2/08/2561

ฉัน.. ถูกซ้อมทรมานในปาตานี


"กะ กันดา"


      ฉันเติบโตมาท่ามกลางเสียงปืนเสียงระเบิด เสียงไซเรนของรถกู้ภัยมูลนิธิและรถพยาบาลวิ่งกันขวักไขว่ ความโกลาหลของผู้คนหลังสิ้นเสียงระเบิดและเสียงปืน ต่างถามหาคนในครอบครัวบุคคลอันเป็นที่รักว่าได้รับภัยอันตรายหรือไม่ คราใดที่คนใกล้ชิดหรือบุคคลที่เรารู้จักได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ใจฉันหวั่นไหว!! กลัวเหลือเกินว่าสักวันหนึ่งความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับคนอื่นจะเกิดกับครอบครัวอันเป็นที่รักของฉัน

          ก่อนนอนทุกคืน.. ตื่นนอนเช้ามาทุกวันฉันได้แต่ภาวนา วันนี้ขออย่าได้มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้นอีกเลย ตั้งแต่ฉันจำความได้ เหตุเกิดเมื่อต้นปี 47 ซึ่งในตอนนั้นฉันอายุแค่ 7 ขวบ พอจะรับรู้เรื่องราวต่างๆ ที่พ่อแม่เล่าให้ฉันฟังแต่ฉันยังไม่รู้สึกกลัวอาจจะยังเป็นเด็ก จนกระทั่งปัจจุบันนี้ฉันอายุ 21 ปีแล้วกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดปัตตานี ได้ซึมซับรับรู้ถึงความรุนแรงที่อยู่รอบๆ ตัวเราและเกิดขึ้นกับคนรอบข้างซึ่งจะเกิดตอนไหนเวลาใดก็ได้ โดยไม่เลือกเป้าหมายว่าจะต้องเป็นไทยพุทธหรือไทยมุสลิมอีกทั้งยังไม่เว้นสถานที่แม้แต่กุโบร์สถานที่ฝังศพ ฝังร่างบรรพชนก็ยังทำลาย

          ตลอดระยะเวลา 14 ปีของสถานการณ์ ครอบครัวของฉันต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ท่ามกลางควันปืนและเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการยัดเยียดให้ของกลุ่มขบวนการ  ครอบครัวแล้วครอบครัวเล่าที่อยู่ในหมู่บ้านของฉัน ซึ่งเราได้รู้จักมักคุ้นกันมาได้ย้ายหนีไปตั้งรกรากยังที่อื่น ฉันเคยถามพ่อและแม่ว่าทำไมไม่ย้ายหนีไปอยู่ที่อื่นเหมือนเค้าบ้าง พ่อแม่ได้แต่นิ่งมองตาฉัน ก่อนที่จะเดินมาหาฉันแล้วประคองกอดและลูบหัวฉันเบาๆ พ่อบอกฉันว่า "เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย เราเกิดและเติบโตที่นี่และตายที่นี่แล้วจะให้เราย้ายหนีไปไหน? เพราะที่นี่คือบ้านของเรา " ฉันได้แต่เก็บคำตอบของพ่อมาคิด ก็จริงอย่างที่พ่อพูดแล้วเราจะย้ายหนีไปทำไม? ซึ่งอีกไม่นานสันติสุขจะกลับคืนมาแล้ว ซึ่งฉันได้แต่ตั้งตารอด้วยความหวัง

          ทุกวันนี้ฉันจึงมีความพอใจและภูมิใจที่จะอยู่อาศัยในผืนแผ่นดินนี้ แผ่นดินที่ฉันเกิด และไม่คิดรบเร้าให้พ่อแม่พาฉันย้ายหนีไปจากพื้นที่นี้อีกเลย ขณะเดียวกันจากที่ฉันได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ หลายคนในมหาวิทยาลัย ทุกคนต่างรักบ้านเกิด มีความผูกพันดินแดนแห่งนี้ ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางความเสี่ยง ต้องทุกข์ทนรับรู้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่เว้นวัน ขณะเดียวกันในกลุ่มฉันและเพื่อนซึ่งมีหัวอกเดียวกันต่างรู้สึกว่า "ถูกซ้อมทรมานทางจิตใจ " จากกลุ่มขบวนการ และ NGOs จากที่เราเคยสนุกสนาน วิ่งเล่นกันตอนเป็นเด็ก อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข กลับมีการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ยัดเยียดความทุกข์ให้โดยไม่เคยถามฉันหรือเพื่อนของฉันสักคำว่าต้องการหรือไม่? ส่วน NGOs ในสายตาฉัน หลายครั้งมาจัดกิจกรรมในมหาวิทยาลัยที่ฉันศึกษาอยู่ แรกๆ ฉันไม่ได้สนใจและใส่ใจสักเท่าไหร่ แต่ในระยะหลังเห็นมาจัดกิจกรรมถี่ขึ้นมีการเกณฑ์นักศึกษา และชาวบ้านเข้าร่วม ซึ่งตัวฉันไม่เคยเข้าร่วมหรอก จะมีแต่เพื่อนฉันมาเล่าให้ฟังในกลุ่ม มีการพูดถึงบุคคลที่สามในทางเสียๆ หายๆ พร้อมกับโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ โจมตีรัฐบาล โจมตีโครงการต่างๆ ที่รัฐอนุมัติลงมาเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องของฉัน มีการกล่าวหาโน่นนี่ ซึ่งฉันได้แต่เพียงรับฟัง เพื่อนๆ ฉันต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า คราวหน้าจะไม่ขอเสียเวลาไปนั่งฟังกับเรื่องไร้สาระที่กลุ่ม NGOs จัดขึ้นอีกเป็นเด็ดขาด

          ฉันและกลุ่มเพื่อนชอบติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปาตานีในเฟสบุ๊ค ซึ่งดูผ่านโทรศัพท์มีความสะดวกรวดเร็วและเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย มีอยู่หลายครั้งที่ฉันเห็นการเคลื่อนไหวของ NGOs บางกลุ่ม ซึ่งเป็นจริงอย่างที่เพื่อนๆ เล่าให้ฉันฟัง ฉันอยากรู้เหลือเกินว่า NGOs กลุ่มนี้เป็นใคร? และมาจากไหน? ไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนอ้วนๆ ผิวคล้ำๆ ที่ชื่อ "อัญชนา หีมมิหน๊ะ" ที่ชอบด่าว่าเจ้าหน้าที่รัฐ ฟังจากสำเนียงไม่ใช่คนบ้านฉันแน่นอน เห็นเขาทุ่มเท อยากรู้เขาทำกิจกรรมแล้วได้อะไร? มีเงินเดือน มีค่าจ้างหรือค่าตอบแทนบ้างมั๊ย!! หรือทำด้วยใจเหมือนชื่อองค์กรของเค้า หากทำด้วยใจจริงๆ ฉันขอเคารพนับถือและยกย่อง แต่นั่นแหละความคิดแว๊บในใจ ยังมีหรือคนประเภทนี้ในสังคมของเราอยู่อีกหรือ!! ฉันได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้ และขอตั้งปฏิญาณกับตัวเองว่าสักวันจะหาคำตอบให้ได้ แต่ที่อยากจะขอในวันนี้ไปยัง NGOs และกลุ่มขบวนการ เป็นสิ่งที่ฉันและเพื่อนๆ ต้องการคือ "หยุดซ้อมทรมานฉันเสียที" เพราะตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมายังไม่พออีกหรือ!! สงสารฉัน เพื่อนๆฉัน และประชาชนตาดำๆ ด้วยเถอะ!!        
----------------------

แฉขบวนการปลุกผี!! ซ้อมทรมานใน จชต.


"กะ กันดา"


        สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน คนที่ตายก็ตายกันไปส่วนคนที่อยู่ก็ต่อสู้กันไป 14 ปีของเหตุการณ์ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดคืนความสงบสุขให้กับประชาชน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีเป็นจำนวนมากรัฐเยียวยาให้การดูแลอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายติดตามจับกุมผู้ที่กระทำความผิด นำตัวเข้าสู่กระบวนการซักถามเพื่อทำการสอบสวนหาความเชื่อมโยงของคดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภายใต้กรอบของกฎหมาย เมื่อมีการสอบสวนผู้ต้องสงสัยแล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ จะทำการปล่อยตัวเพื่อให้ได้รับผลกระทบต่อการใช้ชีวิตน้อยที่สุด ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุ จะมีการควบคุมตัวไม่เกินคราวละ 7 วัน แต่หากพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่ายังมีเหตุในการควบคุมตัวต่อ ทั้งนี้ รวมระยะเวลาทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 30 วัน เมื่อพ้นระยะเวลา 30 วันแล้วจะต้องได้รับการปล่อยตัว แต่หากมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็อาจถูกจับกุมตามกระบวนการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป

          ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต่างได้รับความเดือดร้อนจากการก่อเหตุ เจ้าหน้าที่รัฐเร่งติดตามจับกุมเพื่อนำตัวคนร้ายดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาเมื่อใดที่มีการปิดล้อมตรวจค้นควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปยังศูนย์ซักถาม กลับมีองค์กรภาคประชาสังคมแนวร่วมทำการเคลื่อนไหวกดดันการปฏิบัติงานให้เจ้าหน้าที่ทำการปล่อยตัวคนร้ายเหล่านั้น อ้างความไม่ชอบธรรมในการควบคุมตัว ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นได้มีการสื่อชี้นำสังคมกล่าวหามีการซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัย เป็นการละเมิดสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ทำไม? ต้องมีขบวนการปลุกผีซ้อมทรมานใน จชต.

          ขบวนการนอกจากใช้ ผกร.ทำการก่อเหตุเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์เพื่อสร้างความสูญเสียแล้ว ยังเคลื่อนไหวงานการเมืองแย่งชิงมวลชน ขณะเดียวกันใช้องค์กรภาคประชาสังคมที่ขบวนการจัดตั้งขึ้นมาเคลื่อนไหวด้อยค่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ อีกทั้งพยายามสื่อไปยังองค์กรต่างประเทศว่าพื้นที่ จชต. มีสถานการณ์การซ้อมทรมาน ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง

          สถานการณ์จริงกับสิ่งที่นักสิทธิแนวร่วมทำการสื่อตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง การกล่าวหาโดยไร้ประจักษ์พยาน และไร้ร่องรอย มีการจัดทำข้อมูลเท็จนำไปรายงานสาธารณะ นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเผยแพร่ในคอมพิวเตอร์

          จะเห็นได้ว่าขบวนการปลุกผี ซ้อมทรมานใน จชต. มีการทำเป็นขบวนการ เล่นกันเป็นทีมรุมกินโต๊ะต้องการสื่อให้ประชาชนเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐทั้งๆ ที่ข้อมูลเหล่านั้นไร้ซึ่งความจริง เป็นการกล่าวหาอย่างหน้าด้านๆ ธงการเคลื่อนไหวที่แท้จริงในการปลุกผี ซ้อมทรมานใน จชต. ต้องการอะไร?

          ข้อมูลเบื้องลึกพบว่าขบวนการปลุกผีถูกจ้างมาจากขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่มุ่งใช้ อาเจ๊ะห์โมเดล ในการขับเคลื่อนเพื่อด้อยค่าเจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐบาลไทย มุ่งสร้างความเกลียดชังให้เกิดความขัดแย้งในวงกว้าง ทำลายความน่าเชื่อถือทุกรูปแบบ สุดท้ายทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ สนับสนุนแนวคิดและเห็นด้วยกับกลุ่มขบวนการให้ความร่วมมือร่วมกันต่อสู้ เกิดสงครามประชาชนจนไม่สามารถควบคุมได้ องค์กรระหว่างประเทศต้องเข้ามาดูแลปัญหาความขัดแย้ง นำไปสู่การลงประชามติกำหนดใจตนเองแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย หากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการอย่างน้อยเป็นเขตการปกครองพิเศษเช่นเดียวกับอาเจ๊ะห์ในอินโดนีเซียก็ไม่ได้ต่างกับการได้รับเอกราชกันสักเท่าไหร่

          นั่นคือความต้องการของขบวนการ และปีกการเมืองที่พยายามทุกวิถีทางที่จะไปยังจุดฝัน มีการตรวจสอบท่าทีของประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอดว่าจะให้การสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวหรือไม่ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ จชต. เกือบ 100% มีความเข้าใจหน่วยงานภาครัฐดี ต่อความจริงใจในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับมาสงบสุข และขอเรียกร้องไปยังขบวนการปลุกผี!! หยุดทำร้ายสังคม หยุดใช้สื่อในการสร้างความแตกแยก ให้ไปถามใจประชาชนดูว่าความต้องการที่แท้จริงนั้น ต้องการอะไร? แยกตัวเป็นเอกราช หรือต้องการสันติสุข.. คอยติดตามแฉขบวนการปลุกผี ว่ามีองค์กรไหนบ้างที่เป็นสุนัขรับใช้ขบวนการในตอนต่อไป.. 
----------------------

2/05/2561

ฆ่าล้างครัว มะมัน episode II ภาคต่อจากโจรหน้าโง่บุกเข้าโจมตีฐานยือลอ

"แบมะ ฟาตอนี"


        เหตุการณ์บางเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกัน และแน่นอนย่อมมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนร่วมต่อการก่อเหตุ นำมาซึ่งการล้างแค้นกันขึ้นมีการตามล่าล้างผลาญไม่เว้นแม้กระทั่งลูกเล็กเด็กแดง คนท้องก็ไม่เว้น ซึ่งไม่มีการเกรงกลัวต่อบาปทั้งๆ ที่ศาสนาทุกศาสนาสอนให้ศาสนิกเป็นคนดีไม่เบียดเบียนและทำร้ายชีวิตมนุษย์ด้วยกัน ยิ่งศาสนิกชนที่นับถือศาสนาอิสลามหลักคำสอนของศาสนาเคร่งครัด แต่กลับมีกลุ่มคนบางกลุ่มกลับบิดเบือนหลักคำสอนของศาสนายุยงส่งเสริมให้มีการฆ่าคนแล้วได้บุญ ไม่บาป ได้ขึ้นสวรรค์

          ฆ่าล้างครัว มะมัน เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นมหากาพย์ เหมือนภาพยนตร์เรื่อง หนุมานสงครามมหาเทพ เป็น episode II ที่ต่อเนื่องและพัวพันมาจาก episode I กรณีที่กลุ่มโจรหน้าโง่บุกเข้าโจมตีฐานยือลอ ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของหน่วยนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ที่บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 แต่เกิดพลาดท่าเสียที กลุ่มโจรตายโหงไป 16 ตัว รวมทั้งหัวหน้าใหญ่มนุษย์หมาโจรมะรอโซ จันทรวดี เหตุเพราะ นาวิกโยธิน ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการบุกโจมตีจากคำบอกเล่าของพลทหารนาวิกโยธินนายหนึ่ง (คนที่ถูกทีมไอ้บื้อ/พ่อที่ไม่อยากเอ่ยชื่อให้เป็นเสนียด) ต่อมาพลทหารคนนั้น ถูกทีมไอ้บื้อฆ่าตายที่หลังมัสยิดบาเจาะ แถมยังตามล่าสังหารพี่ชายของพลทหาร และถูกฆ่าตายพร้อมภรรยาที่กำลังตั้งท้อง อีก 2 ศพ ส่งผลให้ญาติพี่น้องของพลทหารนายดังกล่าวเกิดความเคียดค้น จึงต้องฆ่าล้างแค้นไอ้สันขวานตัวนั้น 

          และทราบหรือไม่ครับพี่น้องว่า ในวันเกิดเหตุมีใครบางคนที่ใช้เด็กเป็นโล่ห์มนุษย์ เพื่อปกป้องตัวเองให้รอดตาย เป็นความชั่วช้าสามานย์และตราบาปในใจของมัน แล้วยังจะมาลอยหน้าลอยตาเป็นคนดีศรีสังคม (ภายใต้การโปรโมทของ NGOs กลุ่มอีเป๋อ) ทำให้ผู้คนที่ต่างทราบเรื่องราวดี แม้กระทั่งเมียมัน รู้สึกสมเพช เวทนา และกระอักกระอ่วนใจ อยากจะอ๊วกใส่หน้ามัน....

          แต่การตายของครอบครัวพลทหาร เมื่อแลกกับการตายของหมาโจรอย่าง มะรอโซ จันทรวดี เทพบุตรในดวงใจของมนุษย์ป้า NGOs  แล้ว นับว่าคุ้มค่า..และ..สมควรยกย่องให้เป็นมหาวีรบุรุษ มากกว่าไอ้หมารอโซ จอมโจรมุสลิมที่ขี้ขลาดเลือกที่จะฆ่าแต่เป้าหมายที่อ่อนแอไร้ทางต่อสู้ โดยเฉพาะต่อ เด็ก สตรี และ คนชราเสียอีก

          แต่ประเด็นที่ยอมรับไม่ได้ คือ กลุ่มโจรนายูมุสลิม กลับหยิบยกเอาประเด็นนี้ไปใช้แสวงประโยชน์ อ้างเป็นความชอบธรรมในการออกมาเข่นฆ่า/ล้างแค้นกับคนไทยพุทธผู้บริสุทธิ์  นับเป็นการกระทำที่ขี้ขลาด ไร้ยางอาย ขาดความเป็นมนุษย์ ไร้มนุษยธรรมโดยสิ้นเชิง และที่สำคัญและน่าสมเพชมากขึ้น กรณีมีกลุ่มคนไร้ยางอาย ไร้ความเป็นมนุษย์ อย่างเช่นนักศึกษา PerMAS กลับฉกฉวยโอกาสหยิบยกเอาประเด็นนี้ มากำหนดให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์เป็นวันมนุษยธรรมปาตานวย เสียอีก .......บ้าไปแล้ว พี่น้อง.......

----------------------

2/02/2561

เหตุแค้นส่วนตัวฆ่าล้างครัวมะมัน.. สู่ฆาตกรรมต่อเนื่องชาวไทยพุทธ

"แบมะ ฟาตอนี"


          เหตุการณ์ค่ำคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 หรือ 4 ปีที่แล้ว กรณีคนร้ายบุกยิงนายเจ๊ะมุ มะมัน พร้อมครอบครัวขณะกลับจากมัสยิด ส่งผลให้ลูกชายนายเจ๊ะมุฯ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 คน ส่วนนายแจ๊ะมุฯ และภรรยาได้รับบาดเจ็บ นับเป็นเหตุสะเทือนขวัญที่คนร้ายได้ลงมือกระทำต่อเด็ก ในพื้นที่ จชต.ต่างมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุและแรงจูงใจในการลงมือก่อเหตุของคนร้ายที่ต้องการล้างครัว "มะมัน " พร้อมๆ กับการปล่อยข่าวมุ่งปมสงสัยมายังเจ้าหน้าที่และเรียกร้องให้นำคนร้ายมาลงโทษโดยเร็ว

          ครบรอบ 1 เดือนของการเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้จำนวน 2 ราย คือ อส.ทพ.มะมิง บินมามะ อายุ 22 ปี และ อส.ทพ.ซากือระ เจ๊ะแซ อายุ 25 ปี บุคคลทั้งสองสังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 โดยเป็นการจับกุมตามหมายจับที่ จ.77/2557 และ 78/2557 ลงวันที่ 1 มี.ค.57 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุทำไปเพื่อเป็นการล้างแค้นจากเรื่องส่วนตัว (เนื่องจากปักใจเชื่อว่านายเจ๊ะมุฯ เป็นผู้ลงมือฆ่าพี่ชายของตนเองเสียชีวิต และพี่สะใภ้ขณะกำลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน) และยังให้การต่อไปอีกว่าการกระทำในครั้งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานภาครัฐที่ตนเองสังกัดเป็นทหารพรานอยู่

          ภายหลังถูกจับกุมทหารพรานทั้งสองถูกปลดออกจากราชการ จึงกลายเป็น "อดีตทหารพราน" และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว จึงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดนราธิวาสตลอดมา จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2558 หรือราว 11 เดือนหลังถูกจับกุม ศาลจังหวัดนราธิวาสจึงมีคำพิพากษา "ยกฟ้อง" เนื่องจาก"ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าบุคคลทั้งสองเป็นคนฆ่า มีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น ส่วนภรรยาของผู้เสียหาย คือ น.ส.พาดีละ แมยู ก็ไม่สามารถจดจำใบหน้าของผู้ก่อเหตุได้"

          นั่นคือกระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาคดีความว่าไปตามตัวบทกฎหมาย แต่เป็นเพราะมูลเหตุศาลมีอันต้องยกฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง สืบเนื่องจากไม่มีประจักษ์พยานถึงแม้ผู้ต้องหาจะให้คำรับสารภาพก็ตามที และด้วยเหตุนี้เองได้ส่งแรงกระเพื่อมขึ้นระลอกใหม่ของกลุ่มองค์กรแนวร่วม โดยมีกลุ่มนักศึกษา PerMAS เป็นตัวตั้งตัวตีมีการออกแถลงการณ์เรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันเชิงสัญลักษณ์ "วันมนุษยธรรมปาตานี"

เหตุแค้นส่วนตัวฆ่าล้างครัวมะมัน..
                                     สู่ฆาตกรรมต่อเนื่องไทยพุทธอ้างเอาคืน

          กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้อาศัยสถานการณ์ดังกล่าวแอบอ้างสร้างความชอบธรรมในการเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยมด้วยการสั่งสมาชิกแนวร่วมฆ่าแล้วจุดไฟเผาชาวไทยพุทธ ยิงพระและประชาชนที่มารอตักบาตรในยามเช้า แล้วมีการโปรยใบปลิวที่เกิดเหตุอ้างเป็นการแก้แค้นให้กับครอบครัว "มะมัน " 6 ชีวิตชาวไทยพุทธต้องสังเวยกับความชั่วร้ายของกลุ่มอาชญากรโจรใต้ในครั้งนั้น ผู้เขียนขอรื้อฟื้นความทรงจำให้กับผู้อ่านถึงแม้ไม่อยากตอกย้ำต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่เพื่อเป็นข้อมูลช่วยกันไตร่ตรองว่าการที่กลุ่มนักศึกษา PerMAS ออกมาเคลื่อนไหวให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น "วันมนุษยธรรมปาตานี" สมควรแล้วหรือ!!

          ลำดับเหตุการณ์ความสูญเสียต่อชาวไทยพุทธ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 ถัดจากวันเกิดเหตุ 6 วัน กลุ่มอาชญากรโจรใต้ได้กระทำสิ่งที่ป่าเถื่อนและยอมรับไม่ได้ด้วยการยิงและจุดไฟเผา นางเบญจพร เกื้อทุ่ง ซึ่งมีสามีเป็นตำรวจกลางตลาดนัด เหตุเกิดในพื้นที่ ต.ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งคนร้ายได้ทิ้งใบปลิวไว้ให้ดูต่างหน้า "นี่คือรางวัลของ 3 พี่น้องที่พวกมึงฆ่าและพวกกูจะฆ่าพวกมึงต่อไป ตราบใดที่พวกมึงยังอยู่ในแผ่นดินกู"

          วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 หรือ 3 วันถัดมาหลังฆ่าแล้วเผานางเบญจพร เกื้อทุ่ง อาชญากรโจรใต้ลงมือปฏิบัติการอีกครั้งในพื้นที่อำเภอเดียวบนถนนสายหลัก ด้วยการดักยิง นางสาวศยามล แซ่ลิ้ม พนักงานธนาคารกรุงเทพ สาขาปัตตานี ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อกลับบ้าน ร่างของเธอถูกเผาพร้อมกับมีใบปลิวทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ "ถึง ผบ.ทบ.นี่ไม่ใช่ศพสุดท้ายสำหรับ 3 พี่น้อง"

          และก็เป็นไปตามคำขู่ในใบปลิวจริงๆ เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 กลุ่มอาชญากรโจรใต้ได้ทำร้ายจิตใจคนไทยทั้งประเทศด้วยการกราดยิงชาวไทยพุทธขณะกำลังตักบาตร ส่งผลให้พระสงฆ์มรณภาพในที่เกิดเหตุ และมีชาวไทยพุทธที่กำลังตักบาตรอยู่เสียชีวิตรวม 4 รายด้วยกัน เหตุครั้งนั้นมีผู้บาดเจ็บ 8 ราย เหตุเกิดในพื้นที่สามแยกบ้านใหม่ ต.แม่ลาน อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี จากเหตุดังกล่าวได้สร้างความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธ-ชาวไทยมุสลิม อีกทั้งยังมีการปล่อยใบปลิว ปล่อยข่าวลือแจ้งเตือนให้พี่น้องมุสลิมระวังเจ้าหน้าที่จะทำร้ายกระจายไปทั่วพื้นที่ ส่งผลให้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและความหวาดระแวงปกคลุมพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

          การกราดยิงพระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนที่กำลังตักบาตรจนกระทั่งเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย ลักษณะการก่อเหตุมีความคล้ายคลึงกับสองเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น มีหลักฐานชี้ชัดว่าได้มีการราดน้ำมันเตรียมจุดไฟเผาพระสงฆ์และชาวบ้านที่เสียชีวิตเช่นกัน แต่ถูกยิงตอบโต้ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจึงต้องถอยหนีไปก่อน การฆาตกรรมในลักษณะนี้จึงมิได้เป็นเพียงการหมายเอาชีวิต แต่ต้องการสร้างให้เกิดความสะพรึงกลัวอีกด้วย ต่อมาได้รับการเปิดเผยจากผู้ที่อยู่ในขบวนการ ได้ออกมารายงานตัวแสดงตนต่อทางการว่า "ความโหดเหี้ยมคือแผนการที่ต้องการสร้างให้เกิดความหวาดกลัว และกดดันให้ประชาชนอยู่ภายใต้อำนาจ และต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชน จึงจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธและไทยมุสลิม"

          นั่นคือเหตุการณ์แก้แค้นส่วนตัวฆ่าล้างครัวมะมัน.. สู่ฆาตกรรมต่อเนื่องไทยพุทธ 6 ศพ ฆ่าแล้วเผา อาชญากรโจรใต้สร้างความชอบธรรมด้วยการโปรยใบปลิวอ้างเอาคืน ส่วนกลุ่มนักศึกษา PerMAS ประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น "วันมนุษยธรรมปาตานี" สมควรแล้วหรือ!! แล้วชาวไทยพุทธผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกระทำล่ะ!! กลับไม่เคยกล่าวถึง....

----------------------

ความพยายามของ PerMAS กับ"วันมนุษยธรรมปาตานี"

"กะ กันดา"

          ความพยายามของ PerMAS กับการจุดกระแสเพื่อสร้างวันเชิงสัญลักษณ์ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีให้เป็น  "วันมนุษยธรรมปาตานี" มีการรวมพลังกางร่มแห่งสันติภาพและกางร่มบนโปร์ไฟล์ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมี Concept คือ "มนุษยธรรม กับปาตานีที่ยังมีชีวิต"  คนปาตานีมีสิทธิที่จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรี ดำรงไว้ซึ่งความเป็นตัวตนของชนชาติ และอนาคตทางการเมืองของคนปาตานี อีกทั้งเพื่อให้คู่สงครามและประชาชนทุกคนตระหนักถึงความสำคัญคุณค่าของชีวิต สิทธิของพลเรือนที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากปฏิบัติการทางการทหาร เพราะการเคารพหลักมนุษยธรรมกติกาสงคราม (International Humanitarian Law) นั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งระหว่างการหาทางยุติสงครามด้วยแนวทางทางการเมือง

          ปีนี้ครบรอบปีที่ 4 ที่กลุ่มนักศึกษาได้ทำการเคลื่อนไหว ซึ่งการกำหนดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีให้เป็น "วันมนุษยธรรมปาตานี" ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร!! และเหมาะสมหรือไม่? โดยเฉพาะ Concept "มนุษยธรรม กับปาตานีที่ยังมีชีวิต" อีกทั้งที่ผ่านมากลุ่มนักศึกษา PerMAS ยังออกแถลงการณ์โน่นนี่ อย่างเช่นใช้คำว่า "คู่สงคราม" โดยเรียกร้องให้คู่สงครามทำสงครามภายใต้กฎกติกาสากลและคำนึงถึงหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล เรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันผลักดันให้กระบวนการสร้างสันติภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และการเรียกร้องสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง

ย้อนรอยความจริงทำไม? "วันมนุษยธรรมปาตานี" ต้องเป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์

          วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 กลุ่มนักศึกษา PerMAS ได้จุดกระแส "วันมนุษยธรรมปาตานี" ขึ้นมา โดยได้ใช้เหตุการณ์คนร้ายกราดยิงสามพี่น้อง "มะมัน" (ด.ช.อิลยาส มะมัน อายุ 6 ปี, ด.ช.บาฮารี มะมัน อายุ 9 ปี และ ด.ช.มูยาเฮด มะมัน อายุ 11 ปี) เสียชีวิต นายเจ๊ะมุ มะมัน และนางพาดีละห์ แมยู พ่อแม่ของเด็กได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 เหตุเกิดที่บ้านปะลุกาแปเราะ ตำบลปะลุกาสาเมาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส หลังเกิดเหตุกลุ่มนักศึกษา PerMAS ได้เคลื่อนไหวชี้นำให้สังคมปักใจเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐในการลงมือก่อเหตุเพื่อฆ่าล้างครัว "มะมัน" เนื่องจากนายเจ๊ะมุฯ มีคดีติดตัวในข้อหาฆ่าผู้อื่นซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างประกันตัวต่อสู้ทางคดีอยู่ และเคยโดนข้อหาคดีความมั่นคงถูกควบคุมตัวเมื่อปลายปี 2556 ในเวลาต่อมาศาลได้ยกฟ้องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอเอาผิด

ครบ 1 เดือนของการเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ก่อเหตุ 2 ราย

          วันที่ 3 มีนาคม 2557 ครบรอบหนึ่งเดือนของการเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้จำนวน 2 ราย คือ อส.ทพ.มะมิง บินมามะ และ อส.ทพ.ซากือระ เจ๊ะแซ บุคคลทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ทหารพรานสังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 การจับกุมในครั้งนั้นเป็นการจับกุมตามหมายจับที่ จ.77/2557 และ 78/2557 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2557 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ ที่ทำไปเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต้นสังกัด

มูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุฆ่าล้างครัว

          หนึ่งในผู้ต้องหาที่ทำการก่อเหตุปักใจเชื่อว่านายเจ๊ะมุ มะมัน คือคนร้ายที่ลงมือฆ่าพี่ชายของตนเองเสียชีวิต พร้อมพี่สะใภ้ซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน ตนเองได้เก็บความแค้นเอาไว้ก่อนที่จะชักชวนเพื่อนร่วมงานวางแผนทำการก่อเหตุเพื่อเอาคืน ภายหลังถูกจับกุมเจ้าหน้าที่ทหารพรานทั้งสองนายถูกปลดออกจากราชการ จึงกลายเป็น "อดีตทหารพราน " และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดนราธิวาส จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2558 หรือราว 11 เดือนหลังถูกจับกุมศาลจึงมีคำพิพากษา "ยกฟ้อง" โดยศาลให้เหตุผลเนื่องจาก "ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าบุคคลทั้งสองเป็นคนฆ่า มีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น ส่วนภรรยาของผู้เสียหาย คือ น.ส.พาดีละ แมยู ก็ไม่สามารถจดจำใบหน้าของผู้ก่อเหตุได้"

          จากลำดับเหตุการณ์ข้างต้นที่เกิดขึ้นส่งผลให้กลุ่มนักศึกษา PerMAS เดินหน้าเคลื่อนไหวกล่าวหาโจมตีหน่วยงานภาครัฐ โจมตีกระบวนการยุติธรรม ความไม่ได้รับความเป็นธรรม ความไม่เท่าเทียมในสังคม อีกทั้งการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากมองด้วยใจเป็นกลางเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นการล้างแค้นกันของผู้ที่ขัดแย้งในท้องถิ่น แต่บังเอิญผู้ที่ลงมือก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ทหารพราน เป้าใหญ่คือหน่วยงานภาครัฐจึงถูกถล่ม อีกทั้งศาลจังหวัดนราธิวาสได้มีการยกฟ้องผู้ต้องหาในเวลาต่อมา ยิ่งทำให้กลุ่มนักศึกษา PerMAS เคลื่อนไหวชี้นำสังคมให้เห็นถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งแท้จริงแล้วกระบวนการยุติธรรมว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งที่ศาลยกฟ้องแม้กระทั่งกลุ่ม ผกร.เองที่เคยก่อเหตุมาอย่างโชกโชนยังเคยมีการยกฟ้องในชั้นศาล

          เพราะฉะนั้นการกำหนดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของกลุ่มนักศึกษา PerMAS ให้เป็น "วันมนุษยธรรมปาตานี" ถือว่าเป็นความไม่ชอบธรรม กับการที่เอาเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวของคนในพื้นที่มาเพื่อขับเคลื่อนในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งการเอาเหตุฆ่าครอบครัว "มะมัน" เสียชีวิต 3 ศพนั้น ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่สำคัญวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น "วันทหารผ่านศึก" วันที่คนไทยทุกคนให้ความสำคัญ และมีจิตสำนึกยกย่องเกียรติภูมิทหารหาญของชาติที่ได้เสียสละชีวิตเลือดเนื้อในการปกปักรักษาป้องกันประเทศนี้ไว้ด้วยชีวิต แผ่นดินไทยสงบสุขและเป็น "ไท" มาจนถึงทุกวันนี้ แต่กลุ่มนักศึกษาปัญญานิ่ม PerMAS กลับประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันมนุษยธรรมปาตานี เนื่องจากการเสียชีวิตของเด็กน้อยสามศพครอบครัว "มะมัน" ที่พ่อของเด็กเคยก่อเหตุเข่นฆ่าผู้อื่นรวมถึงหญิงท้อง 4 เดือนต้องจบชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว ช่างน่าสรรเสริญแนวคิดของนักศึกษาปัญญาควายกลุ่มนี้จริงๆ ไม่เคารพดวงวิญญาณบรรพชนผู้กล้าที่ปกปักรักษาชาติบ้านเมืองไว้ให้กับชนรุ่นหลังทีหนึ่งแล้ว กลับนำวันดังกล่าวมาเป็นวันเชิงสัญลักษณ์เสียนี่!!!..ช่างน่าอับอายสิ้นดี..
----------------------


2/01/2561

"เอกราชจอมปลอม!!"กับชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่ต้องสังเวย




ท่ามกลางสถานการณ์ไฟใต้ที่ลุกโชน
ในพื้นที่ที่มีแต่กลิ่นควันปืนและเสียงระเบิด
ผู้คนต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในการใช้ชีวิต
บ้างหอบลูกจูงหลานหนีไปตั้งรกรากยังพื้นที่อื่นๆ
ส่วนผู้ที่ยังอยู่ไม่อยากทิ้งถิ่นฐานที่อาศัยมาตั้งแต่แต่บรรพบุรุษ

ในค่ำคืนอันเงียบสงัดของคืนหนึ่งในเดือนรอมฎอน
บ้านหลังน้อยๆ ที่พ่อแม่และลูกสามชีวิตใช้เป็นที่พักพิง
หลังออกปอซอทานข้าวอิ่มหนำสำราญเผลอหลับผล็อยไป
ต้องสะดุ้งตื่นอีกทีเมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย
ครั้งแรกนึกว่าฝันไปแต่สักพักเริ่มจับต้นชนปลาย
ไม่ใช่ฝันร้ายแต่เป็นเสียงของใครไม่รู้ที่อยู่ในบ้าน
พร้อมๆ กับเสียงโอดโอยของผู้เป็นพ่อที่ร้องขอชีวิต

รีบลุกจากที่นอนวิ่งไปยังที่มาของเสียง
ภาพพ่อที่ถูกมัดมือและร่างที่บอบช้ำนั่งครวญครางอยู่ตรงหน้า
มีชายฉกรรจ์สามสี่คนอาวุธครบมือสวมหมวกไหมพรหมปิดบังใบหน้า
ส่วนคุณแม่ร้องให้คุกเข่าอ้อนวอนอย่าทำร้ายสามีฉันเลย
แต่คำอ้อนวอนนั้นสูญเปล่าเพราะพวกเขาไม่สนใจใยดีเลย

ฉันเห็นดังนั้นจึงร้องตะโกนออกไป
"ปล่อยพ่อหนูน่ะ!!! พ่อหนูทำอะไรผิด!!!"
ทำไมถึงทำกับพ่อหนู น้ำตาพ่อไหลริน
เงยหน้ามองฉันด้วยรอยยิ้มบนคราบน้ำตา
พ่อเอ่ยปากบอกฉันว่า.."พ่อรักแม่และลูกน่ะ"
เดียวพ่อก็กลับมา อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว

ฉันได้แต่ร้องไห้เมื่อคนเหล่านั้นพาพ่อขึ้นรถไป
โดยไม่รู้ว่าเขาจะพาพ่อฉันไปยังหนแห่งใด
หรือจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่ได้เห็นรอยยิ้ม
และเสียงบอกรักของพ่อที่บอกว่าพ่อรักแม่รักลูกน่ะ!! 
 
และแล้วสิ่งที่ฉันไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นกับครอบครัวฉัน
เมื่อรุ่งขึ้นอีกวันมีคนพบร่างไร้วิญญาณของพ่อถูกทิ้งท้ายหมู่บ้าน
แม่ไปนำร่างพ่อกลับมาบ้านแต่ไร้วิญญาณมีแต่คราบเลือดแปดเปื้อนเสื้อผ้า
ในไม่ช้าร่างของพ่อถูกห่อด้วยผ้าขาว พ่อฉันไร้รอยยิ้มและลมหายใจ
  
แม่กอดฉันไว้ตลอดเวลา ฉันพร่ำรำพัน
"พ่อทำอะไรผิดเหรอค่ะแม่!!! ทำไมพวกเขาต้องฆ่าพ่อเราด้วยล่ะค่ะ!!!"
เมื่อแม่ได้ยินฉันถามร้องไห้หนักขึ้นไปอีก พร้อมกอดฉันกระชับแน่น
และไม่ได้ตอบคำถามที่ฉันได้ถาม จนกระทั่งจนโตเรียนชั้นประถม
ถึงได้รู้ความจริงจากแม่ว่าเพียงพ่อหันหลังให้กับกลุ่มขบวนการ
และไม่ยอมก่อเหตุเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ปฏิเสธสั่งการจากนายใหญ่
อยากกลับมาอยู่กับครอบครัว พ่อแม่ลูก.. เลิกเป็นคนชั่ว

อยากเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านที่ใครหลายคนเข้าร่วม
แต่ได้แค่คิดเมื่อนายใหญ่ส่งทีมงูเต๊ะมาอุ้มฆ่าอย่างเลือดเย็น
จนกระทั่งฉันเรียนระดับมหาลัยเห็นนักศึกษากลุ่มหนึ่งขับเคลื่อนเรื่อง"เอกราช"
จัดเวทีเรียกร้องกำหนดใจตนเอง กล่าวหารัฐละเมิดสิทธิ ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ฉันได้แต่คิดในใจแล้วที่กลุ่มขบวนการทำกับครอบครัวฉันล่ะ
ใครไม่ประสบกับตัวเองย่อมไม่รู้ถึงความเจ็บปวดที่ได้รับ
แล้ว "เอกราช" ที่คนพวกนี้ต้องการจะต้องเหยียบร่างไร้วิญญาณอีกกี่พันศพ
................

กี่ชีวิตที่ต้องสังเวย
กี่ครอบครัวต้องขาดเสาหลัก
แม่ต้องกลายเป็นหญิงหม้าย!!!
ฉันต้องเป็นเด็กกำพร้า
เมื่อไหร่ถึงจะพอ กับการเข่นฆ่าผู้คน
หยุดทำร้าย.. และคืนความสงบสุขให้แผ่นดินเกิด

"ได้โปรดอย่ามากล่าวอ้างทำเพื่อเอกราชอีกเลย เพราะทั้งหมดกุขึ้นมาเป็นได้แค่เอกราชจอมปลอม"
------------------