6/25/2559

ข้อมูลจริง หรือ ลับลวงพราง ช่วงชิงซ้ำเติมความขัดแย้งไม่รู้จบในพื้นที่ จชต.



สถานการณ์ความรุนแรงในช่วง “เดือนรอมฎอน” ปีนี้ มีเหตุการณ์ก่อการร้ายที่รุนแรงเพียงกี่เหตุการณ์ ซึ่งก่อนหน้าที่เข้าสู่เดือนถือศีลอดของพี่น้องมุสลิมหลายฝ่าย โดยเฉพาะหน่วยข่าวความมั่นคง ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าว่า จะเกิดเหตุของความรุนแรงมากขึ้น โดยมีสาเหตุจาก “โต๊ะพูดคุยสันติสุข” ที่ต้องหยุดชะงัก เพราะฝ่ายไทยไม่ยอมลงนามใน “โอทีอาร์” ตามที่ “กลุ่มมาราปาตานี” ต้องการ

       แต่สุดท้ายเหตุร้ายในช่วงเดือนรอมฎอนของปีนี้ก็ลดจำนวนการก่อเหตุลง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีในพื้นที่ เพราะไม่ต้องสูญเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน รวมทั้งทรัพย์ทั้งของทางราชการและของประชาชน

       สาเหตุของสถานการณ์การก่อเหตุร้ายในช่วงเดือนรอมฎอนที่ลดลง อาจจะไม่ใช่เป็นความต้องการของ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมา แนวร่วมในพื้นที่มีการเคลื่อนไหวที่จะพยายามก่อ “เหตุร้ายรายวัน” เพื่อให้เห็นถึง “ความขัดแย้ง” ในพื้นที่จนเกิดความรุนแรงขึ้น

       ทั้งนี้ การที่สถานการณ์ในช่วงเดือนรอมฎอนปีนี้เหตุร้ายลดลง และก็เป็นเช่นเดียวกับปี 2558 ที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากการทำงานหนังของเจ้าหน้าที่ 2 ฝ่ายด้วยกัน

       ฝ่ายที่ทำงานหนักในพื้นที่เพื่อป้องกันการก่อเหตุร้าย ทั้งในเขตเมือง และในอำเภอรอบนอก คือ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ซึ่งมี “พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์” แม่ทัพภาคที่ 4 ทำหน้าที่ 

ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ถือเป็น “โต้โผใหญ่” ในการใช้ยุทธวิธีทั้งการควบคุมพื้นที่ ควบคุมความเคลื่อนไหวของ “แกนนำ” และ “แนวร่วม” และติดตามตรวจค้น ไล่ล่า กองกำลังติดอาวุธของ “บีอาร์เอ็น” ในเทือกเขาต่างๆ ในพื้นที่

       ซึ่งถือว่าได้ผล เพราะมีการจับกุม ตรวจค้น ยึดอาวุธ และยุทโธปกรณ์ที่แนวร่วมใช้ในการก่อเหตุร้ายได้จำนวนหนึ่ง และสามารถทำให้การเคลื่อนไหวของแนวร่วมอยู่ในวงจำกัด จนสุดท้ายแนวร่วมต้องใช้วิธีการเดิมที่เคยใช้มาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน นั่นคือ “ปฏิบัติการทางน้ำ” วางระเบิดเรือประมง เป็นการก่อเหตุร้ายเพื่อการ “เลี้ยงกระแส” เอาไว้

       และส่วนที่ 2 ที่อยู่เบื้องหลังในการทำให้เหตุร้ายลดลงคือ “คณะพูดคุยสันติสุข” ที่มี “พล.อ.อักษรา เกิดผล” ทำหน้าที่หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งยังคงเดินหน้าในการพูดคุยกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่มี “การลงนาม” ในร่างที่โออาร์ตามความต้องการของกลุ่มมาราปาตานีก็ตาม

       เพราะการที่ไม่ได้มีการลงนามในร่างทีโออาร์ ไม่ได้หมายความว่า การพูดคุยจะจบสิ้นไปแล้วตามที่มีการ “ตีความ” หรือเข้าใจกัน เพราะฝ่ายของกลุ่มมาราปาตานีเองก็เข้าใจถึงสาเหตุของการที่ยังไม่สามารถลงนามในทีโออาร์ดังกล่าว

       เพราะหลังจากที่มีการพูดคุย และไม่ได้ลงนามในร่างทีโออาร์ในฉบับดังกล่าว กระบวนการพูดคุยที่มี พล.อ.อักษรา เป็นหัวหน้าคณะยังคงมีการประสานงาน และพูดคุย 3 ฝ่ายต่อเนื่อง แม้เป็นการพูดคุยแบบ “ไม่เป็นทางการ” แต่สามารถที่จะ “ขับเคลื่อน” ให้การพูดคุยมีความก้าวหน้า เพื่อที่จะทำการพูดคุยอย่าง “เป็นทางการ” อีกครั้ง หลังจากที่ทุกฝ่าย หรือทุกกลุ่มมีความเข้าใจตรงกัน

       โดยข้อเท็จจริงของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่สันติสุขของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วิธีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการอาจจะมีประโยชน์ที่ดีกว่าการพูดคุยแบบเป็นทางการ ซึ่งบางครั้งการพูดคุยเพื่อ “ออกทีวี” ให้ทั่วโลกเห็นนั้น อาจจะเป็นเพียงเรื่องของ “การสร้างภาพ” เท่านั้น

       แต่อย่างไรก็ตาม การพูดคุยยังคงดำเนินต่อไป เพราะการพูดคุยคือ “ทางออก” จากความขัดแย้ง จากความรุนแรงที่ดีที่สุด เพราะเป็นการหยุดความรุนแรงโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ เสียชีวิต และไม่ต้องมีการบาดเจ็บล้มตายทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน

       และที่สำคัญนั่นคือ เป็นการ “ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน” ซึ่งงบประมาณที่ว่านี้ไม่ได้เป็นของรัฐบาล ไม่ได้เป็นกองทัพ แต่เป็นเงินภาษีของคนไทยทุกคน และที่สำคัญวันนี้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อการร้ายของขบวนการแบ่งแยกดินแดนต่างสนับสนุนให้รัฐบาล และกองทัพแก้ปัญหาความรุนแรง หรือ “ดับไฟใต้”  ด้วย “การพูดคุย” มากกว่า “การสู้รบ”

       หากในที่สุดถ้าถึงจุดสุดท้ายแล้ว การพูดคุยหรือการใช้ “ยุทธศาสตร์ทางการเมือง” หรือ “ยุทธการน้ำลาย” บนโต๊ะเจรจาไม่ได้ผล เพราะเกิดจาก “ความไม่จริงใจ” ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งก็น่าจะไม่ใช่ “ฝ่ายเรา” วิธีการดับไฟใต้ด้วยการใช้ “การทหาร” คือวิธีการสุดท้ายที่ต้องทำ ซึ่งหากถึงวันนั้นจริงคงจะไม่มีใครในพื้นที่แสดงความ “ไม่เห็นด้วย” เพราะคนในพื้นที่ต่างต้องการเห็นความสงบเกิดขึ้น

       ยกเว้นก็แต่ผู้ที่แสวงหา “กำไร” หรือ “แสวงหาผลประโยชน์” บนหยาดเลือด คราบน้ำตา และซากศพของเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน ซึ่งเป็นคนกลุ่มหนึ่งในพื้นที่ที่วันนี้ยังคง “ลอยนวล” อยู่บน “ความร่ำรวย” บนความ “เสดสา” ของคนในพื้นที่

       นั่นคือ “ภาพรวม” ของสถานการณ์ความรุนแรงที่มีแนวโน้มไปในทิศทางของการเป็น “บวก”
       แต่ก็ยังมีปรากฏการณ์เล็กๆ ในพื้นที่ ซึ่งเกิดจาก “ความไม่เข้าใจ” กันระหว่างกลุ่มคนที่ทำงาน “ด้านสิทธิมนุษยชน” กับ “กองทัพ” ที่มีการทำรายงานสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเรื่องของการ “ซ้อม” และ “ทรมาน”

       จนในที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถที่จะ “พูดคุย” กันด้วย “ภาษาดอกไม้” รู้เรื่อง และลงเอยด้วยการที่กองทัพต้องพึ่ง “กระบวนการยุติธรรม” ในการ “พิสูจน์” ความจริง ด้วยการ “แจ้งความดำเนินคดี” ต่อกลุ่มผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
        
       น่าจะเป็น “ครั้งแรก” ที่กองทัพดำเนินการทางกฎหมายต่อกลุ่มผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากที่เคยมีเหตุของความไม่เข้าใจ หรือเข้าใจไม่ตรงกัน โดยมี “ชุดความจริง” คนละชุดในมือของทั้ง 2 ฝ่าย

       ทางออกของเรื่องดังกล่าวนั้น เมื่อมาถึง “จุดนี้” คงยากที่จะไม่ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อหาข้อยุติว่า สิ่งที่ฝ่ายสิทธิมนุษยชนทำรายงาน และเผยแพร่ไปทั่วเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ในขณะที่กลุ่มผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเองก็ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้กระบวนการยุติธรรมเห็นว่า  สิ่งที่ได้สืบค้น และนำไปเผยแพร่จนกองทัพเห็นว่าได้รับความเสียหายเป็นเรื่องจริง

       แน่นอนว่าความขัดแย้งระหว่างคนทำงานในกลุ่มสิทธิมนุษยชนกับกองทัพ เป็นสิ่งที่ทำให้บรรยากาศของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ “อึมครึม” มากขึ้นไปอีก

       แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ “เป็นประโยชน์” ต่อ “ทุกฝ่าย” เพราะถ้าพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่ยังมีการซ้อมทรมานผู้ที่ถูกกล่าวหา และผู้ต้องหาจริง กองทัพจะต้องรับผิดชอบทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเหยื่อที่ถูกซ้อมทรมาน ต้องรับผิดต่อกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่ถูกฟ้องเป็นจำเลย และรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

       แต่ถ้าบทสรุปจากกระบวนการยุทธิธรรมว่า รายงานดังกล่าว “เกินเลย” จากข้อเท็จจริง คนทำงานในด้านสิทธิมนุษยชนก็จะได้มองเห็น “ความบกพร่อง” ของกระบวนการในการทำหน้าที่ และนำไปสู่ “การแก้ไข” ในที่สุด

       เพียงแต่ในขณะนี้ในระหว่างที่กระบวนการยุติธรรมเพิ่มเริ่มต้นและยังไม่จบ ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ควรที่จะ “เคลื่อนไหว” เพื่อชิง “ความได้เปรียบ-เสียเปรียบ” จนสร้าง “ความสับสน” ให้คนในพื้นที่ และสังคมส่วนร่วม

       เพราะวิธีการดังกล่าวคือ การ “ซ้ำเติม” สถานการณ์ในพื้นที่ให้มองดูเหมือนว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น และกำลังจะเป็นเรื่อง “บานปลาย” ออกไปสู่ภายนอกประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่อย่างใด


-----------------------

6/13/2559

มูลความจริง ทำไม? จนท.รัฐต้องฟ้องดำเนินคดี 3 นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

“ซอเลาะห์ บินคอลีฟ”


จากกรณีที่ สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพ หรือ LEMPAR ได้ออกแถลงการณ์พิเศษ จี้ภาครัฐให้ความเป็นธรรมต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จากการที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ 3 นักสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน โดยเลือกที่จะไม่ดำเนินคดีกับองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่เลือกที่จะดำเนินคดีกับองค์กรสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ ทำให้นักสิทธิมนุษยชนทั้ง 3 ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศความเชื่อใจของภาคประชาสังคมต่อกระบวนการสันติสุข


เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และองค์กรเครือข่ายมนุษยชนปาตานี เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร (มีผู้เคลื่อนไหวหลายองค์กรร่ำรวยผิดปกติ) ซึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีองค์กรเหล่านี้กว่า 420 องค์กร ปีหนึ่งๆ รับเงินทุนสนับสนุนมหาศาล แต่กลับมีองค์กรบางองค์กรไม่น่าจะเป็นคนไทย และไม่สมควรเอาดินในผืนดินไทยกลบหน้าศพยามตายไปด้วยซ้ำ มีความพยายามนำประเด็นข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ นำชื่อเสียงของประเทศที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนไปนำเสนอให้กับฝรั่งตาน้ำข้าวเพื่อแลกเศษเงินตรา โดยขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ทั้งๆ ที่สามารถดำเนินการได้ และเจ้าหน้าที่รัฐก็พร้อมให้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งในบางกรณี ก็ได้แสดงเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงที่สร้างความเสียหายแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ด้วยความทุ่มเทเสียสละ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐและทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีสากล


ย้อนรอยไปดูที่ต้นเหตุความอัปยศที่เกิดขึ้นของ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และองค์กรเครือข่ายมนุษยชนปาตานี ได้เก็บข้อมูลและจัดทำรายงานสถานการณ์การทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้ ปี 2557 – 2558 ออกเผยแพร่สู่สาธารณชน และมีการแถลงข่าว ณ มหาวิทยาลัยของรัฐในเวลาต่อมา
จุดเริ่มต้นของความอดสู 
เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 นางสาวอัญชนา หีมมิน๊ะห์ ประธานกลุ่มด้วยใจได้ยื่นหนังสือให้ พลเอก อักษราเกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยฯ และ พลโท วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  ณ ค่ายจุฬาภรณ์ จังหวัดนราธิวาส เกี่ยวกับสถานการณ์การซ้อมทรมานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้รับปากจะทำการตรวจสอบให้ข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะนำออกมาเผยแพร่
แถลงข่าวอันเป็นเท็จไม่รอผลการตรวจสอบจากรัฐ
เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2559 ได้ตอกย้ำต่อสังคมได้รับรู้โดย กลุ่มเครือข่ายองค์กรที่จัดทำรายงาน ซึ่งประกอบด้วย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี ได้ร่วมกันแถลงข่าวและเปิดตัวหนังสือ “รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2557– 2558” ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และต่อมาภายหลังได้มีการนำไปเผยแพร่ ผ่านสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง  ซึ่งข้อมูลดังกล่าวในรายงานแม่ทัพภาคที่ 4 ขอให้รอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะนำเสนอ แต่กลุ่มองค์กรดังกล่าวไม่รอผลการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่  ชิงแถลงข่าวเปิดตัวรายงานดังกล่าวต่อสังคม นำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียง ของหน่วยงานที่ตกเป็นจำเลย
หน่วยงานรัฐตกเป็นจำเลยของสังคม
เมื่อรายงานได้ถูกเผยแพร่ออกไป แม่ทัพภาคที่ 4 จึงได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้วยความโปร่งใส เพื่อนำมาสู่การลงโทษผู้กระทำความผิด และใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้เป็นที่ยอมรับ และสร้างความเชื่อมั่นโดยเร่งด่วนต่อไป รวมทั้งได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกทางหนึ่งด้วย
ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง 54 ราย ระบุตัวตนได้เพียง 18 ราย
คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากรายงานดังกล่าว จำนวน 54 ราย พบว่าสามารถตรวจสอบ และระบุตัวบุคคลได้เพียง 18 ราย ซึ่งผลจากการตรวจหลักฐานที่หน่วยนำมาชี้แจง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการควบคุมตัวไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อได้ว่ามีการซ้อมทรมานแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็ได้เชิญ คุณอัญชนาฯ มาร่วมประชุมหารือ เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2559 รวมทั้งได้ประสานขอข้อมูลบุคคลที่กล่าวอ้างกับผู้จัดทำรายงานอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง เพื่อร่วมกันตรวจสอบความจริงให้ปรากฏแต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคล และองค์กรที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด และได้  บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด โดยอ้างว่า ลืมบ้าง กำลังตรวจสอบข้อมูลบ้าง และอีกหลาย ๆ เหตุผล ที่จะไม่ให้   ข้อมูลดังกล่าวแก่เจ้าหนาที่รัฐ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมที่จะให้ ผู้จัดทำรายงานเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตลอดเวลา
เปิดศูนย์ซักถามนำสื่อมวลชนเข้าตรวจสอบ
กอ.รมน.ภาค 4 สน.เปิดให้สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมต่างๆ ได้เข้าไปสังเกตการณ์ และสัมภาษณ์ผู้ต้องสงสัยต่อกระบวนการซักถามของเจ้าหน้าที่รัฐในค่ายอิงคยุทธบริหาร เพื่อให้เห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มีความโปร่งใส เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีการซ้อมทรมาน และข่มขู่ครอบครัวผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใดตามกล่าวอ้าง และพร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้ อีกทั้งได้เชิญนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และนางสาวอัญชนา  หีมมีนะ เข้ามาพูดคุย และขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะร่วมกันหาวิธีแก้ไข  หากมีการดำเนินการซ้อมทรมานจริง จะได้ลงโทษผู้ที่กระทำการดังกล่าว แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้ให้ความร่วมมืออีกเช่นเคย
อัญชนาฯ ตอกย้ำด้วยกล่าวหา จนท.ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ต้องสงสัยเหตุบุกยึด รพ.เจาะไอร้อง
จากเหตุการณ์ล่าสุด กรณีที่มีกลุ่มคนบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง นางสาวอัญชนา ฯ ก็ได้กล่าวอ้างว่าจากการสัมภาษณ์ครอบครัวผู้ถูกเชิญตัวที่มาร้องเรียนว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้ ชาวบ้านไม่สบายใจ และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การซ้อมทรมานผู้ต้องหา เช่น แช่ห้องเย็น อยู่ห้องมืด ซึ่งจากคำพูดเหล่านี้ ได้ยินมานานมาก และทุกๆครั้งที่มีการนำมาเผยแพร่ก็จะมี ข้อความเช่นนี้อยู่เสมอ
กอ.รมน.แจงมูลเหตุการณ์ฟ้อง 3 NGOs
กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการประสานความร่วมมือกับองค์กรที่จัดทำรายงาน เพื่อร่วมกันตรวจสอบความจริงให้ปรากฏ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด จึงถือเป็นการเจตนาจงใจปกปิดข้อมูลโดยใช้เหยื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำรายงานมิใช่การนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อเยี่ยวยา และหาแนวทางแก้ไขตามที่กล่าวอ้าง นอกจากนี้ยังมีบางประเด็นที่สำคัญเช่น “โดนให้เปลือยกายในห้องเย็นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทหารพรานหญิงและโดนทหารพรานหญิงเอาหน้าอกมาแนบที่ใบหน้า” ถือเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และ ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสตรีอย่างร้ายแรง เพื่อธำรง และรักษาไว้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธี
กอ.รมน.ภาค 4 สน. จึงจำเป็นต้องอาศัย กลไกทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเพื่อนำไปสู่การแสวงหาความจริงร่วมกันในชั้นศาลด้วยการเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานสอบสวน โดยเชื่อมั่นว่าหากพยานหลักฐานมีอยู่จริง ผู้จัดทำรายงานต้องนำมาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล แต่หากข้อมูลไม่มีอยู่จริง หรือมีเจตนาบิดเบือนผู้จัดทำรายงาน ก็สมควรได้รับโทษตามกฎหมายในฐานะที่เป็นผู้ละเมิดสิทธิ ทำลายเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทเสียสละ และหน่วยงานของรัฐที่พยายามมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อลดเงื่อนไขหล่อเลี้ยงความรุนแรง พร้อมทั้งขอยืนยันว่ารัฐจะให้ความคุ้มครองทางกฎหมายต่อประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม แต่รัฐไม่สามารถเพิกเฉยหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น หรือกระทำผิดกฎหมายได้ ดังนั้น การออกมาเรียกร้องของกลุ่ม LEMPAR และ ฮิวแมนไรท์วอทช์ โดยขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านจะสุ่มเสี่ยงต่อการส่งเสริม และสนับสนุนการใช้กฎหมู่ให้อยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งจะเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป.

------------------------