6/24/2561

فولغ كرومه ددائره بندغ ستا. مغنل فاسوقكن فغوتيف يغ ممبونوهكتوافروجيك ممباوااورغ












فدمول ث اي برتغئوغجواب اتس موجودكن كادأن دان منجائ كسلامتن بائي
 فندودوق كمفوغ يغ تله دتوبوهكن دغن سفنوهث. مغينتيف اونتوق بريتاساسران اتس موجودكن كادأن دان برلاكوكئانسن. ستيف كالي يغ برلاكوكئانسن اي اكن باثق بلنجاون مغيكوت اخارايغ ممرلوكنث. مودل دالم مثببكن كئانسن اي برداتغ دري دويت زكاة دان دويت كومفولن اهل فوليتيك يغ برفغاروه دكاوسن دان رغكاين فرنيئأن ئلف سفرت داده دان ميثق حرام دان برغن سلودوف. سموااين دكأيتكن سبائي فنجناية. سلاما برتاهون-تاهون، داتس فريستيوافرئولقكن دان كئانسن ايت، فئاوي تله مثرغ اكن رغكاين داده دان ميثق حرام يغ باثق يغ تله مموتوغكن تيؤب مودل كومفولن كمرديكأن. دان فدكتيك ايت كومفولن كمرديكأن تله بركمبغ كفديغ لبيه تروق دغن داوبهكن درفد RKK يغ مثرغكن فئاوي فدماس دهلودغن ممليهراكن منفعة بائي كومفولن كمرديكأن اونتوق مغاول مسسادستيف كاوسن اونتوق تيدق ممبري كرجاسام اكن كراجأن سرتادغن ممليهراكن منفعة فرنيئأن ئلف بائي كومفولن كمرديكأن. دان سلالوث فاسوقكن فغوتيف فرلوممأينكن فثمبليهن ايم اونتوق دليهت اوليه موثيت دغن ممبونوهكن اورغ اونتوق برلاكوكتاكوتن دان اونتوق اورغ مستي ممبري كرجاسام دغن كومفولن كمرديكأن اتوبرمأين سبائي تيدق مليهت اتوبرمأين سبائي اورغيغ بودوه دغن كجادين ايت. اوليه ايت، فرلومغمبيلكن اكن ماس يغ لامااونتوق بربواتكن اوندغ-اوندغ اتوتيدق دتغكفكندي دغن سئرايغ تيدق سفرت كيس يغدلواركاوسن دان سمنتاراايت اداستغه درفدكومفولن مشاركة مداني دان NGOs اونتوق برئرقكن اونتوق ممبنتوفنكئانسن دغن ملتقكن ايسو-ايسويغ مغليروكن اورغ-اورغ دكاوسن دان ددالم مشاركة فدسفنجغ ماس اونتوق مغورغكن كريديبيليتي فروسيس كعادلن نئراتهاي.

      فدكومفولن كمرديكأن منوبوهكن فاسوقكن فغوتيف اونتوق مغاول اورغ ددالم كمبوغ. كباثقكنث اي منجادي اورغيغ فرنه بربواتكن كئانسن اتو RKK يغ برصفة دغن كفيمفينن يغ بوليه مغاولكن كمفوغ اتومقيم يغ برتغئوغجواب اي، يغ ممفوثأي كخلرداسن، يغ ممفوثأي ايديؤلوجي، يغ عابد، يغ تيدق كوخر-كاخيردغن داده. اورغيغ برصفة سفرت اين اداله يغ مغاول مسسادكاوسن ايت. تتافي فدماس كيني، دسببكن برفخهبله اوليه باريسن برساتوبائي كومفولن كمرديكأن يغ مثببكن كورغ اورغ يغ برستوجودغندي يغ سستغهث ملاريكنديري كلوارنئرادان رامي اورغيغ مثرهكنديري دان مثرتأي فروجيك ممباوااورغ فولغ كرومه. مك كومفولن كمرديكأن فرلواونتوق منخاري باريسن برساتويغ ممفوثأي مساله فريبادي اتو سسياف فون يغ ممفوثاي ستاتوس كخرداسن دان كلوارئايغ رنده درفداورغ لأين دكمفوغ ايت سفرت ئولوغن بليايغ ترليبت دغن داده دان اورغيغ ترليبت دغن فرنيئأن ميثق حرام تراوتام رماج يغ برعاشق كفدكومفولن كمرديكأن. فدتيف-تيف كالي يغ هندق بربواتكن كجادين مك اي اكن ممبري تومفوان كفدبليايغ مثرتأي كومفولن كمرديكأن كران افبيل سلسي درفدفربواتن كجادين يغ تيدق موليق اي سوكراونتوق دخاريكندي كران تيدق ادامعلومات رسمي. ستيف كالي يغ بربواتكن كجادين يغ تيدق موليق اداله اي اونتوق مغوجيكن فمودااوليه كومفولن كمرديكأن سبلوم درفدمنجادي RKK . فدتمبقكن ساتوبوتيرتتافي تردافت باثق بوروغ. مندافتكن دويت دان امس. بوليه مغهافوسكن لاون كومفولن كمرديكأن. بوليه منودوهكن فيهق بركواس. بوليه ملاتيهكن انق-انق مودايغ مثرتأي فرئرقكنث.


      ايوولوسي يغ جاهت اوليه كومفولن كمرديكأن يغ بربواتكن كئانسن اداله منوكركن منجادي فاسوقكن فغوتيف دغن سئراافبيل منفعة كومفولن روسق. سفرت كيس فد 11 بو.ئو. 61 ب. جم 07.45 مالم. فاسوقكن فغوتيف منمبق مختارعلي  ديسأئيق. عمور 49 تاهون. مغينف درومه نمبر 20 . تمفت 6 . مقيم ئون باغ لاغ. دائره بندغ ستا، جالا. منيغئل دنيااي دتمفت كجادين. درفدسياستن ددافتي بهوافد وقت اول مالم، مختارعلي  ديسأئيق منوغئغ موتوسيكل كلواردري رومه اونتوق برسمبهيغ دمسجددارالهدي. كمفوغ كوالاكائي. تمفت 5 . مقيم باخق. دائره بندغ ستا، جالا. سلفس درفدبرسمبهيغ، مختارعلي كلواركن دري مسجددان تروس كموتوسيكل يغدلتقكن دهدافن مسجد. تيبا-تيبااداسؤرغ للاكي يغ سدغ منوغئواونتوق مليهتكندي. اي برداتغ كمختارعلي دان منمبقكن اكندي دغن برتوروت-توروت سهيغئ مختارعلي تورون كباوه دان منمبق اي دموكاث سكالي لائي اونتوق ممستيكندي ماتي دهلودرفدمنأقكي موتوسيكل دان فرئي كمقيم تليغشان دغن سئرا.

      اين اداله خونتوه فمبونوهن اوليه فاسوقكن فغوتيف يغ ممبهائيكن توئس اونتوق ممنتأوكلاكوان مختارعلي يغ اي سؤفمابربواتكن كجادين سفرت RKK دان اورغيغ مغتهوي فرئرقكن مختارعلي ايت اياله اورغ-اورغ دكمفوغ ايت دان منايفون اونتوق ممبريتاهوكفد فاسوقكن فغوتيف لأين اونتوق ممبونوهكندي يغ ممباواكفدكروئين يغ ترسبوت. مختارعلي اداله اورغيغ فنتيغ يغ مغرجاكن بائي فيهق بركواس دفروجيك ممباوااورغ فولغ كرومه يغ ممبواتكن رامي اورغ درفدباريسن برساتوبرتاكوت كومفولن كمرديكأن دان هندق مناريق ديري دان مينتأبنتوان درفدمختارعلي دان باثق اورغيغ مثرتأي فروجيك ممباوااورغ فولغ كرومه. اوليه ايت، مختارعلي منجادي دوري دداداكومفولن كمرديكأن. مك تيغكه لاكويغ جاهت فددهلواوليه كومفولن كمرديكأن ايت تله دئوناكن كئانسن اكن اخوان المسلمين. ممبونوه اداله قائدة بائي فثامون سلاتن.

      اينله ايوولوسي ايويل اوليه كومفولن فثامون سلاتن يغ ممفوثأي فاسوقكن فغوتيف اونتوق كمغكلكن منفعة كاولن مسسادكاوسن يغ اي سبائي اورغيغ بوتادان منجادي همبابائيث. منفعة يغدبهائيكن اوليه كومفولن كمرديكأن داتس ماتي دان ايرمات رعية دكاوسن ايت يغ تيدق فدولي كفدكساكيتن اورغيغ روئي فدكتيك اورغ يغ مثوروه بردودوق دمليسيادغن برنعمتي برسرونوق فنوه تتافي بياركن فكرجاث يغ بربواتكن كجادين يغ تيدق موليق ايت ملاريكنديري درفدفنغكفن تنفابنتوانث. بياركن كلوارئافنكئانسن منيمبولكن مساله. تيدق دويت بنتوان. كنالافر. جك تيدق ماتي اي دفنجاراكن. منجادي اورغيغ بودوه دغن مغيكوتي ارهن كران ترفسونادغن كإينداهن ايديؤلوجي، كواس دان مغحورمتي داتس كتاكوتن فندودوق كمفوغ يغ بوكن فغحورمتين يغ سبنر.....اين تيدق برفيكيرلائي، بهواكاموكنادتيفوداتس داليه ائام دان برممفي يغ تيدق بنر.

…………………………………………..

6/20/2561

จุดจบของโจรใต้...ไม่ตายก็ติดคุก


"แบมะ ฟาตอนี"


สถานการณ์ไฟใต้ที่เริ่มก่อตัวเมื่อ 14 ปีที่แล้ว มาถึงวันนี้หลายๆ ฝ่ายต่างยืนยันว่าเริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น บ่งบอกถึงความขัดแย้งที่ซ่อนเงื่อนมาหลายสิบปีเริ่มคลี่คลาย เสมือนหนึ่งเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ประจวบเหมาะกับการทุ่มเททั้งกำลังคนจัดกระบวนทัพดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน การอนุมัติงบประมาณผ่านแผนงานและโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดี ควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าซึ่งเห็นผลเป็นรูปธรรมและได้รับการตอบรับโดยเฉพาะโครงการพาคนกลับบ้านมีผู้เห็นต่างรายงานตัวแสดงตนเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก

อะไรคือตัวชี้วัดว่าสถานการณ์ไฟใต้ดีขึ้นหากย้อนไปดูสถิติการก่อเหตุของผู้ก่อเหตุรุนแรงในแต่ละเดือน รายไตรมาส หรือในรายปี พบว่าเมื่อเปรียบเทียบสถิติการก่อเหตุ ซึ่งเป็นปัจจัยนำไปสู่การสูญเสีย สถิติผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการก่อเหตุในห้วงเดือนรอมฎอน เดือนแห่งบุญของพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่หลายๆ หน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเป็นห่วงสถานการณ์ เนื่องจากมีการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนาของกลุ่มผู้คิดต่าง มีการปลุกระดมให้สมาชิกทำการก่อเหตุ เข่นฆ่าผู้คนแล้วได้บุญหลายเท่ามากกว่าในห้วงเวลาปกติแต่สถิตอกลับลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน


ในขณะที่มีผู้เห็นต่างจำนวนมากทยอยเข้ารายงานตัวแสดงตนต่อแม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน แต่กลับมีสมาชิกบางส่วนที่ยังคงทำการก่อเหตุในพื้นที่ เนื่องจากความเชื่อผิดๆ ที่ได้รับการปลูกฝังมา ทำการเข่นฆ่าคนต่างศาสนา หรือแม้กระทั่งพี่น้องผู้นับถือศาสนาเดียวกัน กระทำต่อเด็ก สตรีและคนชรา เพื่อต้องการแสดงความมีตัวตนและคงสถานการณ์ความรุนแรงไว้ เจ้าหน้าที่รัฐต้องการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยแนวทางสันติวิธี หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง บังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมผู้มีหมายจับเพื่อนำตัวมาลงโทษดำเนินคดีตามกฎหมาย สิ่งที่ทุกฝ่ายไม่อยากให้เกิดขึ้นคือความสูญเสียไม่ว่าต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่แล้วเมื่อค่อนรุ่งของวันที่ 20 มิถุนายน 2561 เกิดเหตุการปะทะกันขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ก่อเหตุรุนแรง ส่งผลให้โจรใต้ฟาตอนีเสียชีวิต 1 รายในที่เกิดเหตุพร้อมอาวุธปืนคู่กาย อีกทั้งยังควบคุมตัวเจ้าของบ้านหลังเกิดเหตุไปทำการซักถามขยายผล


ลำดับเหตุการณ์ในการเข้าปฏิบัติการในครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้เข้าพื้นที่พร้อม นายนิอานูวา  แต ซึ่งเป็น ผรส. อีกทั้งยังเป็นพยานในการเข้าทำการตรวจค้นบ้านเป้าหมายหลังเกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 6 บ้านกำปงบารู ม.3  ต.กะลุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ในขณะที่กำลังเรียกบุคคลที่เหลืออยู่ภายในบ้าน พบว่ามีผู้ต้องสงสัยกำลังหลบหนีไปทางหลังบ้าน พร้อมใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่จำนวน 1 นัด เจ้าหน้าที่ทำการยิงตอบโต้ ทำให้คนร้ายเสียชีวิต ซึ่งทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ นายสุไลมาน มูหะหมัด อายุ 37 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 8 ม.4 ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ในที่เกิดเหตุพบอาวุธปืนคาบิน ขนาด .30 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมซองกระสุน จำนวน 1 ซอง และปลอกกระสุน จำนวน 1 นัด ประวัติของ นายสุไลมาน มูหะหมัด ผู้เสียชีวิตเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อการร้ายระดับหัวหน้า Platong 2 Kopi 5 รับผิดชอบในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส มีหมายจับของศาล จังหวัดนราธิวาส จำนวน 1 หมาย ตามหมายจับที่ จ.388/52


จุดจบของโจรใต้ ไม่ตายก็ติดคุก หรือไม่ก็หลบหนีไปอาศัยยังประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีโอกาสกลับมาดูแลครอบครัว ลูกเมียต้องอยู่ตามลำพังผู้ที่กำลังหลบหนีอยู่มีจำนวนไม่น้อยต้องอยู่อย่างยากลำบาก อาศัยหลับนอนในป่าภูเขา ขาดอาหาร ขาดยารักษาโรค เจ็บไข้ได้ป่วยไม่สามารถไปโรงพยาบาลทำการรักษาได้ เพราะเกรงกลัวเจ้าหน้าที่จับกุม นั่นคือสิ่งที่ผู้เห็นต่างเลือกทั้งที่ในความเป็นจริงรัฐได้เปิดช่องทาง เปิดโอกาสให้แสดงตน พิสูจน์ตัวเอง และกลับมาต่อสู้คดีในชั้นศาลแต่กลับไม่เลือก ไม่เห็นแก่ครอบครัวลูกเมีย สุดท้ายได้อะไร? นอกจากความตายที่ไม่อาจฟื้นคืนชีพ ต่างกับแกนนำอยู่สุขสบายในต่างแดนคอยสั่งการในห้องแอร์ ครอบครัวผู้หลงผิดกลับอยู่อย่างแร้นแค้นนี่คือความจริงที่หลายคนรู้ดี.. จึงได้ออกมามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกับโครงการพาคนกลับบ้าน...   
         
*****************

6/15/2561

RKK มือปืนรับจ้าง ผู้ปลิดชีพรายวัน




เมื่อกล่าวถึง RKK ในการรับรู้ของคนส่วนใหญ่ไม่ว่าในพื้นที่หรือนอกพื้นที่ ต่างเข้าใจว่าคนกลุ่มนี้คือผู้ที่คอยก่อเหตุสร้างความรุนแรงในพื้นที่ เป็นกลุ่มที่สร้างความเจ็บปวดยัดเยียดความเจ็บปวด คราบน้ำตาให้กับพี่น้องในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้โดยไม่มีการแบ่งแยกว่านี่คือคนไทยพุทธ นี่คือพี่น้องมุสลิม แต่จุดหมายต้องการทำลายชีวิตแม้ว่าหลักคำสอนศาสนาของทุกศาสนาสอนไว้ว่า การฆ่าคนเป็นบาป มีการสร้างสังคมเชิงเดี่ยวให้เกิดความแตกแยกทางความคิด ทำลายสังคมพหุวัฒนธรรม ไม่อยากให้พี่น้องในพื้นที่มีความรัก ความสามัคคีกันเหมือนดังเช่นในอดีต นำไปสู่ความหวาดระแวงไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน รวมทั้งการปลุกระดมบ่มเพาะหลักคำสอนศาสนาที่ผิดๆ ให้กับเยาวชน เช่นฆ่าคนในเดือนรอมฎอนแล้วได้บุญ ที่ยอมรับไม่ได้คือการก่อเหตุต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ต่อพี่น้องทั้งไทยพุทธมุสลิม เด็ก ผู้หญิง ผู้นำศาสนา ต้องตกเป็นเหยื่อของเหล่าบรรดานักรบ RKK พร้อมทั้งมีกลุ่มโฆษณาชวนเชื่อให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่ในความจริงผู้ที่ก่อเหตุคือมุสลิมแต่กลับมาทำร้ายมุสลิมด้วยกันเอง  
          

         เรามาดูว่า RKK ที่กลุ่มขบวนการภาคภูมิใจนักหนายกย่องให้เป็นนักรบ ในความเป็นจริงแล้วคำว่านักรบมีความเหมาะสมหรือไม่ หรือเป็นได้แค่กลุ่มกองโจรที่คอยทำการก่อเหตุรายวัน กระบวนการในการหาสมาชิกเพื่อเข้าร่วมขบวนการไม่ได้ยาก เพียงแค่คัดเลือกเด็กเรียนดี เรียนเก่ง เคร่งศาสนา ติดอาวุธฝังชิปเข้าไป จากเด็กดีกลายเป็นเด็กเลวมีความคิดสุดโต่งหัวรุนแรง 

        ในปัจจุบันรูปแบบการก่อเหตุของ RKK ยังคงใช้รูปบบเดิมๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ตลอด 14 ปีที่ผ่านมาได้สร้างความสูญเสียให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่นับครั้งไม่ถ้วน หลายคนถูกจับกุมดำเนินคดี เกิดการปะทะนำไปสู่การถูกวิสามัญเสียชีวิต มีอีกจำนวนไม่น้อยต้องหลบหนีคดีไปอาศัยยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่มีอีกลุ่มหนึ่งที่ทนความยากลำบากไม่ไหว มีความเบื่อหน่าย ไม่อยากจะหลบหนีอีกต่อไป อยากกลับมาอยู่กับครอบครัว ประกอบกับมีหลายรายออกมาแฉต่อสังคมว่ากลุ่มขบวนการไร้ซึ่งอุดมการณ์ไม่มีทิศทางในการต่อสู้ ไม่ดูแลสมาชิกที่ได้รับความเดือร้อนกลับถูกลอยแพตามยถากรรม แม้กระทั่งในยามเจ็บไข้ได้ป่วยหยูกยายังไม่มีรักษา ทำให้กำลังใจทดถอย

        เมื่อแนวร่วมถดถอยขาดกำลังใจไม่ได้รับการดูแล ชีวิตประจำวันต้องกินต้องใช้ ต้องส่งเสียให้ลูกเมีย จากในอดีตที่ทำการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ จึงเหลือแค่มือปืนรับจ้างทำการก่อเหตุเพื่อแลกกับความอยู่รอด จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เป็นเรื่องของความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์ ความขัดแย้งส่วนตัว อีกทั้งความขัดแย้งในการค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย ยาเสพติด น้ำมันเถื่อน สินค้าลักลอบหนีภาษี เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นจึงเป็นช่องทางอันเหมาะที่จะยืมมือ RKK มาเด็ดหัวปลิดชีพฝ่ายตรงข้าม ยิงปืนครั้งเดียวได้นกหลายตัว หนึ่งกำจัดคู่แข่งคู่ความขัดแย้ง ชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องของความมั่นคง ขบวนการได้คือคงความรุนแรงไว้เพื่อต้องการแสดงศักยภาพ สุดท้ายใช้รูปแบบเดิมๆ โยนผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ สร้างความเกลียดชังทำลายความไว้วางใจระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน



          อุดมการณ์ของ RKK จากอดีต จึงถูกแปลสภาพเป็นมือปืนรับจ้างหรือทีมงูเต๊ะที่คอยรับคำสั่งฆ่าหรือก่อเหตุป่วนสร้างสถานการณ์ จากกลุ่มขบวนการเองและกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจมืด เช่น ยาเสพติด ค้าน้ำมันเถื่อน สิ้นค้าหนีภาษี  ให้เข่นฆ่าพี่น้องประชาชนรายวันเพื่อแลกกับเศษเงินหาเลี้ยงครอบครัว จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นข่าวทุกวันเกี่ยวกับการยิงฆ่ารายวัน ขัดแย้งส่วนตัว ยาเสพติด ผลประโยชน์ ดังเช่น กรณี 4 ศพ สุคิริน (ผลประโยชน์ร่อนทอง) และ 5 ศพ บันสนังสตา (ยาเสพติด ) ที่ผลพิสูจน์ปลอกกระสุนปืนเชื่อมโยงกับกลุ่ม RKK เกี่ยวข้องกับขบวนการโจรใต้  เมื่อกลุ่มขบวนการโจรใต้ก่อเหตุสร้างความสูญเสียด้านความมั่นคงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และยังรับก่อเหตุเป็นมือปืนรับจ้างฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์เพื่อแลกกับเศษเงินที่แกนนำกลุ่มขบวนการอยู่มาเลย์ ไม่เคยแยแสใยดีที่จะให้ดูแล ก็จำเป็นต้องเป็นมือปืนรับจ้างเข่นฆ่ารายวัน  เมื่ออุดมการณ์หายไป อีกไม่นานก็จะถึงวันล้มสลายของขบวนการใจรใต้ ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เป็นเพราะการก่อเหตุแลกกับเศษเงิน  (ฝากคิด จึงไม่แปลกที่ภาคประชาสังคมและ นักศึกษา PerMas จะจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อต้องการสร้างแนวร่วมอุดมการณ์)

         

           

6/11/2561

ทำไมโจรใต้ ต้องฆ่าผู้นำทางศาสนา



อามีน ยา 
นับเป็นการก่อเหตุอันรุนแรงที่อยู่นอกเหนือความคาดฝัน เมื่อคนร้ายกลุ่มหนึ่งใช้อาวุธปืนสังหาร นายอดุลย์เดช เจ๊ะแน  คณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2561 ซึ่งเป็นห้วงแห่งการถือศีลอด นำมาซึ่งความรู้สึกเศร้าสลดให้แก่คนไทยทั้งประเทศ  โดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างมาก แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ส่วนราชการทั้งหลาย เนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นบุคคลอันเป็นที่เคารพรักและนับถือของคนทั่วไปในพื้นที่     นับเป็นการสูญเสียบุคคล ที่มีคุณค่า และสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

            นายอดุลย์เดช เจ๊ะแน  ไม่ใช่รายแรกที่ถูกโจรใต้ลอบฆ่าที่ผ่านมาโจรใต้ได้ฆ่าผู้นำศาสนามาแล้วหลายราย บางรายเสียชีวิตด้วยเหตุขัดแย้งส่วนตัวและบางรายเสียชีวิตด้วยน้ำมือผู้ก่อความไม่สงบส่วนมากแล้วจะเป็นผู้ที่ให้ความร่วมมือกับรัฐในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างบุคคลสำคัญถึงแม้ท่านจะจากเราไปแล้วก็ตาม


            -อิหม่ามยะโก๊บ หร่ายมณี อิหม่ามประจำมัสยิดกลางปัตตานี ถูกกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 56 เวลา 16.38 น. ขณะซื้อกับข้าวเพื่อเปิดปอสอแถวตลาดจะบังติกอ เป็นเหตุเสียชีวิตทันที ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2556 นายมาฮูเซ็น แมฮะ ผู้ก่อความไม่สงบทีมสังหารขอมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่เนื่องจากถูกกดดันอย่างหนัก อิหม่ามยะโก๊บ หร่ายมณี งเป็นบุคคลที่อุทิศตนช่วยเหลือสังคม และให้ความร่วมมือกับส่วนราชการหลายด้าน ซึ่งเห็นได้จากการได้รับประกาศเกียรติคุณ และรางวัลอันมากมาย เช่น โล่รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรมด้านศาสนาระดับประเทศ รางวัลพระราชทานผู้ทำคุณประโยชน์ต่อศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายใต้ รางวัลพระราชทานผู้ดำเนินรายการวิทยุดีเด่นของสมาคมนักวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย รางวัลพระราชทานโครงการคัดเลือกผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ของจังหวัดชายแดนภาคใต้
สาขาการพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย จนได้รับฉายาว่า วีรบุรุษสันติภาพชายแดนใต้



            -เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.60 เวลา 21.35 น. กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ยิงนายอาแว เตาะสาตู(เสียชีวิต) และลูกชายได้รับบาดเจ็บ ขณะกำลังกลับจากละหมาดตารอแวะห์ที่มัสยิด ในพื้นที่ ม.5 ต.ปูโละปูโย อ.หนองจิก ปัตตานี นายอาแว เป็นอุสตาซ สอนศาสนา และเป็นเจ้าของโรงเรียนมูลนิธิชุมชนอิสลามศึกษา มีส่วนร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธี เป็นแกนนำคนสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการกำปงตักวา หรือชุมชนศรัทธา จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะที่ปรึกษาด้านการเสริมสร้างความยุติธรรมของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมาได้เข้ามามีส่วนช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ช่วยรณรงค์ให้ผู้เห็นต่างเข้ามารายงานตนตามโครงการพาคนกลับบ้าน อาจกล่าวได้ว่านายอาแวเป็น “วีรบุรุษสันติวิธี” อย่างแท้จริง


            - ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 61 ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ได้ลอบยิง นายอดุลย์เดช เจ๊ะแน อายุ 55 ปี จนทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำส่ง รพ.สมเด็จพระยุพราชสายบุรี และส่งต่อ รพ.ปัตตานี เเละได้เสียชีวิตลง วันที่ 10 มิ.ย. 61 เวลา 02:45 น. นายอดุลย์เดช เจ๊ะแน เป็นรองประธานอิสลามจังหวัดปัตตานี และเจ้าของโรงเรียนปอเนาะลาลอ เขายัง เป็นหัวหน้าคณะอนุกรรมการบริหารพูดคุยสันติสุข เพื่ออำนวยความสะดวก ให้กับ สำนักงานเซฟตีเฮาส์ (SAFETY HOUSE) และศูนย์ประสานงานการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตั้งอยู่ภายในสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี อีกด้วย  ทั้งนี้ในวันที่ 10 มิถุนายน 2561 มีพิธีละหมาดศพและพิธีฝังศพ นายอดุลย์เดช เจ๊ะแน รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี บริเวญบ้านลาลอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี มีประชาชน จาก 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลาปัตตานี นราธิวาส และสงขลา มาร่วมพิธีเป็นจำนวนมากกว่า 1 หมื่นคน ท่ามกลางความโศกเศร้าของบรรดาครอบครัวและมิตรสหาย


            จะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจะก่อเหตุในห้วงเดือนรอมฎอนเข่นฆ่าผู้นำทางศาสนาอิสลาม ที่ให้ความร่วมมือช่วยเหลือรัฐในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่  อีกสาเหตุหนึ่งมาจากการที่อิหม่ามเป็นผู้นำศาสนาที่ต่อต้านการบิดเบือนหลักศาสนาอันดีงาม  ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับข้างฝ่ายขบวนการที่นำศาสนามาบิดเบือนเพื่อให้แนวร่วมหลงผิดเข้าร่วมขบวนการ  การปล่อยไว้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการต่อสู้โดยใช้ศาสนาที่ถูกบิดเบือนมาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว

            และหากจะมีใครซักคนที่ต้องถูกสังหารเพื่อสร้างกระแสความหวาดกลัวและยอมเชื่อฟังในคราวเดียวกันให้เกิดขึ้นกับแนวร่วมที่ถูกข่มขู่ใช้งานแล้ว  นายอดุลย์เดช เจ๊ะแน คือเหยื่อที่คุ้มค่าและได้ผลมากที่สุด

          เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ซึ่งจะสร้างความหวาดกลัวและให้ความร่วมมือของผู้นำศาสนาในพื้นที่ได้อีกนาน

          แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดผู้นำศาสนาที่ยึดมั่นในแนวทางตามหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งในมุมของศาสนาอิสลามและการแสดงจุดยืนในการสร้างสันติในเมฆหมอกแห่งความขัดแย้งได้กลับไปสู่ความเมตตาของอัลเลาะฮฺแล้ว  ในฐานะที่ได้ติดตามสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้และเห็นถึงความตั้งใจจริงของท่านมาโดยตลอด ขอให้ความดีของท่านได้เกื้อหนุนให้ท่านไปสู่โลกอาคีเราะห์อย่างที่ท่านตั้งใจด้วยเถิด..... ด้วยจิตคารวะ  อามีน     

6/09/2561

คนบางจำพวกมักจะเชื่อ เรื่องโกหกมากกว่าเรื่องจริง



พฤติกรรมการเข่นฆ่าของผู้ก่อความไม่สงบ เริ่มกลับก่อนจะถึง 10 วันสุดท้ายรอมฎอนซึ่งเป็นเดือนอันประเสริฐของพี่น้องมุสลิม  แต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ยังคงพยายามในการก่อเหตุในเดือนรอมฎอน เพราะหลงผิดเชื่อว่าจะได้บุญหลายเท่า และสร้างตราบาปให้บุคคลอื่นหลงเชื่อ 
หลายปีที่ผ่านมากับเหตุการณ์ความสูญเสีย  เราก็จะเห็นรูปแบบของผู้ก่อความไม่สงบในการสร้างความเกลียดชังให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างไทยพุทธ - มุสลิม และประชาชนกับเจ้าหน้าที่
ซึ่งรูปแบบการใส่ร้ายป้ายสีเจ้าหน้าที่ที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้ก็จะเป็นการเล่าบอกต่อกันในร้านน้ำชาแหล่งชุมชน มัสยิด โดยเฉาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันแล้ว สังคมโลกมีการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ยุคแห่งการติดต่อสื่อสาร จึงไม่แปลกที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนำมาใช่เป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชังซ้ำเติมปัญหาราดน้ำมันเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับกลุ่มนักการเมืองในประเทศก็ใช้เครื่องมือนี้ในการทำมาหากินโจมตีรัฐบาลเพื่อลดความน่าเชื่อถือดังที่เราเห็นในปัจจุบัน  



          การสร้างความขัดแย้งความเกลียดชังในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ยกตัวอย่างเพจแนวร่วม Suara Patani  ที่มีผู้ติดตามกว่าเจ็ดหมื่นกว่าคน ซึ่งถ้าใครติดตามก็จะเห็นสมาชิกส่วนใหญ่จะคอมเม้นวิจารณ์ด่าซะมากกว่าชื่นชมหรือเห็นด้วย รูปแบบการใส่ร้ายป้ายสีของเพจนี้ส่วนมากแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์จะใส่ร้ายเจ้าหน้าที่โดยทันทีหรือสร้างข่าวลวงก่อนก่อเหตุเหมือนจะรู้ว่าเหตุต้องเกิด
โดยทีไม่เคยมีพยานหลักฐานอะไรมาแสดง ส่วนมากจะอ้างบิดเบือนบอกว่า “จากแหล่งข่าว
ที่น่าเชื่อถือ”  แต่ก็ไม่สามารถที่จะบอกว่า ว่าแหล่งข่าวนั้นมาจากไหน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วคนเขียนคิดขึ้นมาเอง  มาดูการใส่ร้ายป้ายสีแบบง่าย ๆ ไม่มีหลักฐาน ไม่มีเหตุผล  แต่คนบางจำพวกกลับหลงเชื่อแบบไร้สติปัญญาวิเคราะห์ข้อมูลข้อเท็จจริง

          “ศิลปะแห่งการสร้างความแตกแยก” วิธีหนึ่งที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมักจะทำและได้ผล
คือการชี้ให้เห็นว่า “เขาไม่เหมือนกับเรา”
เป็นความจริงที่ว่า คนเราทุกคน เกิดมาย่อมไม่เหมือนกัน
มีจุดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น หน้าตา สีผิว ศาสนา ความเชื่อ ถิ่นที่อยู่ วัฒนธรรมอัตลักษณ์หรืออะไรก็ตาม ถ้าถูกหยิบยกเอาประเด็นนั้นมาเป็นความแตกต่าง ก็ใช้ได้ทั้งนั้น ดังเช่นกรณีไทยมุสลิม 4 ศพ ถูกยิงเสียชีวิต อ.สุคิริน จ.นราธิวาส กลุ่มขบวนการก็นำมาเป็นเครื่องมือการสร้างกระบวนการความร้าวฉาน ความแตกแยกในครั้งนี้ 


          -เพจ Suara Patani อ้างว่า ชายไทยมุสลิม 4 ศพ ที่เสียชีวิตจากการถูกยิงจากอาวุธปืน M16 ขณะไปร่อนทอง ในพื้นที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ (กองโจรสยามไทย
เป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนไทยรู้สึกเกลียดชัง) ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลหลักฐานเบื้องต้นของผู้เสียชีวิตไม่มีคดีเกี่ยวกับความมั่นคงหรือคดีอื่น ๆ เบื้องต้นพบข้อมูลเรื่องการขัดผลประโยชน์เรื่องการร่อนทองและเจ้าหน้าที่เร่งทำการสืบสวนโดยการเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ อย่างปลอกกระสุนปืน ไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ว่าปลอกกระสุนที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุเคยก่อเหตุคดีความมั่นคงหรือไม่ อีกไม่นานเกินรอความจริงจะปรากฏว่าฝีมือใคร ขอให้รอผลนิติวิทยาศาสตร์ก่อนเถอะ  นี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่กลุ่มขบวนการพยายามสร้างความรู้สึกว่าคนที่ตายคือมุสลิม
สร้างความรู้สึกเชิงเดียวว่าเขาไม่เหมือนเรา เขาไม่ใช่พวกเรา เขาฆ่าพวกเรา มักจะสร้างความรู้สึกเป็นพวกมากอยู่เหนือความถูกต้อง  เลือกป้อนข่าวแต่ด้านเดียว ซึ่งวิธีที่ดีก็คือ อย่าโกหกทั้งหมด แต่ใช้วิธี “เล่าความจริงไม่หมด” จะได้ผลดีที่สุด เพราะมนุษย์จะเชื่อเรื่องโกหกทันทีที่มีเรื่องจริงปะปนอยู่นิดหน่อย โดยขั้นตอนนี้ จะมุ่งสร้างความรู้สึกว่า ถ้าไม่ออกมาต่อสู้ล่ะก็ ฝ่ายเราจะพ่ายแพ้ ถ้าสามารถสร้าง
Awareness ในประเด็นความแตกต่าง ให้เกิดขึ้นได้แล้ว ก็ถือว่า จุดไฟติดละ เริ่มเติมเชื้อต่อไปได้เลย เหมือนที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกระทำอยู่ในปัจจุบัน 



          -เพจ Suara Patani อ้างว่าเหตุยิงนายอิสมาแอ ดอเลาะ และนายอดุลย์เดช เจ๊ะแน
รองประธานกรรมการอิสลาม จ.ปัตตานี หลังกลับจากละหมาดจากมัสยิดในหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 7
, 8 มิ.ย. ที่ผ่านมาเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่  คำถามที่เกิดขึ้นคือ เจ้าหน้าที่มีความสามารถติดตามเฝ้าตรวจพฤติกรรมของเป้าหมายที่จะลงมือได้ตลอด 24 ชม. เลยหรือ ?  คำตอบคือเป็นไปไม่ได้
แค่เจ้าหน้าที่ขับรถไปในหมู่บ้านสายตาทุกคนในหมู่บ้านก็จับจ้องแล้ว ในปัจจุบันด้วยนั้นมี ชรบ.
ในการตั้งด่านตรวจซึ่งจะรู้ว่าใครคือคนในหมู่บ้านใครไม่ใช่  ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าหน้าที่จะกระทำและไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะทำด้วย แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่กระทำได้คือการเข้าหมู่บ้านมอบของช่วยเหลือ
พี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังที่คนในพื้นที่นั้นได้รับกันอยู่ทุกวัน  การก่อเหตุยิงนายอิสมาแอ และนายอดุลย์เดช คนที่ทำได้นั้นก็คือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่แฝงตัวอยู่ในหมู่บ้านนั้นเองที่รู้ความเคลื่อนไหวของเป้าหมายตลอดเวลา ดังที่คติที่รู้กันของกลุ่มผู้ก่อเหตุที่ว่า  เป้าหมายชัด โอกาสมี ทางหนีพร้อม  ซึ่งคนในหมู่บ้านต่างก็รู้ดีว่าฝีมือของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่พูดไม่ได้เหมือนน้ำท่วมปาก พูดไปเรื่องร้ายก็เข้าตนเองและครอบครัว  จึงไม่แปลกที่บางคนทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่หรือไม่รู้เรื่องกับคดีที่เกิดขึ้น 


          ใครจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ ใครจะเป็นผู้เสียประโยชน์ ยิ่งเหตุการณ์ความสูญเสียด้วยแล้วไม่มีใครอยากให้เกิด เมื่อเกิดขึ้นงานยากลำบากก็ตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ต้องสืบเสาะหาหลักฐานกว่าจะรู้ตัวบุคคลก็ปาไปเป็นปี เพื่อความโปร่งใสความยุติธรรมก็ต้องใช้เวลาในการหาตัวคนร้าย ไม่ใช่เกิดเหตุก็ด่วนสรุปว่าฝ่ายโน้นทำฝ่ายนี้ทำอย่างเพจ Suara Patani ทำอยู่ การก่อเหตุความสูญเสียใครได้ประโยชน์นอกจากลุ่มขบวนการโจรใต้ ก่อเหตุเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ต่างประเทศรู้ว่ากลุ่มตนเองยังมีศักยภาพอยู่ ก่อเหตุเพื่อสร้างความหวาดระแวงต่อพี่น้องไทยพุทธ – มุสลิม ก่อเหตุเพื่อสร้างภาพความรุนแรงให้เกิดสถิติความสูญเสียเพื่อกลุ่มภาคประชาสังคมนำไปเป็นรายงานประจำปีให้กับสหประชาชาติว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดูแล้วความปลอดภัยให้ประชาชนได้ ต่างชาติจะได้เข้ามาแทรกแซงจนนำไปสู่ RSD แยกตัวออกจากประเทศไทย จะเห็นได้ว่าทุกเหตุการณ์ความสูญเสียเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มขบวนการโจรใต้ทั้งสิ้น    

          ดังนั้นก่อนตัดสินใจเชื่อในสิ่งไหนก็ตาม ขอให้มีคำนี้สั้น ๆ คำเดียว แต่สองพยางค์ คำนั้นก็คือ “สติ” ใช้สติ ไตร่ตรอง ทบทวน คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ แยกแยะ มองภาพรวมให้ออก เหตุการณ์นั้น ๆ ใครได้ประโยชน์ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของการสร้างความเกลียดชังของกลุ่มขบวนการจนยากต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้เกิดสันติสุข เพราะสุดท้ายแล้วคนที่รับชะตากรรมความเกลียดชังก็คือคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ รู้อย่างนี้แล้วก็จงรักกัน สามัคคีกัน ไม่ว่าจะพุทธ - มุสลิม พวกเราก็คือคนไทยทั้งนั้นอย่าหลงเชื่อคำบางพวกที่จะทำให้เราแยกจากกัน เราจะกอดกันและไม่มีใครจะแยกเราออกจากกันได้เพราะเราคือคนไทยไม่ใช่ปาตานี  

6/05/2561

ฝันกลางวันของ PerMAS... กับการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 1


"แบมะ ฟาตอนี"


กรณีเมื่อ 31 พฤษภาคม 2561 สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี หรือกลุ่ม PerMAS ได้ทำการ Live สด การร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน ภายใต้หัวข้อ “4 ปี คสช.กับสันติภาพปาตานี ผ่านเพจ: The Federation of Patani Students and Youth – PerMAS ซึ่งดำเนินรายการโดย นายซุกรีฟฟี ลาเตะ ร่วมพูดคุยโดย นายฮาฟิส ยะโกะ ประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) และ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยส่วนกลาง

ตลอดการ Live สด ผู้ร่วมพูดคุยได้กล่าวโจมตีการบริหารงานของรัฐบาล การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และส่งผลกระทบต่อการสร้างสันติภาพปาตานี มีการเปรียบเทียบกระบวนการพูดคุยสันติสุขระหว่างรัฐบาล พลเรือนกับรัฐบาลทหารซึ่งมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิง โดยกล่าวว่ารัฐบาลพลเรือนเปิดกว้างให้คนปาตานีพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ รัฐบาล คสช. เข้ามาได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการพูดคุย แม้แต่ชื่อยังมีการเปลี่ยนจากการพูดคุยสันติภาพมาเป็นการพูดคุยเพื่อสันติสุข รัฐบาลชุดนี้พยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุยถึงปัญหารากเหง้าและแก่นแท้ของปาตานี

นายฮาฟิส ยะโกะ ประธาน PerMAS ได้กล่าวโจมตีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในการบังคับใช้กฎหมาย  ปิดล้อมจับกุมผู้กระทำความผิดว่า ไม่มีความโปร่งใส ทีมเจรจาที่ไปเจรจาอยู่บนโต๊ะกับระดับปฏิบัติการที่อยู่ในพื้นที่ยังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมทรมาน การจับกุมผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐโดยใช้กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เล่นงานจับกุม คุกคามนักกิจกรรม นักสิทธิมนุษยชน และ NGOs ในพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง รัฐบาล คสช. สร้างความหวาดกลัวใช้การปราบปรามคนปาตานีที่มีอุดมการณ์ชาตินิยม คือความสำเร็จของรัฐบาลชุดนี้ แต่มีตอนหนึ่งที่ นายฮาฟิส ยะโกะ ได้กล่าวถึงคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราที่ 1 ซึ่งหากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งจะต้องร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะทำให้บรรยากาศต่างๆ เอื้อต่อการพูดคุยมากขึ้น ซึ่งจะนำมาสู่สันติภาพ ต่อการกำหนดชะตากรรมของปาตานี นั่นคือประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่สุด

มาตรา 1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับได้บัญญัติไว้ว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ซึ่งประเทศไทยของเราก็เป็นเช่นนี้จริงๆ เป็นอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวมาโดยตลอด นับตั้งแต่ผู้เขียนจำความได้ ไม่เพียงแต่จะเป็นอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันเท่านั้น พี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วทุกภาคต่างมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราเดินทางไปมาหาสู่กัน ทั้งไปท่องเที่ยว ไปเยี่ยมเยียน หรือไปทำงานประกอบอาชีพ พี่น้องชาวอีสานไปทำงานภาคใต้ พี่น้องชาวใต้เคยยกขบวนไปปักหลักขุดแร่ที่ภาคเหนือทั้งหมู่บ้าน...อพยพกันไปอพยพกันมาอยู่ตลอดเวลา

มาวันนี้กลับมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่พยายามจ้องทำลายความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำการปลุกระดมบ่มเพาะสร้างความเกลียดชัง ทำลายการอยู่ร่วมสังคมพหุวัฒนธรรม คิดแก้ไขรัฐธรรมนูญไทยมาตราที่ 1 คิดการณ์ไกลในการแบ่งแยกดินแดนจากรัฐบาลไทยเพื่อมุ่งไปสู่เอกราช อยากลงประชามติในการกำหนดใจตนเองจนตัวสั่น ซึ่งความคิดของ นายฮาฟิส ยะโกะ ประธาน PerMAS ขอบอกเลยว่าเป็นแค่ฝันลมๆ แล้งๆ ฝันกลางวันที่ไม่อาจจะเป็นจริงได้ พฤติกรรมจากรุ่นสู่รุ่นของ PerMAS ส่อให้เห็นแล้วว่าเป็นผู้บ่อนทำลายอธิปไตยของชาติ เป็นแค่ปีกการเมืองของกลุ่มขบวนการ ซึ่งมีจุดหมายเดียวกันกับขบวนการที่ทำการต่อสู้ด้วยความรุนแรงเพื่อมุ่งไปสู่เอกราช ไม่มีอุดมการณ์ในการต่อสู้ สุดท้ายเพื่อผลประโยชน์ของคนเพียงไม่กี่คน ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อพี่น้องปาตานีที่มีการแอบอ้างมาโดยตลอดเวลา ส่วนความเพ้อฝันของ นายฮาฟิส ยะโกะ ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 1 นั้น จะนำไปสู่ ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งจะนำมาสู่สันติภาพคือการกำหนดชะตากรรมของปาตานี!! แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของนักศึกษาปัญญาชนผู้นำปีกการเมืองกลุ่มขบวนการที่ค่อยๆ เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา เคยถามคนส่วนใหญ่ในพื้นที่หรือยังว่าต้องการอะไร? มิใช่สันติสุขที่ปราศจากการก่อเหตุร้ายของกลุ่มขบวนการ หรือการสร้างความหวาดระแวง การทำลายสังคมพหุวัฒนธรรมของกลุ่ม PerMAS หรอกหรือ!! คือสิ่งที่พี่น้องปาตานีต้องการ...
*****************

6/03/2561

ใคร? อยู่เบื้องหลังเรียกร้องคลุมฮิญาบ รร.อนุบาลปัตตานี


"แบมะ ฟาตอนี"


          ไม่น่าเชื่อว่าแค่น้ำผึ้งหยดเดียว กลุ่มชาวไทยพุทธกว่า 500 คน ตั้งโต๊ะแถลงคัดค้านไม่เห็นด้วยกับ นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาปัตตานีที่แก้ไขระเบียบของโรงเรียนอนุบาลปัตตานีที่มีมากว่า 50 ปี อนุญาตให้นักเรียนมุสลิมทั้งชายและหญิงของโรงเรียนอนุบาลปัตตานี แต่งกายตามหลักศาสนาได้คือ ผู้หญิงคลุมฮิญาบและผู้ชายสวมกางเกงขายาว  กลุ่มชาวไทยพุทธย้ำชัดเด็กนักเรียนไทยพุทธ - มุสลิมที่เรียนร่วมกันมา 50 ปีไม่มีปัญหา แต่คำสั่งดังกล่าวกลับก่อให้เกิดความแตกแยกและแตกต่างในพื้นที่

          หากจะมองผิวเผินเหมือนจะไม่มีอะไร เป็นเรื่องปกติของการเรียกร้องที่ต้นเหตุมาจากผู้ปกครอง 4 รายของนักเรียนหญิงชั้น ป.1/1 ต้องการให้บุตรหลานคลุมฮิยาบ ซึ่งได้เรียกร้องมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ที่ไม่ปกติและ ผิดสังเกตเมื่อมีกลุ่มบางกลุ่มฉกฉวยโอกาสในการเดินหน้าเรียกร้องยืมมือพี่น้องมุสลิมชาวสุหนี่ใน จชต.สร้างความแตกแยกกับชนต่างศาสนิก โดยกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้เคลื่อนไหวเรียกร้องให้นักเรียนหญิง โรงเรียนอนุบาลปัตตานีคลุมฮิยาบ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2561 อีกทั้งมีการผสมโรงปลุกกระแสในสื่อโซเชียลของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงในการเติมเชื้อไฟแห่งความขัดแย้ง

          กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติเป็นใคร? มาจากไหน? เมื่อทำการสืบสาวข้อมูลเชิงลึกกลับพบว่ากลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ เป็น มุสลิมสายวาฮาบีห์ ในขณะที่มุสลิมส่วนใหญ่พื้นที่ จชต.เป็นสุหนี่.. แล้วทำไม? วาฮาบีห์  จึงเคลื่อนไหวทำการเรียกร้องแทนพี่น้องมุสลิมสุหนี่ในพื้นที่ โดยเฉพาะนายฮานีฟ หยงสตาร์ เลขาธิการมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ซึ่งเป็นแกนนำสายวาฮาบีห์ ที่ออกหน้าแทนในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ โดยใช้ฐานในวิทยาลัยอิสลาม ซึ่งตั้งอยู่ใน มอ.ปัตตานีเป็นที่ประชุมวางแผนการเรียกร้องต่อรัฐ

          ประเด็นที่แปลกใจ คือ ทำไม? มุสลิมสายสุหนี่ใน จชต. จึงยินยอมให้มุสลิมนิกายวาฮาบีห์ชี้นำสร้างความแตกแยกในพื้นที่ เพราะพฤติกรรมในการเคลื่อนไหวของมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติที่ผ่านมา มุ่งสร้างความแตกแยกระหว่างสังคมพหุวัฒนธรรมของคนต่างศาสนิกในหลายพื้นที่ ไม่เฉพาะเจาะจงในพื้นที่ จชต.เท่านั้น หากจะเรียกมุสลิมนิกายวาฮาบีห์ว่าเป็น มุสลิมสุดโต่ง ก็คงไม่ผิด เพราะมุสลิมกลุ่มนี้ต้องการสร้างสังคมเชิงเดี่ยว หรือให้เกิดปรากฎการณ์ โลกมุสลิม และมีรูปแบบทางความคิดเดียวกับกลุ่มก่อการร้าย IS ที่ต้องการสร้างอาณาจักรมุสลิมให้ครองโลก ( Khilafah – Islamic State)

          หากย้อนไปดู มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ มาเกี่ยวข้องอย่างไรในพื้นที่ จชต.พบว่าเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2559 มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติได้ทำการเปิดตัวศูนย์ประสานงาน 3 จชต. ที่โรงแรมซีเอสปัตตานี โดยสำนักงานตั้งอยู่ในวิทยาลัยอิสลาม มอ.ปัตตานี โดยมีอดีต สว.ปัตตานี ซึ่งเป็น 1 ในแกนนำวาฮาบีห์ใน จชต. ให้การสนับสนุนและหนุนหลัง เช่นเดียวกับการใช้โลโก้ของมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติรวมเข้ากับ ว่าวบูลัน ที่เปรียบเสมือนว่าวบูลันที่ทะยานขึ้นสู่ฟ้าเพื่อแสดงให้เห็นว่า ชีวิตของมุสลิมทุกคนในพื้นที่ชายแดนใต้ มีความอิสระแต่อยู่ภายใต้หลักการที่เข้มแข็ง และว่าวบูลันจะสามารถส่งเสียงดัง เปรียบเสมือนทุกคนที่จะต้องร่วมกันขับขานเสียงแห่งอิสรภาพ เสรีภาพ ให้ปรากฏขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้จงได้


          การจุดประเด็นเรื่องคลุมฮิญาบที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนอนุบาลปัตตานี ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก และเกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ จชต. หรือภูมิภาคอื่นของไทยแต่เพียงเท่านั้น แต่ได้เกิดขึ้นในหลายประเทศของกลุ่มมุสลิมที่นิยมแนวทางวาฮาบีห์ ทั้งในประเทศฝรั่งเศส เบลเยี่ยม อังกฤษ ออสเตรเลีย มาเลเซีย และสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งก็ถูกต่อต้านจากรัฐบาลประเทศที่กล่าวมาข้างต้น อาทิ เมื่อเดือนมีนาคม 2561 นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียได้ประกาศให้ชาวมุสลิมในประเทศต้องเคารพกฎหมายของออสเตรเลียในการควบคุมผู้นับถือศาสนาอิสลาม หรือการที่รัฐบาลมาเลเซียประกาศให้ชาวมาเลเซียที่นับถือนิกายวาฮาบีห์ เป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมายความมั่นคงของประเทศ (ISA) เช่นเดียวกับกลุ่มผู้นิยมศรัทธาแนวทางของกลุ่ม IS

          การเรียกร้องให้โรงเรียนอนุญาตคลุมฮิญาบของ มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ซึ่งเป็นมุสลิมสายวาฮาบีห์ ในห้วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันพบว่าเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น เมื่อเดือนมีนาคม 2553 มูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ได้แจ้งความต่อผู้บริหารโรงเรียนวัดหนองจอก กทม. เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 เรียกร้องให้นักเรียนหญิง โรงเรียนเจริญศึกษา อ.ระแงะ จ.นราธิวาส คุลมฮิญาบวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ยื่นหนังสือเรียกร้องให้นักเรียนหญิงโรงเรียนบ้านบางกะปิ กทม.คลุมฮิญาบวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 เรียกร้องให้นักเรียนหญิง โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่ง จ.กระบี่ คลุมฮิญาบวันที่ 24 มีนาคม 2561เรียกร้องกรณีเดียวกันที่โรงเรียนเมืองถลาง จ.ภูเก็ต และล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมาเกิดขึ้นในโรงเรียนอนุบาลปัตตานี เรียกร้องให้นักเรียนหญิงคลุมฮิญาบจนนำมาสู่ประเด็นความขัดแย้งดังกล่าว

          ในเมื่อเรารู้ว่า กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ซึ่งเป็น กลุ่มวาฮาบีห์ มีพฤติกรรมเป็นกลุ่มมุสลิมสุดโต่ง ที่ต้องการสร้างสังคมเชิงเดี่ยวหรือต้องการให้เกิดปรากฎการณ์ โลกมุสลิม และมีรูปแบบทางความคิดเดียวกันกับกลุ่ม IS ในหลายๆ ประเทศไม่ยอมรับไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม อังกฤษ ออสเตรเลีย สวิสเซอร์แลนด์ ทำการต่อต้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศมาเลเซีย ถึงกับประกาศให้ชาวมาเลเซียที่นับถือนิกายวาฮาบีห์ ถือเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมายความมั่นคงของประเทศ (ISA)  แต่ในพื้นที่ จชต.ของเรากลุ่มวาฮาบีห์ กลับยืมมือผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอนุบาลปัตตานีซึ่งเป็นมุสลิมชาวสุหนี่ 3 - 4 คน ในการพยายามสร้างสถานการณ์ขึ้นในโรงเรียนอนุบาลปัตตานี เราจะยอมได้หรือ!! และคุ้มค่าหรือไม่กับความแตกแยก ความแตกต่างที่เกิดขึ้นกับชนต่างศาสนิก ในการทำลายสังคมพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะต่อชาวไทยพุทธในจังหวัดปัตตานี ผลที่ได้อาจจะ ไม่คุ้มเสีย หากเรายอมให้วาฮาบีห์ชี้นิ้วสั่ง ไม่แน่!! สักวันกลุ่มวาฮาบีห์ อาจจะครอบงำทางความคิดและรุกคืบสร้างอิทธิพลขึ้นในพื้นที่ จชต.ใครจะไปรู้...
------------------