5/17/2555

ยึดทรัพย์” แก๊งยาตัดท่อน้ำเลี้ยงป่วนใต้...ก่อการร้ายเพื่อผลประโยชน์


ยึดทรัพย์” แก๊งยาตัดท่อน้ำเลี้ยงป่วนใต้...ก่อการร้ายเพื่อผลประโยชน์


       
              ทหารแกะรอยแก๊งยาขึ้นบัญชีรายชื่อกว่า 200 คน พบเป็นโครงข่ายเดียวกับขบวนการก่อความไม่สงบ แถมยังมีธุรกิจนอกกฎหมายอื่นทับซ้อน ผลประโยชน์ถึงผู้นำขบวนการที่หลบซ่อนตัวในมาเลเซีย มะแซ อูเซ็ง ปีละไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท เล็งใช้กฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์และมาตรการทางภาษี ตัดท่อน้ำเลี้ยง
          สถานการณ์ชายแดนที่ครุกกรุ่นตั้งแต่ปี 2547 ยังคงดำรงอยู่  ซึ่งในมุมมองหนึ่งดูเหมือนว่าการปฏิบัติการจะลดจำนวนลง แต่การโจมตีแต่ละครั้งกลับรุนแรงมากขึ้น  อีกทั้งยังล็อกเป้าหมายโจมตี มุ่งทำร้ายผู้บริสุทธิ์ทั้งไทยพุทธ และมุสลิมอย่างไม่เลือกทั้งลูกเด็ก เล็กแดง  ไม่เลือกสถานที่ และเวลา  โดยไม่สนใจใยดีต่อหลักมนุษยธรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมเช่นเดียวกับการก่อการร้าย ที่ใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ เพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์ของกลุ่มตน

          แม้หลายครั้งหน่วยงานความมั่นคง และทหารจะไม่สามารถตอบโต้การปฏิบัติจากฝ่ายตรงข้ามได้อย่างทันท่วงทีหรือกวาดล้างกลุ่มก่อการได้  แต่ล่าสุดหน่วยข่าวทหารเริ่มมองเห็นเค้าลางที่เชื่อมโยงโดยการแกะรอยขบวนการชายแดนใต้เข้าถึงวงในมากขึ้น จากการที่กลุ่มขบวนการบางคนที่ทนไม่ได้กับการแสวงประโยชน์ส่วนตน การเข่นฆ่าพี่น้องมุสลิมด้วยกันเอง การหมดซึ่งอุดมการณ์ของผู้นำที่ใช้กำลัง RKK ไปสนับสนุนกลุ่มนักการเมือง ธุรกิจเถื่อน และที่สำคัญคือช่วยเหลือกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด ที่เลวทรามที่สุดคือการใช้วิธีการสังหารเจ้าหน้าที่แล้วแย่งอาวุธได้ ๑ กระบอก เพื่อนำไปแลกยาบ้า ๑ ถุง

          มาตรการยึดทรัพย์ตัดท่อน้ำเลี้ยงของฝ่ายความมั่นคงจึงเกิดขึ้น  ทั้งนี้เพื่อลดกำลังกลุ่มก่อการร้าย ควบคู่ไปกับการปฏิบัติการทางทหารเพื่อที่จะทำให้ขบวนการอ่อนแอลงไปพร้อมด้วยกัน โดยการตัดตอนท่อน้ำเลี้ยง ปราบปราม ยึดทรัพย์ ขบวนการค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด โดยใช้กฎหมายพิเศษเข้าทำการตรวจค้น จับกุมขบวนการอย่างรวดเร็ว แต่ก็นั่นแหละปัญหาที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงต้องเจอคือการไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน ที่หวาดกลัวขบวนการ และสังคมเครือญาติของประชาชน 3 จังหวัดที่อยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ อีกทั้งยังมีอิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่นบางกลุ่มที่พึ่งพาขบวนการก่อเหตุรุนแรงเพื่อหวังผลทางการเมือง  ซึ่งทั้งหมดนั้นสร้างความหนักใจให้กับฝ่ายความมั่นคงอยู่มิใช่น้อย

          ในที่สุดทหาร โดย พลเอกยุทธศักดิ์  ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  ผู้บัญชาการทหารบก พลโทอุดมชัย   ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาค 4 ได้เห็นพ้องว่าขบวนการก่อความไม่สงบชายแดนใต้ เกี่ยวพันกับกลุ่มขบวนการนอกกฎหมายอื่นอย่างชัดเจน จากการได้หลักฐานและพยานสำคัญในหลายครั้งที่ใช้กฎหมายพิเศษจู่โจมเข้าตรวจค้น จับกุม กลุ่มขบวนการ จนพบความเชื่อมโยงในหลายกรณี เช่น การฟอกเงินให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงผ่านเงินบริจาคให้กับเด็กกำพร้าผ่านตาดีกา/ปอเนาะ ไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง ,การสนับสนุนนักศึกษาบางคน บางกลุ่ม ที่บทบาทหน้าที่หวังแค่เพียงอยากไปเที่ยวต่างประเทศ และไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของขบวนการค้ายาเสพติดให้เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐและเป็นการสนับสนุนขบวนการให้เข่นฆ่าพี่น้องตนเองทางอ้อม ,

ที่สำคัญคือการพบหลักฐานเชื่อมโยงขบวนการค้ายาเสพติดกลุ่มจังหวัดนราธิวาส ที่หอบเงินจากการค้ายาเสพติดไปส่งให้นายมะแซ  อูเซง ถึงประเทศมาเลเซีย  นอกจากนี้เมื่อยาเสพติดที่ลำเลียงจากทางเหนือ และฝั่งลาว ผ่านภาคใต้ หลุดเข้าไปถึงมาเลเซีย มูลค่าจะทวีขึ้นอีก 3 เท่าตัว จึงไม่แปลกใจว่าทำไมหัวโจกกลุ่มขบวนการถึงเสวยสุขอยู่ต่างประเทศได้อย่างสบายใจ เพราะที่ไหนในโลกก็มีการคอรัปชั่น ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย

          หลักฐานต่างๆที่ได้พบว่า ขบวนการค้ายาเสพติดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีรูปแบบในการส่งผ่านเงินสดไม่ต่างจากขบวนการในพื้นที่อื่นเท่าใดนัก กล่าวคือ จะมีการเปิดธุรกิจเพื่อบังหน้าและฟอกเงิน โดยหน่วยข่าวความมั่นคงกำลังจับตาขบวนการค้ายาเสพติดในชายแดนใต้รวมถึงกลุ่มธุรกิจค้าทองคำ, รับแลกเงินรวมถึงขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนเป็นพิเศษ ซึ่งธุรกิจที่กล่าวมานี้ชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้อยู่แก่ใจดีว่า
มีนักการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ถึงระดับประเทศเกี่ยวข้องอยู่  ชาวบ้านที่ลำบากยากไร้ แถมเสี่ยงกับภัยรายวันจากกลุ่มก่อเหตุนั้นทราบดี หรือบางทีกำลัง 
RKK ที่ถูกหลอก และอดอยาก ทนความลำบากไม่ไหว ถึงกับตัดสินใจปล้นร้านทองเลยก็มี อย่างที่เกิดมาแล้วที่ อำเภอสุไหงโก-ลก และทิ้งอาวุธหนีไปตั้งตัวที่ประเทศใกล้บ้าน

          แหล่งข่าวด้านความมั่นคงได้ระบุว่า กลุ่มขบวนการยาเสพติดรายใหญ่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ มี 4 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วยกลุ่มของนายอุสมาน   สะแลงแมน ซึ่งมีฐานสำคัญในอำเภอสุไหง โก –ลก จังหวัดนราธิวาสปัจจุบันมีรายงานว่าได้หลบหนีไปอยู่ประเทศลาว โดยลงทุนทำธุรกิจค้าไม้กับนายทุนชาวต่างชาติบังหน้า ส่งทั้งเงิน อาวุธ เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กลุ่มขบวนก่อเหตุ อีกทั้งยังรับซื้ออาวุธที่ RKK แย่งมาได้จากการทำร้ายเจ้าหน้าที่ โดยราคาปืนพกสั้น 1 กระบอก มีค่าเท่ากับยาบ้า 1 ถุง หรือ 20,000 บาท

          อุสมาน มี นายมะ โคลัมเบีย เป็นตัวทำงานในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีเพื่อนร่วมขบวนการประกอบด้วย ยุสรี  เปาะดาโอ๊ะ ซึ่งถูกจับกุมในคดียาเสพติดอยู่ในเรือนจำกลางสงขลาปัจจุบันถูกส่งไปควบคุมที่เรือนจำเขาบิน
และยังมีญาติที่ดำเนินการต่อ และใกล้ชิดกับขบวนการก่อเหตุร้ายทั้งในประเทศไทย และประเทศใกล้เคียง ถึงกับหอบเงินไปให้ด้วยตัวเองทุกครั้ง และพบว่ายังคงมีการติดต่อกับเครือข่ายเพื่อค้ายาเสพติดอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยมีเครือข่ายเป็นชาวมาเลเซียซึ่งเปิดบริษัททัวร์ในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บังหน้า โดยจะขนยาโดยใช้ทัวร์ขึ้นล่องภาคเหนือ ลงใต้ ก่อนจะส่งผ่านเข้ามาเลเซีย

           ในกลุ่มนี้จะมี ยุสรี เป็นตัวเชื่อม โดยมีนายไซดี  ยูโส๊ะ ที่อยู่ในเรือนจำสงขลา คอยประสานงาน กับเครือข่ายอีกคนที่อยู่จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีเครือข่ายทางภาคเหนือ โดยมีอิสมาแอ  บินเงาะ ทำหน้าที่รับจ้างขน
          กลุ่มต่อมาคือ กลุ่มของ นายมะยากี  ยะโก๊ะ  ซึ่งหลายคนคงจำกันได้จากคดีเงินยัดท่อพีวีซี  30 ล้านบาท ล่าสุดคดีนี้ศาลยกฟ้องแต่พี่ชายติดคุก สำหรับมะยากี  จะมีเครือข่ายครอบคลุมทั้งที่อำเภอสะเดา  อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา  รวมถึง  3  จังหวัดชายแดนใต้ ปัตตานี  ยะลา  นราธิวาส

          นอกจากนี้แหล่งข่าวบอกว่าอีกกลุ่ม คือ กลุ่มของอดีตนักการเมืองท้องถิ่น  ผู้กว้างขวางในจังหวัดนราธิวาส ปัจจุบันได้หลบหนีไปอยู่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งหน่วยข่าวรายงานว่าขณะนี้เขาทำธุรกิจด้วยการเปิดร้านอาหารในมาเลเซียและยังให้การช่วยเหลือ ให้แหล่งพักพิงหลบซ่อนพวกกลุ่มขบวนการอย่างออกหน้าออกตา โดยมีเจ้าหน้าที่ของประเทศเพื่อนบ้านที่คอรัปชั่นให้การดูแล

          แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า จากข้อมูลกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดที่ทหารติดตามจะมีแค่  4 กลุ่มใหญ่ แต่จากพฤติกรรมและรายชื่อที่อยู่ในบัญชีพบว่ามีเครือข่ายในระดับอำเภอ หรือระดับที่รองลงมามีมากกว่า 200 คน โดยมีกลุ่มการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่ระดับหมู่บ้านขึ้นไป เพื่อรักษาฐานอำนาจการเมืองท้องถิ่น ถึงระดับชาติ โดยเรียกใช้งานกลุ่มก่อเหตุรุนแรง เพื่อความสะดวกในการปล่อยของออกสู่ตลาด นำเงินมาเป็นค่าจ้างให้ขบวนการก่อเหตุรุนแรง เหตุการณ์ที่เห็นชัดเจนที่สุดที่ชาวบ้านรู้ดี ก็คือเหตุการณ์สังหาร นายมุกตาร์  กีละ ส.ส.หัวหน้าพรรคประชาธรรม ที่ต่อสู้แนวทางการเมืองด้วยสันติวิธี ต่อต้านยาเสพติดที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องร่วมศาสนา ซึ่งไปขัดกับผลประโยชน์ด้านการเมือง  ขบวนการก่อเหตุ และเครือข่ายธุรกิจมืด จนนำมาไปสู่การจบชีวิตในที่สุด ซึ่งเครือข่ายพรรคประชาธรรมจะต้องสานต่อในเจตนารมณ์เพื่อนำมาซึ่งความสุขของชาวบ้านตาดำๆ และต้องสร้างความเข้าใจที่แท้จริงกับชาวบ้าน ถึงแม้นจะรู้ว่าอันตราย แต่ทุกอย่างล้วนเป็นพระประสงค์ของอัลเลาะฮ์ เพื่อนำความจริงมาให้ชาวบ้านได้รับรู้ แทนที่จะปล่อยให้รัฐรับผิดชอบเพียงหน่วยงานเดียว

          และเมื่อความจริงปรากฏว่ากลุ่มค้ายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการเชื่อมโยงทางการเงินกับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ โดยทำหน้าที่ส่งเสบียงเสมือนเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับกลุ่มที่ปฏิบัติการก่อเหตุรุนแรงหลายครั้ง  เพื่อข่มขู่ประชาชน สร้างสถานการณ์เบี่ยงเบนความสนใจเจ้าหน้าที่รัฐในการขนย้าย ถ่ายเท จำหน่ายยาเสพติด ,ใช้ยาเสพติดในการชักชวน หลอกล่อ เด็กวัยรุ่นที่ไม่สนใจเรียน และไม่สนใจศึกษาในศาสนา เนื่องจากความปล่อยปะละเลยของพ่อแม่ที่มีลูกมากตามวัฒนธรรมของชาว 3 จังหวัดภาคใต้ เพื่อนำเด็กเหล่านี้เข้าสู่วังวนของขบวนการก่อเหตุ อีกทั้งยังเป็นค่าจ้างในการก่อเหตุรุนแรงในแต่ละครั้งเพื่อตอบโต้การปราบปรามของเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่การก่อเหตุจลาจลในคุกนราธิวาสแต่ละครั้งล้วนเป็นการจัดฉากของขบวนการทั้งสิ้น

          หน่วยงานความมั่นคง เคยจับกุม นายอัสรี  ยูโส๊ะ พร้อมยาบ้า 1.5 หมื่นเม็ด ในพื้นที่อำเภอสุไหง โก – ลก จังหวัดนราธิวาสเมื่อ 13 ก.ย.54 ก่อนเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ สุไหง โก – ลก ไม่กี่วัน จากการตรวจสอบพบว่าในเมมโมรีการ์ดโทรศัพท์มีภาพฆ่าตัดคอทหารและตำรวจ  3 ศพ ในพื้นที่อำเภอบันนังสตา  จังหวัดยะลาและมีข้อมูลของบุคคลที่มีหมายจับคดีลอบวางระเบิดสุไหง โก – ลก อยู่ในบ้านด้วย”  และเหตุระเบิดครั้งนั้นมีหลักฐานแน่ชัดว่าผู้ก่อเหตุเป็นบุคคลที่ประเทศเพื่อนบ้านปล่อยตัวหลังจากที่ทางรัฐบาลไทยได้ขอให้จับตัวไว้ และซ้ำยังก่อเหตุแล้วยังหลบหนีไปกบดานในประเทศข้างเคียง ซึ่งแม้นว่าการระเบิดที่โก-ลก ครั้งนั้นจะมีชาวมาเลเสียชีวิตในเหตุการณ์นั้นด้วย ซึ่งเป็นการแสดงความจริงใจของประเทศเพื่อนบ้านที่น่าฉงนงงงวยต่อรัฐไทยมิใช่น้อย โดยหารู้ไม่ว่ากลุ่มขบวนการกำลังนำยาเสพติดลำเลียงเข้าสู่บ้านของตนเอง

          จากข้อมูลที่ได้ เริ่มปะติดปะต่อ และแกะรอย จนเป็นที่ชัดเจนว่า กลุ่มค้ายาเสพติดชายแดนใต้ มีการเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการสอบปากคำของ มะ โคลัมเบีย ชนิดที่ว่าโจรระดับหัวแถวขับรถปิคอัพไทรตันประจำตำแหน่ง มีเงินใช้ไม่ขาดมือ เป็นการตอกย้ำว่าทั้งเครือข่ายยาเสพติดกับกลุ่มก่อความไม่สงบเกี่ยวพันกันแบบใกล้ชิด ซึ่งเขายอมรับว่า ต้องส่งเงินให้กับ สุรี  มะอารงค์ ซึ่งเป็นเครือข่ายของกลุ่มขบวนการที่ถูกออกหมายจับคดีลอบวางระเบิดสุไหง โก – ลก จังหวัดนราธิวาส และเปิดเผยว่าขบวนการการใช้วัยรุ่นที่เป็นเครือข่ายยาเสพติดมาร่วมก่อเหตุ โดยให้ค่าจ้างเป็นยาบ้าง อาวุธปืนบ้าง หรือแม้แต่เมื่อก่อเหตุแล้วชิงได้อาวุธมาก็สามารถนำมาแลกยาก็ได้ และที่สำคัญพวกกลุ่มที่ประกอบระเบิดพวกนี้จะได้เงินค่าจ้างสูงมาก เพราะไม่ต้องเสี่ยงประกอบและส่งให้ RKK นำไปวางทำร้ายชาวบ้าน พวกนี้จะเสวยสุขเพราะได้ค่าฝีมือมาก มีที่หลบซ่อนตัวอย่างดีเพราะมีเงิน ซึ่งเป็นที่อิจฉาของ RKK ระดับรากหญ้า

          “เพื่อเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงขบวนการ และหยุดการขยายอิทธิพลของกลุ่มค้ายาเสพติดทหารได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ, ปปส., DSIและ ปปง. เข้าตรวจสอบเป้าหมาย ซึ่งมีลิสต์รายซื่ออยู่แล้ว เข้าตรวจสอบโดยใช้มาตรการทางกฎหมายและทางภาษี โดยเช่น กรณีร้านทองในพื้นที่สุไหงปาดี มีเงินมากถึง 130 ล้านบาท ทางรัฐก็ใช้มาตรการทางภาษีโดยให้สรรพากรเข้าตรวจสอบการจ่ายภาษีด้วย”

          ไม่เพียงเท่านั้น มาตรการที่ตามมาคือการใช้กฎหมายฟอกเงิน โดยให้ ปปง. เข้าตรวจสอบตามมูลฐานความผิด 11 ฐาน ซึ่งหากไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินได้ ก็เข้าสู่การกระบวนการยึดทรัพย์ต่อไป

          แหล่งข่าวระบุว่า นอกจากขบวนการยาเสพติดในชายแดนภาคใต้ ที่เกี่ยวพันกับกลุ่มก่อความไม่สงบแล้วยังพบว่า กลุ่มนี้ยังเชื่อมโยงกับธุรกิจนอกกฎหมายอีกหลายอย่างทั้ง เงินเถื่อน ทองเถื่อน หรือแม้แต่ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน โดยอย่างหลังเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงฝ่ายทหารหนักใจที่สุด เพราะมีการกิน การทำกันตั้งแต่ นักการเมืองบางคน ข้าราชการพลเรือนระดับสูงบางคน ท้องถิ่นบางคน กินกันเป็นทอดๆ จับไปก็เจอตอ จะไปจับตัวเล็กๆที่ขายข้างทาง ก็ไม่เหมาะเพราะชาวบ้านทำมาหากิน ตำรวจเองก็เห็นกันอยู่ยังจับไม่ได้ แล้วทหารจะทำอย่างไร นับว่าเป็นแผลเน่าของจังหวัดชายแดนภาคใต้เลยทีเดียว

         “หลังจากเราเอาจริงเอาจังกับการใช้มูลฐานความผิดการฟอกเงินพบว่า ขณะนี้ร้านแลกเงินในสุไหง โก – ลก หลายแห่งปิดตัว ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะกลุ่มพวกนี้เชื่อมโยงกันทั้งหมด เขาใช้เงินที่ได้จากการขายยาเสพติด ไปซื้อทองเป็นการฟอกเงิน เอาเงินจากการค้าธุรกิจผิดกฎหมายมาปล่อยให้เป็นที่แลกเงินเถื่อน เพื่อฟอกเงิน ทั้งหมดเชื่อมโยงกัน ซึ่งรัฐเสียประโยชน์เพราะไม่สามารถจัดเก็บภาษีเข้ารัฐได้สูญเสียรายได้ปีละหลายร้อยล้านบาท” 

แหล่งข่าวระบุว่า   แม้เรามีกฎหมายนี้ใช้มานานแล้วที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้นำกฎหมายนี้ออกมาใช้อย่างจริงจัง เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนแต่เมื่อมีหลักฐานชัดเจนว่ากระแสเงินนอกระบบเติบโตเกินไปจนอาจส่งผลกระทบต่อความความมั่นคงได้โดยตรวจสอบพบว่าร้านแลกเงินเถื่อนบางร้านมีเงินเข้า – ออก เดือนละมากว่า 10 ล้าน เฉพาะในสุไหงโก – ลก มีประมาณ 40 ร้าน รวมแล้วมีเงินหมุนเวียนร่วม 400 ล้าน/เดือนโดยที่รัฐไม่ได้ประโยชน์เลยและยังเป็นฐานสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงและอาชญากรรมข้ามชาติอีกด้วย

          นอกจากนี้กลุ่มที่สร้างเงินเป็นกอบเป็นกำคือกลุ่มขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน ทั้งนี้หากคำนวณจากสถิติ กอ.รมน.ภาค 4 ขึ้นทะเบียนรถยนต์ และจักรยานใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ 1.2 ล้านคัน ใช้น้ำมันคันละลิตรต่อวัน โดยส่วนต่างจากการค้าน้ำมันเถื่อนประมาณ 10 บาทต่อลิตร หรือประมาณวันละ 10 ล้านบาท ตกเดือนละประมาณ 300 ล้านบาท

          โดยเงินเหล่านี้นอกจากจะไหลเข้าสู่นักธุรกิจ และกลุ่มขบวนการนอกกฎหมายแล้วยังมีส่วนหนึ่ง 30 %จะไหลเข้าสู่กลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบ  โดยเฉพาะค่าจ้างในการประกอบระเบิดแต่ละครั้งต้องใช้เงินในจำนวนที่สูงมากเลยทีเดียว และกลุ่มขบวนการจะใช้เงินบางส่วนในการซื้อรถที่ขโมยมาเพื่อใช้ประกอบระเบิด รวมถึงกลุ่มวัยรุ่นที่ติดยาขโมยรถมาแลกกับยา เพื่อนำรถเหล่านี้ส่งต่อให้กลุ่มขบวนการประกอบระเบิดมาสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยผู้สั่งการหลบซ่อนตัวในประเทศเพื่อนบ้านคอยสนับสนุนการส่งนักฆ่าคอยสังหารคู่แข่งทางการเมืองของฝ่ายที่ตนสนับสนุนอยู่ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ถึงระดับชาติ ทั้งในรัฐไทย และประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้ค่าจ้างอย่างงามส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศได้อย่างสบาย

          ทั้งหมดจึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งการที่ทหารเริ่มปฏิบัติการใช้มาตรการกฎหมาย ทั้งใช้มาตรการภาษี และใช้กฎหมายฟอกเงิน เข้ายึดทรัพย์ แก๊งค้ายา และขบวนการธุรกิจนอกกฎหมาย ซึ่งหากไม่สามารถตัดท่อน้ำเลี้ยงที่ต่อท่อไปยังกลุ่มขบวนการได้ โดยเฉพาะการกระทำของกลุ่มขบวนการที่แสวงผลประโยชน์ให้กลุ่มของตน โดยการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยไม่คำนึงเชื้อชาติ ศาสนา ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดร้าย ทารุณเยี่ยงการกระทำของการก่อการร้าย

ไฟใต้ก็ยังยากที่จะมอด เพราะขณะที่ฝ่ายทหารก้มหน้าก้มตาทำงาน เป็นเป้ากระสุนและยังถูกด่า ถูกประณาม ถูกแฉ จากนักการเมืองบางคน นักวิชาการบางกลุ่ม นักสื่อสารมวลชนบางสื่อ ที่มักหยิบเรื่องเก่ามาเล่าซ้ำ หยิบเรื่องคนส่วนน้อยมาใส่ความคนส่วนใหญ่ หาได้รับความสนใจใยดีจากใจจริงของผู้ที่อ้างว่าเป็นคนท้องถิ่น เป็นคนใต้ เกิดที่นี่ ตายที่นี่ ไม่มีความจริงใจในความร่วมมือ แล้วไฟใต้จะมอดได้อย่างไร

          “ .....แท้ที่จริงผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่ง โดยมิใช่ทดแทนอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใช่เนื่องจากบ่อนทำลายในแผ่นดินแล้ว ก็ประหนึ่งว่าเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งมวล...” ซูเราะฮ อัล-มาอิดะฮ อายะหที่ 32
รายา  ปัตตานี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น