5/30/2562

สื่อโจรกล่าวหา จนท.ยิง M79 ใส่บ้านภรรยาโจรใต้จนไฟไหม้..



เมื่อวันที่ 29 พ.ค.62 เวลา 14.45 น. เพจ: Patanews.com ได้มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอการเข้าไปรายงานเหตุการณ์ในพื้นที่ บ้านเจาะตาแม ม.4 ต.กาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา กรณีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย บังคับใช้กฎหมายในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนเพื่อติดตามจับกุม ผกร. ซึ่งเนื้อหาในการรายงานเป็นการชี้นำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดถึงเหตุไฟไหม้ที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธหนักในการโจมตี จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดเพลิงไหม้โดย
ในเวลาต่อมาทราบชื่อผู้รายงานเหตุการณ์บิดเบือนดังกล่าวชื่อ นายฮาซัน ยามาดีบุ ซึ่งมีการรายงานเป็นภาษามาเลเซีย ทำการเผยแพร่ผ่านทาง Facebook Fanpage : Patanews.com มีผู้กด Like กดถูกใจ 309 ครั้ง ผู้แสดงความคิดเห็น 15 รายการ และทำการแชร์ต่อ 661 ครั้ง
เมื่อถอดเนื้อหาใจความสำคัญในคลิปดังกล่าว นายฮาซัน  ยามาดีบุ ได้กล่าวถึงเจ้าหน้าที่ทหารไทย จำนวน 500 นาย เข้าปิดล้อมบ้านของกลุ่มขบวนการรัฐปาตานี ทำให้เกิดการปะทะกัน นานประมาณ 6 ชม. ทำให้เกิดไฟไหม้ ของในบ้านเสียหาย และสูญหาย
นายฮาซัน  ยังได้กล่าวว่าได้มาเยี่ยมและบริจาคให้กับครอบครัวนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเช่นนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ สิ่งที่ทำให้บ้านหลังนี้เกิดไฟไหม้เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ทหารของไทย จำนวน 500 นาย ได้ยิงอาวุธปืน M79 เข้าใส่ จำนวน 7 ลูก
การนำเสนอข่าวสารของสื่อแนวร่วมมีการใช้ภาษามาเลย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งต้องการสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายในประเทศเพื่อนบ้านด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่ได้ก่อให้เกิดความเกลียดชังข้ามชาติ
การรายงานของเพจ: Patanews.com ด้ายภาษามาเลย์ตั้งใจบิดเบือนเพื่อสร้างความเสื่อมเสียให้เจ้าหน้าที่รัฐ นำไปสู่ความเกลียดชังสร้างความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติและศาสนา การตั้งใจสื่อสิ่งที่ทำให้บ้านหลังนี้เกิดไฟไหม้เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ทหารของไทย จำนวน 500 นาย ได้ยิงอาวุธปืน M79 เข้าใส่ จำนวน 7 ลูก จนทำให้เกิดไฟไหม้ ของในบ้านเสียหายและสูญหาย นายฮาซัน  ยามาดีบุ ต้องการอะไร?
หยุดปกป้องโจรใต้เสียที ควรแยกแยะคนดีและคนไม่ดี ไม่ควรนำเรื่องความเป็นมลายู การนับถือศาสนาเดียวกันมาเคลื่อนไหวสร้างความเห็นใจจากสังคม อย่าลืมว่าโจรใต้ใจบาปอย่าง นายอับดุลเลาะ ลาเต๊ะ มีหมายจับ ป.วิอาญา 7 หมาย เคยก่อกรรมทำชั่วมาอย่างโชกโชน เคยลอบทำร้ายลอบฆ่าผู้บริสุทธิ์มาเท่าไหร่?

การปิดล้อมบริเวณบ้านภรรยาของ นายฮาซัน ดอเลาะ ผกร.ระดับปฏิบัติการ จนเกิดการปะทะ นายอับดุลเลาะ เสียชีวิตและมี ผกร.ระดับสั่งการ 6-7 คน มาประชุมวางแผนเพื่อก่อเหตุร้ายช่วงเดือนรอมฎอนและหลบหนีไปได้ แต่ในขณะที่มีการเจรจาให้มีการมอบตัวอยู่นั้นได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น หลังเกิดเหตุพบถังแก๊สดัดแปลง เหล็กหุ้นตัด และสารเคมีประกอบระเบิดหลายรายการ แถมถังน้ำมัน-แกลลอนนี่ก็เป็นหลักฐานการก่อเหตุร้ายเช่นกัน ซึ่งไฟไหม้บ้านหลังดังกล่าวไม่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ และการสื่อว่าเจ้าหน้าที่ทหารยิงอาวุธปืน M79 เข้าใส่ จำนวน 7 ลูก เป็นสาเหตุเพลิงไหม้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด.
------------------

สื่อแนวร่วมสมองกลับด้าน บิดเบือน จนท.เสียชีวิต 3 ราย เหตุปิดล้อมที่ยะหา



กรณีเพจ: Fajar Harian บิดเบือนกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายได้ปะทะกับกลุ่มคนร้ายในพื้นที่ ต.กาตอง     อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อ 27 พ.ค.62 ที่ผ่านมา โดยได้ทำการโพสต์ อ้างได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงเหตุล้อมบ้านวันนี้ มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 คน ส่วนฝ่ายชาวบ้านไม่แน่ใจมีสูญเสียหรือไม่ เพราะถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าไปบริเวณเกิดเหตุ ตามที่รายงานเบื้องต้นบ้านถูกเผาไหม้เสียหายจำนวนไม่น้อย
การโพสต์เนื้อหาดังกล่าวของเพจ: Fajar Harian มีผู้กด Like กดถูกใจ 142 ครั้ง มีผู้แสดงความคิดเห็น 30 รายการ และมีการแชร์ต่อโดยไม่คิดและตรวจสอบข้อเท็จจริง 24 ครั้ง แปลกใจ!! ต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารของคนกลุ่มนี้ที่มีสมองแต่กลับด้าน เห็นผิดเป็นชอบ เห็นขาวเป็นดำ หรือว่าในชีวิตจริงมีลูกมีหลานสั่งสอนให้จดจำแต่เรื่องผิดๆ
ข้อเท็จจริง
          เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ได้ปะทะกับกลุ่มคนร้ายในพื้นที่ บ.เจาะตาแม ต.กาตอง อ.ยะหา.จ.ยะลา เป็นเหตุให้คนร้ายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย ทราบชื่อ นายอับดุลเลาะ ลาเต๊ะ เป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ/สั่งการ มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 7 หมาย ส่วนเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย (ไม่มีเสียชีวิต) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ที่ได้กำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมพื้นที่ และบังคับใช้กฎหมายในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน เพื่อทำลายความพยายามของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มุ่งสร้างสถานการณ์เพื่อสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนตามความเชื่อที่ถูกบิดเบือนว่าจะได้บุญมากขึ้น
          การบิดเบือนข้อเท็จจริงของเพจ: Fajar Harian และสื่อแนวร่วมอย่างเพจ: Suara Patani ต้องการสร้างความสับสนข้อมูลข่าวสาร มุ่งโจมตีด้อยค่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในการบังคับใช้กฎหมายติดตามจับกุมผู้กระทำผิด มีการสื่อเพื่อให้เกิดการเข้าใจผิดต่อเจ้าหน้าที่ ชี้นำความคิดมีการกระทำที่รุนแรง
          การปิดล้อมตรวจค้นของเจ้าหน้าที่มีการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายจากเบาไปหาหนัก ใช้หลักในการเจรจาเพื่อให้คนร้ายมอบตัวเพื่อลดการสูญเสียไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด แต่คนร้ายกลับเปิดฉากการยิงใส่จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจนนำไปสู่การปะทะเกิดการสูญเสียที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น
จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในการติดตามข่าวสารจะต้องมีข้อมูลรอบด้าน จะต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของแหล่งข่าว คิดก่อนเชื่อ ชัวร์ก่อนแชร์  มิเช่นนั้นจะตกเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มที่ต้องการสร้างความแตกแยก ความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม ร่วมกันสร้างสันติสุขในพื้นที่ด้วยปลายนิ้วเรา แชร์ต่อเรื่องราวดีๆ ร่วมกันประณามต่อต้านความรุนแรงในเดือนรอมฎอน พฤติกรรมอันสุดโต่งของ ผกร. ถือเป็น "มรดกบาปทางความคิดที่ถูกบิดเบือน"

----------------------

5/28/2562

ทำไม BRN ตัดสินใจทำร้ายพี่น้องมุสลิมบริสุทธิ์ในเดือนรอมฎอน



"รอมฎอน" คือเดือนที่ 9 ตามปฏิทินฮิจญ์เราะฮ์ในศาสนาอิสลาม เป็นเดือนที่มุสลิมถือศีลอดทั้งเดือน เดือนนี้ยังเป็นเดือนที่อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาเป็นทางนำให้กับมนุษย์ มุสลิมจึงต้องอ่านอัลกุรอาน เพื่อศึกษาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์รู้ว่าการเป็นอยู่ในโลกนี้ และโลกหน้าจะเป็นอย่างไร จะต้องปฏิบัติธรรมะเพื่อตนเองอย่างไรบ้าง การถือศีลอด ที่แท้จริงจะสามารถป้องกันและปรับปรุงตัวของผู้ที่ถือศีลอดเองและจะส่งผลดี ต่อสังคมโดยนำสังคมไปสู่สันติสุขเพราะสังคมจะปราศจากความชั่ว อบายมุขและเต็มไปด้วยความดี
ในขณะที่พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่ปฏิบัติศาสนกิจ 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ต่างมุ่งกระทำความดี ปฏิบัติตามหลักการที่ศาสนบัญญัติ กลับมีกลุ่มสุดโต่งนอกศาสนาได้สร้างความรุนแรงในห้วงเดือนอันประเสริฐขึ้น ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และสร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า โดยล่าสุดเมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 27 พ.ค.62 ได้เกิดเหตุระเบิดบริเวณตลาดบ่อทองปัตตานี บ้านบ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยคนร้ายอาศัยช่วงเวลาที่ประชาชนต่างออกมาจับจ่ายซื้อหาอาหารเพื่อเตรียมละศีลอด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ราย คือ ด.ช.อัยดิลฟิตลี ยะโก๊ะ อายุ 14 ปี และ นางสารีปะห์ อาเย๊าะแซ อายุ 35 ปี และมีผู้บาดเจ็บอีก 10 ราย

จากความสูญเสียดังกล่าวจะเห็นได้ว่า BRN กระทำต่อผู้อ่อนแอไร้ทางต่อสู้โดยไม่แยกแยะเป้าหมาย เด็กและผู้หญิงต้องมาสังเวยชีวิตด้วยน้ำมือของชัยฏอน อีกทั้งยังลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ ขณะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องมุสลิมในการเดินทางมาจับจ่ายซื้อหาอาหารเพื่อเตรียมละศีลอด

พฤติกรรมของ BRN ที่ตัดสินใจทำร้ายพี่น้องมุสลิมบริสุทธิ์ ด้วยการลอบวางระเบิดในห้วงเดือนรอมฎอน เดือนแห่งบุญ ผู้ก่อเหตุมีความโหดร้ายป่าเถื่อน มีการวางแผนก่อนลงมือก่อเหตุ เป็นพวกที่ไม่มีศาสนา ประตูนรกจะเปิดรับกลุ่มสุดโต่งรอมฎอน ถือเป็น มรดกบาปทางความคิด ที่ถูกบิดเบือนและหลอกให้เข้าสู่ วงจรอุบาทว์ ซึ่งอาชญากรเหล่านี้นอกจากจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วจะต้องได้รับผลกรรมตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม จึงขอให้ทุกภาคส่วนได้รวมพลังอันบริสุทธิ์ต่อต้านและประณามกันอย่างกว้างขวางต่อการกระทำและพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์ร้าย เพื่อไม่ให้คนพวกนี้มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป..
----------------

"มรดกบาปทางความคิด ปลิดชีวิต 2 ผู้บริสุทธิ์เดือนรอมฎอน"



ตามที่กลุ่มสุดโต่งนอกศาสนาได้สร้างความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินและสร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า โดยล่าสุดได้เกิดเหตุระเบิดในเขตชุมชนเทศบาลบ่อทอง นอกจากเจ้าหน้าที่ซึ่งทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้พี่น้องมุสลิมแล้วยังทำให้พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหลายคน
 พฤติกรรมอันสุดโต่งถือเป็น "มรดกบาปทางความคิดที่ถูกบิดเบือน" และหลอกให้เข้าสู่วงจรอุบาทว์ซึ่งอาชญากรเหล่านี้นอกจากจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วจะต้องได้รับผลกรรมตามบทบัญญัติแห่งอิสลาม จึงขอให้ทุกภาคส่วนได้รวมพลังอันบริสุทธิ์ต่อต้านและประณามกันอย่างกว้างขวางเพื่อไม่ให้คนพวกนี้มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป

โศกนาฏกรรม 2 ชีวิตที่สูญสิ้นด้วยระเบิดในเดือนอันประเสริฐ


จากเหตุระเบิดตลาดบ่อทอง เมื่อเย็นวันที่ 27 พ.ค.62 ทำให้มีชาวบ้านนับสิบคนทั้งเด็ก, คนชรา ผู้หญิงได้รับบาดเจ็บ และยังมีผู้เสียชีวิตอีก 2 คน คือ นางสารีปะ เยาะแซ อายุ 37 ปี และ ด.ช.อัยดิลฟิตรี ยะโก๊ะ อายุ 14 ปี
จากที่ ผกร. ขับรถ จยย. ติดตั้งระเบิดแสวงเครื่องนำมาจอดไว้หน้าตลาดนัดบ่อทอง ขณะที่ชาวบ้านทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่เป็นพี่น้องมุสลิมกำลังพลุกพล่านเพื่อจับจ่ายใช้สอยและซื้อของกินกลับไปร่วมเปิดปอซอกับครอบครัวอย่างมีความสุข แต่ทันใดนั้นก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น และตามด้วยเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของผู้ประสบเหตุ เสียงโอดโอยครวญครางด้วยความเจ็บปวดของผู้บาดเจ็บดังไปทั่ว แรงระเบิดได้คร่า 2 ชีวิตผู้บริสุทธิ์จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

ชีวิตที่ 1 : นางสารีปะ เดิมมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ อ.เบตง เพิ่งย้ายมาเช่าบ้านเปิดเป็นร้านอาหาร หน้าตลาดบ่อทองได้ประมาณ 1 ปี ตั้งอยู่ถัดจากตลาดนัด เพียง 4-5 ห้อง ซึ่งได้ขับขี่รถ จยย. ออกจากบ้าน เพื่อจะไปซื้อของกินสำหรับนำมาเปิดปอซอพร้อมกับครอบครัว ที่มีมารดาชรา สามี และลูกๆ อีก 3 คนรออยู่ที่บ้าน  ขณะที่ออกมาได้ไม่ถึง 20 เมตร รถ จยย.ระเบิดที่จอดห่างระยะ 5 เมตร ได้เกิดระเบิดขึ้น แรงระเบิดส่งผลให้นางสารีปะ เสียชีวิตทันที ในสภาพศพยังคงนั่งอยู่บนรถ แต่หงายตัวไปด้านหลังจนลำตัวตั้งฉาก เป็นภาพที่น่าอนารถใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

ชีวิตที่ 2 : ด.ช.อัยดิลฟิตรี อายุ 14 ปี กำลังศึกษาอยู่ปอเนาะแห่งหนึ่งใน อ.ยะรัง ห้วงปิดเทอมร่วมกับพี่ชายอาสาช่วยบิดาทำงาน รับ - ส่ง รถยนต์ และในขณะที่นั่งในรถยนต์กระบะซึ่งเพิ่งกลับจากส่งรถ พี่ชายเป็นคนขับผ่านมายังตลาดบ่อทอง ห่างจากรถระเบิดไม่ถึง 10 ม. ก็เกิดเหตุระเบิดขึ้น ความแรงของดินระเบิดส่งผลให้สะเก็ดระเบิดที่ทำจากเหล็กเส้นตัดสั้น พุ่งทะลุกระจกรถ เจาะเข้ากระโหลก ด.ช.อัยดิลฟิตรี  ทำให้ตัวทรุดตัวข้างตักพี้ชาย ลมหายใจแผ่วเบา และ ได้มาเสียชีวิต ณ โรงพยาบาล ในเวลาต่อมา
นี่คือความสูญเสีย ของ 2 ชีวิตใน 2 ครอบครัว ที่ต้องขาดผู้ที่เป็นแม่ของเด็กน้อย 3 คน และ ผู้ที่เป็นลูกกตัญญู อนาคตไกล อันต้องมาจบชีวิตด้วยฝีมือของคนบางคน ด้วยเหตุผลที่จะสนองอุดมการณ์สุดโต่งของกลุ่มขบวนการ BRN เพียงแค่นั้นหรือ!!
หากมองชีวิตคนบริสุทธิ์ เป็นเพียงสิ่งของแลกเปลี่ยน และต้องทำลายระบายแค้น ถือว่า ผู้ที่คิดและกระทำเช่นนี้ คือ คนใจบาป ไร้ซึ่งศาสนา หมดสภาพความเป็นมนุษย์ หรือ แม้แต่จะเป็น สัตว์เดรฉาน ก็ยังมิควร




-------------------------

5/14/2562

ใคร? สังหารยกครัวผู้ใหญ่บ้านบันนังกูแว



จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมมา คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงครอบครัวของ นายอาแซ นิเซ็งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านเจาะบันตัง เป็นเหตุให้ภรรยาเสียชีวิต ส่วนผู้ใหญ่บ้าน และบุตรสาวทั้งสอง ได้รับบาดเจ็บรวม 3 ราย เหตุเกิดในพื้นที่ ม.9 บ้านเจาะบันตัง ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา
สื่อแนวร่วมได้พยายามสื่อและตีแผ่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากการปฏิบัติการสังหารยกครัวผู้ใหญ่บ้าน กล่าวหาเป็นการสร้างวาทกรรมใส่ร้ายอีกครั้งของ รัฐสยามปฏิบัติการจรยุทธ์ ทำสงครามกองโจรในรูปแบบ

สื่อแนวร่วมต้องการอะไร? และคิดอะไรอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ย้อนกลับไปดูการนำเสนอข้อมูลเพื่อต้องการสร้างการรับรู้ต่อกลุ่มเป้าหมายที่ไม่รู้เท่าทันให้เชื่อ มีการดิสเครดิตเจ้าหน้าที่ ใส่ร้าย บิดเบือน ชี้นำทางความคิดโดยเฉพาะเคสการสังหารยกครัวผู้ใหญ่บ้านเป็นการปฏิบัติการจรยุทธ์ ทำสงครามกองโจรของรัฐสยาม

ทำไม? สื่อแนวร่วมหยิบยกประวัติผู้ใหญ่บ้านว่าเคยถูกกักขังในคดีความมั่นคง 2 ปี แต่ถูกศาลยกฟ้อง เจ้าหน้าที่จึงต้องปล่อยตัวออกมา จนกระทั่งได้รับเลือกจากชาวบ้านให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เพราะสื่อแนวร่วมต้องการสื่อให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวเป็น ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐเนื่องจากเคยเป็นผู้ต้องสงสัย

ในยุคปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าในเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์เราไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ ดูเหมือนว่า Social Media กำลังกลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด เพราะนับเป็นช่องทางสื่อที่สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี สื่อแนวร่วมฝ่ายคิดต่างจากรัฐจึงใช้ช่องทางนี้ในการถ่ายทอดความรู้สึก สร้างแรงจูงใจ ปลุกระดม ชี้นำทางความคิดผ่านช่องทางนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ สร้างแนวร่วมให้เห็นด้วยกับการข้อมูลที่นำเสนอนำไปสู่ความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ

การปฏิบัติการสังหารยกครัวผู้ใหญ่บ้านบันนังกูแว เบื้องลึกเบื้องหลังแรงจูงใจในการก่อเหตุมาจากเรื่องใด นายอาแซ นิเซ็ง เท่านั้นย่อมรู้ดี ที่สำคัญหากเป็นปฏิบัติการของโจรใต้จริง ถือเป็นการวางแผนปฏิบัติการที่แนบเนียนเพื่อสร้างองค์ประกอบของเหตุการณ์ให้ทุกคนเพ่งเล็งไปที่เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเป็นงานถนัดของโจรปาตานี เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัวในคราเดียวกัน..


--------------------

#SuaraPataniป้ายสีมีเดีย #Wartaniขี้หกทั้งเพ 

5/13/2562

ข้อเท็จจริง กรณีเพจ: Watani นำเสนอข่าวคลุมเครือควบคุมตัว น.ส.ไฟรุส มูซอ

  
        กรณีเพจ: Wartani ได้ทำการโพสต์ภาพพร้อมข้อความ “เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว” ที่จะแนะ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 เวลา 17.30 น. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว น.ส.ไฟรุส มูซอ ณ บ้านเลขที่ 73 ม.3 บ้านสูเเฆ ต.ดุสงยอ อ.จะเเนะ จ.นราธิวาส และเพื่อนบ้านอีกหนึ่งคน ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าควบคุมตัวที่ไหน และไม่ทราบว่าข้อหาอะไร

        พฤติกรรมของแอดมิน เพจ: Wartani บ่อยครั้งมีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน เนื้อหาคลุมเครือ ขาดข้อเท็จจริง นำเสนอข้อเท็จจริงเพียงครึ่งเดียว มีการตั้งคำถามให้ผู้ที่ติดตามข่าวสารคิดโดยไร้ข้อมูลในการตัดสินใจ นำไปสู่ความสงสัย เกิดความเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐรังแกประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อให้เห็นว่ามีการควบคุมตัวสุภาพสตรี ซึ่งเป็นเพศอ่อนแอยิ่งสร้างความเกลียดชัง  สุดท้ายเกิดการเข้าใจผิดนำไปสู่การบิดเบือนความจริงในการปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิด

        เมื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงประเด็นดังกล่าวพบว่า การเข้าปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่มาจากคำซัดทอดของผู้ต้องสงสัยเชื่อมโยงกับกลุ่ม ผกร. เหตุปะทะที่เขารือเปาะ เมื่อ 3 พ.ค.62 ว่า นายมูฮัมหมัด ดือราซอ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 87 ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่าย ผกร.ในพื้นที่บ้านสุแฆ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 9 พ.ค.62 นปพ.ร่วม นธ., ชุดสืบสวน จว.นธ.และ ฉก.ทพ.49 ได้สนธิกำลังในการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 87 ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส 

        ผลการปฏิบัติเจ้าหน้าที่พบบุคคลเป้าหมาย นายมูฮัมหมัด ดือราซอ อยู่ในบ้านหลังดังกล่าวแต่ไม่พบวัตถุต้องสงสัยแต่อย่างใด โดยนายมูฮัมหมัด ได้ให้ข้อมูลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ ผกร. อยู่บ้านเลขที่ 73 ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส 

        ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.วันเดียวกันเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยนายมาหะมะ สะมะแอ กำนัน ต.ดุซงญอ, นายซัมรี เจ๊ะแม โต๊ะอิหม่าม, นายอับดุลเลาะ เจ๊ะแม ผช.ฝ่ายปกครอง ม.3 ต.ดุซงญอ ร่วมกันบังคับใช้กฎหมายเข้าทำการตรวจค้นบ้านเลขที่ 73 ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ขณะเข้าดำเนินการมีบุคคลวิ่งหลบหนีออกทางหลังบ้าน และจากการตรวจสอบภายในบ้านพบสิ่งของเครื่องดำรงชีพในป่าหลายรายการ และอาวุธปืนขนาด .22 นิ้ว สภาพพร้อมใช้งาน ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน จำนวน 2 กระบอก ซึ่งต้องสงสัยว่าอุปกรณ์และอาวุธปืนดังกล่าวมีส่วนร่วมใช้ในการก่อเหตุรุนแรงของ ผกร. เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดอุปกรณ์และอาวุธปืนดังกล่าวไว้เพื่อดำเนินการตรวจสอบ

        ในระหว่างเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นบ้านเลขที่ 73 ซึ่งเป็นบ้านเป้าหมายอยู่นั้น พบ น.ส.ไฟรุส มูซอ อยู่ภายในบ้าน จึงขอความร่วมมือ น.ส.ไฟรุส ได้ไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งของและอาวุธปืนที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดดังกล่าว ณ ฉก.ทพ.45 อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยมีนายมาหะมะ สะมะแอ กำนัน ต.ดุซงญอ, นายซัมรี เจ๊ะแม โต๊ะอิหม่าม, นายอับดุลเลาะ เจ๊ะแม ผช.ฝ่ายปกครอง ม.3 ต.ดุซงญอ เป็นพยานรับทราบ และเมื่อ น.ส.ไฟรุส ให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงให้กลับบ้านเมื่อเวลาประมาณ 22.30 น.
เวลาต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้บังคับใช้กฎหมายโดยการเชิญตัว นายอาซือมิง มูซอ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งมี นายอับดุลเลาะ เจ๊ะแม ผช.ฝ่ายปกครอง เป็นพยานร่วมด้วย โดยได้ควบคุมตัวตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก และส่งตัวให้ ฉก.ทพ.45 ควบคุมตัว โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ญาติ นายอาซือมิง ทราบถึงสถานที่ควบคุมตัวเป็นที่เรียบร้อย ทั้งการดำเนินการส่งตัวเป็นไปตามกฎหมาย

         ซึ่งการดำเนินการเชิญตัวบุคคลของเจ้าหน้าที่โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 และส่งตัวให้ ฉก.ทพ.45 เข้าดำเนินกรรมวิธีซักถาม จำนวน 2 คน คือ นายมูฮัมหมัด ดือราซอ และ นายอาซือมิง มูซอ ไม่ได้ควบคุมตัว น.ส.ไฟรุส มูซอ ต่อแต่อย่างใด ตามที่เพจ: Wartani นำเสนอข่าว และได้ทำการปล่อยตัวกลับบ้านอย่างปลอดภัยเมื่อเวลาประมาณ 22.30 น.

.......................................



5/12/2562

ยาเสพติดกับการก่อเหตุร้ายใน จชต.



จากเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านไปแล้ว 15 ปี ได้สร้างความสูญเสียให้กับพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาวไทยพุทธและมุสลิม ตลอดจนได้สร้างความสูญเสียให้กับสิ่งของทางราชการอย่างมากมาย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผกร./ผู้เห็นต่างจากรัฐ ไม่เคยมองว่าเป็นปัญหา ความเดือดร้อน การล้มตายของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ  ไม่เคยอยู่ในจิตสำนึกของ ผกร./ผู้เห็นต่างจากรัฐ ซึ่งจากการวิเคราะห์ในเชิงลึก จะเห็นว่าการก่อเหตุในแต่ละครั้ง  จะมีองค์ประกอบหลายอย่าง  ที่สามารถทำให้การดำเนินการในแต่ละครั้งประสบผลตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ องค์ประกอบหนึ่ง ที่ต้องมี คือ เรื่องของงบประมาณในการสนับสนุนการก่อเหตุ แหล่งที่มาของเงินที่จะใช้สนับสนุนการก่อเหตุอย่างหนึ่ง คือ การค้ายาเสพติด ที่ปัจจุบันยาเสพติดได้แพร่ระบาดมากมายในพื้นที่ จชต. เยาวชนบุตรหลานของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ที่ต้องตกเป็นทาสยาเสพติด ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังของพ่อค้ารายใหญ่ตัวจริงก็ คือ แนวร่วมกลุ่มขบวนการ รวมทั้งเครือญาติ ที่กอบโกยผลประโยชน์ จากการค้ายาเสพติด  แล้วนำเงินบางส่วนมาสนับสนุนการก่อเหตุร้าย นอกจากจะมอมเมาเยาวชนบุตรหลานแล้ว  ยังสนับสนุนเงินให้กับการก่อเหตุร้าย  สร้างเสียหายเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ นี่หรือ!! คือสิ่งที่กล่าวอ้าง มาโดยตลอดว่า "ทำเพื่ออุดมการณ์  ทำเพื่อประชาชน"

............................................................................................................................

5/11/2562

สร้างวาทกรรม ปูทางสะดวก เพื่อทำชั่ว


              หลังจาก ที่เพจ ลวงโลก อย่าง Suara Patani สร้างวาทกรรม ใส่ร้าย “รัฐสยาม” ปฏิบัติการจรยุทธ์ ทำสงครามกองโจรในรูปแบบ 1) ซุ่มโจมตีบ้านเรือนชาวบ้านแล้วหลบหนี 2) วางกำลังซุ่มยิงชาวบ้านแล้วหลบหนี 3) ยกกำลังเข้าตีฐานกองกำลังศัตรูฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเป็นสไตล์โจร หมาลอบกัด เพื่อนพ้องเพจลวงโลก เพจนี้
             สอดคล้องกับเหตุการณ์ ยิงผู้ใหญ่บ้าน บ้านบันนังกูแว ม.4 ต.บันนังสตา บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านเจาะบันตัง เมื่อ พฤษภาคม ๖๒ ตอน โมงเย็น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย  ที่พยายามชี้นำสังคมว่า เจ้าหน้าที่ เป็นคนร้าย เป็นไปตามแผนการ บทละครที่เขียนและสร้างวาทกรรมปูทางในการทำชั่วในเพจ  จอมสร้างเรื่องเท็จ อย่าง Suara Patani ทำให้เพื่อนโจรแนวร่วม ยิง ฆ่า ผู้บริสุทธิ์ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เสร็จงานแล้ว โยนความผิดให้เจ้าหน้าที่  ใส่ร้ายป้ายสี เข้าไป หวังให้ ชาวบ้านเชื่อ  โดยไม่รู้ว่า ชาวบ้านไม่ได้กินหญ้า เค้ารู้เห็น มานานว่า สันดานแบบนี้  มีแต่ โจรปาตานี
            การกระทำเหล่านี้ จึงฟันธงได้ว่า เป็นทำนองเพลง โจรปาตานี หน้าเดิม ที่ก่อความสูญเสีย ไม่เลือกเพศ เชื้อชาติ ศาสนา มาตลอด   และบัดนี้พร้อม จะบรรเลงและส่งเสียงดังอีกครั้ง ในช่วงระหว่างและหลังเดือนรอมฏอนปีนี้  จนอัลเลาะห์ ต้องสาปแช่งให้ตก นรกโลกันต์
.........................................

4/13/2562

เจาะลึก!! รร.เอกชนสอนศาสนา จชต.


กรณีเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ นำโดยนายขดดะรี บินเซ็น และตัวแทนผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจากจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และพัทลุง กว่า 50 คน ได้ร่วมแถลงการณ์ ณ โรงเรียนบุสตานุดดีน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อขับไล่ พล.ต.จตุพร กลัมพสุต รองแม่ทัพภาคที่ 4 ออกนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฐานที่ใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซ้ำซาก เพื่อลดปัจจัยที่จะทำให้ปัญหาไฟใต้ลุกลามและกระทบกระบวนการพูดคุยสันติภาพ อ้าว!! นี่แสดงให้เห็นว่าการเข้าไปตรวจสอบโปร่งใสของโรงเรียนดังกล่าว มีผลต่อสถิติการก่อเหตุร้าย และทำให้การพูดคุยสันติสุขไม่คืบหน้าเชียวหรือ!!

          การออกมาเคลื่อนไหวดังกล่าวถึงขั้นขับไล่ให้พ้นพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เบื้องลึกเกิดอะไรขึ้น เท่าที่ทราบ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ท่านนี้คลุกคลีอยู่กับปัญหาภัยแทรกซ้อนมาเกือบตลอดชีวิตรับราชการ ทำงานอย่างตรงไปตรงมาสร้างผลงานมานับไม่ถ้วน และล่าสุดเปิดปมทุจริตโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจนฉาวโฉ่
          ทันทีเมื่อกระแสข่าวขับไล่ พล.ต.จตุพร แพร่สะพัดออกไป ในสื่อโซเชียลมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก สะท้อนความจริงอีกด้าน เรามาดูข้อความของคนในพื้นที่กันครับ ซึ่งไม่ได้มีการแต่งเติมเสริมแต่งแต่ประการใด ลองอ่านดูครับ
 เป็นเรื่องความจริง ทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียนสอนศาสนา... พออุสตาสขอขึ้นเงินเดือน ผอ.ก็ไล่ออกทันที.. บางโรงเรียนก็ได้เงินเดือนห้าพันบาท และบัตรของธนาคารต้อง ผอ.เก็บไว้ และช่วยกดเงินให้ทุกเดือน ถามเงินเดือนก็ไล่ออกทันที สงสารอุสตาสจริงๆ เงินเดือนไม่พอ แต่โชคดีบางคนมีสวนยางนิดหน่อย... นี่แหล่ะ!! โรงเรียนสอนศาสนาเอกชน
ไปดูบ้านเจ้าของโรงเรียนซิ ใหญ่โตยังกะวัง บางแห่งทุบทิ้งสร้างใหม่ปีต่อปี และเรื่องรถยนต์เต็มรั้วบ้าน แต่พอเวลาจะสร้างมัสยิดในโรงเรียนแต่ละหลังต้องมาจัดงาน มาแกแตกินข้าวยำเพื่อสร้างมัสยิด อนาถจิตจริงๆ
จริงๆ ที่สุดกับแนวปฏิบัติปัจจุบัน ลูกเจ้าของกิจการโรงเรียนบางโรงปลูกสร้างที่อยู่อาศัยแบบหรูๆ พอจะสร้างต่อเติมอาคารเกี่ยวกับโรงเรียน ก็จัดการกุศล
ขนาดเงินเดือนทำงานให้ยังกดอีก ซากาตให้ทานจะไปเหลือหรือครับ
รัฐควรโอนเงินเดือนโดยตรงเข้าบัญชีครูที่บรรจุแล้ว โดยไม่ต้องผ่านโรงเรียน
หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบดูแลฝ่ายการศึกษาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาช่วยกันตรวจสอบ สอดส่องดูแลกันบ้างไม่ใช่ว่าปล่อยปละละเลย ช่วยกันคิดผลส่วนรวม กรณีเด็กผีก็เคยประสบมาแล้ว ทุกๆ โรงเรียนค่าเงินเดือนครูอาจารย์ก็มีเหมือนกันครับ จริงด้วยครับที่เจ้าของโรงเรียนมีรถหรู บ้านประดับประดาสิ่งนี้ล้วนด้วยข้อเท็จจริงครับ
เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างหนึ่งที่สะท้อนความขัดแย้งในพื้นที่ ระบบแบนี้น่าจะใช้กันทุกโรงเรียนด้วย ความจำเป็นบางอย่างคือโรงเรียนต้องเอาไปดูแลครูสอนศาสนาด้วย เพราะครูสอนศาสนาไม่อยู่ในระบบการศึกษาของรัฐ แต่จำเป็นสำหรับโรงเรียนที่ต้องมีครูสอนศาสนา ไม่งั้นผู้ปกครองก็ไม่ส่งเด็กมาเรียน แต่บางทีก็กลายเป็นการสบช่องหาผลประโยชน์
สรุปแล้วความเห็นของผู้โพสต์ในสื่อออนไลน์ ได้สะท้อนถึงรากเหง้าของปัญหามายาวนาน ที่รอการแก้ไขจากระบบราชการที่มี สช. เป็นผู้ควบคุมกำกับดูแล แม้ว่าในห้วงรัฐบาล คสช. 4 ปีที่ผ่านมา พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ได้รับมอบภารกิจจากท่านรัฐมนตรีให้มาแก้ปัญหาการศึกษาใน จชต. ก็มีการสร้างความเข้าใจกับผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สำเร็จในการตรวจสอบความโปร่งใส จนในที่สุดทาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้เข้ามาร่วมตรวจสอบ และมีผลงานที่เด่นชัด กรณีโรงเรียนบากงพิทยา ที่อยู่ในการพิจารณาของศาล และโรงเรียนอื่นๆ ก็จะถูกดำเนินการตรวจสอบเช่นเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการตั้งโต๊ะแถลงข่าวของสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา..
-----------------

4/12/2562

น.ส.พรเพ็ญ ต้องการอะไร? จึงขอให้ยุติการเก็บ DNA ผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารใน จชต.



กรณี น.ส.พรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้แถลงการณ์: ขอให้ยุติการเก็บและให้ทำลายสารพันธุกรรมของผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารในพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อวันที่  9 เมษายน 2562 ที่ผ่านมานั้น มีการกล่าวหาการเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของผู้เข้ารับการเกณฑ์ทหารในลักษณะของการล่วงละเมิดสิทธิของบุคคล
การจัดทำฐานข้อมูลตัวอย่างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ผู้ที่เข้ารับการคัดเลือกทหารกองประจำการ (ทหารเกณฑ์) ประจำปี 2562 ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลานั้น อยู่ในแผนการพัฒนาการจัดเก็บข้อมูลตัวอย่างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 อยู่แล้ว ซึ่งมีการจัดทำโครงการขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลและได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้
ส่วนการเก็บ DNA ของผู้เข้ารับคัดเลือกทหารกองประจำการ ปี 2562 ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลานั้น จะมีแบบให้กรอกความยินยอม หรือไม่ยินยอมก็ได้  ซึ่งหากดูสถิติผู้ที่เข้ารับคัดเลือกทหารกองประจำการ พบว่าระหว่างวันที่ 18 เม.ย.62 ซึ่งยังไม่จบสิ้นการคัดเลือกมีผู้ที่ยินยอมให้จัดเก็บ DNA มีถึง 19,410 คน ไม่ยินยอม 49 คน และไม่มีการจัดเก็บ 582 คน เนื่องจากไม่รายงานตัวเข้ารับการตรวจเลือก
          การจัดทำฐานข้อมูลตัวอย่างสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ไม่ได้มีการบังคับเป็นความสมัครใจซึ่งมีแบบฟอร์มชัดเจนในการแสดงเจตจำนง และไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามที่ น.ส.พรเพ็ญ  คงขจรเกียรติ ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้กล่าวหา
  การแสดงท่าทีและออกแถลงการณ์ของ น.ส.พรเพ็ญ กับการลงทุนลงแรงเคลื่อนไหวในเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์อะไร? ก็คงไม่พ้นการสร้างผลงานเพื่อรวบรวมรายงานไปยังองค์กรต่างประเทศ เพื่ออะไร? ทุกคนคงทราบดี ในส่วนของผู้ที่ไม่ยินยอมนั้นไม่ว่ากัน!! เพราะเป็นสิทธิที่สามารถปฏิเสธได้ แต่ลึกๆ แล้วกลัวอะไร? หากไม่เคยทำผิดมาก่อนไม่ต้องกลัว หากบริสุทธิ์ใจจริงการเก็บ DNA ไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ เลย เกิดผลดีด้วยซ้ำมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สถานการณ์ดีขึ้น อีกทั้งการเก็บ DNA ไว้ในฐานข้อมูล.. จะไม่ถูกกลั่นแกล้งยัดข้อหามั่วให้กับผู้บริสุทธิ์...
------------------

4/11/2562

ความเพ้อฝันของ PerMAS กับการสนับสนุนพรรคการเมือง



สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียน และเยาวชนปาตานี หรือ PerMAS เคลื่อนไหวสอดคล้องกับการเมืองแนวร่วมเชิญชวนร่วมกันเปลี่ยนโปรไฟล์เพื่อรณรงค์ แคมเปญ Kebebasan, Kesaksamaan, Persaudaraan (เสรีภาพ, เสมอภาค, ภราดรภาพ) การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชูสามนิ้วสู้เคียงข้างฝ่ายประชาธิปไตย และประชาชนที่ถูกฟ้องดำเนินคดีจากโครงสร้างและกลไกของรัฐบาลทหาร
หากมาดูความหมายของเสรีภาพ, เสมอภาค และภราดรภาพ ที่ฝ่ายต่อต้าน คสช. ได้คิดแคมเปญขึ้นมาเคลื่อนไหวนั้น
เสรีภาพ  คือการเน้นในเสรีภาพของบุคคล หรือ ปัจเจกชนนิยม และได้ขยายไปในเรื่องเสรีภาพในด้านความคิด ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาหาความรู้ การพิมพ์และเผยแพร่ข่าวสาร รวมทั้งเสรีภาพในทางการเมือง
เสมอภาค คือความเท่าเทียมกันตามกฎหมายของปัจเจกชน ความเสมอภาคขึ้นอยู่กับหลักความเที่ยงธรรม ความเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิและหน้าที่ เช่น ความเท่าเทียมในด้านการเสียภาษี และสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง
ภราดรภาพ คือความเป็นพี่เป็นน้องกัน มนุษย์ทุกคนจะต้องมีความเท่าเทียมกันและปฏิบัติต่อกันดุจพี่น้อง ความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ คือ การไม่เน้นผิวพรรณ หรือ เผ่าพันธุ์
เสรีภาพ, เสมอภาค และภราดรภาพ มีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งรัฐบาล คสช.ชั่วคราวได้ทำตามโรดแมพที่ได้วางไว้ เป็นเรื่องของการเมืองที่จะต้องเดินไปตามกฎกติกา เข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีการสืบทอดอำนาจใดๆ เดือนมิถุนายนก็ต้องไปต่อสู้กันในสภาแทนการต่อสู้ในท้องถนนที่สร้างความแตกแยกความขัดแย้งของคนในประเทศ  การเลือกตั้งได้ให้สิทธิเสรีภาพทางการเมือง การแสดงออก การแสดงจุดยืนและการใช้สิทธิเลือกตั้ง การให้ความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติหรือแบ่งแยกแต่อย่างใด
การออกมาเคลื่อนไหวสอดรับกับการเมืองส่วนกลางของ PerMAS มีเป้าหมายทางการเมือง ในการสนับสนุนพรรคประชาชาติซึ่งเป็นขั้วที่เรียกฝ่ายตนว่า ฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อมุ่งสู่การจัดตั้งเขตปกครองพิเศษใน 3 จชต. ตามที่ได้มีการเพ้อฝันและทำการต่อสู้ปลุกระดมความคิดให้กับแนวร่วมอุดมการณ์ที่ผ่านมา.
---------------

4/10/2562

ทำไม!! สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ จึงออกมาแถลงข่าว




กรณีสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ แถลงการณ์ไล่ พล.ต.จตุพร กลัมพสุต รองแม่ทัพภาคที่ 4 ออกนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซ้ำซาก พร้อมทั้งประกาศฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งและอาญาต่อช่อง 7 และบุคคลต่างๆ ที่นำข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา การออกมาเคลื่อนไหวดังกล่าวมีการกล่าวหาการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นปัจจัยเอื้อทำให้ปัญหาไฟใต้ลุกลามและกระทบกระบวนการพูดคุยสันติภาพ
          หากมองการออกมาเคลื่อนไหวของสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ในครั้งนี้ น่าจะเกิดจากแรงกดดันจากภาครัฐ หลายส่วนที่เดินหน้าการสอบสวนกระบวนการบริหารจัดการ รวมทั้งกรมสรรพากรที่จะคิดภาษีย้อนหลังของการโอนเงินอุดหนุนเข้าบัญชีบุคคล ซึ่งจะต้องเสียภาษีทั้งๆ ที่โรงเรียนจัดตั้งในรูปของมูลนิธิ
          การออกมาแถลงข่าวเหมือนเป็นการร้อนตัว ซึ่งล่าสุด สช. ได้สั่งการศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปบ.จชต.) ให้ สช.จังหวัด และ สช.อำเภอในพื้นที่เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หากทุจริตจริง จะพิจารณาโทษ คาดว่าจะสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ภายใน 15 วัน นอกจากนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ตั้งคณะกรรมการในระดับ ฉก.ทหารในพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อตรวจสอบโรงเรียนในพื้นที่ของตนเองอีกด้วย
          การที่สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ขับไล่ พล.ต.จตุพร กลัมพสุต รองแม่ทัพภาคที่ 4 ออกนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น เนื่องจาก พล.ต.จตุพรฯ เป็นผู้ที่ขุดคุ้ยการทุจริตที่เกิดขึ้นและตามจิกไม่ปล่อย ต่อสู้กับปัญหานี่มาโดยตลอด อีกทั้งเป็นผู้ที่ออกมาแฉ เปิดโปงข้อมูลให้สังคมได้รับรู้นำไปสู่การตรวจสอบอีกหลายร้อยโรงเรียนในขณะนี้
          การทุจริตที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการโกง งบอุดหนุนรายหัวนักเรียนและมีการเชื่อมโยงไปถึงการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นกับโรงเรียนบากงพิทยาที่มีการตรวจพบเท่านั้น ยังจำกรณีโรงเรียนปอเนาะ  ญีฮาด ของนายอับดุลเลาะ แวมะนอ กันได้มั๊ย!!
          ปัจจุบัน นายอับดุลเลาะ แวมะนอ ไปอยู่ที่ไหน? นายอับดุลเลาะฯ ใช่หรือไม่? ที่เป็นแกนนำสั่งการให้บรรดาแนวร่วมก่อเหตุสร้างสถานการณ์ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้น่าจะเอาเวลาไปตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและปอเนาะในพื้นที่ดูบ้างเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยโรงเรียนปอเนาะญีฮาด หรือโรงเรียนบากงพิทยาที่อื้อฉาว ภายในโรงเรียนมีการปลูกฝังเรื่องอะไรให้กับเด็กและเยาวชน จนผลผลิตของโรงเรียนเหล่านั้นเกิดความกระด้างกระเดื่องเกลียดชังรัฐไทยและนิยมความรุนแรง     
อย่างไรก็ตามการเข้าทำการตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาต้องสงสัยหลายแห่งที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานสำคัญต่างๆ มากมายที่บ่งชี้ว่าโรงเรียนเหล่านั้นมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการ แต่มีโรงเรียนหลายโรงพร้อมให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ในการเข้าทำการตรวจสอบด้วยความบริสุทธิ์ใจ และที่น่าสังเกต โรงเรียนหรือเจ้าของโรงเรียนใดที่ต่อต้านมักจะมีความผิด พยายามทุกวิถีทางที่จะเลี่ยงความผิดเพื่อรักษาผลประโยชน์จำนวนมหาศาลที่ได้จากการทุจริต อีกไม่นานความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผย ใครถูกใครผิด!! ว่ากันไปตามกฎหมาย และพอจะคาดเดาคำตอบกันได้ล่วงหน้าแล้วว่า การที่สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวในครั้งนี้ จุดประสงค์เพื่ออะไร?
สุดท้ายอยากให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของแผ่นดิน เพื่อช่วยพัฒนาระบบการศึกษาของเด็ก-เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนำไปสู่การแข่งขัน มีความสามารถทางวิชาการสู้กับภาคอื่นๆ ได้ อีกทั้งเป็นการคืนความสุขให้กับครูที่อุทิศแรงกายแรงใจในการสอน แต่ผลตอบแทนกลับไม่ได้ตามที่รัฐอุดหนุนงบประมาณให้ จึงขอให้สังคมเป็นผู้ตัดสินใจ ต้องการให้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยังคงเป็นแดนสนธยา หรือต้องการเปิดมิติใหม่เพื่อพัฒนาการศึกษาของลูกหลานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป.
-----------------------

4/09/2562

การเลือกปฏิบัติและสองมาตรฐานของ NGOs ต่อกรณีการเสียชีวิต 2 ตชด.



จากกรณีคนร้ายก่อเหตุยิงเจ้าหน้าที่ ตชด. สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ค่ายพญาลิไท เสียชีวิต 2 นาย ขณะกำลังฟังคุตบะห์ (บรรยายธรรมก่อนละหมาดวันศุกร์) ที่มัสยิดนูรุลอิบาดะห์ บ้านมายอ หมู่ 6 ต.ธารโต อ.ธารโต จ.ยะลา เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมานั้น
เจ้าหน้าที่ ตชด.ทั้ง 2 นายที่เสียชีวิตนับถือศาสนาอิสลาม ยิ่งกว่านั้นคนร้ายที่ก่อเหตุได้กระทำในมัสยิดขณะกำลังละหมาดซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของพระเจ้าโดยไม่ย่ำเกรงกลัวต่อบาป เป็นสิ่งชี้ชัดให้เห็นว่าคนร้าย ฆ่าไม่เลือกหน้าไม่แยกแยะกลุ่มเป้าหมายกระทำได้กับทุกคน ทุกศาสนา เพื่อผลประโยชน์ ที่สำคัญคนร้ายมีพฤติกรรมที่โหดเหี้ยม เป็นโจรใจบาป เข่นฆ่าพี่น้องที่นับถือศาสนาเดียวกันโดยไม่มีการละเว้น...
การลงมือก่อเหตุในมัสยิดดังกล่าวเป็นคดีสะเทือนขวัญ ที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ และเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 ครอบครัว ตชด. ได้ออกมาวิงวอนคนร้ายขอให้เกียรติ ศาสนสถานในการก่อเหตุ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วัด มัสยิด หรือที่ไหนก็ตามขอให้เกียรติสถานที่และให้ทุกคนยอมรับว่าสถานที่ตรงนั้นเป็นสถานที่ที่สำคัญ เป็นที่ยึดเหนี่ยวของชาวมุสลิม และไทยพุทธ ซึ่งทุกศาสนาจะถือว่าศาสนสถานของตนเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนา
ในขณะที่ นายอนัส นักปราชน์ ลูกชาย ร.ต.ท.อดุลย์ รักษ์ปราชญ์ 1 ใน ตชด. ที่เสียชีวิตได้กล่าวว่า ขอเป็นตำรวจแทนคุณพ่อ และจะสมัครไปอยู่ที่คุณพ่อเสียชีวิต เพราะต้องการที่จะตามจับคนร้ายที่ฆ่าพ่อมาลงโทษให้ได้และได้ฝากคนร้ายที่ก่อเหตุว่า เขาเป็นคนที่มีจิตใจที่เหี้ยมโหด ไม่คิดว่าครอบครัวที่ถูกกระทำจะมีความเดือดร้อนขนาดไหน
ในขณะที่เหตุความสูญเสียดังกล่าวนำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจของ 2 ครอบครัว ตชด. ที่ต้องเสียเสาหลักของครอบครัวไป แต่น่าเศร้าใจและผิดหวังกับท่าทีของ NGOs กลุ่มภาคประชาสังคม และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวต่อเหตุการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใดเลย กลับไปให้ความสนใจเรื่องการเก็บ DNA ในการเกณฑ์ทหารในพื้นที่ 3 จชต.และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาแทน 2 ชีวิตของตำรวจที่สูญเสียไม่มีค่าหรืออย่างไร? กลับใส่ใจให้ราคาและปกป้องตนผิดดิสเครดิตเจ้าหน้าที่กล่าวหาละเมิดสิทธิ
เพิ่งรู้และตาสว่างต่อการปฏิบัติของ NGOs กลุ่มภาคประชาสังคม และกลุ่มสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ จชต. มีสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติ ในทางกลับกันหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นสมาชิกแนวร่วม กลุ่ม ผกร. หรือประชาชนผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม กลุ่มต่างๆ จะมีการเคลื่อนไหว เรียกร้อง ประณาม กดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐเร่งติดตามนำตัวคนร้ายมาลงโทษอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสื่อแนวร่วมทำการโฆษณาชวนเชื่อบิดเบือนข้อมูล โยนผิดให้เจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็นผู้กระทำ
----------------------

4/04/2562

ทำไมต้องตรวจ DNA ใน จชต.



การโพสต์ภาพและข้อความของเพจ:ประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนปาตานีและสื่อแนวร่วม #ความไม่มาตรฐานในสาธรภาพทางการบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทย ที่มีแต่พื้นที่ภาคใต้เท่านั้น ที่ละเมิดสิทธิได้ทุกอย่าง ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ปี 62 เยาวชนที่ไปเกณฑ์ทหารจะถูกตรวจเก็บ DNA

          การออกมาเคลื่อนไหวการตรวจ DNA ของผู้ที่เข้ารับการตรวจเลือกทหารในพื้นที่ จชต. กล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร?

เป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดเหตุความไม่สงบอยู่บ่อยครั้ง การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน แต่จะต้องยึดหลักความยุติธรรมเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ซึ่งจะต้องตอบคำถามของสังคมได้อย่างไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการตรวจ DNA

ที่ผ่านมากลุ่มภาคประชาสังคมยื่นหนังสือให้หน่วยงานความมั่นคงชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใน 2 ประเด็น กล่าวคือ การตรวจ DNA โดยมิชอบ การใช้กฎหมายโดยไม่สุจริต และการโจมตีใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหาอย่างเสียหายในสื่อสังคมออนไลน์ และกลุ่มสหพันธ์นิสิตนักศึกษา เยาวชน และประชาชนทั่วไป ล้วนตั้งข้อสงสัยถึงการปฏิบัติของภาครัฐต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

คำถาม!! ทำไมเจ้าหน้าที่ต้องเก็บ DNA ของบุคคลต้องสงสัยหรือบุคคลทั่วไปนั้นกระทำได้หรือไม่  อย่างไร?  และมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ในการตรวจ DNA ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  เป็นที่ถกเถียงของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายเจ้าหน้าที่บอกว่ากระทำได้ ฝ่ายที่ถูกกระทำออกมาเคลื่อนไหวกล่าวหาว่าเป็นการละเมิด

ที่ผ่านมา ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องปฏิบัติภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยจะต้องคำนึงถึงหลักสัดส่วนของกฎหมายมหาชน กล่าวคือ ชั่งน้ำหนักการคุ้มครองสิทธิของประชาชน กับอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ให้อยู่ในระดับพอดี ซึ่งพื้นที่ จชต. เหตุการณ์ความไม่สงบได้เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง เจ้าหน้าที่รัฐจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่เข้มข้นมากกว่าปกติ อาจไปกระทบสิทธิของประชาชนบ้างแต่ก็ใช้อย่างระมัดระวัง เช่นการตรวจเก็บ DNA บุคคลหรือการไม่ได้รับความสะดวกในการตรวจค้น

การใช้อำนาจในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่มาจากไหน? ก็มาจากกฎหมายปกติ คือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความซึ่งบังคับใช้ทั่วประเทศอยู่แล้ว ในมาตรา 17 กล่าวคือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อจะทราบรายละเอียดแห่งความผิดหลังเกิดเหตุ ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถใช้อำนาจดังกล่าวได้ แต่อาจไปกระทบสิทธิของบุคคลบ้าง ต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่การที่เจ้าหน้าที่รัฐลุแก่อำนาจ ไปจับตัวใครก็ได้มาทำประวัติตรวจ DNA โดยไม่มีเหตุผล

เจ้าหน้าที่อาจมีการใช้กฎหมายมาตรา 131/1 ป.วิ.อาญา ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน ที่จะต้องปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหา หากผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้ตรวจ DNA ให้สันนิษฐาน ว่าผลเป็นไปตามที่ตรวจพิสูจน์ คือเป็นผลร้ายต่อผู้ต้องหา ซึ่งจะเห็นได้ว่า มาตรา 17 เป็นเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อย (ก่อนเกิดเหตุ) ส่วนมาตรา 131/1 เป็นเรื่องของการสอบสวน (หลังเกิดเหตุ)

การเก็บ DNA ไว้ในฐานข้อมูลเป็นสิ่งที่ดี ที่ผ่านมาแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐเองก็มีการเก็บ DNA ไม่มีการยกเว้นทุกคนจะต้องตรวจ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครทหารพราน อาสาสมัครรักษาดินแดน และหน่วยงานอื่นๆ อีกทั้งยังมีการจัดเก็บหลักฐานจากอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ทุกกระบอกไว้เป็นหลักฐาน การที่ภาครัฐจัดเก็บข้อมูล ดีเอ็นเอของเจ้าหน้าที่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา หรือบางเหตุการณ์ที่มีการกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็สามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้ทันทีว่าเป็นการกระทำของใคร?

เช่นเดียวกันกับการตรวจ DNA ของผู้ที่เข้ารับการตรวจเลือกทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในปีนี้เป็นปีแรกที่มีการตรวจ มีแต่ผลดีมากกว่าผลเสีย เช่นหากเราตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความ ซึ่งตัวเราเองไม่ได้กระทำความผิด ฐานข้อมูล DNA ที่เจ้าหน้าที่จัดเก็บไว้สามารถตรวจสอบพิสูจน์ยืนยันความบริสุทธิ์ของเราได้ในทันที

สำหรับการตรวจเลือกทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นการตรวจ DNA ของผู้ที่เข้ารับการตรวจเลือกเป็นไปตามความสมัครใจและยินยอม อยากจะถามผู้ที่ออกมาเรียกร้องว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตรงไหน และเป็นการเรียกร้องเพื่อใคร เรียกร้องเพื่ออะไร หรือกลัวว่าจะมีกลุ่มที่สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนจะถูกตรวจพบ การตั้งข้อระแวงสงสัยกล่าวหาเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนในการตรวจ DNA นั้นเป็นความบริสุทธิ์ใจหรือไม่!! และผู้ที่เคลื่อนไหวจุดประเด็นดังกล่าวเคยกระทำความผิดมาหรือเปล่า? จึงร้อนรนไม่อยากให้มีการตรวจ หากบริสุทธิ์ใจจริง ไม่เคยกระทำความผิดแล้วจะไปกลัวทำไม!!  ดังนั้นผู้ที่ถูกตรวจ DNA ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และไม่คิดไม่มีแผนที่จะกระทำความผิดก็สบายใจได้ หากท่านเป็นคนดีไม่เคยทำความผิด ใครก็ไม่สามารถยัดเหยียดข้อหาให้ท่านได้
--------------