3/12/2557

ย้อนรอยความจริงเหตุยิงราษฎรบันนังกูแว

ตนไทยปลายด้ามขวาน

          จากเหตุคนร้ายลอบยิงราษฎร บ้านบันนังกูแว อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2557 จากคำบอกเล่าของเพื่อนบ้านที่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงปืน และเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้บ้านของนายดอเลาะ ผดุง แต่ไม่มีใครกล้าที่จะออกจากบ้านเพื่อเข้าไปช่วยเหลือ จนกระทั่งรุ่งเช้าทราบข่าว 2 สามีภรรยาเสียชีวิตคาบ้านพัก พร้อมกับรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ถูกคนร้ายวางเพลิงวอดเสียหายนั้น ซึ่งเวลาต่อมาในภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่สนใจและติดตามความคืบหน้าของคดีว่าได้ไปถึงไหนของคนในพื้นที่ เนื่องจากมีองค์กรภาคประชาสังคม สื่อเว็บไซต์ออนไลน์ และกลุ่ม PerMAS มีความพยายามเคลื่อนไหวบิดเบือนความจริงใส่ร้ายว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในการก่อเหตุดังกล่าว

          นายดอเลาะ ผดุง  เป็นใคร? ทำไมจึงตกเป็นเป้าในการลอบสังหารอย่างอุกอาจของคนร้ายในครั้งนี้ จากแหล่งข่าวพอที่จะเชื่อถือได้กล่าวว่า นายดอเลาะ และนางมารีแย ผดุง มีอาชีพหลักในการทำสวนยางพารา เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในพื้นที่ ทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้ดีว่า นายดอเลาะ เป็นสมาชิกแนวร่วมคนหนึ่ง เป็นมวลชนจัดตั้งของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง BRN เครือข่ายในพื้นที่บ้านบันนังกูแว ส่วนประเด็นมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้น่าจะมาจากประเด็นหลัก 2 ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกความขัดแย้งเรื่องส่วนตัว เกี่ยวข้องการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ ประเด็นที่สองอาจจะมาจากตัวลูกชาย คือนายอาแซ ผดุง สมาชิกแนวร่วมกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เครือข่ายพื้นที่ตำบลบันนังสตา เคยถูกควบคุมตัวเนื่องจากเป็นผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพราน เมื่อ 19 พฤษภาคม 2552 และล่าสุดเป็นผู้ต้องสงสัยเหตุลอบวางระเบิดแสวงเครื่องเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดนเมื่อวันที่16 กุมภาพันธ์ 2557 ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย


          เค้าลางความจริงเริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้น เมื่อตอนเช้าของวันที่ 3 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้คนพลุกพล่านซึ่งเป็นชั่วโมงเร่งด่วนเร่งรีบไปทำงาน บางส่วนมาส่งบุตรหลานไปโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองยะลาได้มีคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยายยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีฟ้า เป็นยานพาหนะ หลังจากนั้นได้ใช้ระเบิดขว้างแบบมาตรฐาน ชนิด M-26 A1 ขว้างเข้าไปในร้านก๋วยจั๊บ บ้านเลขที่ 26 ถนนเทศบาล 3 ตำบลสะเตง อำเภอเมือง จังหวัดยะลา หน้าโรงเรียนผดุงประชาพาณิชยการแต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหลังจากเกิดเหตุคนร้ายได้ทิ้งใบปลิวซึ่งมีข้อความว่า โทษฐานที่มึงปล่อยหมาอับดุลฮากิม ดาราเซะอ ส.อ.บันนังสตา ระรานชาวบ้านบันนังกูแวซึ่ง อับดุลฮากิม ดาราเซะ คือ อาสาสมัครรักษาดินแดน อำเภอบันนังสตา 1 ใน 3 ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุลอบวางระเบิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 ที่บ้านบันนังกูแว

          จากหลักฐานการเชื่อมโยงในการก่อเหตุ วิเคราะห์แล้วความน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ ปมประเด็นความขัดแย้งส่วนตัว หรืออาจจะเป็นประเด็นอื่นๆ ไม่น่าจะเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ ตามที่องค์กรภาคประชาสังคม สื่อเว็บไซต์ออนไลน์ และกลุ่ม PerMAS ได้ทำการกล่าวหาสร้างความเสื่อมเสียให้กับเจ้าหน้าที่รัฐไปแล้ว เช่นเดียวกันกับคดีฆ่าเด็ก 3 ศพ ลูกชายนายเจ๊ะมุ มะมัน อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส จนกระทั่งความจริงได้เปิดเผยนำไปสู่การจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ 2 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารพรานหน่วยหนึ่ง ได้ออกมากล่าวยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุฆ่าล้างแค้นให้กับพี่ชายและพี่สะใภ้ที่กำลังตั้งท้อง 4 เดือน โดนฆ่าเสียชีวิต ซึ่งนายเจ๊ะมุ มะมัน เป็นผู้ต้องสงสัย แต่คดีไม่มีความคืบหน้าเป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องหน่วยงานต้นสังกัดแต่อย่างใดทั้งสิ้น
          ในส่วนความคืบหน้าของคดีฆ่านายดอเลาะ ผดุง และภรรยา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการเก็บวัตถุพยานในสถานที่เกิดเหตุ ได้นำปลอกกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 139 ปลอก มาทำการตรวจสอบ ซึ่งผลการตรวจสอบกระสุนปืนดังกล่าวพบว่าใช้ยิงมาจาก ปลย.AK-47 จำนวน 6 กระบอก ด้วยกัน จาการตรวจสอบพบประวัติในสารบบของศูนย์พิสูจน์หลักฐานเขต 10 (ศพฐ.10) จำนวน 1 กระบอก ซึ่งเคยใช้ในการก่อเหตุมาแล้วถึง 2 ครั้ง คือ เหตุการณ์แรกยิงนายอิสมาแอ อาบูวะ เสียชีวิตหน้าบ้านพักเลขที่ 64/1 หมู่ 1 ตำบลวัด อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556 เหตุการณ์ที่สองยิงนายคาลิยา เฮดาดา สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลบันนังสตา เสียชีวิตหน้ามัสยิดบันนังกูแว หมู่ 4 ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2556 ส่วนอาวุธปืนอีก 5 กระบอก กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนของการพิสูจน์หลักฐานเพิ่มเติม         

       ก่อนหน้านี้มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มภาคประชาสังคมและนักศึกษา โดยนายสุไฮมี ดูละสะ ประธานกลุ่ม PerMAS พร้อมด้วยนักเรียน นักศึกษา จำนวน 80 คน ลงพื้นที่เก็บข้อมูลยังสถานที่เกิดเหตุบ้านบันนังกูแว โดยกล่าวอ้างว่าประชาชนไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพได้ออกแถลงการณ์ประณาม เรียกร้องภาคประชาสังคมและประชาชนให้ร่วมทำการตรวจสอบทุกขั้นตอน โดยมีสื่อ Wartani ประโคมข่าวอ้างว่าชายชุดดำได้ลงมือก่อเหตุ พร้อมทั้งได้นำใบปลิวที่คนร้ายทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุมาทำการเผยแพร่ ข้อความว่า “AkHirnya PengKhiaNat akhiR penGkhiAnat, Patani Merdeka”ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า จุดจบของคนทรยศ ปาตานีเอกราชมีการสัมภาษณ์อาจารย์ชินทาโร่ ฮารา ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามลายู มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อยืนยันถึงความหมายในใบปลิวดังกล่าว พบว่า ข้อความที่เขียนบนใบปลิวนั้นไม่สามารถจะตีความได้ ผู้เขียนไม่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในภาษามลายู และตีความไม่ได้เลย

          นี่คือสิ่งชั่วร้ายที่กำลังกัดกิน บั่นทอนความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความรุนแรง จากการกระทำของขบวนการโจรใต้ BRN รวมทั้งสมุนบริวารที่กล่าวอ้างเป็นตัวแทนประชาชนชาวปาตานีแต่กลับมาเข่นฆ่าประชาชนชาวปาตานีด้วยกันเอง เพียงเพื่อต้องการสร้างสถานการณ์แล้วโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ สอดรับกับการขับเคลื่อนงานการเมืองด้วยการเคลื่อนไหวของ องค์กรภาคประชาสังคม (NGOs) กลุ่ม PerMAS สื่อเว็บไซต์ออนไลน์ สถานีวิทยุมีเดียสลาตัน รวมทั้งนักวิชาการอิสระที่ได้ร่วมมือกันบิดเบือนความจริง เพื่อกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐให้ให้เป็นผู้ร้าย หลายต่อหลายเหตุการณ์เป็นเรื่องส่วนตัวที่ผู้ลงมือก่อเหตุ กระทำลงไปเพื่อการล้างแค้นให้กับเครือญาติ ขัดแย้งเรื่องการเมือง ผลประโยชน์ธุรกิจน้ำมันเถื่อน สินค้าหนีภาษี และยาเสพติด นำไปสู่ มุสลิมฆ่ามุสลิมด้วยกันเองแล้วโยนความผิดให้กับคนต่างศาสนาจะเห็นได้ว่าในระยะหลังๆ เมื่อมีการก่อเหตุลอบฆ่าชาวไทยมุสลิม กลุ่มนักศึกษา PerMAS จะรีบลงพื้นที่เก็บข้อมูล และต้องการให้เป็นข่าว ควบคู่กับการทิ้งใบปลิว ปล่อยข่าวลือตามร้านน้ำชา โฆษณาชวนเชื่อโดยสื่อสถานีวิทยุ สื่อเว็บไซต์ และสื่อสังคมออนไลน์ ร่วมด้วยช่วยกันปลุกกระแสสร้างความเกลียดชังเหมือนดั่งเช่นที่ได้เคยปฏิบัติมาโดยตลอดให้ประชาชนเห็นคล้อยตามสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้เท่าทันน่าเป็นห่วงยิ่งนักสำหรับหลุมพรางที่ขบวนการโจรใต้ BRN ได้ขุดล่อรออยู่ เพราะกว่าขั้นตอนของกฎหมายจะเสร็จสิ้น จากการรวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายจับนำตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษดำเนินคดี ความเสียหายที่เกิดขึ้น ได้ขยายไปสู่ประชาชนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ ระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐแทบไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่อีกเลย

*****************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น