรั่งได้ล่าอาณานิคมทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส หลายประเทศตกเป็นเมืองขึ้นไม่เว้นแต่ประเทศในแถบเพื่อนบ้านของไทยเราโดยเฉพาะมาเลเซีย มีการรุกคืบของอังกฤษ เพื่อนำมาสู่การค้าขายและตักตวงทรัพยากรในแถบนี้จนนำไปสู่การกดดันนำไปสู่การต่อรองกับผู้มีอำนาจของสยามและมลายู จนในที่สุดมีการตกลงใจในการลงนามสนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ (Anglo-Siames Treaty of 1909) หรือ "สนธิสัญญาบางกอก" ลงนามกันที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2452 และรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักรได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมปีเดียวกัน หรือตรงกับปี พ.ศ.2452 ถ้าหากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ช่วงนั้น การลงนามในยุคนั้นเพื่อการลงตัวของผลประโยชน์ทางการเมืองของทุกฝ่าย หากไม่ลงตัวทางการเมืองต้องใช้มาตรการทางทหารกดดันต่ออาจนำไปสู่สงครามได้ จะเห็นได้ว่าการทำสนธิสัญญาทั่วโลกเกิดจากการต่อรองเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา อาจจะมีปัญหาความขัดแย้งทำให้เกิดสงครามรบราฆ่าฟันกัน
สนธิสัญญานี้ทำให้สยามต้องสูญเสียดินแดน 4 รัฐตอนเหนือของมลายูไป (กลันตัน, ตรังกานู, เคดาห์, ปะลิส รวมทั้งรัฐเปรัคบางส่วน) โดยขณะนั้นอยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช หรือ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 พยายามต่อรองกับอังกฤษเพื่อมิให้เกิดความขัดแย้งใหญ่โต จนนำไปสู่สงครามระหว่างกันได้ ผลของสนธิสัญญา ทำให้ "ปาตานี" ตกอยู่ใต้อธิปไตยของสยามอย่างสมบูรณ์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสยาม และมีสถานะเป็นเพียงจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย
ย้อนมองพื้นที่ จชต. ในปัจจุบันฝ่ายเห็นต่างจากรัฐกลับมองอีกแง่มุมหนึ่งของสนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ แต่ไทยพยายามรักษากฎกติกาเดิมในอดีตที่มีการทำสนธิสัญญากันระหว่างมาเลย์-อังกฤษ-สยาม แม้ว่าจะเสียดินแดน 4 รัฐ แต่ฝ่ายคิดต่างปลุกกระแส RSD โดยอ้างรัฐปาตานีเพียงอย่างเดียว แสดงให้เห็นว่าฝ่ายเห็นต่างพยายามที่จะชูประเด็น PATANI 110 เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองเท่านั้น แบบนี้เขาเรียกว่าคัดลอกประวัติศาสตร์บางแง่มุมเท่านั้น
--------------------

3/10/2562

ทำไม?.. ทหารต้องเข้าโรงเรียน




          คำถามหนึ่งที่ได้มักยินบ่อยและมีการโพสต์ข้อความตั้งคำถามและแสดงออกถึงความไม่พอใจในสื่อสังคมออนไลน์  ทำไม?.. เจ้าหน้าที่ทหารต้องเข้าไปในโรงเรียน ซึ่งในโรงเรียนไม่ใช่สถานที่ที่ทหารควรจะเข้าไปทำกิจกรรม อีกทั้งยังมีการกล่าวหาว่าเป็นการรบกวนเวลาเรียนของนักเรียน เวลาสอนของ เจ๊ะฆู อะไร? คือสาเหตุสำคัญในการตั้งข้อรังเกียจทหารและต่อต้านเช่นนั้น และด้วยเหตุผลอะไร เจ้าหน้าที่ทหารจึงต้องเข้าไปร่วมทำกิจกรรมในโรงเรียน

          เป็นที่ทราบกันดีว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ใช้ภาษามลายูถิ่นในการสื่อสาร ประเพณีวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ก็ย่อมมีความแตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ การศึกษาก็เช่นเดียวกันนอกจากเรียนวิชาสามัญแล้ว เด็กเล็กต้องไปเรียนที่ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ ตาดีกา หรือแม้กระทั่งการเรียนการอ่านคัมภีร์อัลกุรอานในตอนกลางคืน โตขึ้นมาหน่อยไปเรียนต่อในสถาบันศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเพื่อให้มีความรู้ตามหลักคำสอนของศาสดา

          ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อยาวนานเชื่อกันว่าปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการบ่มเพาะเด็กและเยาวชนโดยเจ๊ะฆูในสถานศึกษา ตาดีกา ปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ด้วยการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนา ประวัติศาสตร์ อีกทั้งที่ผ่านมากลุ่ม ผกร.ใช้โรงเรียนเหล่านี้เป็นสถานที่ฝึกแนวร่วม ซ่องสุมอาวุธ ใช้เป็นที่หลบซ่อนตัว และผลิตวัตถุระเบิด

          การแสดงท่าทีไม่พอใจ ต่อต้านและตั้งข้อรังเกียจทหารไม่ให้เข้าไปร่วมทำกิจกรรมในโรงเรียน ประเด็นหลักคงไม่อยากให้ไปรู้ไปเห็นการปลุกระดมบ่มเพาะ หรือหลักฐานสำคัญอะไรบางอย่างมิเช่นนั่นคงไม่ร้อนรนถึงขนาดนี้ และที่ผ่านมาก็เจอจริงๆ เช่นในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีการเขียนข้อความ RKK ผนังหอพักชาย พบการวาดภาพอาวุธปืน ขวาน กริช ในสมุดนักเรียน นักเรียนชายสองคนออกกำลังกายด้วยท่าดันพื้น เด็กนักเรียนหญิงเล่นเป่ายิงฉุบ อธิบายความหมาย กรรไกรชนะมีไว้เพื่อตัดคอคน ก้อนหินไว้ปาใส่รถใส่หน้าคน ส่วนกระดาษคือกำลังภายในเทควันโดมีไว้ฟันคอคู่ต่อสู้ อีกทั้งยังเจอกลุ่มนักเรียนชายแสดงท่าทางคล้ายการฝึกแบบทหาร

          เจ้าหน้าที่ทหารจึงมีความจำเป็นต้องเข้าไปในโรงเรียน เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เจ๊ะฆูบางคนที่มีพฤติกรรมมิชอบทำการปลุกระดมบ่มเพาะลูกหลานของเราไปในทางที่ผิด อันเป็นต้นเหตุปัญหาความรุนแรง และส่วนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปในโรงเรียน เพื่อเป็นครูช่วยสอนเสริมในบางวิชาในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือตาดีกาที่ขาดแคลนครู อีกทั้งยังช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่ บุคลากรทางการศึกษาจากผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ และช่วยเหลือในการทำกิจกรรมของครูและเด็กในวันสำคัญๆ และนี่คือสาเหตุ ทำไม?.. ทหารต้องเข้าโรงเรียน
-------------------------

3/08/2562

“สวมหมวกหลายใบจนลืมใส่ใจจรรยาบรรณสื่อมวลชน”


ตามที่มีการรายงานข่าวซ้อมพลทหารเผยแพร่ใน "นสพ.แนวหน้าออนไลน์" เมื่อวันที่ 7 มี.ค.62 โดยอ้างว่าเกิดเหตุเมื่อวานนี้ ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้สังคมทราบแล้วว่าคลิปดังกล่าวเป็นคลิปเก่าที่ถูกนำมาเผยแพร่ตั้งแต่ 21 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดยะลาโดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้สั่งการให้ หน่วยเฉพาะกิจยะลาตั้งคณะกรรมการสอบสวนพร้อมสั่งลงทัณฑ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2558

จากการตรวจสอบผู้เขียนข่าวพบว่าเป็นสื่อท่านหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทหลายด้าน สวมหมวกหลายใบ ไม่ว่าจะทำงานด้านภาคประชาสังคม, NGOs และทำหน้าที่สื่อมวลชนหลายสำนัก จนทำให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติหน้าที่แยกแยะบทบาทตัวเองไม่ได้ว่าอยู่ในฐานะไหน ที่สำคัญมีพฤติกรรมเขียนข่าวโดยไม่มีแหล่งข่าว ขาดจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อ และขาดความรับผิดชอบ ณ ปัจจุบันถึงแม้ "นสพ.แนวหน้าออนไลน์" ได้ทำการลบทำการเผยแพร่ข่าวดังกล่าวแล้วแต่ในสื่อโซเชียลได้มีการนำมาขยายผลจนทำให้สังคมเกิดการเข้าใจผิด

อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาได้มีบุคคลบางกลุ่มพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงและนำเรื่องราวในอดีตมาเผยแพร่ซ้ำเพื่อชี้นำสังคมทำลายภาพลักษณ์ของกองทัพและรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

จึงวอนขอให้สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย สื่อมวลชนและกลุ่มองค์กรในพื้นที่ภาคใต้ช่วยกำกับและตรวจสอบพฤติกรรมสื่อมวลชนท่านนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจทำให้องค์กรสื่อได้รับความเสื่อมเสียเป็นส่วนรวม อีกทั้งหากยังไม่เลิกพฤติกรรมดังกล่าวจะนำมาซึ่งเสียความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชน พร้อมทั้งขอให้ให้สื่อท่านนี้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยเร็วที่สุด เพราะสื่อมวลชนนอกจากจะต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพแล้ว แต่อย่าหลงลืมตนว่าไม่มีอำนาจหรืออภิสิทธิ์ชนใดๆ เหนือกฎหมายทั้งปวง
------------------------------------

3/07/2562

เรียกร้องนักสิทธิมนุษยชนแสดงออกอย่างสร้างสรรค์



กรณี น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้กล่าวในเวทีเสวนา ประชาชนถาม ร่างกฎหมายปฏิรูปตำรวจถูกซุกไว้ที่ไหน? ใครรับผิดชอบ ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย    เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา

น.ส.พรเพ็ญ ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากตำรวจ เรามีผู้ต้องขังตอนนี้มีคนในเรือนจำ 380,000 คน ตอนนี้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรข้างนอก และยังมีครอบครัวที่อยู่ข้างนอกที่ได้รับผลกระทบอีกเฉลี่ย 5 คน คูณเข้าไปก็ล้านกว่าคน และเราก็มีผู้ต้องขังที่ไม่ได้กระทำผิดจริง สิ่งที่เรากระทำอยู่ตอนนี้มันเหมือนถูกซุกอยู่จริงๆ แล้วคอยให้มีบรรยากาศประชาธิปไตยไปก่อนถ้ายังไม่มีสามารถปฏิรูปตำรวจในตอนนี้ได้ ก็ขอให้ทำบางส่วนไปก่อน ในบางศาล หรือสถานี สำหรับ pilot project  ถ้าลุงตุ่ ไม่ได้เป็นนายกฯ อีกจะดีมาก ปล่อยให้เป็นการทำงานของ สส.สว.ใหม่ๆ และผู้ใหญ่น่าหยุดบ้างเพื่อให้ประชาธิปไตยจะเดินหน้าให้กับลูกหลาน"

น.ส.พรเพ็ญ ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนรู้ทั้งรู้ว่าผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำ มีลักษณะต้องห้ามใช้สิทธิในการเลือกตั้ง แต่ยังดันทุรังหยิบยกมาเป็นประเด็นทางสังคมเพื่ออะไร? มิหนำซ้ำยังลากเอาครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งครอบครัวไม่ได้มีถูกลิดรอนสิทธิตามครรลองของประชาธิปไตยแต่อย่างใดเลย ยังเลยเถิดกระแหนะกระแหนไปถึงนายกฯ ซึ่งไม่ได้เป็นการแสดงออกทางความคิดที่สร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ใดๆ ต่อสังคม มิหนำซ้ำเป็นการซ้ำเติมปัญหา

นักสิทธิมนุษยชนบางคนฉกฉวยโอกาสในเวทีเสวนาด้วยการแสดงความคิดเห็นที่สุดขั้วเพื่อต้องการสร้างกระแส ใช้พื้นที่สื่อให้เป็นข่าวโปรโมทโปรไฟล์ให้กับตัวเอง

ฝากไปยังผู้ที่เสพข่าวสารควรใช้วิจารณญาณในการเชื่อ แยกแยะสิ่งไหนจริงสิ่งไหนเท็จและควรมีข้อมูลรอบด้านในการตัดสิน มิเช่นนั้นแล้วจะตกเป็นเครื่องมือของผู้ที่ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยปัญหาหาทางออกให้กับสังคมให้กับประเทศชาติ เสนอแนะแนวทางจุดดีจุดด้อย เห็นต่างได้แต่ไม่แตกแยก ชี้นำทางความคิดในทางที่ผิด นักสิทธิมนุษยชนก็เช่นเดียวกันควรค้านอย่างมีหลักการและเหตุผลมิใช่ค้านดะไปเสียทุกเรื่อง หลายๆ ครั้งเห็นด้วยกับแนวความคิด แต่มีอยู่หลายครั้งเช่นเดียวกันยอมรับไม่ได้กับข้อมูลที่นักสิทธิมนุษยชนตั้งใจสื่อทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่าผิด แต่กลับพยายามยัดเยียดให้กับสังคมเห็นผิดเป็นชอบ.. ขัดกับความรู้สึก ขัดกับความเป็นจริง..

------------------------

คุณภาพชีวิตของนักเรียนปอเนาะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนต้องมาดู


"Ibrahim"


          เรื่องอื้อฉาวอาจารย์โซะ ลวงละเมิดทางเพศขยี้กามเด็กที่ยะลามีผู้เฝ้าติดตามข่าวสารเป็นจำนวนมาก อยากดูบทสรุปตอนจบเป็นอย่างไร!! ซึ่งแน่นอนสุดท้ายอาจารย์โซะ ทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหวดอดมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลาซึ่งจะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป แต่มีประเด็นหนึ่งเป็นที่สนใจเมื่อภาพสถานที่พักอาศัยเด็กหญิงอาจารย์โซะ ถูกนำมาเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ผู้คนต่างยอมรับไม่ได้กับสภาพความเป็นอยู่หลับนอน ห้องน้ำห้องส้วม อาหารการกินที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นข้าวต้ม 3 มื้อ สังคมจึงตั้งคำถามขึ้นมากมายต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบเช่น องค์กรสิทธิมนุษยชน, ภาคประชาสังคมที่ดูแลสิทธิเด็กและสตรี
          ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2554 รัฐบาลในขณะนั้นได้อนุญาตให้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเปิดโรงเรียนอนุบาล ส่งผลให้เด็กนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าสู่ "อัตลักษณ์เชิงเดี่ยว" ตั้งแต่เด็กจนถึงระดับอุดมศึกษา และเข้าทางขบวนการ BRN Co – ordinate ที่ต้องการแยกเขาแยกเรา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาคือ"จุดเริ่มสร้างแหล่งบ่มเพาะ" ปัญหาที่รอการแก้ไขและสะสางทั้งปัญหาความมั่นคงและทุจริตคอรัปชั่น มีการโกงกินด้วยการบรรจุนักเรียนผี ครูผี นำเงินไปสนับสนุนกลุ่มขบวนการใช้ในการก่อเหตุ แต่น่าหดหู่ใจแทบไม่มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสมดั่งเจตนาของรัฐในการทุ่มงบประมาณให้
หน้าที่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนคืออะไร? มุ่งตรวจสอบรัฐเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหรือ!! ที่ผ่านมามีการรายงานข้อมูลไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนใน จชต. ของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่นการซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัวซักถาม, การพิสูจน์ DNA และการเชิญตัวผู้ต้องสงสัย!!


          ผ่านมาหลายปีคุณภาพชีวิตของนักเรียนปอเนาะยังคงย่ำแย่ ไร้การเหลียวแลและตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่เกิดเรื่องอื้อฉาวอาจารย์โซะ สังคมคงไม่ได้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่อย่างเร้นแค้นของนักเรียน ปัญหาก็ยังคงสะสมไร้การแก้ไขไม่มีใครได้รับรู้  ปอเนาะยังเป็นปอเนาะไร้การพัฒนาเป็นแดนสนธยาที่ไม่มีใครกล้าเข้า ฝากไปยังองค์กรสิทธิมนุษยชนควรที่จะให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียมด้านการศึกษาที่เด็กทุกคนควรจะได้รับสิทธิอันชอบธรรม ตรวจสอบคุณภาพการศึกษา คุณภาพชีวิตนักเรียนปอเนาะเป็นอยู่กันอย่างไร!! ปอเนาะไหนไม่ดีช่วยตีแผ่ความจริงให้สังคมรับรู้เพื่อกระตุ้นให้เจ้าของและผู้บริหารปรับปรุงแก้ไข.. หากองค์กรสิทธิ์ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทำการตรวจสอบรัฐ เอกชน องค์กรรัฐวิสาหกิจด้วยน้ำใสใจจริง มุ่งทำหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและสังคมส่วนรวม ย่อมได้รับการแสซ้องสรรเสริญและเป็นนิมิตรหมายที่ดีในการทำหน้าที่อย่างแท้จริง..
------------------------

3/06/2562

เบื้องหลัง!! ค่าตอบแทนครู จชต.


"Ibrahim"

เมื่อปี พ.ศ. 2554 รัฐบาลในขณะนั้นได้อนุญาตให้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเปิดโรงเรียนอนุบาลได้ ส่งผลให้เด็กนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าสู่ "อัตลักษณ์เชิงเดี่ยว" ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงระดับอุดมศึกษา และเชื่อกันว่า BRN ใช้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ตาดีกา และสถาบันปอเนาะเป็นแหล่งบ่ม คือจุดเริ่มสร้างแนวร่วมอายุน้อยในระดับเยาวชนให้ต่อต้านรัฐ สั่งสมปัญหาความขัดแย้งมาถึงปัจจุบัน แต่ที่เป็นปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อมีการตรวจพบว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนามีการการทุจริตงบประมาณอุดหนุนจากรัฐ มีการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใส ซ้ำเติมปัญหา จชต. อีกทั้งยังสนับสนุน ผกร. ในพื้นที่ทำการก่อเหตุเป็นภัยต่อความมั่นคง
เมื่อส่องตัวเลขโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่เปิดทำการเรียนการสอนในพื้นที่ จชต. และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา พบว่าจังหวัดปัตตานีมีมากที่สุดจำนวน 121 แห่ง จังหวัดนราธิวาส 89 แห่ง จังหวัดยะลา 86 แห่ง และจังหวัดสงขลา (4 อำเภอ) จำนวน 58 แห่ง โดยโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาทุกแห่งจะได้รับการอุดหนุนจากรัฐ จำนวน 8 รายการคือ เงินอุดหนุนรายบุคคล, เงินอุดหนุนพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้, เงินอุดหนุนพัฒนาคุณภาพการศึกษา, เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว, เงินอุดหนุนเรียนฟรี 15 ปี, เงินอุดหนุนโครงการอาหารกลางวัน และเงินอุดหนุนโครงการอาหารเสริมนม

ที่น่าปวดใจยิ่งไปกว่านั้นคือ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐเป็นค่าบำรุง ค่าตอบแทนรายเดือน ค่าเสี่ยงภัยให้กับครู กลับถูกฉ้อโกงจ่ายให้กับครูไม่เต็มจำนวน อย่างเช่นครูที่มีคุณวุฒิจะได้ค่าตอบแทนรายเดือน 15,000 บาท แต่ได้รับจริงแค่ 7,000 - 8,000 บาทเท่านั้น ค่าเสี่ยงภัย 2,500 บาท จ่ายให้ครูแค่ 1,000 บาท แล้วส่วนต่างค่าตอบแทนที่รัฐจ่ายให้ครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนานำเงินไปไหน?  
จากการตรวจเจอพบว่ามีการนำเงินไปสนับสนุนกลุ่ม ผกร. มีกลุ่มบุคคลที่แอบแฝงเป็นครูสอนศาสนา ซึ่ง ผอ.โรงเรียนเอกชนสอนศาสนารู้เห็นเป็นใจ เช่นกรณี นายซาการียา หัดสมัด สมาชิก ผกร. ก่อเหตุเผาร้านสะดวกซื้อ 7-11 เมื่อปี 59 และเคยก่อเหตุหลายคดี พบว่าโรงเรียนบากงพิทยาจ่ายเงินรายเดือนให้ทุกเดือนก่อนจะถูกจับกุมเมื่อเดือน พ.ย.60
จึงเรียกร้องไปยังครูใน จชต. จะต้องรับรู้สิทธิที่ตนเองพึงจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทนรายเดือน ค่าเสี่ยงภัยได้รับเต็มจำนวนหรือไม่ อย่าปล่อยให้ค่าตอบแทนที่รัฐจ่ายให้ถูกเบียดบังนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตนหรือนำไปใช้ในทางที่ผิดด้วยการสนับสนุนความรุนแรง

โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่โกงกินเงินอุดหนุนจากรัฐจากการตรวจพบปีละหลายล้าน นำไปสนับสนุนฝ่ายความรุนแรงทำการก่อเหตุเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ลองคิดเล่นๆ นะ แค่โรงเรียนบากงพิทยาพบมีการทุจริตปีละ 17 ล้านบาท และอีก 70 กว่าโรงเรียนที่กำลังตรวจสอบอยู่ล่ะหากเจอเช่นโรงเรียนบากงพิทยาจะเป็นเม็ดเงินเท่าไหร่? นี่คือเบื้องหลังการบริหารจัดการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาใน จชต. ที่ไม่มีความโปร่งใสมุ่งเพื่อผลประโยชน์ของผู้บริหารเจ้าของโรงเรียน ซ้ำร้ายยังเชื่อมโยงปัญหาไฟใต้ด้วยการสนับสนุนกลุ่ม ผกร. ก่อเหตุ เสียดายงบประมาณรัฐที่จ่ายไปแต่สิ่งที่ได้รับคือชีวิตผู้บริสุทธิ์ถูก ผกร. ทำร้ายด้วยเงินจากภาษีของประชาชนเอง จึงเร่งให้สำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน (สช.) และ ปปง. เข้าทำการตรวจสอบหลักฐานทางการเงินและข้อเท็จจริงเอาผิดกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่ จชต. ต่อไป

----------------------

3/05/2562

Hubungan dan sokongan penkeganasan didalam hal pertempuran di Jaring.



Dari acara pada 10 Jan 2019, Jam 11.45 Pagi, penjahat kira-kira 6 - 8 orang berpakaian hitam dan memakaikan topi bersatu hitam dengan ada tanda dan berselendang sebagai pegawai tentera hitam yang berjalan oleh mereka itu di jalan sebelah Sekolah Kebangsaan Kampung Buko, Tempat 5, Mukim Pracan dan setengah daripadanya masuk ke pintu masuk sekolah dan setengahnya berada di rumah di belakang bangunan sekolah. Selepas itu, penjahat yang masuk itu telah menunjukkan sikapnya sebagai untuk melakukan lawatan operasi dan pada ketika sukarelawan penjaga wilayah telah tidak berhati-hati ia maka penjahat itu menggunakan senjata api untuk menyerangkan 4 pegawai sukarelawan penjaga wilayah dan berulang kali ditembakkan di kepala dan badannya sehingga mereka itu meninggal dunia di tempat kejadian. Kemudian penjahat merompakkan akan 4 senjata api HK 33 dari sukarelawan penjaga wilayah, Selepas menyebabkan jenayah, penjahat melarikan diri di jalan raya dengan motosikal 4 buah ke Kampung Puyud, Mukim Puyud, Daerah Muangpattani dan Kampung Sadawa, Mukim Sadawa, Daerah Jarang dan satu lagi kumpulan penjahat yang merupakan kumpulan sokongan, telah menaburkan paku perahu layar di depan dan di belakang sekolah untuk menghalangkan akan pegawai-pegawai untuk tidak mengejarkan dia.


Selepas kejadian itu, telah diperintahkan oleh semua unit untuk menubuhkan akan pusat pemeriksaan dan pengekstrakan. Dan pada masa itu, Balai Polis Muangpattani telah bergabung pasukkan bertindak proaktif dan mengejarkan akan penjahat yang menyebabkan kejadian itu dengan memeriksakan dan mencarikan di Tempat 1, Mukim Bana, Daerah Muangpattani. hasilnya,mendapatikan akan 2 lelaki yang mencuriga yang berduduk di kawasan kolam ikan keli yang bergerak isyarat yang mencurigakan dan apabila melihat oleh kedua-duanya akan pegawai  maka melarikan diri dari kolam ikan serta dengan menembakkan akan pegawai  yang menyebabkan tindak balas menembakkan dan mengejarkan oleh pegawai untuk menangkapkan dia dan dapat mengawal akan 1 orang yaitu Madkri Isaputih, berumur 44 tahun, bertinggal di rumah nombor 50/1, Tempat 5, Mukim Canae, Daerah Sabayoi, Wilayah Songkhla dan orang yang boleh melarikan diri itu ialah Abdullah Ceklong, berumur 37 tahun, bertinggal di rumah nombor 54/3, Tempat 3, Mukim Tanjonglukluk, Daerah Muang, Wilayah Pattani yang menggunakan senjata untuk menembakkan akan pegawai dan pegawai mengejarkan dia dan bertindak balas menembakkan dan peluru kenakan akan seorang lelaki yang melarikan diri (kerana mendapati darah jatuh di jalan yang melarikan dirinya) maka pegawai-pegawai mengikutikan akan darah penjahat itu di sepanjang jalan tanah yang memotong dengan bandang di seluruh kanal pengairan dan potong ke dalam hutan Tempat 3, Mukim Tanjonglukluk, Daerah Muang, Wilayah Pattani  dan telah menemui oleh pegawai akan 2 motosikal yang terletak di bawah belukar di sebelah sungai Krue Se, Tempat 3, Kampung Bandar, Daerah Muang, Pattani dan jauh daripada tempat yang mendapatikan akan motosikal kira-kira 60 meter dan di Sungai Krue Se mendapatikan akan sebuah karung yang berbungkuskan akan barangan peribadi dan telefon bimbit dan bandana dan mengenal pasti Jabatan Tentera Hitam 47 dan pakaian seragam tentera dan melekat senjata Tentera Rantau 4 dan Jabatan Tentera Hitam 44 dan tanda ketenteraan hitam 44 yang terletakkan ia jauh daripada tempat yang mendapati sebuah karung itu ke sebelah kiri kira-kira 100 meter dan mendapatikan akan tempat perlindungan bagi penjahat yang berada didalam hutan dan ada tanda-tanda tali leher katil bidang pengusung dan mendapatikan akan topi tentera hitam dan sepasang kasut.


Pada 12 Jan 2019, Jam o4.oo Pagi, pegawai telah berhubungkan kuasa dan dipintaskan untuk sekatan dan memeriksakan dan mencarikan suspek di Kampung Tha Dan, Tempat 3, Mukim Telukkapur, Daerah Jaring, karena detektif dan mengetahui akan bahwasanya penjahat yang menembakan akan pegawai sukarelawan penjaga wilayah di Daerah Jarang meninggal dunia 4 orang itu dan satu orang lagi yang diikuti oleh pegawai dan kena ditembakkan dan tercedera ia di Tempat 3, Mukim Tanjonglukluk, Daerah Muang, Pattani, bersembunyi kedua-duanya di kampung yang tersebut dan pada ketika pegawai memandu kereta di lorong di jalan kampung itu, Penjahat yang bersembunyi di dalam rumah yang bernombor 152/2, Tempat 3, Kampung Thadan, Mukim Telukkapur, Daerah Jaring telah menggunakan senjata api dan menembakkan akan kereta dan peluru kena ke gril dan tayar roda belakang kiri dan peluru dilanggarkan akan sukarelawan tentera hitam Thita Buangam yang berada ia di bawah Troop Tentera Hitam 43o3, Unit Tertentu Tentera Hitam 42 tercedera. dan menyekat dan meletakkan kuasa oleh pegawai di kawasan rumah itu dan kira-kira o6.oo pagi, Pegawai memanggilkan akan orang-orang yang berada didalam rumah itu untuk berkeluar. Maka keluarlah oleh Mi Saman, berumur 55 tahun, bertinggal di rumah nombor 152/2, Tempat 3 kampung Thadan (menjadi pembantu ketua kampung) dan Samarah Hawae (isterinya) dan gadis Khairuimtisan Awan (cucunya), berumur 8 tahun, bertinggal di rumah nombor 42, Tempat 2, Mukim Phoming, Daerah Panariik serta dengan meminta bantuan ia daripada pihak berkuasa untuk membawa gadis Khairuimtisan hantar ke hospital akibat kecederaan di belakang, jadi pegawai itu segera membawa dia untuk dihantar ke Hospital Jaring dan dihantar ke Hospital Pattani pula dan sekarang selamat ia, kemudian kira-kira 06.30 pagi, Pegawai menemui pergerakan penjahat di belakang rumah maka memanggilkan dia untuk menyerahkan diri tetapi penjahat menggunakan senjata api untuk menembakkan akan pegawai maka pegawai itu melepaskan tembakkan tindak balas selama kira-kira 5 minit dan kira-kira 07.00 pagi pegawai telah menjemputkan akan ketua kampong dan pemimpin agama untuk berunding untuk penjahat menyerahkan diri tetapi penjahat menolak ia dan menembakkan pula sebagai tindakkan balas akan pegawai di belakang dan sebelah rumah. kemudian pada jam kira-kira 07.20 pagi telah pertembungan menembakkan sekali lagi selama kira-kira 5 minit. kemudian pegawai telah membersihkan di dalam dan di sekeliling rumah dan mendapatkan akan 2 penjahat mati di belakang rumah (badannya berjauhi antara satu sama lain kira-kira 5 meter) dan telah diketahuikan akan namanya yaitu 1. Abdullah Saman, berumur 30 tahun, bertinggal di rumah nombor 167 Kampung Thadan, Tempat 3, Mukim Telukkapur, Daerah Jaring yang merupakan orang di bawah waran tangkap Kanun Tatacara Jenayah 6 waran, 2. Abdullah Ceklong, berumur 38 tahun, bertinggal di rumah nombor 54/3, tempat 3, Mukim Tanjonglukluk, Daerah Muang, pattani dan mendapatikan pistol panjang AK47 di sebelah badannya (kaki kiri ada luka yang ditembakkan oleh senjata api pegawai pada 10 Jan 2019 dan dari pemeriksaan dan pencarian di dalam rumah itu mendapati ia akan 1 senapang patah dan 1 pistol pendek .38 mm. dan bekalan perubatan untuk rawatan dan botol air garam dan beg disinfektan dengan menyatakan tarikh 16 Januari, 2018, Hospital Thepha, dengan menyatakan nama tuannya yaitu Naimah Salihman, berumur 30 tahun, bertinggal di rumah nombor 17/1, Tempat 2, Mukim Thamuang, Daerah Thepa, Wilayah Songkhla.


kemudiannya, Balai Polis Huai Pling menjemputkan akan Naimah untuk bertanya. Hasilnya, memberi ia akan keterangan akan bahawasanya ia mengalami luka di kakinya dan dirawatkan dia di Hospital Thepha dan telah minum ubat 2-3 kali kemudian ubatnya hilang yang dia mempunyai nenek yang bernama Tiwao Wandullah, berumur 77 tahun yang tinggal di rumah nombor 116, Tempat 3, Mukim Telukkapur, Daerah Jaring (kampung yang sama dengan tempat berkejadian), yang sering datang ia ke rumahnya maka mungkin akan bahawasanya ialah yang mengambilkan akan ubatnya. adapun mengenai operasi akan Mi Saman (Tuan rumah) maka telah ditahankan dia di bawah undang-undang tentera untuk bertanyakan di pusat siasatan, Jabatan Tentera Hitam 43, untuk meneruskan bahagian yang berkaitan seterusnya.

Hasil daripada pemeriksaan hubungan orang-orang yang terlibat didalam acara ini. Maka ada Aminah anak perempuan bagi Hamiah Salihman, berumur 49 tahun, bertinggal di rumah nombor 17/1, Tempat 2, Mukim Thamuang, Daerah Thepa, Wilayah Songkhla, yang dari pemeriksaan maklumat Hamiah itu mendapati akan nama bapanya yaitu Brahim Wandullah dan ibunya bernama Tiawo Wandullah dan apabila memeriksakan akan maklumat saudara seibu bapa dengan dia ada Jawahir Wanmadnur, berumur 33 tahun, bertinggal di rumah nombor 116, Tempat 3, Mukim Telukkapur, Daerah Jaring (rumahnya terletak di Pondok  Jihad) dia mempunyai sambungan sebagai isteri Dullah Wanmadnur (ketua kumpulan BRN).
          
Kesimpulannya, Naimah yang (mendapatikan akan namanya di beg ubat di rumah tempat kejadian) itu adalah berkaitan sebagai cucu bagi Jawahir Wanmadnur (isteri) Dullah Wanmadnur (ketua kumpulan BRN). Dari semua urutan peristiwa, maka menunjukkan ia kepada sambungan dan kaitan dengan kumpulan keganasan yang telah terlibat sejak tahap komander dan pelaksana dan semua penaja dan hubungan didalam keluarga dan saudara-maranya. Adapun prosiding undang-undang akan penkeganasan dan mereka yang memberi sokongan itu akan mengikut rangka kerja perundangan yang membolehkan kita mengetahuikan akan fakta-fakta mengenai perkara itu, dan telah dibentangkan perkara ini melalui media dan menyimpangkan banyak faktanya pada masa yang lalu.

………………………