3/21/2558

โจรใต้ฟาตอนี...ผู้ร้ายตัวจริงที่ทำร้ายประชาชน

อิมรอน


จากเหตุการณ์คนร้ายจุดชนวนรถจักรยานยนต์บอมบ์ หน้าสถานีรถไฟรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ของเช้าวันที่ 8 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารพราน และชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ จำนวน 9 ราย และในเวลาต่อมา ส.อ.ทวีวัฒน์ อ่อนขวัญเพชร สังกัดกรมทหารพรานที่ 11 หนึ่งใน 9 รายที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศูนย์ จังหวัดยะลา ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา


หลังการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ระบุว่าคนร้ายได้ใช้ระเบิดน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ประกอบใส่ถังแก๊สปิคนิค จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร คนร้ายนำรถคันดังกล่าวมาจอดปะปนกับรถชาวบ้านบริเวณทางเข้า-ออกตลาดสดรือเสาะ หน้าสถานีรถไฟรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส

ส่วนอีกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2558 เวลาประมาณ 20.20 น. คนร้ายไม่ทราบจำนวนได้ทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ มุ่งก่อกวนสร้างความปั่นป่วนด้วยการลอบวางเพลิงจำนวน 6 จุด ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี

ซึ่งในเวลาต่อมาสื่อสังคมออนไลน์ที่สนับสนุนกลุ่มขบวนการ ผกร. ได้ออกมาชี้ว่าเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จของกลุ่มขวนการโจรใต้ที่สามารถทำการก่อเหตุในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถระงับยับยั้ง และให้การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินกับประชาชนได้


ย้อนไปกับเหตุคาร์บอมบ์ในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาสเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2558 มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 13 คน และมีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 คน บ้านเรือนเสียหายกว่า 20 หลัง การก่อเหตุลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ในเขตอำเภอเมืองนราธิวาส มีการวางแผน และเตรียมการมาเป็นอย่างดี รอก่อเหตุอย่างใจเย็นนับตั้งแต่รถยนต์ที่ใช้ประกอบระเบิดถูกปล้นสังหารไปจากคนขับรถรับ - ส่ง นักเรียนในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งต่อมาใช้ก่อเหตุในการกราดยิง และวางระเบิดเทศบาลตำบลมะกรูดจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง.....ซึ่งผู้เสียชีวิตและได้รับผลกระทบทั้งหมดที่ถูกโจรใต้สังหารเป็น "ผู้บริสุทธิ์"....

การเลือกเป้าหมายพื้นที่จังหวัดนราธิวาสในการก่อเหตุของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ด้วยการลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ซึ่งเป็นลูกแรกของปี 58 กลุ่ม ผกร. ยังคงมุ่งเป้าโจมตีไปยังกลุ่มชาวไทยพุทธ ชุมชนที่อยู่อาศัยและแหล่งประกอบอาชีพ ซึ่งมีผลทางจิตวิทยาทันทีหลังเกิดเหตุ

การเลือกพื้นที่ก่อเหตุในเขตเมือง ย่านเศรษฐกิจ คือวัตถุประสงค์หลักของระดับแกนนำสั่งการให้สมาชิกแนวร่วมลงมือก่อเหตุ แต่ประเด็นที่น่าสนใจตรงที่เป็นการเลือกจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม เป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน และมีกิจกรรมสำคัญโครงการ เดินสานใจสู่สันติ ซึ่งได้มีการจัดเวทีอยู่ไม่ไกลกับสถานที่เกิดเหตุมากนัก ซึ่งในงานดังกล่าวมีสื่อมวลชนสื่อกระแสหลัก ทีวีแทบทุกช่องจากส่วนกลางมาทำข่าวอยู่ จึงไม่น่าแปลกใจเลยหลังเกิดเหตุมีการนำเสนอข่าวคาร์บอมบ์นราธิวาสแทบทุกสื่อเป็น ความบังเอิญ หรือ จงใจ

ก่อนหน้านี้หน่วยงานความมั่นคงได้วิเคราะห์สถานการณ์การเกิดเหตุในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในภาพรวมซึ่งได้คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น สถิติการเกิดเหตุรุนแรงปรับลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ในห้วงเวลาเดียวกัน

มีสื่อหลายสำนักนำข้อมูลสถิติการเกิดเหตุที่ลดลง นำคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงไปเสนอข่าวกัน อย่างเช่นสำนักข่าวอิศราได้นำเสนอบทความภาคใต้บ้านเรา วันนี้ดีขึ้นแจะเป็นเพียงภาพลวงตาหรือจะเป็นจริงต่อจากนี้ไปคงจะต้องมาพิสูจน์กัน

เกจิอาจารย์จากหลายสำนักสื่อได้วิเคราะห์สาเหตุการปรับตัวลดลงของการก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากมายหลายความคิด ซึ่งผู้เขียนเองขอร่วมคิดวิเคราะห์และนำเสนอให้กับผู้อ่านได้เป็นข้อมูล อาจจะมีมุมมองที่แปลกแตกแยกออกไปจากนักเขียนท่านอื่นๆ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าสาเหตุที่สถิติการก่อเหตุของกลุ่ม ผกร. ปรับตัวลดลงอาจจะมาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

          ประการที่ 1 อาจจะมาจากสภาวะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง อีกทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีนโยบายปรับลดราคาน้ำมันเพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน ได้ส่งผลดีให้กับผู้บริโภค ผู้ใช้รถ ได้มีโอกาสใช้น้ำมันในราคาถูก
          ซึ่งจากผลดังกล่าวทำให้ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับผลกระทบอย่างจัง ซึ่งจากการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนในห้วงที่ผ่านมากลุ่มพ่อค้าน้ำมันเถื่อนหัวใสได้มีการประกาศลดราคาน้ำมันลงเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลแต่ก็ไม่เป็นผล ทำให้รายได้ที่ได้จากการค้าน้ำมันเถื่อนหดหาย ซึ่งเงินที่ได้จากการค้าน้ำมันเถื่อนทุกคนต่างทราบดีว่าเป็นแหล่งเงินทุนที่ใช้สนับสนุนกลุ่มขบวนการ BRN ในการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ไฟใต้

          ประการที่ 2 เหตุผลทางการเมืองเนื่องจากการเข้ายึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) และในเวลาต่อมาได้มีการจัดตั้งรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน มีผลต่อนักการเมืองอาชีพที่จะต้องหยุดกิจกรรมลง ไม่มีการเลือกตั้งในทุกระดับเนื่องจากรอประกาศใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รอวันคลอดอย่างเป็นทางการ
          เมื่อไม่มีการเลือกตั้งการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองในทุกระดับ โดยเฉพาะการเมืองในท้องถิ่นที่มีการแข่งขันสูงไม่มีการจัดการเลือกตั้ง เป็นสุญญากาศทางการเมือง ปลอดความขัดแย้ง ไม่ต้องใช้กำลังเข้าห้ำหั่นลงทุนจ้างมือปืนทำการเข่นฆ่าคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งในหลายพื้นที่กลุ่มขบวนการได้หนุนหลังเพื่อให้คนของตัวเองเข้ามามีอำนาจ

ที่กล่าวมาเป็นแค่แง่ความคิดของผู้เขียนเอง ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้สถานการณ์ไฟใต้ลดลงอาจจะมาจากสาเหตุอื่นๆ อีกก็เป็นได้ แต่ถือได้ว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่สถิติการก่อเหตุได้ลดลง ความสงบ สันติสุขจะได้เกิดขึ้นเสียทีต่อจากนี้ไป จะชั่วคราวหรือถาวรหรือไม่นั่นค่อยมาติดตามความคืบหน้าในเวทีการพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้ของรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้คิดต่างจากรัฐกันว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่?...อย่างไร?

แต่มีสิ่งหนึ่งที่หน่วยงานความมั่นคงได้ประกาศไว้อย่างชัดเจนถึงแนวทางการปรับลดกำลัง จะมีการใช้กองกำลังในพื้นที่ซึ่งเป็นลูกหลานพี่น้องมลายูปาตานีแทนกองกำลังทหารต่างถิ่น เพื่อเข้ามาปฏิบัติภารกิจดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องด้วยกันเอง และขั้นตอนต่อจากนั้นจะมีการถอนกำลังกลับที่ตั้งปกติทันทีหากเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ หากไม่มีการก่อเหตุร้ายรายวันซึ่งเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ณ ปัจจุบันนี้ประชาชนมลายูปาตานี เริ่มรู้แล้วว่าใคร? คือผู้ทำลายสันติสุข ใคร? คือผู้สร้างความแตกแยกในสังคม เหตุร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน วิถีชีวิตที่แปรเปลี่ยนไปเพราะถูกทำลายการอยู่ร่วมกันอย่างพหุวัฒนธรรมของพี่น้องต่างศาสนิก ต่างเชื้อชาติที่อยู่ร่วมกันได้ภายใต้ความแตกต่างมาอย่างช้านาน

ซึ่งรูปแบบในการโฆษณาชวนเชื่อจะมีการปล่อยข่าวลือตามร้านน้ำชา การเคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ชี้นำทางความคิดให้เห็นว่าพี่น้องมลายูปาตานีถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ มีการลงมือก่อเหตุสร้างสถานการณ์เพื่อดึงงบประมาณ เข่นฆ่า ทารุณกรรม รังแกประชาชนทุกรูปแบบ ซึ่งไม่ใช่ฝีมือของนักรบฟาตอนีแต่ประการใด แต่ ณ เวลานี้ วันนี้ ความผิด ความชั่วร้าย ความสุดโต่งที่กลุ่มขบวนการ ผกร.ได้ปกปิดไว้ ไม่สามารถตบตาพี่น้องประชาชนมลายูปาตานีได้อีกต่อไป ประชาชนรู้แล้วว่า ผู้ร้ายตัวจริง ที่แฝงตัวอยู่ในมุมมืด อาศัยโล่ห์เกราะกำบังจากพี่น้องประชาชนแล้วลอบทำร้าย ลอบกัดไม่กล้าสู้ซึ่งๆ หน้า ไม่ใช่ใครที่ไหนนักรบ RKK” หรือนักรบหน้าตัวเมียที่กลุ่มขบวนการยกย่องนักหนา และมักชอบแอบอ้างอยู่เสมอว่าเป็นนักรบของประชาชนเพื่อทำการปลดปล่อยปาตานีเป็นเอกราช...

---------------------

3/19/2558

3 RKK มายอ-ทุ่งยางแดงจนมุมเชื่อมโยงก่อเหตุคดีสำคัญ

อิมรอน


ในระยะนี้ถึงแม้ว่าเหตุการณ์จะเบาบางลง แต่การปฏิบัติงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ได้มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในการติดตามจับกุมบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ก่อเหตุรุนแรงในหลายพื้นที่ด้วยกัน เพื่อนำตัวบุคคลที่กระทำความผิดเหล่านั้นมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง

การประกาศใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อำนวยความสะดวกต่อเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน กรณีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปดำเนินกรรมวิธีซักถามสืบหาความเชื่อมโยงแหล่งซุกซ่อนตัวผู้ก่อเหตุกระทำความผิด และอาวุธปืนอุปกรณ์ประกอบระเบิด เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมจำกัดเสรีการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุรุนแรงไม่ให้ลงมือกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

ห้วงที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ติดตามจับกุมและบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เคลื่อนไหวในพื้นที่สำคัญอย่างเช่น ในพื้นที่อำเภอทุ่งยางแดง และอำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ได้ตัวบุคคลเป้าหมายจำนวนหลายราย โดยเฉพาะ RKK ที่มีประวัติในการก่อเหตุคดีสำคัญ อีกทั้งยังได้จับกุมตัวแนวร่วมที่มีหน้าที่ในการส่งกำลังบำรุงให้แก่ผู้ก่อเหตุรุนแรง หรือ Logistik และแทบทุกครั้งในการติดตามจับกุมเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ อุปกรณ์ประกอบระเบิดได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย

ผลการดำเนินกรรมวิธีซักถามผู้ต้องสงสัยดังกล่าวส่วนใหญ่จะให้การยอมรับสารภาพโดยไม่มีการบีบบังคับและซ้อมทรมานจากเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่มีการวิเคราะห์ และพัฒนาเป้าหมายก่อนการเข้าติดตามจับกุม ได้มีการกระทำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จับกุมผู้ต้องสงสัยได้ไม่ผิดพลาดถูกต้องและแม่นยำ

หน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบงานด้านการข่าวได้มีรวบรวมวิเคราะห์และนำไปสู่การจัดทำโครงสร้าง การจัดกำลังฝ่ายทหารของ Compi ของอำเภอยะรัง ซึ่งรับผิดชอบเคลื่อนไหวทำการก่อเหตุในพื้นที่อำเภอทุ่งยางแดงอีกด้วย

ซึ่งจากข้อมูลที่เป็นประโยชน์ซึ่งได้จากการซักถามผู้ถูกจับกุมได้มีการพัฒนาสู่เป้าหมายเครือข่าย Logistik ในพื้นที่อำเภอมายอ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2558 พบว่ามีความเคลื่อนไหวของสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง Logistik  ได้เข้ามาพักพิงหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ตำบลกระเสาะ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี

จากนั้นวันที่ 17 มีนาคม 2558 เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และหน่วยที่เกี่ยวข้องได้สนธิกำลังเพื่อเข้าทำการพิสูจน์ทราบและติดตามจับกุมบุคคลเป้าหมายในพื้นที่ ตำบลกระเสาะ และตำบลเกาะจัน อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานีทันที ซึ่งมีการติดตามจับกุมพร้อมๆ กันในพื้นที่จำนวน 3 เป้าหมายด้วยกัน

ผลการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลเป้าหมายได้จำนวน 3 ราย คือ นายอับดุลมานะห์ ดือราซอ (มะ/เปาะลี), นายซุลกีฟลี กาซอ (ลัง/ไหล/บาเรน) และนายมะสักรี มะยิ จากการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯ นำตัวส่งให้หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 เพื่อดำเนินกรรมวิธีซักถามต่อไป


เมื่อมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงผู้ก่อเหตุรุนแรงพบว่า นายอับดุลมานะห์ ดือราซอ เคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุมพร้อมพวก รวม 16 คน เมื่อ 22 ตุลาคม 2548 ณ ปอเนาะระดูวอ อำเภอปานาเระจังหวัดปัตตานี เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมก่อเหตุฆ่าพระ และเผาวัดพรหมประสิทธิ์ ผลการซักถามนายอับดุลมานะห์ฯ ได้ให้การปฏิเสธจึงได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา

ย้อนกลับไปช่วงกลางดึกย่างเข้าสู่วันที่ 16 ตุลาคม 2548 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หลายคนคงยังจำเหตุการณ์สะเทือนใจต่อความรู้สึกของชาวพุทธทั่วทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี เมื่อมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนบุกเข้าไปในวัดพรหมประสิทธิ์ หมู่ 2 บ้านเกาะ ตำบลบ้านนอก อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี โดยคนร้ายได้ลงมือฆ่าเผาพระ-เด็กวัด ก่อนจุดไฟเผากุฏิทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย

โดยเหยื่อความรุนแรงในครั้งนั้น คือพระแก้ว โกสโร อายุ 78 ปี ซึ่งถูกคนร้ายใช้ไม้ตี และใช้มีดพร้าฟันจนมรณภาพพร้อมจุดไฟเผา, นายหาญณรงค์ คำอ่อง อายุ 17 ปี และนายสถาพร สุวรรณรัตน์ อายุ 15 ปี ซึ่งทั้งคู่เป็นเด็กวัด ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง ใช้มีดพร้าฟัน รวมถึงใช้ไม้ตีจนเสียชีวิต จากนั้นนำศพไปไว้บนกุฏิ แล้วใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟเผาทำลายกุฏิ และกลุ่มคนร้ายยังใช้ท่อนไม้ ก้อนหิน มีดพร้า และอาวุธปืน ทำลายข้าวของภายในโบสถ์ รวมถึงรูปหล่อหลวงพ่อพรหมที่ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์จนได้รับความเสียหาย

หน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่าผู้ที่ถูกจับกุมพร้อมกับนายอับดุลมานะห์ฯ ทั้ง 16 คน และในเวลาต่อมาศาลจังหวัดปัตตานีได้ออกหมายจับผู้ต้องสงสัยคดีฆ่าพระและเผาวัดพรหมประสิทธิ์ 9 คน และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตัดสิน ประหารชีวิต จำนวน 5 คน และศาลพิพากษายกฟ้อง 4 คน ซึ่งคาดว่าผู้ที่ถูกจับกุมทั้งหมดรวมถึงนายอับดุลมานะห์ฯ มีส่วนรู้เห็นหรือมีส่วนร่วมในการก่อเหตุในครั้งนั้น แต่ไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันมัดตัวเอาผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้


จากผลการซักถามผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่อำเภอมายอ 2 คน ซึ่งปัจจุบันฝากขังเรือนจำกลางจังหวัดปัตตานี ได้ให้การซัดทอดว่า นายอับดุลมานะห์  และนายซุลกีฟลี กาซอ ผู้ที่ถูกจับกุมครั้งนี้ อยู่ในเครือข่าย Logistik อำเภอมายอซึ่งเครือข่ายนี้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมไปแล้ว 2 คน ซึ่งเหตุการณ์ที่ผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนให้การสนับสนุน จากผลการซัดทอดมี 2 เหตุการณ์ที่สำคัญ คือ

เหตุการณ์ที่ 1 เหตุการณ์คนร้ายขว้างระเบิดใส่ร้านขายอาหารมีผู้บาดเจ็บ จำนวน 5 ราย และได้ทำการลอบวางระเบิดโดยทำการติดตั้งในรถจักรยานยนต์ (เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้ไว้ได้) เหตุเกิดบริเวณตลาดมายอ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เมื่อ 5 สิงหาคม 2556
ผู้ที่ให้การซัดทอดคือ นายอัสมัน เจ๊ะนิ และนายมาหามะ เจะและ ซึ่งทั้งสองคนให้การยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้แต่งกายชุดฮียาฟเลียนแบบผู้หญิงมุสลิม ตามภาพวงจรปิดที่บันทึกไว้ได้ โดยนายมาหามะฯ ทำหน้าที่ขว้างระเบิด และนายอัสมันฯ ทำหน้าที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ประกอบระเบิดไปจอดในที่เกิดเหตุ
และหลังจากก่อเหตุตนได้นำชุดฮียาฟที่สวมใส่ ,อาวุธปืน และรถจักรยานยนต์ ส่งคืนให้กับนายอับดุลมานะห์ ฯ และนายซุลกีฟลีฯ เพื่อจัดเก็บบริเวณริมคลองในพื้นที่บ้านถนนตก ตำบลถนน อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี

เหตุการณ์ที่ 2 เหตุลอบวางเพลิงโรงเรียนบ้านกระเสาะ ตำบลกระเสาะ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เมื่อ 12 ตุลาคม 2558 จากผลการซัดทอดสรุปมีผู้ร่วมก่อเหตุลอบวางเพลิงจำนวน 14 คน ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมแล้ว 7 คน ยังคงหลบหนีการจับกุม 7 คน
ซึ่งทั้งสองคนถูกซัดทอดว่าเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คนละคัน ทำหน้าที่รับผู้ก่อเหตุจากที่รวมพลขั้นต้นไปส่งใกล้ที่หมาย และต่อจากนั้นผู้ก่อเหตุจึงได้เดินเข้าไปลอบวางเพลิงโรงเรียนกระเสาะ

สำหรับผู้ที่ถูกจับกุมคนที่สาม คือนายมะสักรี มะยิ จากแหล่งข่าวได้เปิดเผยว่ามีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเครือข่ายอำเภอมายอ, อำเภอยะหริ่ง และอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

ในปัจจุบันจากความเจริญของเทคโนโลยี ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์การยืนยันตัวบุคคลด้วยการตรวจหาสารพันธุกรรม หรือที่เราเรียกว่า นิติวิทยาศาสตร์ ได้มีบทบาทในการมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างมาก อีกทั้งกล้องวงจรปิดตามสถานที่สำคัญต่างๆ จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการมัดตัวส่งฟ้องศาล หากผู้หลงผิดยังคงก่อเหตุไม่ยอมหันหลังให้กับขบวนการไม่วันใดก็วันหนึ่ง ประตูเรือนจำ พร้อมเปิดอ้าต้อนรับคนชั่วได้เข้าไปชดใช้เวรกรรม

การดำเนินการติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุรุนแรงของเจ้าหน้าที่ได้มีการปฏิบัติเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งหน่วยงานภาครัฐได้เปิดช่องทางและเปิดโอกาสให้กับผู้หลงผิดในการเข้าร่วม โครงการกลับบ้าน หันหลังให้กับขบวนการกลับมารายงานตัวแสดงตนกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุขไม่ต้องหลบซ่อนตัวหนีการจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐ...

----------------------------

3/12/2558

ขดดะรี บินเซ็น กับภารกิจปกป้องโรงเรียนสอนศาสนา

อิมรอน

การจัดการศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีสถานศึกษาอยู่ 3 ระดับด้วยกัน คือ โรงเรียนตาดีกา หรือศูนย์อบรมจริยธรรมในมัสยิด มีจำนวน 2,230 แห่ง ดูแลเด็กช่วงอายุ 4-12 ปี, สถาบันปอเนาะ จำนวน 427 แห่ง จะมุ่งเน้นการเรียนการสอนด้านศาสนา เพื่อให้จบมาเป็นบุคลากรทางศาสนาในพื้นที่ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จำนวน 360 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ยกระดับมาจากสถาบันปอเนาะ สอนสายสามัญเหมือนโรงเรียนปกติของรัฐ แต่จะมีการสอนศาสนาควบคู่กันไปด้วย

นายขดดะรี บินเซ็น ประธานสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ทีมข่าวอิศรา" จวกรัฐบาลว่ามองโรงเรียนสอนศาสนาในแง่ลบมาตลอด ทำไมเมื่อเกิดเหตุความไม่สงบทีไรมักจะโยนผิดให้กับโรงเรียนเหล่านี้ทุกที แต่เวลามีนักการเมืองคอรัปชั่น ทำไม? ไม่โทษสถาบันที่พวกเขาเคยเรียนบ้าง

นายขดดะรีฯ ยังชี้ต่ออีกว่าเหตุการณ์แต่ละเหตุที่เกิดขึ้นมีประเด็นคำถามซ้อนกันอยู่ 2 ประเด็น ซึ่งเป็นเงื่อนแง่ย้อนแย้งกัน และต่างฝ่ายต่างนำมาปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารตอบโต้ซึ่งกันและกัน คือ
   1.ทำไมฝ่ายรัฐจึงต้องเข้าไปกระทำความรุนแรงในสถานบันปอเนาะ หรือสถาบันการศึกษาที่มีความเชื่อมโยงกับวิถีอิสลามและวิธีคนมลายูมุสลิม
  2.เหตุใดสถาบันการศึกษาเหล่านี้บางแห่งจึงยังถูกใช้เป็นสถานที่หลบซ่อนตัว ซ่อนอาวุธ หรือแม้แต่บ่มเพาะแนวคิดต่อต้านรัฐโดยใช้ความรุนแรง

ทั้งสองประเด็นเป็นความจริงที่ยากจะปฏิเสธ และจะต้องหาทางออกร่วมกันของทุกฝ่าย ซึ่งการที่นายขดดะรี บินเซ็น ประธานสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องถือได้ว่ามีความกล้าเป็นอย่างยิ่ง

แต่ถ้าจะให้ดีไปกว่านี้ในฐานะประธานสมาพันธ์ฯ จะต้องมีมาตรการในการควบคุมดูแลโรงเรียนสมาชิกในสังกัดไม่ให้โรงเรียนเหล่านั้นใช้สถาบันที่เด็กเคารพบูชาเป็นแหล่งบ่มเพาะของกลุ่มขบวนการ เพื่อให้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเกิดการยอมรับจากทุกฝ่าย ที่สำคัญหน่วยงานภาครัฐพร้อมให้ความร่วมมือ แต่ก่อนที่จะให้คนอื่นยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ถามตัวเองก่อนว่ากล้าพอเปิดประตูโรงเรียนเผยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่ปิดบังซ่อนเร้นเป็นแดนลึกลับสนธยาเหมือนดั่งเช่นที่ผ่านมาหรือไม่?

 โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งมีสมาชิกมากถึง 300 กว่าโรง มีสถานศึกษาบางแห่งในพื้นที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือเป็นแหล่งพักพิงบ่มเพาะกลุ่มก่อความไม่สงบจริง แต่ต้องเข้าใจว่าเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น นี่คำกล่าวที่ นายขดดะรี บินเซ็น ยอมรับว่ามีอยู่จริง

และการยอมรับดังกล่าวข้างต้นคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันให้เสียเวลาต่อไปอีกแล้ว ในเมื่อประธานสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้การันตียืนยันว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการจริง

นายขดดะรี บินเซ็น ได้กล่าวถึง "เรื่องผู้ก่อการร้าย อย่าพูดลอยๆ ว่าอยู่กับโรงเรียนเอกชน ขอให้นำข้อมูลมาให้พวกผม แล้วผมจะไปเอาตัวมาส่งให้ ไม่ต้องเอากำลังมาปิดล้อม หรือบุกเข้ามา จนทำให้เด็กๆ ตกใจ บางคนแค้นใจ เพราะไปบุกรุกสถานที่ที่เขาเคารพบูชา"

เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้เป็นผู้ที่สร้างรอยด่างให้กับสถาบันสอนศาสนาของท่านหรอกครับ ถามจริงๆ เถอะว่าการที่กลุ่มขบวนการใช้สถาบันปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นแหล่งบ่มเพาะ ใช้เป็นแหล่งหลบซ่อนตัวซุกซ่อนอาวุธ อีกทั้งบางแห่งใช้เป็นแหล่งในการผลิตวัตถุระเบิดท่านไม่มีข้อมูลรายละเอียดเลยหรือ!!


ตัวอย่างสถาบันปอเนาะที่ถูกสั่งปิดเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการสถาบันการศึกษาเอกชนสอนศาสนา เนื่องจากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่พบอุปกรณ์ผลิตวัตถุระเบิด และใช้สถาบันปอเนาะเป็นที่พักพิง มีการซ่องสุมกำลังของผู้ก่อเหตุรุนแรง จำนวน 2 โรงด้วยกัน คือ โรงเรียนญิฮาดวิทยา หรือปอเนาะญิฮาด อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี และปอเนาะสะปอม หรือโรงเรียนอิสลามบูรพาอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

ในเวลาต่อมา ปปง. มีมติให้ยึดทรัพย์โรงเรียนอิสลามบูรพาชั่วคราว เนื่องจากมีการใช้สถานที่ของโรงเรียนเป็นสถานที่สนับสนุนการก่อการร้าย อีกทั้งอายัดทรัพย์สินที่ดินโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 14 ไร่ มูลค่ากว่า 600,000 บาท ภายหลังตรวจสอบพบว่ามีการใช้สถานที่แห่งนี้สนับสนุนการก่อความไม่สงบของกลุ่มผู้ก่อการร้าย โดยใช้เป็นสถานที่ปลูกฝังแนวคิด ฝึกวิชาทหารและอาวุธ เพื่อเป็นกองกำลังของผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงถือเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542


9 มกราคม 2558 เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดล้อมตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง บริเวณโรงเรียนยุวอิสลาม บ้านน้ำใส ตำบลลุโบะยิไร อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เจ้าหน้าที่พยายามใช้ความนุ่มนวลเลี่ยงการใช้ความรุนแรง มีการเกลี้ยกล่อมโดยเจ้าหน้าที่เอง ผู้นำศาสนาในพื้นที่ และบาบอเจ้าของโรงเรียน เวลาผ่านไป 9 ชั่วโมง มีผู้ออกมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่เพียงแค่ 3 คน แต่ที่เหลือภายในบ้านกลับประกาศกร้าวจะต่อสู้ไม่ยอมมอบตัว พร้อมได้ขว้างลูกระเบิดและยิงใส่เจ้าหน้าที่ ในวินาทีต่อมาจึงเกิดการปะทะกันขึ้นทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ไม่อยากจะทำ หลังสิ้นเสียงปืนเมื่อเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิตจำนวน 3 ราย คือนายมะรูดิน ตาเฮ ผกร. ระดับหัวหน้า Kompi มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 5 หมาย, นายปาตะ ลาเต๊ะ ผกร.ระดับปฏิบัติการมีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 3 หมาย และนายมาหะมะซาบรี ดอเล๊าะ ผกร. ระดับปฏิบัติการ เพื่อนของนายบัดรุดีน แจ๊ะแว ลูกชายของบาบอโรงเรียนปอเนาะยุวอิสลามวิทยามูลนิธิ แต่ยังมีผู้ก่อเหตุรุนแรงอีก 2 ราย ได้อาศัยความชุลมุนตอนเกิดเหตุปะทะสามารถหลบหนีไปได้


18 กุมภาพันธ์ 2558 หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมช่วยส่วนรวม ได้รับแจ้งจากประชาชนผู้หวังดีในพื้นที่ว่านายอับดุลเลาะ สาแม ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการในพื้นที่ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี และเป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา ได้เข้ามาหลบซ่อนพักพิงภายในสถาบันศึกษาปอเนาะนัฮฏอตุลอุลูมิดดีนียะฮ์ (ปอเนาะประตูช้าง) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านอาโห หมู่ 5 ตำบลสะดาวา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

ผลการเข้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตรวจยึดอาวุธปืน AK-102 ได้ จำนวน 2 กระบอก และอุปกรณ์อื่นๆ อีกหลายรายการ ได้แก่ ศูนย์ปรับระยะแบบพับได้ติดปืนยาว จำนวน 1 ชุด, กล้องช่วยเล็งติดปืน จำนวน 1 ชุด, หมวกแก๊ป เจ้าหน้าที่ EOD, สายไฟ 1 ม้วน ยาวประมาณ 800 เมตร, ดีเลย์สวิต ( คล้ายอุปกรณ์ใช้กดระเบิดแสวงเครื่อง 2 ตัว ) และปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 0.5 กิโลกรัม
การปลูกฝังแนวความคิดบิดเบือนประวัติศาสตร์ การปลุกกระแสความรักชาติปาตานี ในลักษณะบิดเบือนภายในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือโรงเรียนปอเนาะ ตาดีกา เพื่อให้เยาวชนมุสลิมมีความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ และชาวไทยพุทธยังคงดำเนินต่อไป อย่างเช่นสถาบันศึกษาปอเนาะมะหัดดารุล มูฮายีรีน บ้านสวนซิก ม.4 (บ้านย่อยบ้านบละแต) ตำบลบาโงสะโต อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส มีการขีดเขียนข้อความด้วยปากกาที่โต๊ะภายในห้องเรียน, ห้องละหมาด ข้อความว่า กูเป็นนักรบฟาตอนี, กูฟาตอนี, RKK,  กูรักฟาตอนีไปอยู่ฟาตอนีไลปีๆ

นอกจากนี้ยังมีบอร์ดหน้าห้องฝ่ายวิชาภาษาอังกฤษโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา มีแผ่นป้ายโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐติดอยู่ เป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมจึงมีการติดแผ่นป้ายดังกล่าว อาจจะเป็นไปได้ว่าฝ่ายวิชาภาษาอังกฤษจะต้องรับรู้เรื่องการติดแผ่นป้ายข้อความ หรืออาจจะไม่กล้ายุ่งกับแผ่นป้ายโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐเนื่องจากผู้บริหารของโรงเรียนรู้เห็นเป็นใจ

รัฐบาลไทยไม่เคยมองสถาบันการศึกษาด้านศาสนาในแง่ลบทั้งหมด ซึ่งโรงเรียนที่ดีมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปก็มีให้เห็น ไม่ได้เหมารวมตามที่นายขดดะรี บินเซ็น กล่าวอ้าง สถาบันการศึกษาสอนศาสนามีคุณูปการมากมายต่อพี่น้องมลายูปาตานี ในแง่ของความคิด ความเชื่อ แต่กลับกลายเป็นว่ามีการยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนในพื้นที่มองว่ารัฐใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ รวมทั้งชี้นำให้เห็นว่ามีการลบหลู่ในสิ่งที่พี่น้องมุสลิมเคารพศรัทธา

ทั้งหมดทั้งสิ้นที่นายขดดะรี บินเซ็น ประธานสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ทีมข่าวอิศรา"(สื่อที่เอนเอียงเสนอข่าวสารสนับสนุนกลุ่มขบวนการ) ได้บ่งชี้จุดยืนของเขาผู้นี้อย่างชัดเจนในการออกมาปกป้องโรงเรียนในสังกัดสมาพันธ์ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาข้าใครอย่าเตะ!!!”แล้วบ้านนี้เมืองนี้จะเดินหน้าแก้ปัญหาไฟใต้กันอย่างไร นี่คือวิสัยทัศน์ของประธานสมาพันธ์ ที่คิดถึงแต่เรื่องผลประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ได้คิดช่วยแก้ปัญหาองค์รวมให้กับโรงเรียนสอนศาสนาส่วนใหญ่ที่เป็นโรงเรียนที่ดี....อย่างนี้ปลาตายตัวเดียวเหม็นทั้งเข่งครับ...พ่อแม่พี่น้องผู้ปกครองที่ฝากอนาคตบุตรหลานไว้กับสถาบันปอเนาะอื้อฉาว ลองคิดแยกแยะวิเคราะห์กันเอาเอง...ว่าบุตรหลานท่านมีความสุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายในการบ่มเพาะในสถาบันสอนศาสนา..ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงหรือไม่?.....

-----------------------------

3/09/2558

9 คำถาม PerMAS กับคำตอบที่คาใจประชาชน

อิมรอน

ามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีกลุ่มนิสิตนักศึกษา นักเรียน ในพื้นที่กลุ่มหนึ่งได้เคลื่อนไหวกิจกรรมสนับสนุนงานการเมืองของขบวนการ BRN ภายใต้ชื่อกลุ่ม “PerMAS”  ซึ่งย่อมาจาก Persekutuan Mahasiswa Anak muda dan Siswa Patani (สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี) มีการจัดเวทีเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ปลุกระดม กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งในเวทีภายในประเทศ และต่างประเทศ ตลอดจนเรียกร้องความเป็นธรรมต่างๆ ให้กับสมาชิกแนวร่วมกลุ่มขบวนการ ซึ่งกลุ่ม “PerMAS”  ถือได้ว่าเป็น คู่กรณี โดยตรงกับรัฐและฝ่ายความมั่นคง โดยมีสงครามแย่งชิงมวลชนชายแดนใต้เป็นฉากหลัง!!!

ที่ผ่านมามีนักศึกษาที่เป็นสมาชิกแนวร่วมขบวนการ BRN แต่ในอีกบทบาทหนึ่งมีหน้าที่ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในร่มเงาของ “PerMAS” ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีความสัมพันธ์กันในทุกมิติของการเคลื่อนไหว จากกรณีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงบุกเข้าโจมตีฐานนาวิกโยธินกองทัพเรือในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส คือตัวอย่างชัดเจน และผลในวันนั้นปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิต 16 ราย เนื่องจากถูกตอบโต้จากเจ้าหน้าที่ แต่ที่ฮือฮามากกว่านั้นคือการเสียชีวิตของ นายมะรอโซ จันทรวดี อดีตกลุ่มนักศึกษา PNYS อีกมิติหนึ่งเป็นแกนนำสมาชิก BRN และในจำนวนผู้ที่เสียชีวิตอีกรายที่น่าสนใจเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังในจังหวัดยะลา อีกทั้งเป็นสมาชิก “PerMAS” รวมอยู่ด้วย

ป็นที่ทราบกันดีว่า “PerMAS” เป็นองค์กรนักศึกษาที่มีเบื้องหลังไม่ธรรมดาเลย ทั้งกลุ่มที่ปรึกษาและผู้สนับสนุนล้วนเป็นผู้ที่กระทำความผิดกฎหมาย หมิ่นเหม่ต่อปัญหาความมั่นคงของชาติแทบทั้งสิ้น อีกทั้งบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดในพื้นที่ ที่สำคัญกิจกรรมที่กลุ่ม “PerMAS” ได้จัดขึ้นมีความท้าทายต่ออำนาจรัฐ และเปราะบางต่อภัยความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกิจกรรมเวที Bicara Patani ที่มุ่งปลุกระดมให้พี่น้องประชาชนปาตานีลุกขึ้นมาเรียกร้องในการกำหนดชะตากรรมของตนเองด้วยการลงประชามติ (The Principle of  Rights to Self-Determination)

บุคคลที่เคลื่อนไหวทั้งเป็น ตัวเปิด และ หลังฉาก(อีแอบ) ของกลุ่ม “PerMAS” เป็นการขับเคลื่อนใน ปีกการเมือง เพื่อเป้าหมาย ปลดปล่อยปาตานี โดยสอดรับประสานกับอีกปีกหนึ่ง คือ ปีกการทหารของขบวนการ BRN ที่เคลื่อนไหวก่อเหตุเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์

ที่ผ่านมากลุ่ม “PerMAS”  และภาคีเครือข่ายได้ออกมาตอบโต้กล่าวหาว่าฝ่ายความมั่นคงมีความพยายามบ่อนทำลายองค์กรและแกนนำ ด้วยการแฉประวัติด้านลบและพฤติกรรมของแกนนำบางคนผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เพจเฟซบุ๊คไม่ระบุตัวตน หรือที่เรียกว่า เพจผี ซึ่งหากไม่มีมูลหรือพฤติกรรมที่ส่อไปในทางประพฤติมิชอบในการแสวงหาประโยชน์ด้วยการกระทำผิดกฎหมาย ไม่มีประวัติที่ด่างพร้อย ด้วยการนำเงินเหล่านั้นมาทำการเคลื่อนไหวก็คงจะไม่มีใครออกมาแฉอย่างแน่นอน!!!!

สำนักข่าวอิศรา ได้มีการนำเสนอบทความและชี้ให้เห็นว่า “PerMAS” มีพื้นที่ในสื่อกระแสหลักค่อนข้างน้อย และคนนอกพื้นที่ไม่ค่อยรู้จักพวกเขา ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา จึงเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ “PerMAS” และถ่ายทอดผ่านบทสัมภาษณ์ 9 คำถามกับประธาน “PerMAS” คนปัจจุบัน คือ นายสุไฮมี ดูละสะ ให้เป็นที่รู้จักเพื่อจุดประสงค์อะไร? ทั้งๆ ที่องค์กรนี้มีการเคลื่อนไหวในการแบ่งแยกดินแดนให้เป็นอิสระจากรัฐไทย

ถือได้ว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศราได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ซึ่งก่อนหน้านี้ ปกรณ์ พึ่งเนตร ได้เขียนในคอลัมน์ คุยกับบรรณาธิการ เรื่อง ไอโอล้ำเส้น ที่ชายแดนใต้เป็นผู้ตั้งวาทะเด็ด เพจผีและกล่าวหาว่าเป็นเพจของฝ่ายความมั่นคงโดยไม่มีการกล่าวถึง เพจโจรใต้ฟาตอนีของแนวร่วมขบวนการที่ได้มีการปลุกระดม บิดเบือน สร้างความขัดแย้งใดๆ เลย

ารออกมากล่าวหาฝ่ายความมั่นคงน่าจะมีนัยอะไรแอบแฝงซ่อนเร้นหรือไม่!! ยากที่จะคาดเดา แต่ที่แน่ๆ ได้บ่งบอกถึงความสัมพันธ์เชิงลึกอย่างแนบแน่นของสำนักข่าวอิศรากับกลุ่ม “PerMAS”  เป็นแค่เหตุบังเอิญ หรือแค่ต้องการขายข่าว
          1. “PerMAS” คือใคร?
          PerMAS (Persekutuan Mahasiswa Anak muda dan Siswa Patani) หมายถึง สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี ที่มีการแอบอ้างเสียงนักศึกษาส่วนใหญ่ในการดำเนินจัดกิจกรรมเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน และมุ่งสนับสนุนกลุ่มขบวนการ BRN ในงานการเมือง

          2.พันธกิจของ PerMAS
          กลุ่ม PerMAS มีพันธกิจ 2 ประการ คือ Peace destroying กับ Struggle for BRN หมายถึงเป็นผู้ทำลายสันติภาพ และต่อสู้เพื่อ BRN เมื่อแปรสู่การปฏิบัติก็คือ 1) เป็นกระบอกเสียงและปีกการเมืองให้กับขบวนการ BRN 2) เป็นองค์กรกลางหนุนการสร้างความรุนแรง 3) เป็นแกนนำทางการเมืองของนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี ในการแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชจากรัฐบาลไทย

          3.การทำงานของ“PerMAS”
          วิสัยทัศน์ของกลุ่ม PerMAS เพื่อเรียกร้องความเสมอภาคให้กับโจรใต้ฟาตอนี และความยุติธรรม มีเป้าหมายหลักเพื่อเอกราช รองลงมาก็เพื่อจัดขบวนและเพิ่มศักยภาพบทบาทนักศึกษา นักเรียน เยาวชนปาตานี มียุทธศาสตร์ในการเปิดพื้นที่ทางการเมืองเพื่อการกำหนดชะตากรรมตนเอง

          4.จุดยืนของ“PerMAS”
          จุดยืนที่แท้จริงของกลุ่ม เมื่อ “PerMAS”  มีความพึงพอใจต่อสันติภาพอย่างไร ประชาชนก็มีความพึงพอใจต่อสันติภาพอย่างนั้น สรุปคือ “PerMAS”  เป็นใหญ่ทางความคิดสามารถชี้นิ้วสั่งประชาชนขวาหันซ้ายหันได้ตามที่ใบสั่งของขบวนการ BRN

          5.พัฒนาการของ“PerMAS”
          สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานและยืดเยื้อและไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งไทยพุทธและมลายูปาตานีมุสลิม กลุ่ม PerMAS จึงได้อาศัยสถานการณ์สร้างภาวะความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนโดยใช้ศาสนา เชื้อชาติเป็นเครื่องมือ เพื่อผลนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมตามที่ต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขบวนการ BRN อยากให้เกิดขึ้น

          6. “PerMAS” ในปัจจุบันมีโครงสร้างอย่างไร
          “PerMAS”  รุ่นที่ 3 มีแผนงานและความรับผิดชอบของคณะกรรมการแต่ละฝ่ายก็จริงแต่ในความเป็นจริงตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งนั้นเป็นแค่ตุ๊กตาไม่มีอำนาจในการตัดสินใจในองค์กรอย่างแท้จริง
          อย่างเช่น นายสุไฮมี ดูละสะ ประธาน “PerMAS”  คนปัจจุบัน ไม่ได้มีอำนาจใดๆ เลย ผู้ที่มีอำนาจและมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังในการเคลื่อนไหว คือนายอาเต็ฟ โซ๊ะโก อีกทั้งนายอาเต๊ฟฯ ยังเป็นผู้หาแหล่งเงินทุนที่ได้จากการค้ายาเสพติดมาสนับสนุนในการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมของ “PerMAS” มาโดยตลอด เนื่องจากมีพ่อตา ญาติพี่น้องอยู่ในแวดวงนักค้ายาเสพติดตัวยง
          ส่วนตำแหน่งอื่นๆ แค่เป็นโครงสร้างที่ตั้งขึ้นมาจอมปลอมในเมื่อประธานไม่ใช่ตัวจริงแล้วอย่าไปหวังให้ยากกับระดับรองๆ ลงมา ทุกครั้งที่สมาชิกแนวร่วมขบวนการเสียชีวิตผู้ที่อยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลจะมีการเดินหมากทางการเมืองแย่งชิงมวลชนด้วยการสั่งให้สมาชิกลงพื้นที่หาข้อมูลในพื้นที่เกิดเหตุแล้วกลับมาบิดเบือนข่าวสารกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ  

          7.มุมมอง“PerMAS” ต่อรัฐไทย
          สำหรับมุมมองของ “PerMAS” ที่มีต่อรัฐบาลไทย ไม่เคยมีอะไรเป็นบวกในสายตาของคนกลุ่มนี้ รัฐไทยคือผู้รุกรานดินแดนปาตานี รังแกพี่น้องมลายูปาตานี ละเมิดสิทธิเสรีภาพของของโจรใต้ฟาตอนี

          8.ทำไม“PerMAS” มองรัฐในแง่ลบ
          เนื่องจากการปลูกฝังอุดมการณ์ การบ่มเพาะทางความคิดที่ผิดๆ ในสถาบันการศึกษาปอเนาะ ตาดีกา จากผู้นำศาสนา ผู้นำทางความคิด และระดับแกนนำขบวนการ ให้นักเรียนเยาวชนเหล่านั้นเกลียดชังคนต่างศาสนา รวมถึงเจ้าหน้าที่ และรัฐบาลไทย ถึงแม้ว่ารัฐบาลไทยมีความจริงใจในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับมาสันติสุขก็ตามที ก็จะถูกขัดขวางทุกรูปแบบ

          9.เป้าหมายสุดท้ายของกระบวนการสันติภาพและ “PerMAS” ต้องการเอกราช ปกครองพิเศษ หรือประชามติกำหนดใจตนเอง
          “PerMAS” ได้ตั้งเป้าหมายสุดท้ายของกระบวนการสันติภาพ จะต้องจบลงด้วย เอกราช หรือ ออโตโนมี (ปกครองตนเอง) เท่านั้น เป็นแผน แยกกันเดินร่วมกันตีกับขบวนการ BRN
          “PerMAS” จึงไม่เห็นด้วยกับการเดินหน้าพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุขชายแดนใต้ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงได้มีการเดินหน้าเคลื่อนไหวคัดค้านและทำลายแนวทางสันติวิธีทุกรูปแบบ และกลับสนับสนุนแนวทางความรุนแรงของกลุ่มขบวนการ BRN เพื่อยั่วยุให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังเข้าดำเนินการปราบปราม ซึ่งเป็นแนวทางที่กลุ่ม “PerMAS” ต้องการเพื่อสื่อไปยังต่างประเทศว่ารัฐบาลไทยมีการใช้กำลัง ละเมิดสิทธิมนุษยชน ต้องการให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง สุดท้ายนำไปสู่การลงประชามติ (right to self determination) เพื่อกำหนดใจตนเองแยกตัวเป็นเอกราชต่อไป

นี่คือ 9 คำถาม “PerMAS” กับคำตอบที่คาใจประชาชน ประชาชนเป็นใหญ่เป็นเจ้าของพื้นที่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด หรือกลุ่ม“PerMAS”?เป็นผู้ชักนำ....แต่ผู้เขียนขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า หาก “PerMAS” พึงพอใจต่อสันติภาพอย่างไร ประชาชนก็พอใจต่อสันติภาพอย่างนั้น....เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาได้บอกกล่าวถึงสันดานขององค์กรกลุ่มนี้อย่างชัดเจน...จึงไม่น่าแปลกใจที่มีการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลทุกรูปแบบ แทบทุกครั้งที่มีการจัดเวทีพูดคุยสันติภาพที่ผ่านมา และการเดินหน้าพูดคุยสันติสุขในปัจจุบัน....

-----------------------------

3/06/2558

คืบหน้าจับกุมโจรใต้ต้องใช้ผลตรวจสารพันธุกรรม(DNA)

อิมรอน

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ต้นปีใหม่ยังคงเกิดขึ้นประปราย ผู้ก่อเหตุรุนแรงยังคงสร้างความเดือดร้อนต่อเป้าหมายอ่อนแอที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และนานๆ ครั้งจะมีการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อแสดงศักยภาพให้เห็นว่า RKK ยังเข้มแข็งอยู่และพร้อมที่จะทำการก่อเหตุทุกเมื่อทุกเวลา เมื่อได้รับคำสั่งจากระดับแกนนำให้ลงมือทำการก่อเหตุในพื้นที่

นั่นคือแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการ BRN ที่ต้องการดำรงความต่อเนื่องเพื่อยึดพื้นที่ข่าวสารในสื่อสารมวลชน แต่แทบทุกครั้งที่โจรใต้ฟาตอนีเหล่านี้ได้ลงมือก่อเหตุกลายเป็นกับดักให้กับตัวเองและพวกพ้องด้วยการทิ้งร่องรอย หลักฐานที่เชื่อมโยงไปยังตัวบุคคล จนสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุและผู้ต้องสงสัยได้เป็นจำนวนมากนับได้ว่าเป็นผลสำเร็จในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในห้วงที่ผ่านมาเลยทีเดียว

อย่างเช่นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ กรณีเจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าตรวจค้นโรงเรียนปอเนาะนะห์ฎอตุลอิสลามฮียะห์ ในพื้นที่ ตำบลสะดาวา อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2558 หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมช่วยส่วนรวม ได้รับแจ้งจากประชาชนผู้หวังดีในพื้นที่ว่านายอับดุลเลาะ สาแม ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการในพื้นที่ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี และเป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา ได้เข้ามาหลบซ่อนพักพิงภายในสถาบันศึกษาปอเนาะนัฮฏอตุลอุลูมิดดีนียะฮ์ (ปอเนาะประตูช้าง)

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสามารถยึดอาวุธปืน AK-102 ได้ จำนวน 2 กระบอก และอุปกรณ์อื่นๆ อีกหลายรายการแต่ไร้วี่แววบุคคลเป้าหมาย ส่วนของกลางที่ทำการตรวจยึดได้แก่ ศูนย์ปรับระยะแบบพับได้ติดปืนยาว จำนวน 1 ชุด, กล้องช่วยเล็งติดปืน จำนวน 1 ชุด, หมวกแก๊ป เจ้าหน้าที่ EOD, สายไฟ 1 ม้วน ยาวประมาณ 800 เมตร, ดีเลย์สวิต (คล้ายอุปกรณ์ใช้กดระเบิดแสวงเครื่อง 2 ตัว) และปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 0.5 กิโลกรัม พร้อมกันนั้นเจ้าหน้าที่ชุดนิติวิทยาศาสตร์ได้เก็บหลักฐานในสถานที่ดังกล่าวไว้ด้วยเพื่อทำการตรวจสารพันธุกรรม (DNA)


และในที่สุดเมื่อ 5 มีนาคม 2558 ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ได้สรุปผลการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) บุคคลที่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ จำนวน 2 คนด้วยกันคือ นายอับดุลเลาะ สาแม และนายอาฮามะซู เจะหะ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า สถาบันศึกษาปอเนาะนัฮฏอตุลอุลูมิดดีนียะฮ์ เป็นแหล่งซ่อนตัวและซุกซ่อนอาวุธปืนของโจรใต้ฟาตอนี

และที่สำคัญอย่างยิ่งกับกรณีนายอาฮามะซู เจะหะ ที่เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 สามารถตรวจเจอสารพันธุกรรม (DNA) เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเนื่องจากนายอาฮามะซูฯ เคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมาแล้วถึง 3 ครั้งด้วยกันแต่ได้รับการปล่อยตัวหลักฐานไม่เพียงพอศาลพิพากษายกฟ้อง

ถูกควบคุมตัวครั้งที่ 1 เมื่อ 15 กันยายน 2550 เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวพร้อมบิดา และพี่ชาย ตามกฎอัยการศึกฯ ณ ศูนย์สมานฉันท์ฯ เนื่องจากต้องสงสัยเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง ผลการซักถามให้การปฏิเสธและได้รับการปล่อยตัวไป และบิดาถูกคนร้ายลอบยิงโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อ 16 เมษายน 2551

ครั้งที่ 2 เมื่อ 24 ธันวาคม 2551 ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว โดยตรวจพบระเบิดแสวงเครื่องในตะกร้าหน้ารถจักรยานยนต์ ผลการซักถามให้การปฏิเสธ มีการออกหมายจับ ป.วิอาญา ฝากขังเรือนจำจังหวัดปัตตานี ประมาณ 4 ปี จนในที่สุดศาลพิพากษาคดียกฟ้อง ได้รับการปล่อยตัวเมื่อต้นปี 55

ครั้งที่ 3 เมื่อ 15 กรกฎาคม 2557 เจ้าหน้าที่ควบคุมตัว ในพื้นที่อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เนื่องจากสารพันธุกรรม DNA ตรงกับ เหตุการณ์ จำนวน ๒ เหตุการณ์ และผลการซักถาม ณ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ได้ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ลอบวางเพลิง สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลตันหยงดาลอ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2556 เจ้าหน้าที่ได้ออกหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งนายอาฮามะซูฯ อยู่ในระหว่างควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ ณ สถานีตำรวจภูธรยะหริ่ง จังหวัดปัตตานีแต่ได้หลบหนีไป เมื่อ 21 กรกฎาคม 2557 เวลา 21.31 น. และกล้อง CCTV จับภาพได้ขณะนายอาฮามะซูฯ ทำการหลบหนี

นายมาฮามะซูฯ มีพี่ชายชื่อ นายซอบือรี เจะหะ เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรง ระดับหัวหน้า Regu เคลื่อนไหวในพื้นที่อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี และล่าสุดถูกออกหมายจับ กรณีเหตุลอบยิงครูไพรัตน์  จิตรเสน เสียชีวิต เหตุเกิดในพื้นที่หมู่ 6 ตำบลควน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เมื่อ 7 พฤษภาคม 2557


ส่วนกรณีควบคุมตัว นายสาการิยา  สาตำ ในพื้นที่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เมื่อ 3 มีนาคม 2558 ได้อุปกรณ์ผลิตระเบิดและอาวุธปืนหลายรายการนั้นผลการซักถาม นายสาการิยา สาตำ ให้การยอมรับว่าตนเป็นมือประกอบระเบิดในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี และยังทำการก่อเหตุในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา

ความคืบหน้ากรณีควบคุมตัวนายฮาแว มะยะเด็ง ในพื้นที่ตำบลปะกาฮารัง  อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เมื่อ 1 มีนาคม 2558 ผลการซักถาม นายฮาแว มะยะเด็ง ให้การยอมรับว่าเคยผ่านการฝึกร่างกายโดยนายมะซอเร ดือรามะ เป็นผู้ฝึก จำนวน 3 คืน และเมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา ระดับแกนนำได้สั่งการให้ตนออกไปก่อความไม่สงบในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี โดยทำหน้าที่ปาสีใส่ป้ายต่างๆ และเผายางรถยนต์ และหลังจากนั้นได้พาตนไปทำการฝึกในพื้นที่ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี อีก 1 คืน อีกทั้งนายฮาแว มะยะเด็ง ได้ทำการสาธิตการใช้อาวุธ และแสดงท่ายิงปืนที่ตนเคยได้รับการฝึกมา


ส่วนความคืบหน้าเหตุการณ์สุดท้าย กรณีควบคุมตัวผู้ก่อเหตุรุนแรง จำนวน 2 คน และตรวจยึดอาวุธปืนพก จำนวน 1 กระบอก ในพื้นที่ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่ง 1 ในนั้นเป็นบุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา 1 คน คือ นายมูฮัมหมัด วาเฮง จากการซักถามได้ให้การยอรับว่าได้ผ่านการซูมเปาะ และการฝึกหลักสูตร RKK และเป็นสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรงอยู่ในกลุ่มนายอับดุลเลาะ ตาเป๊าะโต๊ะ ผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับหัวหน้าพลาตง แต่ให้การปฏิเสธการก่อเหตุรุนแรงทุกกรณี

นายอับดุลเลาะ ตาเป๊าะโต๊ะ มีพฤติกรรมก่อเหตุค่อนข้างจะใช้ความทารุณ เคลื่อนไหวในพื้นที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา มีหลักฐานเชื่อมโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดรถยนต์นายอิศรา ทองธวัช รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เสียชีวิต เมื่อ 5 เมษายน 2556

จากกรณีการติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุรุนแรง ในพื้นที่อำเภอบันนังสตา คือ นายมูฮัมหมัด วาเฮง ส่วนนายอับดุลฮาดี  ดาโอะ (ผู้ให้ที่พักพิง) ได้ให้ข้อมูลถึงขั้นตอนการปฏิบัติในการเข้าติดตามจับกุม โดยเริ่มจากเบาไปหาหนัก และไม่มีการทำร้ายร่างกาย หากมีการมอบตัว จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่มีการเจรจาให้มอบตัวเพื่อลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตามแต่ ซึ่งในครั้งแรกผู้ต้องสงสัยขัดขืนและไม่ยินยอมมอบตัว
หลังการจับกุมตัวนายมูฮัมหมัด วาเฮง ผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่อำเภอบันนังสตา เจ้าหน้าที่ทหารพรานหญิงได้เปิดเผยว่าสังเกตเห็นอาการผิดปกติของผู้หญิงเจ้าของบ้าน จึงได้เข้าไปสอบถามจนทราบว่าผู้ต้องสงสัยที่เป็นเป้าหมายได้ทำการข่มขู่บังคับให้ผู้หญิงเจ้าของบ้าน เอาปืนมาหลบซ่อนไว้ที่ตัว ทั้งนี้เพื่อเป็นการตบตาเจ้าหน้าที่ไม่ให้ทำการตรวจค้นเจอของกลาง

นี่คือผลสำเร็จของการปฏิบัติงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ได้มีการปฏิบัติงานอย่างรัดกุมขึ้น นำบทเรียนการสูญเสียที่เกิดขึ้นในอดีตมาเป็นบทเรียน อีกทั้งการรวบรวมหลักฐาน วัตถุพยานของกลางต่างๆ เป็นระบบยิ่งขึ้น มีการใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์ที่นานาชาติให้การยอมรับเข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการตรวจหาสารพันธุกรรม (DNA) เพื่อยืนยันตัวบุคคลนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษดำเนินคดีตามกฎหมาย

เพราะฉะนั้นกลุ่มองค์กร NGOs ที่พยายามเคลื่อนไหวชี้ให้เห็นว่ามีการจับแพะ จับผิดตัว ละเมิดสิทธิมนุษยชนคงจะต้องคิดใหม่ และที่สำคัญคือตัวผู้ก่อเหตุรุนแรงเองหากยังคงเคลื่อนไหวก่อเหตุอยู่ไม่วันใดก็วันหนึ่งจะต้องโดนจับกุมตัวมาลงโทษหรือหากมีการปะทะกันขึ้นอาจจะต้องมีการสูญเสียถึงแก่ชีวิต และวันนั้นคงจะสายเกินแก้ต้องทิ้งครอบครัวให้อยู่ตามลำพัง หากยังไม่คิดกลับใจ กลับตนเป็นคนดีของสังคม...โครงการพาคนกลับบ้านยังคงเปิดโอกาสให้เสมอกับผู้ที่หลงผิดให้กลับมาอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวอย่างมีความสุข...หันหลังให้กับขบวนการเพื่อลูกหลานของท่านเอง เปิดพื้นที่แห่งนี้ให้ปลอดภัย สงบ สันติสุข อย่างยั่งยืนที่แท้จริง...

-----------------------

KORTEB distortion religious fraud !! Fronting a "killing innocent people."


Uncovering the truth of events, news, security officer. Of Pattani Has raided the home of the Sakareeya Sadum or the locals are called "KORTEB"is executive director of the mosque. Moo 10, Ban Tha Ban Khok Pho Pho. Pattani .The detectives investigate the villagers neighborhoods. Sakareeya is the leader of Religion  And missionaries in such a long time. But always instilled in people who do ministry "prayer" to hate government. And refuse cooperation with authorities . Finally, the people in the home port of the canal. Not to disclose information to the authorities. Finally, officials from various departments such as police, civil authorities. And soldiers from Task Pattani. The decision to approval on March 3, 2558 ,12:30 in the home of the spiritual leader of the villagers believe that long leadership teachings of the Allah's. disseminate But the fact is the mosque holy place for Muslims to place foster hatred between people of different religions Thailand. Officers found the following in the Corte fraud.                                                 
One of . 22 , one of M79 with bullets of various sizes. It is a thousand shots! Urea fermentation oil 1 bag, steel cut into small pieces. For a flak than 10 kg, power lines with making bombs, old cell phones used in the bomb detonated over 20 items that, if you can check the medication as a missionary under the doctrine is correct. not distort the truth He will do?

Before the authorities decided to search the house Corte deceiver this world. There was a fire on innocent people in 2 cases and a bombing attack on the medical staff to treat those injured by fire this time. It is repeated two officers wounded In the near future, it has a bombing attack on civil defense volunteer staff of Khok Pho. As much destruction of government property. These innocent women, the elderly and people with Thailand, Buddhists and Muslims.

Now, residents in the home port of the canal. Pho district. Pattani and nearby Corte starting to recognize he is in the lower position is behind the slaughter of innocents. Does not even Muslims themselves. He is the killer.
Bye a killer .

From Kon Ban Tha Klong