8/18/2555

กรรมสนอง! โจรใต้ประกอบระเบิด พลาดบึ้มใส่ร่างเละ


 พบชิ้นส่วนมนุษย์ถูกแรงระเบิดกระจัดระจายอยู่ในสวนมะพร้าว ตำรวจเชื่อคนร้ายน่าจะเกี่ยวข้องกับคดีคาร์บอมบ์หน้าที่ว่าการอำเภอปะนาเระ โดยเข้ามาประกอบระเบิด แต่เกิดผิดพลาดจึงระเบิดใส่ร่างเละ



            เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ได้รับแจ้งว่าพบชิ้นส่วนมนุษย์กระจายไปทั่วป่ามะพร้าว บริเวณ ม.2 บ้านคลอง ตำบลดอน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี จึงนำกำลังเข้าไปตรวจสอบ พบชิ้นส่วนขา 2 ข้าง แผ่นหลัง ศีรษะ นอกจากนี้ ยังพบชิ้นส่วนถังแก๊ส วิทยุสื่อสาร และยังมีกลิ่นดินระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมชิ้นส่วนเพื่อส่งตรวจหาดีเอ็นเอว่าชิ้นส่วนมนุษย์ที่พบเป็นใคร เนื่องจากในที่เกิดเหตุไม่พบหลักฐาน หรือเอกสารระบุว่าเป็นใครเลย

8/17/2555

บุก‘ปุโละปุโย’ ดูภารกิจทหารสานสัมพันธ์ชาวบ้านช่วงรอมฎอน


บุก ปุโละปุโย หมู่บ้าน 4 ศพ ดูภารกิจทหารพรานในชายแดนใต้ ช่วงเดือนรอมฎอน การปรับการปฏิบัติงานตามคำสั่ง ‘3 ข้อห้าม 5 ข้อควรปฏิบัติ  ให้ทหารเข้าใจวิถีชีวิตชาวบ้านในเดือนอันประเสริฐ

ปุโละปุโย
ค่ำวันหนึ่งที่มัสยิดหลังเล็กๆ ของบ้านกาหยี ชายฉกรรจ์ในชุดดำพร้อมอาวุธครบมือกลุ่มหนึ่งนั่งลงรับประทานอาหารในช่วงละศีลอดร่วมกับชาวบ้านประมาณ 20 กว่าคนอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศจึงดูแปลกแตกต่างไปจากวิถีปกติของชาวบ้าน
ทว่า ทหารชุดดำจากหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 22 บอกว่ากิจกรรมเช่นนี้เป็นกิจกรรมปกติในช่วงเดือนรอมฎอน พวกเขามักจะตระเวนไปร่วมกิจกรรมละศีลอดหรือมอบสิ่งของให้กับมัสยิดต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ
ครั้งนี้ คือนัดหมายของมัสยิดดารุสสลาม บ้านกาหยี หมู่ที่ 1 ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาเกิดเหตุทหารพรานยิงชาวบ้านขณะเดินทางไปละหมาดศพ  ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บอีก 5 คน
หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ความหวาดระแวงระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มสูงขึ้น  ทางแม่ทัพภาคที่ 4 ได้มีคำสั่งให้ย้ายกำลังทหารพรานชุดเดิมออกไปจากพื้นที่และส่งทหารพรานจากหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 22 เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน  ทหารพรานหน่วยนี้เป็นหน่วยใหม่ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2554 และเป็นกองกำลังที่มาจากภาคอีสาน 
ทหารพรานชุดใหม่ภายใต้การนำของ พ.อ.ชาคริต สนิทพ่วง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหาร

8/14/2555

มาเลย์ร่วมมือไทยแก้ไฟใต้อย่างสันติ




มาเลเซียและไทย นอกจากมีความใกล้ชิดในสภาพ ภูมิศาสตร์พื้นที่ชายแดน ติดต่อกันแล้ว ความสัมพันธ์ ระหว่าง ๒ ประเทศ ยังแน่นแฟ้น ด้วยดีตลอดมา โดยที่ ผ่านมาทั้ง ๒ ประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่างๆ ทั้งราชวงศ์ ชั้นสูง รัฐบาลและประชาชนในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการไปมาหาสู่กันในฐานะเครือญาติและ เพื่อนฝูง ซึ่งนนำไปสู่ความร่วมมือกันทั้งในด้านการค้า และด้านอื่นๆ

8/13/2555

แม่ทัพภาคที่ 4 ยันไม่ประกาศเคอร์ฟิว

             แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว ในพื้นที่ชายแดนใต้ เนื่องจากการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี

            พลโทอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาค 4 เปิดเผยว่า ขณะนี้ ยังไม่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเคอร์ฟิวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  โดยภาครัฐเห็นว่าการประกาศเคอร์ฟิว เป็นเครื่องมือหนึ่งในการจัดการกับปัญหา แต่ยังไม่ได้เลือกใช้งาน    และให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เป็นผู้ตัดสินใจ

            ซึ่งพลโทอุดมชัย เห็นว่า ขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดี และไม่มีอุปสรรคต่อการปฎิบัติงาน  จึงเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะต้องประกาศเคอร์ฟิว

8/03/2555

“รอมฎอน” เดือนแห่งความดีงาม ไม่ใช่เดือนแห่งการก่อการร้าย และ การเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์


            การก่อวินาศกรรม หรือ คาร์บอม” บริษัท โปรคอมพิวเตอร์ แอนด์ โอเอ ไทยแลนด์ จำกัด กลางใจเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ถูกระบุว่า เป็นการก่อวินาศกรรม เพื่อต้อนรับเดือน “รอมฏอน” ซึ่งตรงกับการข่าวของหน่วยงานความมั่นคงที่ได้มีการแจ้งเตือนให้ตำรวจ ทหาร พลเรือน และ ทุกส่วนราชการ ระวังป้องกันเหตุร้าย ทั้งในรูปแบบ “คาร์บอม” และ การก่อวินาศกรรม รวมทั้งเหตุร้ายอื่นๆ ที่ “แกนนำ” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นฯ ได้สั่งการให้ “แนวร่วม” ใช้แผน “รวมดารา” ก่อการร้ายในช่วงก่อนที่จะถึงเดือนรอมฎอน และในช่วงของเดือนรอมฎอน และสำหรับเดือนรอมฎอนของพี่น้องผู้นับถือศาสนาอิสลามในครั้งนี้ คือ วันที่ 20 กรกฏาคม เป็นต้นไป ซึ่งมีกำหนด 1 เดือน
            และก่อนที่จะมี “คาร์บอม” เกิดขึ้นที่ บริษัท โปรคอมพิวเตอร์ฯ นั้น ได้เกิดเหตุร้ายอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาแล้ว เช่น การวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม 4 แห่ง ของธนคารพาณิชย์ใน อ.บันนังสตา การบุกยิงเจ้าหน้าที่ สนง.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง การวางระเบิดหน้าร้านจำหน่ายแก๊ส การยิงถล่มรถยนต์ของ ผวจ.ปัตตานี และเหตุการณ์อื่นๆที่เกิดขึ้นต่อเนื่องวันละ 3-4 เหตุการณ์ เมื่อประกอบกับการแจ้งเตือนเรื่อง “คาร์บอม” ที่ จ.นราธิวาส ที่มีการระบุชื่อของ “อาลาวุดดิน” และ “อาริส โซ๊ะโก” สองพี่น้องระดับสั่งการ และ “นัสรี มือรี” มือปฏิบัติการ “คาร์บอม” คนสำคัญ ซึ่งเคยแหกห้องขัง สภ.ตันหยง จ.นราธิวาส เมื่อหลายปีก่อน จึงน่าจะทำให้หน่วยงานของรัฐใน อ.สุไหงโก-ลก ระมัดระวัง และป้องกัน “คาร์บอม” ที่มีประสิทธิภาพกว่านี้
              แต่สุดท้ายจุดตรวจทางเข้าเมืองสุไหงโก-ลก 3 ทิศทาง ที่มีจุดตรวจกว่า 10 แห่ง ทั้งของทหารจาก    ฉก.36 และ จุดตรวจของตำรวจ ก็ไม่สามารถหยุดรถยนต์ ซึ่งคนร้ายฆ่าชิงทรัพย์จากเจ้าของในพื้นที่ อ.ระแงะ เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 54 ที่ผ่านมา และนำไปประกอบเป็น “คาร์บอม” ได้ รวมทั้งหลังเกิดเหตุยังพบว่า กล้องวงจรปิดจำนวนหนึ่ง “เสีย” ไม่สามารถบันทึกเส้นทางและคนร้ายที่เป็นผู้ก่อเหตุได้ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ คือ ความ “ซ้ำซาก” ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนสร้างความผิดหวัง เบื่อหน่าย และ ไร้ศรัทธา ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ของประชาชนในพื้นที่ โดยประชาชนส่วนหนึ่งได้สรุปว่า วันนี้ “อำนาจรัฐ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหลือน้อยเต็มที เพราะ คนร้ายสามารถเลือก “เป้าหมาย” ในการก่อเหตุร้ายได้ตามความต้องการ
              โดยข้อเท็จจริงเดือน “รอมฎอน” เป็นเดือนแห่งความบริสุทธิ์ เป็นเดือนแห่งความดีงามของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่จะต้องใช้เวลาในการปฏิบัติศาสนกิจในเดือน “รอมฎอน” อย่างเคร่งครัด ตามบทบัญญัติของศาสดา ที่ผู้นับถือศาสนาอิสลามต้องปฏิบัติตาม ดังนั้นในเดือนรอมฎอนจึงไม่ควรที่จะมีการทำลายล้าง และเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เกิดขึ้น อย่างที่ได้เกิดขึ้นแล้วในทุกๆปีของเดือนแห่งความดีงาม
             เหตุที่เกิดมาจาก “แกนนำ” ได้ปฏิบัติการ “ฝังชิป” ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อให้ “แนวร่วม” หลงผิด โดยใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการบิดเบือน ใช้ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ เป็นเครื่องมือปลุกเร้าให้ “แนวร่วม” หลงผิด และเข้าใจว่า การทำลายล้าง เข่นฆ่า ผู้ที่เป็น “ปริปักษ์” กับขบวนการแบ่งแยกดินแดน ในเดือนรอมฎอน จะได้บุญมากกว่าปกติถึง 10 เท่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการทำให้ “แนวร่วม” หลงเชื่อในสิ่งที่ผิดๆ จนนำมาถึงการปฏิบัติการการก่อการร้ายด้วยความรุนแรง และโหดเหี้ยม อย่างที่เป็นอยู่ โดยอาศัย “สัญลักษณ์” ความสำคัญของศาสนา คือ เดือน “รอมฎอน” นั่นเอง
              และตลอดระยะเวลา 8 ปี ที่ผ่านมา ที่หน่วยงานของรัฐปล่อยให้มี “คาร์บอม” และปล่อยให้มีการใช้เดือน “รอมฎอน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของศาสนา เป็น “เครื่องมือ” ในการก่อการร้าย เนื่องจากหน่วยงานของ “รัฐ” ละเลยในเรื่องสำคัญ 2 ประการ
                 ประการแรก เป็นที่รู้กันนานแล้วว่า  รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนนำมาใช้ในการก่อการร้าย ทั้งใช้เป็นยานพาหนะในการปฏิบัติการโจมตีเจ้าหน้าที่และประชาชน มาจากอู่รถยนต์และเต็นท์รถยนต์ส่วนหนึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัด ซึ่งใน 3 จังหวัด มีเต็นท์รถยนต์มือสองและอู่ซ่อมรถยนต์เป็นจำนวนหลายร้อยแห่ง ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ตำบล และ ตัวอำเภอ และส่วนหนึ่งของอู่ของเต็นท์เป็นเครือข่ายของขบวนการแบ่งแยกดินแดนและค้ายาเสพติด แต่ กอ.รมน. และ ศชต. ไม่เคยมีแผนในการจัดระเบียบ ควบคุม อู่รถและเต็นท์รถเหล่านี้ เพื่อมิให้เป็นที่ดัดแปลง เป็นที่ซุกซ่อน ของรถยนต์ที่มาใช้ทำคาร์บอม และใช้เป็นยานพาหนะในการเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่และประชาชน รวมทั้งไม่มีแผนควบคุมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบวัตถุระเบิด ไม่ว่าจะเป็นถังแก๊สและอุปกรณ์อื่นๆ
                 ประการที่สอง กอ.รมน. ไม่ประสพความสำเร็จในการขอความร่วมมือ หรือขอความช่วยเหลือ จากผู้นำศาสนา จากผู้รู้ศาสนา และ ผู้สอนศาสนา ในการรณรงค์เผยแพร่ข้อเท็จจริงในเรื่องของศาสนา เพื่อให้มีการเข้าใจที่ถูกต้องว่า การก่อเหตุร้ายในช่วงเดือน “รอมฎอน” เป็นเรื่องผิด ทั้งในหลักของศาสนา กฎหมาย ศีลธรรม และ มนุษยธรรม 8 ปี ผ่านไป หน่วยงานของรัฐขาดความร่วมมือจากผู้นำศาสนา ผู้สอนศาสนา และ ผู้รู้เรื่องของศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานที่รัฐผิดชอบในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ กอ.รมน. จนถึงหน่วยงานอื่นๆ ต้องกลับไป “พิจารณา” นโยบายของหน่วยใหม่อีกครั้งว่า ทำไมจึงไม่ทำ หรือ ทำไมจึงทำไม่สำเร็จ และหาวิธีการในการทำให้ได้ เพราะ หากยังปล่อยให้ “แกนนำ” โฆษณาชวนเชื่อ โดยการนำหลักคำสอนศาสนามาบิดเบือนอย่างได้ผล ทุกปีที่เข้าสู่เดือนรอมฎอนที่เป็นเดือนแห่งความบริสุทธิ์ ความดีงาม ก็จะกลายเป็นเดือนแห่งความ “โหดร้าย” อย่างไม่จบสิ้น
                สิ่งที่จะต้องทำ คือ หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะผู้นำศาสนา ต้องกล้าที่จะออกมาแสดงความคิดเห็น คัดค้าน “แกนนำ” นอกศาสนา ที่ปลุกระดมให้มีการสร้างความรุนแรงว่าจะได้บุญ 10 เท่าว่าเป็นสิ่งที่ผิด เป็น “บาป” และต้องร่วมกันประณามการกระทำของ “แนวร่วม” ที่ออกมาก่อความไม่สงบอย่างพร้อมเพรียงกัน อย่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐทำแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ฝ่ายศาสนาต่างนิ่งเฉย ทั้งที่รู้ดีว่า สิ่งไหนผิด สิ่งไหนถูก
              สุดท้าย “รัฐบาล” และ “กองทัพ” ต้องยอมรับความจริงว่า วันนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เรื่องการก่อความไม่สงบ แต่เป็นเรื่อง “การก่อการร้าย” อย่าได้ “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” อีกต่อไป และเมื่อสถานการณ์ คือ การก่อการร้าย ยุทธวิธีที่ใช้ต้องเป็น “ยุทธวิธี” ที่รับมือการก่อการร้าย จึงจะสามารถควบคุมสถานการณ์ และเปิด “เกมรุก” ตอบโต้ขบวนการอย่างได้ผล แต่หากทุกฝ่ายยังปกปิดความจริง เกรงการเปิดเผยความจริง และไม่ยอมรับความจริง อย่างที่เป็นอยู่ อีกไม่ช้า “คาร์บอม” จะเกิดขึ้นในทุกย่านเศรษฐกิจ การค้า เพราะ “ธง” ของขบวนการ คือ การ “ทำลาย” พื้นที่เศรษฐกิจ ขับไล่ พ่อค้า นักธุรกิจ นักลงทุน ที่เป็นไทยพุทธ และ คนไทยเชื้อสายจีน ออกจากพื้นที่ เพื่อการมีอิทธิพลเหนือประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาค ใต้ตาม “ยุทธศาสตร์” การแบ่งแยกดินแดนนั่นเอง
ไชยยงค์ มณีพิลึก
ที่มา  สมาคมนักสื่อพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย    http://www.pastnews.org/?p=6565