แสดงโพสต์โดยจัดเรียงตามความเกี่ยวข้องกับคำค้นหา ขยันผิดที่ จัดเรียงตามวันที่ แสดงโพสต์ทั้งหมด
แสดงโพสต์โดยจัดเรียงตามความเกี่ยวข้องกับคำค้นหา ขยันผิดที่ จัดเรียงตามวันที่ แสดงโพสต์ทั้งหมด

10/01/2560

นักสิทธิฯ แห่งปีขยันผิดที่ผิดเวลากับเรื่องร้องเรียนคดีบึ๊มสายบุรี

"กะ กันดา"


นักสิทธิฯ ดิ้นพล่านเมื่อเจ้าหน้าที่ทหารรวบตัวผู้ต้องสงสัย 4 ราย กรณีก่อเหตุลอบระเบิดทหารพรานเสียชีวิต 4 นาย ที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เหตุเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา
ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุลอบวางระบิด 4 คน ที่ถูกจับกุม มี 1 คน ยอมรับสารภาพให้การว่าเข้าร่วมประชุมกับทีมปฏิบัติการลอบวางระเบิดก่อนเกิดเหตุ 1 สัปดาห์ และให้การซัดทอด นายยาการียา บาโง หรือ “โต๊ะนิ” คือ “ผู้สั่งการ”

นายมะยูโซะ มะยะเด็ง (ยอมรับสารภาพ) คือกุญแจปริศนาสำคัญไขความจริงนำไปสู่การเปิดโปงไอ้โม่งผู้สั่งการที่อยู่เบื้องหลังความชั่วในครั้งนี้

ในขณะที่จิ๊กซอว์ผู้ก่อเหตุความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ได้มีการเติมเต็มจากคำรับสารภาพจากปาก 1 ใน 4 ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุม เงาดำมืดทะมึนจับต้นชนปลายไม่ถูก ภาพความจริงค่อยๆ ปรากฏ...จากความเลือนลางกลับเด่นชัดขึ้น ใคร? คือผู้สั่งการ และทีม “ซัยตอน” ร่วมขบวนการที่ลงมือก่อกรรมทำชั่วในวันดังกล่าว...มีใคร? บ้าง

ทันทีที่มีการแถลงข่าวความคืบหน้าของคดีต่อสื่อมวลชน ด้วยการนำตัว นายมะยูโซะ มะยะเด็ง ผู้ซึ่งยอมรับสารภาพว่าร่วมก่อเหตุ ด้วยการเป็นคนดูต้นทางมายืนยัน และมีการนำตัวไปทำแผนจุดลอบวางระเบิด ซึ่งหากมองในแง่ความคืบหน้าของคดีถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ประชาชนผู้ที่ไม่ต้องการความรุนแรงต่างแซ่ซ้องยินดีที่เจ้าหน้าที่จับกุมคนร้ายตัวจริงได้ และเร่งให้ติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่เหลือมาดำเนินคดีและรับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายต่อไป

ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ยินดีที่เจ้าหน้าที่สามารถรวบตัวคนร้ายที่ก่อเหตุคร่าชีวิตทหารพรานอย่างเลือดเย็นได้อย่างทันควัน และดูเสมือนหนึ่งว่าความเพลี่ยงพล้ำตกอยู่ที่กลุ่มโจรใต้เนื่องจากได้มีการพาดพิงเปิดโปงทุกขั้นตอนของการก่อเหตุอย่างหมดเปลือกถึงแผนการ และผู้ที่ร่วมลงมือลอบวางระเบิดทั้งหมด

แต่แล้วจู่ๆ กลับมีข่าวสอดแทรกขึ้นมา เมื่อมีญาติของผู้ต้องสงสัยเข้ายื่นเรื่องขอความช่วยเหลือต่อเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยให้การว่าผู้ต้องสงสัย “ถูกบังคับให้รับสารภาพ” ว่าก่อเหตุลอบวางระเบิด และถูกเจ้าหน้าที่จับกุมโดย “ไม่แจ้งข้อหา” อีกทั้งยังไม่ได้รับโอกาสในการเข้าเยี่ยม

โดยลำพังญาติผู้ต้องสงสัยเองคงไม่เท่าไหร่? แต่ทุกวันนี้ที่ออกมาเรียกร้องกันจ้าละหวั่นเกิดจากใคร? ไหนจะเรื่องของการกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน อีกทั้งในเรื่องข้อกฎหมาย ถามสิ!! คนธรรมดาอย่างเราๆ รึจะรู้แตกฉาน แล้วองค์กรไหนล่ะ!! ที่อยู่เบื้องหลังในการเสี้ยม..... 

คนในพื้นที่ต่างรู้ดีว่าใคร? คือผู้อยู่เบื้องหลังหนุนเสริมคอยซ้ำเติมปัญหาไฟใต้ คงไม่ต้องกล่าวถึงมากมาย แต่ที่จะอดกล่าวเสียไม่ได้คงเป็น นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และนางสาวอัญชนา  หีมมิหน๊ะ “2 นักสิทธิฯ กำมะลอ” จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และกลุ่มด้วยใจส่งเข้าประกวด ต่างรีบออกมารับลูกทันที ด้วยการตีปี๊บขยายผลในเฟสบุ๊คส่วนตัวเอาใจนายใหญ่หัวหน้าอาชญากร  โดยเล่นกันเป็นทีมกางปีกปกป้องเหล่าอาชญากรอย่างเต็มที่ในฐานะนักสิทธิมนุษยชน (ฝ่ายอาชญากร) ลืมความผิดพลาด ที่เคยปกป้องคนผิดโดย ไม่ใช้สมองไตร่ตรอง ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่นคดีนายดาโหะ “ครูตาดีกาลวงโลก” ยังจำกันได้มั๊ย!! 

ถามว่าเมื่อผิดแล้ว เคยสำนึกมั๊ย!!  ก็คงไม่นะ!!! กลับทำตัวปกติไม่ยี่หระแกล้งทำเฉยเมยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอมีเรื่องใหม่เข้ามา กลับโหนกระแสใช้ความหน้าด้าน ด้วยการชี้นำ ทำการขยายผล ปกป้องอาชญากรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่กระดากใจเลยหรือไร? แต่ก็ขอปรบมือดังๆ ให้ในฐานะที่ยอมเสียสละตนเพื่อส่วนรวม แต่กลับรับใช้อาชญากร  มีความขยันอย่างผิดที่ผิดเวลา เมื่อตอนชาวบ้านผู้บริสุทธิ์หรือเจ้าหน้าที่ถูกอาชญากรโจรใต้สุดโต่งลอบทำร้าย เข่นฆ่าอย่างเหี้ยมโหดกลับมุดหัวอยู่ในรู ไม่เห็นออกมาอ้อนวอนเรียกร้องให้เหล่าอาชญากรหยุดเข่นฆ่าเหมือนที่เรียกร้องให้โจรอยู่ตอนนี้..ซึ่งสมควรแล้วหรือที่ใช้คำเรียกว่า นักสิทธิฯ เดินเฉิดฉายในผืนแผ่นดินไทยให้คนไทยยกย่องเชิดชู

------------------------------------------------

3/11/2557

สื่อเว็บไซต์แนวร่วมป่วนใต้

ตนไทยปลายด้ามขวาน

          ความจริงจากจังหวัดชายแดนใต้ในวันนี้ ทุกคนไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้งทางความคิดที่ยืดเยื้อมานาน มีการใช้กองกำลังของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน (BRN) ในการเดินเกมส์สร้างสถานการณ์ ควบคู่การปลุกระดมแนวความคิดทางการเมืองโดยกลุ่ม PerMAS ฝ่ายรัฐได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาในปัจจุบันนี้ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการต่อสู้ทางความคิด ชิงไหวชิงพริบในการโฆษณาชวนเชื่อ การต่อสู้ทางเว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ ที่มีเนื้อหาบิดเบือนความจริง อะไรที่เป็นผลประโยชน์ของผู้ก่อความไม่สงบ และทำให้ประชาชนในพื้นเกิดความเข้าใจผิด นั่นละคืองานหลักของกลุ่มแนวร่วมที่จะต้องกระทำทันที
         
     การดำเนินการของเว็บไซต์แนวร่วมที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับกระบวนการ BRN มีอยู่หลายเว็บไซต์ด้วยกัน เนื้อหาหลักๆ คือ การบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อสื่อให้เห็นว่าการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่เกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ ปกป้องผลประโยชน์อันมหาศาลของกลุ่มขบวนการ กับธุรกิจผิดกฎหมายที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุนแหล่งเงินทุนในการก่อเหตุร้ายรายวัน เว็บไซต์ SUARA-AMPERA.COM คือเว็บไซต์หลักอันดับต้นๆ ที่ขยันออกมากล่าวหาโจมตีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐไทย ภาพที่นำมาลงประกอบบทความข่าวในเว็บไซต์ดังกล่าวพยายามนำภาพที่สื่อแล้วสร้างผลกระทบต่อความรู้สึก ให้ผู้ติดตามเกิดความเข้าใจที่ผิด เพื่อต้องการทำลายภาพลักษณ์สร้างความเสื่อมเสียให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสำคัญ อย่างกรณีการนำภาพมาเขียนข่าว “Isu Patani Darussalam Kian Hangat” จากการตั้งข้อสังเกตบุคคลที่อยู่ในภาพ การแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ เครื่องแบบที่บุคคลในภาพแต่งไม่เคยเห็นหน่วยไหนใช้ รวมกระทั่งอาวุธปืนที่ถือไม่ปรากฏมีใช้ในทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ลักษณะการถืออาวุธเหมือนการจัดฉากขึ้นมาหากพิจารณาให้ดี เป็นไปได้หรือที่ทุกคนในภาพแอ๊คชั่นท่าที่เหมือนกัน คือการชักอาวุธปืนออกมาพร้อมจะยิง น่าจะมีการกำกับอยู่เบื้องหลัง ความบังเอิญคงไม่เกิดขึ้นถึงเพียงนี้ นี่แค่การจับผิดภาพ เพียงภาพเดียวเท่านั้น ของกระบวนการจัดฉากขึ้นมาโดยขาดความแนบเนียน เพื่อนำมาหลอกให้ประชาชนเข้าใจเจ้าหน้าที่ไปในทางที่ผิด มุ่งสร้างความเกลียดชัง ความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคม ในส่วนภาพล่างคือภาพของการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับโจรใต้ BRN ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นจริงในหลายๆ ครั้ง ที่มีการติดตามจับกุม แล้วเกิดการต่อสู้กันขึ้นนำไปสู่ความสูญเสียที่หลายๆ ฝ่ายไม่อยากให้เกิด กลับมีการกล่าวหาว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

          การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องแก้ปัญหา จะปล่อยให้ปัญหานี้ผ่านไปแต่ละวันไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อความรู้สึก ต่อการรับรู้ของประชาชน และต่างประเทศที่ขยายเป็นวงกว้างเพราะจะเป็นปัญหาสืบเนื่องไปถึงต่างประเทศด้วย ขอให้ผู้อ่านแยกแยะเว็บไซต์ไหนนำเสนอข้อเท็จจริง เว็บไซต์ไหนจ้องแต่สร้างความแตกแยกทางความคิด บิดเบือนความจริงเพื่อจุดประสงค์เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว นี่คือเรื่องที่สำคัญมากที่สุด ทั้งนี้เว็บไซต์เหล่านี้ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย แต่ได้ทำการจดทะเบียนอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งไม่สามารถไปทำอะไรได้เลย
      จากปัญหาดังกล่าวทางการมาเลเซียได้ออกมาชี้แจงว่า ไม่ต้องการกลั่นแกล้งรัฐบาลไทย และแสดงให้เห็นว่า มีความพยายามที่จะบอกว่าการแก้ปัญหาของไทยไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นการต่อสู้ในเชิงความคิด ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เกิดปัญหาขึ้น เป็นการซ้ำเติมปัญหาไม่ใช่การช่วยแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นอย่าไปคาดหวังความร่วมมือใดๆ อีกเลยกับความไม่จริงใจของประเทศดังกล่าว ตราบใดที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรายังคงให้แหล่งพักพิงแก่โจรใต้ BRN เหล่านี้เข้าไปหลบซ่อนตัวหนีการจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐไทย ซึ่งเป็นปัญหาระหว่างประเทศในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการกฎหมายบ้านเมือง ก่อเหตุแล้วหลบหนีข้ามแดนเก็บตัวเงียบ รอจังหวะดีๆ แอบเข้ามาก่อเหตุซ้ำ เมื่อมีการจับกุม องค์กรอิสระแนวร่วม NGOs กลุ่มนักศึกษา PerMAS สื่อแนวร่วมโจรใต้โหมประโคมข่าวบิดเบือนความจริง โฆษณาชวนเชื่อ ปล่อยข่าวลือซึ่งเป็นสูตรสำเร็จในการสร้างความชอบธรรมให้กับฝ่ายตนเองว่าโดนรังแกจากเจ้าหน้าที่รัฐบ้าง มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีการกดขี่ข่มเหงรังแกชาวมุสลิมปาตานี ลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา เข่นฆ่าผู้นำศาสนา ครูตาดีกา รวมไปถึงผู้ที่มีหมายคดีติดตัวอยู่ในระหว่างประกันตัวชั้นศาล

           โจรใต้ BRN ใครอย่ายุ่งเมื่อโจรใต้ BRN เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐจะมีการเชิดชูเกียรติเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากมีการปลูกฝังแนวความคิดอย่างผิดๆ มาโดยตลอดว่าการเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบนั้น เป็นการเสียชีวิตเพราะการต่อสู้ในแนวทางของอัลลอฮฺ และเป็นชะฮีดที่ไม่ต้องอาบน้ำศพ ทั้งที่ความเป็นจริงอิสลามสอนไม่ให้ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าผู้นั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม กล่าวคือ ไม่ฆ่าเด็ก สตรี คนชรา พลเรือนผู้บริสุทธิ์ อิสลามไม่อนุญาตให้ทำร้ายนักบวช ทำลายศาสนสถาน และไม่อนุญาตให้ฆ่าเด็กและสตรี เพราะอิสลามมิได้มีเป้าหมายเพื่อเอาชนะสงครามหรือการต่อสู้เพียงอย่างเดียว การต่อสู้ในลักษณะของการทำสงครามนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของศาสนาตลอดเวลาเพื่อสันติภาพ ไม่ทำลายทรัพย์สิน ไม่ตัดโค่นและเผาทำลายต้นไม้ ไม่ฆ่าสัตว์ แต่ต้องให้ความเมตตาและเอาใจใส่ แต่ที่กล่าวมาโจรใต้ BRN ไม่มีเลยแม้สักข้อเดียว การกระทำความผิดในการก่อเหตุได้รับการสนับสนุนจากสื่อมวลชนแนวร่วม องค์กร NGOs  กลุ่มนักศึกษา PerMAS นักวิชาการบางกลุ่ม ได้กระโดดออกมาปกป้องอย่างเต็มตัว สื่อเว็บไซต์แนวร่วมป่วนใต้ได้ขยายผลบิดเบือนความจริงกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่อง แต่คงมีสักวันประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้แห่งนี้จะรู้เท่าทัน..ขบวนการหลอกลวงโจรใต้ BRN ที่ตามหลอกหลอนความจริงที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

**********************

4/17/2558

จับกุม 2 โจรใต้ BRN-ยึดคืนอาวุธปืนปล้นจากฐานพระองค์ดำ

อิมรอน

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2554 เวลาประมาณ 19.30 น.ได้มีคนร้ายประมาณ 40 คน  ร่วมกันใช้อาวุธปืนนานาชนิด จำนวนหลายสิบกระบอก และวัตถุระเบิดแสวงเครื่องประกอบขึ้นเอง ได้บุกเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการ ร้อย.ร.15121 (ฐานพระองค์ดำ) ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลมะรือโบตก อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

การเข้าโจมตีฐานพระองค์ดำของผู้ก่อเหตุรุนแรงในครั้งนั้น ยังได้ทำการปล้นอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ทหารไปด้วยทั้งสิ้น 61 กระบอกด้วยกัน ส่วนหนึ่งเป็นปืนกลเบามินิมิ โดยมีพลทหารยาห์ยา  บือราเฮง เป็นไส้ศึก ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นทหารกองประจำการได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานปฏิบัติการที่ 4 และได้เป็นผู้นำแนวร่วมเข้าโจมตีฐานพระองค์ดำ ส่งผลให้กำลังพลภายในฐานปฏิบัติการ เสียชีวิตจำนวน 4 นาย ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 11 ราย ด้วยกัน

ผู้ที่เสียชีวิตในครั้งนั้นประกอบด้วย ร้อยเอกกฤช คัมภีรญาณ หรือ ผู้กองบอยผู้บังคับกองร้อยทหารราบที่ 15121, สิบเอกเทวารัตน์ เทวา หัวหน้าชุดยิง, สิบเอกดุลเลาะ ดะหยี และพลทหาร ประวิทย์ ชูกลิ่น

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 ศาลจังหวัดนราธิวาสได้มีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ 3508/2555 พิพากษาให้จำคุกจำเลย คนละ 35 ปี 12 เดือน จำนวน 3 ราย ด้วยกันคือ นายมะตอฮา  เซะ, นายอารีย๊ะ  มะแซ และนายอาบัส  สือแต ในคราวเดียวกันนี้ได้มีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตจำเลย 1 ราย คือ นายอุษมาน  ยาแต

ศาลได้พิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยซึ่งเป็นไส้ศึก ขณะเกิดเหตุยังเป็นพลทหารประจำการภายในฐานพระองค์ดำ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต จำนวน 1 ราย คือ นายยาห์ยา  บือราเฮง และได้พิจารณาให้ยกฟ้องจำเลย จำนวน 9 รายเนื่องจากพยานหลักฐานโจทย์ไม่เพียงพอ แต่ให้ขังไว้ในระหว่างอุทธรณ์คดีความ

ถึงแม้เหตุการณ์กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงบุกโจมตีฐานพระองค์ดำได้ผ่านไป 4 ปีเศษแล้วก็ตาม ความความคืบหน้าในการติดตามตัวผู้ก่อเหตุรุนแรงมาลงโทษดำเนินคดียังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเจ้าหน้าที่รัฐยังมีความพยายามติดตามอาวุธปืนที่ถูกแย่งชิงกลับคืนมายังได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 ตั้งจุดสกัดในพื้นที่ บ้านไอร์ซูซง บ้านย่อย บ้านไอร์จูโจ๊ะ  อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ได้ควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัย จำนวน 2 คน และตรวจยึดอาวุธปืน จำนวน 2 กระบอก ซึ่งอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนที่ถูกแย่งชิงมาจากเหตุผู้ก่อเหตุรุนแรงบุกเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการ ร้อย.ร.15121 (ฐานพระองค์ดำ) จำนวน 1 กระบอก

ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ติดตามอาวุธปืนที่ถูกแย่งชิงกลับคืนมาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากยอดอาวุธปืนที่ถูกแย่งชิงจำนวนทั้งสิ้น 61 กระบอก ณ ปัจจุบันสามารถยึดคืนได้แล้ว จำนวน 22 กระบอก คงเหลือต้องติดตามกลับคืนมาอีก 39 กระบอก

ในส่วนผลของการซักถามผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน ทราบชื่อในเวลาต่อมาคือนายนาวาวี ยะโก๊ะ และนายอับดุลฮาเล็ง ฮาแว ได้ให้การยอมรับว่าเมื่อ 10 เมษายน 2558 ได้เดินทางไปรับอาวุธปืนกับ นายอับดุลการี  หะแว และนายอิสมาแอ  มะนุ ในพื้นที่บ้านบือแนนากอ หมู่ 6 ตำบลตะมะยูง อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส เพื่อนำมาใช้ในการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในพื้นที่
จากแหล่งข่าวได้เปิดเผยพฤติกรรมของนายอับดุลการี  หะแว บุคคลที่ผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน ได้กล่าวพาดพิงว่าได้ไปรับอาวุธปืนมานั้น เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับหัวหน้า Compi ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส
เมื่อมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงจากผลการซักถาม นายมูฮำหมัดสักรี  ไซซิง ซึ่งถูกจับกุมตัวเมื่อ 12 สิงหาคม 2557 นั้นเคยให้การว่า นายอับดุลการี  หะแว เป็นผู้สั่งการและร่วมก่อเหตุในพื้นที่ อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาสมาแล้ว ถึง 9 เหตุการณ์

ผลการซักถาม นายนาวาวี ยะโก๊ะ ได้ให้การยอมรับว่าเคยรับฟังประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี, ผ่านการสาบานตน (ซูมเปาะ) และ ผ่านการฝึกร่างกายขั้นต้นมาแล้วซึ่งมีผู้ร่วมทำการฝึก 3 คน โดยมี นายอิสมาแอ มะนุ เป็นผู้ฝึก

เมื่อ 12 เมษายน 2558 นายนาวาวี ยะโก๊ะ และนายอับดุลฮาเล็ง ฮาแว มีความประสงค์ขอถอนคำสาบานตน (ซูมเปาะ) เจ้าหน้าที่ได้เชิญ บาบอ มาดำเนินการถอนซูมเปาะให้เป็นที่เรียบร้อย


หลังจากถอนคำสาบาน หรือ ซูมเปาะห์ นายนาวาวี ยะโก๊ะ ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ผู้ต้องสงสัย ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ นายนาวาวีฯ ให้การเพิ่มเติมอีกว่าหลังจากเข้าเป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรง และได้ผ่านการฝึกหลักสูตร RKK แล้ว ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ตำบลศรีสาคร อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส จำนวน 3 เหตุการณ์ด้วยกัน ดังนี้

          เหตุการณ์ที่ 1 ร่วมก่อเหตุลอบยิงเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 37 ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 5 นาย เมื่อ 31 มกราคม 2556 มีผู้ร่วมก่อเหตุ จำนวน 9 คน โดยตนเองทำหน้าที่เป็นคนซุ่มยิง
          เหตุการณ์ที่ 2 ร่วมก่อเหตุขว้างระเบิด และยิงใส่จุดตรวจร่วมเฉลิมชัย ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เหตุเกิดเมื่อ 16 เมษายน 2556 มีผู้ร่วมก่อเหตุ จำนวน 3 คน โดยตนเองทำหน้าที่ยิงรบกวน
          เหตุการณ์ที่ 3 ร่วมก่อเหตุซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 เสียชีวิต 2 นาย และ บาดเจ็บ 5 นาย เมื่อ 22 มิถุนายน 2557 มีผู้ร่วมก่อเหตุ 3 คน โดยตนเองทำหน้าที่ซุ่มยิง

สำหรับอาวุธปืนที่ถูกตรวจยึดทั้ง 2 กระบอก นายนาวาวี ยะโก๊ะ ยอมรับว่า รับมาจากนายอับดุลการี หรือโต๊ะแช หะแว ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับหัวหน้า COMPI บริเวณบ้านไอร์กาแซ ตำบลศรีสาคร อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ซึ่งนายอับดุลการีฯ ได้สั่งการให้ตนเองกับนายอับดุลฮาเล็ง ฮาแว ใช้ก่อเหตุรุนแรง ในวันที่ 10 ถึง 15 เมษายน 2558 เพื่อสร้างสถานการณ์ในพื้นที่อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส

หลังจากรับคำสั่งแล้ว ตนเองพร้อมด้วย นายอับดุลฮาเล็งฯ ซึ่งถูกจับกุม ได้เดินทางไปยังบ้านบือแนนากอ ตำบลตะมะยูง อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส เพื่อที่จะไปพบกับนายอาบัส หรือ บาซิ เจ๊ะหะ ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ ซึ่งเคยถูกเจ้าหน้าที่ทำการจับกุมตัว แต่ปัจจุบันอยู่ระหว่างหนีประกัน เพื่อร่วมกันวางแผนเตรีมการก่อเหตุรุนแรง แต่มาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวเสียก่อน

ซึ่งในขั้นต้น นายนาวาวี ยะโก๊ะ ได้วางแผนเตรียมการที่จะก่อเหตุซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีสาคร ระหว่างเดินทางสับเปลี่ยนเวรยาม บริเวณสี่แยกในพื้นที่ตำบลศรีสาคร อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ในคืนวันที่ 10 เมษายน 2558


ในส่วนของการพิสูจน์หลักฐานความเชื่อมโยงทางคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ได้มีการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ของอาวุธปืน จำนวน 2 กระบอกที่เจ้าหน้าที่ทำการตรวจยึด พบว่ามีความเชื่อมโยงกับการการก่อเหตุ 6 คดี ด้วยกัน กล่าวคือ

อาวุธปืนกระบอกที่ 1 ปืนกลมือ (UZI) ขนาด 9 มม. LUGER เลขหมายประจำปืน 36400157 พร้อมซองกระสุนปืน จำนวน 2 อัน จำนวน 1 กระบอก ตรวจพบประวัติในสารบบของ ศพฐ.10 จำนวน 4 คดี ด้วยกัน
          คดีที่ 1 เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2554 เหตุคนร้ายลอบยิงนายชัยภัทร นกเขาแดง (เสียชีวิต) นางแดง นกเขาแดง (ไม่ได้รับบาดเจ็บ) เหตุเกิดบริเวณสวนยางพาราบ้านไอร์วอ หมู่ 1 ตำบลกาหลง อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส
          คดีที่ 2 เมื่อ 20 มีนาคม 2554 เหตุคนร้ายยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ศรีสาคร (ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ) เหตุเกิดบริเวณจุดตรวจถาวนเฉลิมชัย หมู่ 1 ตำบล/อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส
          คดีที่ 3 เมื่อ 16 เมษายน 2556 เหตุลอบยิงจุดตรวจถาวนเฉลิมชัย หมู่ 1 ตำบล/อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส
          คดีที่ 4 เมื่อ 14 พฤษภาคม 2556 เหตุคนร้ายซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ขณะขับรถปิดท้ายขบวนรักษาความปลอดภัยคณะแพทย์กองทัพบก จังหวัดชายแดนภาคใต้ บนถนนสายบ้านอีนอใน หมู่ 2 ตำบล/อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส

อาวุธปืนกระบอกที่ 2 ปืนพกออโตเมติก (NORINCO) ขนาด 9 มม. LUGER เครื่องหมายทะเบียน กท 4402220 เลขหมายประจำปืน 6008739 พร้อมซองกระสุนปืน จำนวน 2 อัน ตรวจพบประวัติในสารบบของ ศพฐ.10 จำนวน 2 คดี ด้วยกัน   
          คดีที่ 1 เมื่อ 13 กันยายน 2556 เหตุคนร้ายลอบยิงราษฎรหาของป่า และมีการยิงปะทะกัน (ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต) เหตุเกิดบริเวณถนนบ้านจือกอ หมู่ 3 ตำบลศรีบรรพต อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส
          คดีที่ 2 เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2557 เหตุคนร้ายลอบยิงนายจรูญ ศรีจันทร์ (เสียชีวิต) นางเตือนใจ บุญเกลี้ยง (ได้รับบาดเจ็บ) ขณะกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์บนถนนสายศรีสาคร-บ้านกาหลง หมู่ 5 ตำบล/อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส

ที่กล่าวมาคือผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ของอาวุธปืน จะเห็นได้ว่าอาวุธปืนทั้ง 2 กระบอก มีการใช้ในการก่อเหตุและอยู่ในบัญชีคดีความมั่นคงอย่างชัดเจน

นั่นคือหลักฐานการตรวจสอบกระสุนปืน อาวุธปืนในสารบบของตำรวจ ที่มีความเชื่อมโยงกับการก่อเหตุคดีสำคัญที่ผ่านมา แต่หลักฐานชิ้นสำคัญคือการที่ นายนาวาวี ยะโก๊ะ ได้ให้การยอมรับสารภาพเป็น RKK กับเจ้าหน้าที่โดยไม่มีการบังคับขู่เข็ญ และใช้ความรุนแรงใดๆ ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนการปฏิบัติอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ได้เชิญบิดา มารดา ของนายนาวาวีฯ เข้าร่วมรับฟังการซักถามครั้งนี้ด้วยตลอดทุกขั้นตอนเพื่อความโปร่งใส


แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องยอมรับความเป็นจริงเมื่อบิดา มารดา ของนายนาวาวี ยะโก๊ะ ได้รับรู้จากคำรับสารภาพของบุตรชายตนเองว่าเป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรง มีความรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากในห้วงที่ผ่านไม่เคยทราบพฤติกรรมของบุตรชายตนเองมาก่อนเลยว่าเป็นสมาชิก RKK 
 
บิดา มารดา นายซาวาวี ยะโก๊ะ ได้กล่าวว่าบุตรชายของตนเองเป็นคนดีของครอบครัว ขยันทำงานเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งเมื่อรู้ว่าเป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรง เคยก่อเหตุสร้างสถานการณ์ ด้วยการใช้อาวุธปืนลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ รู้สึกตกใจ และเสียใจที่บุตรชายเข้าร่วมกับขบวนการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นส่วนรวม

จะมีอีกกี่ครอบครัวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เด็กหนุ่มเหล่านี้ได้เดินทางผิดหันหน้าเข้าร่วมกับขบวนการ มุ่งก่อเหตุสร้างสถานการณ์โดยที่พ่อแม่ ลูกเมียไม่เคยรับรู้เลยว่าเป็นแนวร่วมขบวนการโจรใต้ เมื่อรู้อีกทีโดนเจ้าหน้าที่จับกุม และเมื่อมีการถอนคำสาบานตน (ซูมเปาะ) ยอมรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ต่อหน้าพ่อแม่ ลูกเมีย ต่อหน้าผู้นำศาสนา ว่าตนเองเป็นนักรบ RKK เคยก่อเหตุเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่ และประชาชนผู้บริสุทธิ์มาอย่างโชกโชน

และสุดท้ายเมื่อโดนจับกุมตัวดำเนินคดี ติดคุกติดตาราง ครอบครัวพลอยได้รับความเดือดร้อน มีแต่หน่วยงานภาครัฐเท่านั้นที่คอยดูแลญาติพี่น้องที่อยู่เบื้องหลัง แล้วขบวนการล่ะ!!! ที่เคยหลอกใช้งานได้ช่วยเหลืออะไรครอบครัวสมาชิก RKK เหล่านี้บ้าง?..มีแต่ลอยแพให้รอรับยถากรรมอยู่ในเรือนจำอย่างเดียวดายไร้การเหลียวแล..สมแล้วหรือ? กับการทุ่มเททั้งชีวิตยอมแม้กระทั่งตัวตาย แต่คนที่สุขสบายกลับกลายเป็นผู้สั่งการเสวยสุขอยู่เมืองนอก..อนิจจา!! ขบวนการปริ้นปร้อนหลอกลวง หลอกผู้คนให้หลงผิดคิดแบ่งแยกผืนแผ่นดินไทย หลอกให้สมาชิกแนวร่วม RKK ทำการเข่นฆ่าพี่น้องมลายูปาตานีกันเอง....
---------------------------


11/11/2556

BRN นักสู้ อาชญากรหรือผู้ก่อการร้าย

                                                                               
      
   
             สถานภาพใดที่ BRN ควรมี ? ยังคงเป็นคำถามที่ได้แย้งกันอยู่ องค์กรอิสระ (NGO) บางองค์กรสื่อภาพของคนกลุ่มนี้เป็นเหยื่อของเจ้าหน้าที่และวีรบุรุษในสายตาสมาชิกBRN แต่ในสายตาของประชาชนและชาวโลกแล้ว เป็นได้เพียงแค่อาชญากรและผู้ก่อการร้ายภายในประเทศเท่านั้น สมาชิกระดับปฏิบัติการของ BRN ที่เรียกตนเองว่า RKK ซึ่งอ้างตนว่าเป็นนักสู้ แต่อย่างไรก็ตามกิจกรรมความรุนแรงมากมายที่คนกลุ่มนี้เกี่ยวข้อง อาทิ การโจมตีเป้าหมายอ่อนแอ ได้แก่ พลเรือน พระสงฆ์ ครู รวมถึงเจ้าหน้าที่ทำให้สถานภาพของคนเหล่านี้ห่างไกลจากคำว่านักรบ  

ลอบวางระเบิดพระภิกษุขณะกำลังบิณฑบาต
            การฆ่าพระสงฆ์เป็นสิ่งที่แม้แต่อดีตแกนนำพลูโลยังต่อต้าน และกล่าวว่าเป็นเรื่องน่าอายและคาดไม่ถึงว่า ผกร.รุ่นใหม่จะคิดและทำ การฆ่านาวิกโยธินเมื่อปี 48 ที่ ต.ตันหยงลิมอ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเข้าข่าย การก่อการร้ายแบบลูกผสม กล่าวคือ สังหารพวกเดียวกันแล้วโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อผู้ก่อเหตุรุนแรงกราดยิงร้านน้ำชาแล้วร้องตะโกนป่าวประกาศจนทั่วหมู่บ้านว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้ก่อเหตุ นาวิกโยธินผู้เคราะห์ร้ายเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ จึงถูกป้ายสีว่าเป็นมือปืน เจ้าหน้าที่ดังกล่าวถูกหยามเกียรติ โดยให้สตรีมุสลิมปัสสาวะรดใบหน้า ทรมานต่างๆ นานา เช่น นำรังมดแดงมาใส่บนร่ายกายและสังหารอย่างทารุณ สภาพศพทูกแทงด้วยเหล็กแหลมหลายที่ บริเวณข้อมือมีรอยฉีกขาดจนเห็นกระดูก หลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าเกิดจากการดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด ทำให้ข้อมือครูดกับพื้นอย่างแรงติดต่อกันหลายครั้ง

           มีการฆ่าครูซึ่งเป็นเป้าหมายอ่อนแอ ทั้งที่ครูทำหน้าที่ให้การศึกษาลูกหลานพี่น้องไทย จีน และมลายู โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา เหตุการ์ที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ การฆ่าครูจูหลิง ปงกันมูล ครูฉัตรสุดา นิลสุวรรณ และครูชลธี เจริญชล ครูจูหลิงฯ ถูกกลุ่มสตรีมุสลิมจับเป็นตัวประกันเพื่อต่อรองให้ปล่อยสมาชิก RKK ที่ถูกจับ เนื่องจากภรรยาของ RKK รายนั้นได้ออกเสียงตามสายในหมู่บ้านว่าสามีซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ต่อมากลุ่มวัยรุ่นได้เข้าไปในที่กักขังครูจูหลิงและทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนกรณีครูฉัตรสุดาฯ เสียชีวิตขณะตั้งครรภ์ เหตุการณ์เกิดปี 56 ที่ อ.เจาะไอร้อง นราธิวาส จากคำสารภาพของผู้ต้องหาได้ใช้ปืนสั้นขนาด .22 มม. ยิงเข้าที่กลางหน้าอกผู้ตายจนรถเสียหลัก แต่ยังไม่เสียชีวิตทันที ครูฉัตรสุดาฯ พยายามเอาชีวิตรอดโดยคลานหนี ผู้ก่อเหตุรุนแรงจึงหยุดรถจักรยานยนต์แล้วเข้ายิงซ้ำจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เห็นได้ว่าเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ มิใช่การกระทำของนักรบอย่างที่ประกาศตัว 

ยิงครูเสียชีวิตขณะรับประทานอาหารในโรงเรียน
 ส่วนการเสียชีวิตของครูชลธีฯ เสียชีวิตเนื่องจากพยายามเกลี้ยกล่อมให้ลูกศิษย์ที่เข้าร่วมขบวน การยุติการต่อสู้โดยใช้อาวุธและเข้ามอบตัว สร้างความไม่พอใจให้กับขบวนการจนถูกขู่เตือนหลายครั้งก่อนถูกสังหารและโจรกรรมรถยนต์ โดยค้นหากุญแจจากศพอย่างใจเย็น การฆ่ากรณีนี้หวังผลให้เกิดความเกลียดชังระหว่างพี่น้องไทย – พุทธและมลายู – มุสลิม รวมทั้งสร้างอคติระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ 

       นอกจากเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติยังมีการสังหาร จนท.ระดับสูง เช่น การสังหารผู้พิพากษารพินทร์ เรือนแก้ว เมื่อปี 47 กลางใจเมืองปัตตานี ขณะรถติดไฟแดงในเวลากลางวันต่อหน้าแม่ของผู้ตาย และกรณีล่าสุดคือ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ซึ่งเสียชีวิตขณะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลไก่เบตงเพื่อเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเบตง

          การฆ่ายกครัวพี่น้องไทย – พุทธ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อปี 53 ราษฎรชาวไทยอีสานได้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาซื้อสวนยางที่ บ.ฮแตยือลอ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ นราธิวาส และประกอบอาชีพด้วยความขยันขันแข็ง ครอบครัวประกอบด้วย พ่อ แม่ ตา ยายและลูกชายหญิง 2 คน จำนวน 6 คน ทั้งหมดถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าแล้วจ่อยิงที่ศรีษะทีละคน ยายก้มลงกราบเพื่อขอขีวิตและตายในท่ากราบ เด็ก 2 คนใช้ช่วงเวลาจ่อยิงวิ่งหนีจากที่เกิดเหตุมาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ซึ่งได้นำเด็กไปซ่อนในตู้เสื้อผ้าทำให้รอดชีวิต หลังจากผู้ก่อเหตุตามมาตรวจค้นในบ้านเพื่อนบ้าน เมื่อสังหารครอบครัวดังกล่าวแล้วคนร้ายได้จุดไฟเผาบ้าน ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าวคือ นายมะรอโซ จันทรวดี ขณะนี้เด็กทั้งคู่ได้เดินทางออกนอก 3 จังหวัดชายแดน ไปพักพิงกับญาติและไม่กล้ากลับเข้าพื้นที่อีก การฆ่าล้างครัวเช่นนี้มีเจตนาเพื่อให้เกิดความเกรงกลัวในหมู่พี่น้องไทย-พุทธ เป็นการบังคับให้ต้องละทิ้งถิ่นที่อยู่ แม้ว่าประชาชนเหล่านี้จะมีสิทธิและความชอบธรรมในการยึดครองกรรมสิทธิ์ที่ดินก็ตาม ขบวนการจึงอยู่ในสถานภาพอาชญากรและผู้ก่อการร้ายในประเทศ มิใช่นักรบหรือผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง 

      จากประจักษ์พยานหลักฐานและความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพื่อหวังทำลายชีวิตและบรรยากาศความสงบสุขสามารถสรุปได้ว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดน มีสถานภาพเป็นได้แค่เพียงอาชญากรและผู้ก่อการร้ายภายในประเทศเท่านั้น แม้จะมีความพยายามนำเสนอภาพบุคคลเหล่านี้ในฐานะนักสู้หรือวีรบุรุษก็ตาม 

ซอเก๊าะ นิรนาม