12/15/2554

คาร์บอมสุไหงโก-ลก อุดมการแยกดินแดนใต้ร่มเงายาเสพติด





ระเบิด “คาร์บอม” ๓ จุดซ้อนที่เกิดขึ้นในเขตเทศบาลเมือง “สุไหงโก-ลก” จ.นราธิวาส เมื่อช่วงหัวค่ำของวันที่ ๑๖ กันยายนที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายอย่างยับเยิน ทั้งต่อชีวิตผู้คน ทรัพย์สิน และภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย นอกจากนั้น   แรงสั่นสะเทือนของระเบิดครั้งนี้ ยังทำให้ “มุมมอง”ต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
ที่ผ่านมา นักสังเกตการณ์ นักวิชาการ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ มักวิเคราะห์ว่า สาเหตุหลักของการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เกิดจากการต่อสู้ของกลุ่มขบวนการที่มี “อุดมการณ์” ต้องการแบ่งแยกการปกครองดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกจากรัฐไทย
แต่เหตุ “คาร์บอม” ที่ “สุไหงโก-ลก” นี้ ทำให้หลายฝ่ายที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ ได้กลับไปตั้งคำถามและทบทวนอย่างจริงจังว่า ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบันนั้น เกิดจากอุดมการณ์ “เพียว ๆ ”ของกลุ่มที่พยายามต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราชคืนจากรัฐไทย??
หรือว่า..มีองค์ประกอบ”อื่น” ซ่อนเร้นและแอบแฝงอยู่??

เนื่องจากหลังเหตุระเบิดครั้งนี้ หน่วยข่าวความมั่นคงในพื้นที่ ก็ได้ออกมาฟันธงว่า เบื้องหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “เป็นการแก้แค้นเอาคืนของขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งมีโครงข่ายเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบ ซึ่งอ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน”
นี่จึงนับเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่มีการฟันธงจากเจ้าหน้าที่โดยไม่มีการ “ลังเล” ว่าเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเจ้าภาพ “อื่น” มาร่วมแจมกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน”
แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 4 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เปิดเผยไปในทิศทางเดียวกันว่า   จากเหตุระเบิดครั้งนี้พบหลักฐานชัดเจนว่า เครือข่ายค้ายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งใหญ่โตติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ มีความ “เชื่อมโยง”    กับกลุ่มก่อความไม่สงบที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนอย่างน้อยก็ในระดับปฏิบัติการ!!
หลักฐานสำคัญที่ทำให้ฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่า เป็นการก่อเหตุโดยกลุ่มค้ายาเสพติดเพื่อตอบโต้รัฐ เนื่องจากเหตุระเบิดเกิดขึ้นทันควันเพียง 1-2 วัน   หลังเจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ใน อ.สุไหงโก-ลก รวมทั้งยึดหลักฐานสำคัญได้ด้วย!!

“การปฏิบัติการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 12 จุดในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก ของเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจต่อกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด เมื่อ 13-14 กันยายนที่ผ่านมาน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดโกรธแค้น จึงนำไปสู่การตอบโต้ด้วยการทำคาร์บอมบ์ ถึง 3 จุดซ้อน อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะหากเป็นฝีมือของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเขาคงไม่ต้องการทำร้ายประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” แหล่งข่าวระดับสูงจากทหารเปิดเผย
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ก่อนเหตุระเบิดไม่กี่วัน เจ้าหน้าที่ทหาร และ ป.ป.ส. ได้มีการบุกเข้าค้นบ้านของนักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง มีตำแหน่งเป็น “สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส” ซึ่งเป็นเป้าหมายของ ป.ป.ส. เนื่องจากสืบทราบว่าร่ำรวยผิดปกติ
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าหน้าที่ยังมีการปูพรมตรวจค้นยาเสพติด ผลของการปฏิบัติการตรวจค้นที่บ้านหลังหนึ่งในเขต อ.สไหงโก-ลก เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย คือ นายอัสรี ยูโซะ, น.ส.ยะอีนี ยูโซะ และนายมูฮัมหมัด กามารูดิง พร้อมของกลางยาบ้าน 14,072 เม็ด และเฮโรอีนจำนวนหนึ่ง รวมทั้งเงินสดอีก 1 แสนบาท
เมื่อสอบสวนขยายผล ก็ได้ข้อมูลเชื่อมโยงนำไปสู่การตรวจค้นเพิ่มเติม และในจังหวะที่เข้าพื้นที่เพื่อตรวจค้นบ้านอีกหลังหนึ่ง ปรากฏว่าได้มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ก่อนจะหลบหนีไป และเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว ได้พบของกลางเป็น อาวุธปืน พร้อมทั้งเฮโรอีน และอุปกรณ์เสพเฮโรอีนอีกเช่นกัน
การค้าน้ำมันเถื่อนและยาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับเป็น “ภัยทับซ้อน” ที่เจ้าหน้าที่จับตามานาน โดยคนในขบวนการค้ายาเสพติด น้ำมัน และของผิดกฎหมาย เป็นผู้ให้การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน และขบวนการแบ่งแยกดินแดน ก็ให้การสนับสนุนและคุ้มครองขบวนการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน และสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ เป็นไปในลักษณะ “ต่างตอบแทน”
นอกจากยาเสพติดที่พบแล้ว ที่สำคัญก็คือภายในบ้านพักหลังดังกล่าวมีการพบเอกสารบางอย่างจากคอมพิวเตอร์ มีข้อมูลกลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ ส่วนใหญ่ถูกอกหมายจับจากฝ่ายความมั่นคง เป็นทั้งข้อมูลตัวบุคคลและเส้นทางการเงิน!!
ที่บ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบภาพถ่ายของ นายสมาน ยาแว ขณะกำลังฝึกยิงปืนเอ็ม 16 และภาพของบุคคลอื่น ๆ รวมทั้งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งค้นได้จากตัวนายอัสรี โดยนายสมานใช้ชื่อเป็นภาษามาเลเซียว่า NIK MANSOR BIN NIK MAT และพบเอกสารลับของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีหมายจับในคดีความมั่นคง อาวุธปืน รวมทั้งยังมีหนังสือเดินทางของประเทศมาเลเซียของ นายมะรูดิง ยูโซะ ใช้ชื่อ AHMAD PAUZI BIN SAIH
นายอัสรี ให้การว่า เป็นเจ้าของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเปิดดูแล้วพบโฟลเดอร์ภาพและเพลงปลุกใจนครรัฐปัตตานี รวมทั้งคลิปภาพ 3 ชุด เป็นคลิปการฆ่าตัดคอทหารชุดมวลชนสัมพันธ์ ฉก.สันติสุขที่ อ.บันนังสะตา จ.ยะลา และภาพการซุ่มโจมตีฆ่าทำลายศพทหารพรานชุดลาดตระเวนในพื้นที่ ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสะตา เมื่อปี 50 ที่ผ่านมา รวมทั้งคลิปฆ่าตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.)ในพื้นที่เดียวกัน
“ระหว่างการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นสมาชิกเครือข่ายค้ายาเสพติดและยาบ้าร่วมกันนายสมาน ซึ่งใช้เยาวชน วัยรุ่นเป็นเครือข่าย นอกจากนี้ผลการตรวจค้นยังพบบัตรประชาชนรวมทั้งใบขับขี่รถยนต์ของนายสมาน เป็นบัตรถือสัญชาติมาเลเซียและบัตรบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่งเป็นบัตรถือสัญชาติมาเลเซียด้วยเช่นกัน” แหล่งข่าวระบุ
ส่วนบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบหลักฐานหลายอย่างตรงกับข้อมูลการข่าว การสืบสวน และซักถามผู้ต้องหาค้ายาที่จับกุมได้ก่อนหน้านี้หลายราย สรุปว่าเจ้าของบ้านเป็นผู้ค้ารายใหญ่และมีอิทธิพลมากในพื้นที่มีเครือข่ายโยงใยหลายกลุ่มใน อ.สุไหงโก-ลก สามจ้งหวัดชายแดนภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร ซ้ำยังเป็น “ขาใหญ่” เก็บค่าคุ้มครองจากผู้ที่ต้องการข้ามฟากไป-มาและลำเลียงสินค้าหนีภาษีด้วย
เจ้าของบ้านเป็นที่รู้จักกันดี ชื่อย่อ “แบ ช.” เมื่อไม่ถึงสิบปีก่อนเป็นแค่มอเตอร์ไซด์รับจ้างขนของหนีภาษี แต่ปัจจุบันร่ำรวยและทรงอิทธิพลอย่างไม่น่าเชื่อ!!

“จากการประมวลข้อมูลทั้งหมด เราจึงมั่นใจว่าเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นการตอบโต้และเป็นผลพวงจากที่เรากดดันกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ สิ่งที่ชัดเจนในวันนี้ก็คือความเชื่อมโยงของขบวนการก่อความไม่สงบกับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดเป็นเนื้อเดียวกัน โดยยาเสพติดเป็นแหล่งเงินทุนให้กับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน"

“ข้อมูลส่วนนี้จึงทำให้เรามั่นใจว่ากลุ่มผู้ค้ายาเสพติดใช้กองกำลังผู้ก่อความไม่สงบเป็นเครื่องมือแสวงประโยชน์ เพราะมีหลักฐานหลายอย่างที่เชื่อมโยง โดยเฉพาะชุมชนที่เข้าตรวจค้นนั้น มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นพื้นที่ที่ถูกจัดตั้งเพื่อใช้เป็นแหล่งซุกซ่อนอาวุธ หรือสมาชิกที่หลบหนีหลังก่อเหตุ พูดง่าย ๆ ว่าเขาได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง คือได้ผลประโยชน์จากการค้ายาเอาเงินมาสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มก่อเหตุรุนแรง และยังใช้ยาเสพติดมอมเมาเยาวชนให้ร่วมขบวนการ    ซึ่งน่าเป็นห่วง และต้องจับตาว่าหลังจากนี้แล้ว กลุ่มค้ายาเสพติดจะตอบโต้อะไรอีกหรือไม่” แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 4 กล่าว
ข้อมูล ของทหารจาก กอ.รมน.ภาค 4 สน. สอดคล้องกับข้อมูล พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)รับผิดชอบปัญหาภาคใต้ ซึ่งกำลังจะไปรับตำแหน่งใหม่เป็นเลขาธิการ ป.ป.ส. ที่ให้ข้อมูลว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มก่อการร้ายที่ชายแดนใต้กับกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งยาเสพติด สินค้าเถื่อน และน้ำมันเถื่อนในพื้นที่อย่างชัดเจน
“ขบวนการแบ่งแยกดินแดนจะมีกองกำลังที่ใช้ในการก่อเหตุรุนแรงอยู่จำนวนหนึ่ง เรามีหลักฐานว่าแกนนำที่มีบทบาทในการสั่งกำลังน่าจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเฉพาะยาเสพติด เพราะทุกครั้งที่มีการจับยาเสพติดรายใหญ่ หรือของหนีภาษีจะมีการก่อเหตุรุนแรงตอบโต้ตามมาเสมอ ข้อมูลของเราสอดคล้องกับโครงสร้างของขบวนการที่มีผู้ถือเงิน มีฝ่ายเศรษฐกิจ และเงินก็มาจากหลายทาง กองกำลังที่ตั้งขึ้นก็ใช้ปฏิบัติการได้หลายเรื่อง ทั้งเพื่อแบ่งแยกดินแดนและเพื่อกลุ่มค้ายาเสพติดด้วย”


“เราพบข้อมูลความเชื่อมโยงของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ของหนีภาษี เมื่อไม่นานมานี้ตำรวจได้จับกุมดำเนินคดีผู้ค้ายาได้จากอุบัติเหตุรถคว่ำที่อำเภอเทพา จ.สงขลา และพบว่ามีการขนยาเสพติดที่มีมูลค่า 35 ล้านบาท ผลการตรวจสอบพบความเชื่อมโยงว่ามีการติดต่อกันในเขตระหว่างกลุ่มพ่อค้ายาในเขตพื้นที่หาดใหญ่ อ.สายบุรี ปัตตานี และ อ.ตากใบ นราธิวาส และพบว่าคนที่มีบทบาทสำคัญในการสั่งการและสนับสนุนด้านการเงินน่าจะเป็นกลุ่มผลประโยชน์หรือฝายเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ และทุกครั้งที่จับได้เขาก็จะตอบโต้ทันที” เป็นข้อมูลจาก รอง ผบ.ตร.
พล.ต.อ.อดุลย์ฯ ยังระบุอีกว่า จากนี้ยังพบความเชื่อมโยงว่า ผู้ก่อเหตุเป็นผู้ที่ถูกจัดตั้งให้มาเป็นกองกำลังและปฏิบัติตามคำสั่ง โดยผู้ที่ทำหน้าที่       ฝ่ายเศรษฐกิจจะเป็นผู้ถือเงิน แต่กลุ่มกองกำลังที่ปฏิบัติการจะใช้คนที่เป็นเด็กดีที่มีอุดมการณ์ และไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด นอกจากนี้เรายังพบว่ามีแกนนำคนสำคัญในนราธิวาสผันตัวมาเป็นผู้ค้ายาเสพติดระดับประเทศอีกด้วย
“กองกำลังของเขามีอยู่ประมาณ 2,000 คนซึ่งลดลงจากเดิม แต่ที่เขาสามารถก่อเหตุได้เพราะเขาจะใช้คนจากหลาย ๆ เขตงานมารวมกันเพื่อเหตุใหญ่และร้ายแรงมาก เพื่อแสดงให้เห็นว่า เขามีศักยภาพที่จะทำได้ ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์ในภาพ รวบรวมพบว่าความรุนแรงลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากกองกำลังของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมีจำนวนลดลง” พล.ต.อ.อดุลย์ฯ กล่าว
อันที่จริง เจ้าหน้าที่ความมั่นคงมีข้อมูลเชิงลึกมานานแล้วว่า ในช่วง 3-4 ปีหลังมานี้มีผู้แอบแฝง “ใช้ประโยชน์” จากกลุ่มอุดมการณ์เป็น “เครื่องมือ” ในการก่อเหตุหลายต่อหลายครั้งโดยเฉพาะการค้าน้ำมันเถื่อน และยาเสพติด จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับเป็น “ภัยทับซ้อน” ที่เจ้าหน้าที่จับตามมานาน โดยพบว่าคนในขบวนการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อนและของผิดกฎหมาย เป็นผู้ให้การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพราะการคงอยู่ของสถานการณ์ความไม่สงบก็ยิ่งทำให้การจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายเป็นไปอย่างสะดวก โดยเฉพาะเวลาจะมีการขนส่ง ถ่ายเท หรือ “ลงของ" ล็อตใหญ่ ๆ นั้นก็จะมีการหยอด “เงินทุน” ผ่านไปยังขบวนการให้มีการสร้างสถานการณ์ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเจ้าหน้าที่ไปยังจุดเกิดเหตุ
ด้านขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่อยู่ในภาวะเงินทุน “ร่อยหรอ” ระดับแกนนำส่วนหนึ่งจึงจำต้องทำเอาหูไปนาเอาตา ไปไร่ แม้จะรู้ว่าทุนที่ใช้ปฏิบัติการจะมาจากเงินสกปรกก็ตาม ขณะที่แกนนำอีกส่วนหนึ่งเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ “ทับซ้อน”  ที่จะได้รับ ก็ให้การสนับสนุนแลคุ้มครองขบวนการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน และสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ เป็นไปในลักษณะ “ต่างตอบแทน”!! เพราะการวางระเบิดแต่ละครั้ง ต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งคาร์บอม
ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกองอำนวยการรักษาความมันคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) หรือระดับหัวขบวนอย่าง “บิ๊กเมา-  พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์” แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอยู่บ่อยครั้งว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบความ “เชื่อมโยง” หลักฐานทางการเงินของกลุ่มขบวนการ กับผู้ค้าน้ำมันเถื่อน และผู้ค้ายาเสพติด ทั้งมีข้อมูลว่าคนพวกนี้เป็นพวกเดียวกับกลุ่มที่ก่อเหตุในพื้นที่ !!
ทั้งโดยข้อเท็จจริง ที่ปรากฏเป็นข่าวฮือฮา เมื่อเจ้าหน้าที่เคยตรวจค้นได้เงินสด 40 กว่าล้านบาท ซุกอยู่ในท่อพีวีซี และฝังไว้ในดิน รวมทั้งการตรวจรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุและพบเงินสดซ่อนในเซฟที่ทำขึ้นพิเศษกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ที่จับกุมได้เท่านั้น หากแต่ขบวนการใหญ่ ที่ยังลอยนวลอยู่ในทุกอำเภอของจังหวัดชายแดนภาคใต้
ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เยาวชนมุสลิมจึงติดยาเสพติดกันอย่างงอมแงม!!
ยาเสพติด “ท้องถิ่นนิยม” คือยาเสพติดประเภท “สี่คูณร้อย” “แปดคูณร้อย” ซึ่งใช้ส่วนผสมด้วยใบกระท่อม ยาแก้ไอ น้ำอัดลม และสารอื่น ๆ ที่เป็นการคิดค้นขึ้นเองของกลุ่มผู้เสพ เพื่อเพิ่มความ “มึนเมา” และ “เคลิบเคลิ้ม”

โดยยาเสพติดแบบ “ท้องถิ่นนิยม”นี้ มีวัยรุ่น เยาวชนมุสลิม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ต่างเสพติดกันงอมแงม ด้วยเหตุผลราคาถูก ผลิตได้เอง และที่สำคัญโทษเมื่อถึงจับกุมเป็นเพียง “ลหุโทษ” เท่านั้น
ปัจจุบันการค้า “พืชกระท่อม” และ “ยาแก้ไอ” ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของยาเสพติดสี่คูณร้อย กลายเป็นธุรกิจหลักของ เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
มีการกว้านซื้อจากจังหวัดใกล้เคียงและจากรัฐต่าง ๆ ในประเทศมาเลเซีย ที่ติดกับชายแดนไทย ซึ่งวิธีการมีทั้ง ซุกซ่อนมากับรถยนต์ และว่าจ้างรถบรรทุกสินค้า และที่นิยมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ คือส่งทางไปรษณียภัณฑ์มายังจังหวัดชายแดนภาคใต้!!
นอกจากนี้ ยังมียาบ้า ยาไอซ์ เฮโรอีน เต็มเกลื่อนไปทั่ว และแม้ว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่ใช่แหล่งผลิต แต่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นแหล่งจำหน่ายสู่ตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพราะมีพื้นที่ติดกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นเส้นทางการส่งออก จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ จ.สงขลา, สตูล, นราธิวาส, ปัตตานี และยะลา
จังหวัดชายแดนจึงเป็นแหล่งเก็บกักหรือ “โกดัง” ยาเสพติดเอาไว้จำหน่ายในพื้นที่และรอการ “ส่งออก”สู่ประเทศต่าง ๆ!!
จำนวนยาเสพติด และจำนวนผู้ค้ายาเสพติด จึงมีอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็น “เครือข่าย” เชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดทั่วประเทศ และต่างประเทศ โดยมีกลุ่มคนเป็นจำนวนมากตั้งแต่พ่อค้า นักธุรกิจ เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น เป็นกลุ่มค้ายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้!!
ดังนั้น เมื่อ “เงิน”จากธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ ส่วนหนึ่งไหลไปสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ชายแดนภาคใต้จึงลุกเป็นไฟอย่างที่เห็น!
แม้ เหตุระเบิดที่ สุไหงโก-ลก ครั้งนี้ บางฝ่ายยังมีข้อสงสัยในข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงว่าเป็นการแก้แค้นเอาคืนจากฝ่ายผู้ค้ายาเสพติดจริงหรือไม่ หรือความจริงเป็นแผนก่อวินาศกรรมของขบวนการที่ถูกวางแผนและกำหนเวลาไว้ดิบดีไว้ล่วงหน้าแล้ว หากแต่อีกหลาย ๆ กรณีนั้น ทุกฝ่ายก็ยอมรับว่า กลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มก่อการร้ายนั้นมีความสัมพันธ์และข้องเกี่ยวกันมาโดยตลอด ดังนั้น น้ำมันเถื่อน และยาเสพติด ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงเป็นภัย “ทับซ้อน” ที่ทำให้สถานการณ์อยู่ในภาวะ “ข้าวยำ” ปักษ์ใต้ขนานแท้!!
เพราะทั้งกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มก่อการร้าย แต่ละฝ่ายต่างได้ประโยชน์จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น โดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนหากปฏิวัติสำเร็จ ก็ได้เป็นใหญ่ แต่ระหว่างทางที่ใช้ยุทธวิธีก่อความรุนแรงก็ได้เงินไปพร้อมกันด้วย เพราะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด
ดังนั้นการที่จะทำให้ภาคใต้หวนคืนสู่ความสงบและลดเหตุร้าย จึงต้องทำลายขบวนการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน และธุรกิจผิดกฎหมายเสียก่อน เพื่อทำลาย “แหล่งทุน” ของขบวนการ
โดยแนวคิดของ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ให้ความสำคัญในการปราบยาเสพติดและน้ำมันเถื่อนมาโดยตลอด และนับเป็นแนวนโยบายที่ถูกต้อง ในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่ต้องการแก้ปัญหาจากต้นตอ
กระนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด จะฝากไว้กับ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ เพียงฝ่ายเดียวอย่างที่ผ่านมาคงไมได้ เพราะงานปราบยาเสพติดปราบน้ำมันเถื่อน ปราบของผิดกฎหมาย อันที่จริงล้วนเป็นงานที่ต้องอาศัยหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง
อีกทั้ง ยิงเปิดเกมรุก เรื่อง ยาเสพติด น้ำมันเถื่อนและ การค้าของผิดกฎหมายมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องเผชิญการตอบโต้จาก “แนวร่วม” มากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นการแก้ปัญหาจะได้ผล ต้องมีการทำงานแบบ “บูรณาการ” โดยหน่วยงานของรัฐทุกหน่วย ต้องร่วมมือกัน ตั้งแต่เรื่อง บูรณาการข้อมูล บูรณาการกำลังพล บูรณาการทุกสรรพสิ่ง ให้เป็นไปในจุดหมายเดียวกัน
ไม่ใช่ปล่อยให้ “ทหาร” รับหน้าเสื่อไปเสียทุกเรื่อง!!
ที่สำคัญ “ผู้นำ” ศาสนาอิสลามทุกระดับก็ถึงเวลาที่จะต้องออกมาแสดงจุดยืนต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งต่อกรณีเยาวชนมุสลิม  ที่ติดยาเสพติดหนักในทุกชุมชน และทั้งต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อวิธีการของกลุ่มแนวร่วม โดยเฉพาะการอ้างแบ่งแยกดินแดนเพื่ออิสลาม แต่ไปเกี่ยวพันกับ “ยาเสพติด” และรับปัจจัยมาเพื่อใช้ในปฏิบัติการ
การกระทำของแนวร่วมที่เป็น “การมุ่งสู่เป้าหมายโดยไม่ได้สนใจวิธีการ” นั้น ผู้นำศาสนาต้องกล้าออกมาพูดให้ชัดว่าในทัศนะอิสลามมีจุดยืนต่อเรื่องนี้อย่างไร และว่าอยู่ในวิถีอิสลามหรือไม่??
นี่จึงเป็นหน้าที่ของผู้นำศาสนา ที่จักต้องกระทำโดยพลัน หากไม่ต้องการให้ลูกหลานมุสลิมต้องตกอยู่ในวังวนยาเสพติด และความไม่สงบอีกต่อไป




 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น