12/12/2560

แผนร้ายโจรใต้...ทำลายความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงแม่ทัพภาคที่ 4

"แบดิง โกตาบารู"

กระแสสื่อโซเชียลระส่ำอีกครั้ง หลังจามีการแชร์คลิปพร้อมข้อความ “ช่วยกันแชร์ด้วยครับ กระจายให้มากที่สุด คนไทยจะได้เห็นกับตา ค่ายฝึกของ พลโท ปิยวัฒน์  นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 คนนี้มันโหดร้ายขนาดไหน” ซึ่งต่อมาพบว่ามีการแชร์คลิปดังกล่าวในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง

เมื่อมีการตรวจสอบคลิปที่มีการแชร์ซึ่งมี 2 คลิป โดยคลิปแรก เป็นภาพการทำร้ายทหารด้วยการเฆี่ยนตีและเตะต่อย จากการตรวจสอบพบว่าเป็นคลิปเก่าที่เคยนำมาแชร์เมื่อ พฤษภาคม 2560 พิจารณาจากสถานที่, เครื่องแต่งกายและภาษา สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และคลิปที่ 2 เป็นการรวบรวมภาพการทำร้ายร่างกายทหารที่เกิดขึ้นในอดีตหลายเหตุการณ์  ในห้วงปี 2554 – 2556  ซึ่งทุกเหตุการณ์ กองทัพได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยได้ลงทัณฑ์ ผู้ที่ร่วมกระทำความผิดทางวินัยทหาร และประมวลกฎหมายอาญาทหาร ทั้งจำขัง พักราชการ และปลดออก จากราชการแล้วหลายราย และบางรายอยู่ในระหว่างดำเนินคดี จึงเห็นได้ว่าคลิปที่นำมาเผยแพร่ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในช่วงที่ พลโท ปิยวัฒน์  นาควานิช ดำรงตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 4 แต่อย่างใด ซึ่งพลโท ปิยวัฒน์ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ ตุลาคม 2559 – ปัจจุบัน ความพยายามของกลุ่มบุคคล หรือองค์กรที่พยายามทำลายความน่าน่าเชื่อถือและทำลายชื่อเสียงของ พลโท ปิยวัฒน์  นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งได้ออกนโยบายหลายๆ เรื่องที่มีประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่และต่อส่วนรวม อาจทำให้บุคคลบางคน หรือบางกลุ่มเสียประโยชน์หรือเสียมวลชน จึงพยายามทำทุกวิถีทาง เลยคิดแผนชั่วทำลายความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงแม่ทัพภาคที่ 4 ขึ้นมา

นอกจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีต้องการทำลายความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงแม่ทัพภาคที่ 4 แล้ว จุดมุ่งหมาย อีกประการหนึ่งเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ ทำลายภาพลักษณ์ของกองทัพอีกด้วย ซึ่งจากผลการกระทำดังกล่าวอาจทำให้พี่น้องประชาชนเสื่อมศรัทธา เอนเอียงสนับสนุนกลุ่มขบวนการเป็นการแย่งชิงมวลชนกลับคืน ส่วนการขุดขุ้ยเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตขึ้นมาเพื่อเป็นการตอกย้ำ และต้องการชี้ให้เห็นว่าค่ายฝึกของทหารมีความโหดร้าย ซึ่งภาพการทำร้ายร่างกายทหารที่เกิดขึ้นในอดีตหลายเหตุการณ์  ในห้วงปี 2554 – 2556  ซึ่งทุกเหตุการณ์ กองทัพได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยได้ลงทัณฑ์ ผู้ที่ร่วมกระทำความผิดทางวินัยทหาร และประมวลกฎหมายอาญาทหาร ทั้งจำขัง พักราชการ และปลดออก จากราชการแล้วหลายราย และบางรายอยู่ในระหว่างดำเนินคดี

ขอให้ผู้ที่บริโภคข่าวสารในสื่อโซเชียลมีเดียใช้ดุลยพินิจข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มขบวนการ หรือกลุ่มบุคคลใดก็แล้วแล้วแต่ที่ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง ต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นผลร้ายทั้งสิ้น “คิดก่อนแชร์ หากแชร์ไม่คิดมีสิทธิ์ติดคุก” มีโทษตามกฎหมายเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

-------------------

12/06/2560

Coal มหันตภัยในจินตนาการ หรือ พลังงานที่จำเป็น


“โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ไม่ใช่ของใหม่สำหรับประเทศไทย โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ถูกใช้งานมาแล้วกว่า 40 ปี โรงไฟฟ้าถ่านหิน  บีแอลซีพี  อ.มาบตาพุด  จ.ระยอง  ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ริมทะเล ก็เปิดดำเนินงานมาแล้วกว่า  20  ปีเช่นกัน ยิ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าถ่านหิน มีความปลอดภัยกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก  เช่น โรงไฟฟ้าที่จะก่อสร้างที่อ.เทพา จ.สงขลา เชื่อว่า จะไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างที่จินตนาการกันขึ้นมาอย่างแน่นอน  เนื่องจากใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ในระดับสากล   มีศักยภาพควบคุมฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ได้ตามเกณฑ์ของ  WHO  ปี 2005   ซึ่งดีกว่าค่ามาตรฐานประเทศไทยกำหนดไว้เสียอีก และ ถ่านหินที่นำมาใช้ก็เป็นเกรดซับบิทูมินัส ที่มีกำมะถันและมลพิษต่างๆต่ำ  ในส่วนของโรงไฟฟ้าก็มีเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยสูง จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามจินตนาการที่แต่งแต้มจนเกินเลย

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เทพา เชื่อว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วย และต้องการให้สร้างอย่างแน่นอน  แต่เสียงของคนกลุ่มน้อยก็ดังกลบเสียงของคนส่วนใหญ่ และที่ผ่านมากรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา ข่าวสารที่ได้ปรากฏต่อประชาชนได้รับรู้ในวงกว้าง ยิ่งไม่ใช่สาระหลัก คือความจำเป็นของการก่อสร้าง กับผลกระทบของโรงไฟฟ้าดังกล่าวแต่อย่างใด

ประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านของเรา สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ในปี 2538 ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินร้อยละ 10.2 ต่อมาในปีในปี 2558 ใช้ถ่านหินร้อยละ 41 ปัจจุบัน มีโรงงานฟ้าถ่านหินสำคัญๆ ที่ใช้งานอยู่ ดังนี้


โรงงานไฟฟ้าถ่านหิน Sultan Salahuddin Abdul Aziz Power Station

โรงงานไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกของมาเลเซียมีชื่อว่า Sultan Salahuddin Abdul Aziz Power Station ตั้งขึ้นเมื่อปี 2528 ตั้งอยู่ในเขตเมือง Kapar ในรัฐ  Selangors ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ 56 กิโลเมตร โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้ และแห่งอื่นๆ ในมาเลเซีย ล้วนตั้งอยู่ริมฝั่งทะเล แสดงถึงความมั่นใจในความปลอดภัย ซึ่งการมีโรงไฟฟ้าห่างฝั่งมากไป อาจส่งผลเสียต่อต้นทุนการขนส่งถ่านหินซึ่งมาทางทะเล ซึ่งแหล่งถ่านหินใหญ่ของโรงไฟฟ้าในภูมิภาคนี้ ขนส่งทางเรือมาจากประเทศอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ถ่านหินเหล่านี้คือ "บิทูมินัส" ซึ่งเป็นถ่านหินที่มีคุณภาพดีกว่าลิกไนต์

โรงไฟฟ้าถ่านหิน  Jimah power station

หลังจากการตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกสำเร็จ  มาเลเซียก็ได้ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มเติมมาตามลำดับ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน  Jimah  power station  ซึ่งได้เดินเครื่องเมื่อปี 2552 มีกำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ ที่ยื่นออกไปในทะเล ห่างจากรีสอร์ท Avani Sepang Gold Coast  4.7 กิโลเมตร และอยู่ติดกับป่าชายเลน

ในปี 2545 ถึงปี  2560 มาเลเซียได้ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน Manjung power station โดยได้เดินเครื่องหน่วยที่ 1เมื่อปี 2545 หน่วยที่ 2 และ 3 เมื่อปี 2546 หน่วยที่ 4 และ 5 เมื่อปี 2558 และ 2560 ตามลำดับ โรงไฟฟ้าแห่งนี้ห่างจากเกาะ  Pangkor แหล่งท่องเที่ยวตากอากาศและดำน้ำในเมือง Perak เป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร

ด้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเอกชนของมาเลเซีย โรงไฟฟ้า Tanjung Bin power station ได้เดินเครื่องหน่วยที่ 1 เมื่อปี 2549 หน่วยที่ 2 และ 3 เมื่อปี 2550  หน่วยที่ 4 เมื่อปี 2559

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Tanjung Bin Power tation

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Tanjung Bin ซึ่งมีกำลังผลิตรวม 3,100 เมกะวัตต์ มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับแหล่งชุ่มน้ำ ที่มีความสำคัญ หรือแรมซาร์ไซต์ (ramsar site) คือ ตั้งอยู่ปากแม่น้ำ Pulai  ติดกับพื้นที่ชุ่มน้ำ Tanjung Piai  ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำ 3 แห่งในรัฐยะโฮร์  (มาเลเซียมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการขึ้นทะเบียน  จำนวน 7 แห่ง ซึ่ง  3 ใน 7 แห่งอยู่ในรัฐยะโฮร์  : Johor)  คือ  Tanjung Piai,   Palau Kkup  และ  Sungai Pulai  โรงไฟฟ้าถ่านหิน  Tanjung Bin เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าถ่านหินเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยใช้ถ่านหิน  บิทูมินัส  และ ซับบิทูมินัส เป็นเชื้อเพลิง มีระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ด้วยน้ำทะเล (Sea Water FGD)  โดยทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน Jimah power station และโรงไฟฟ้าถ่านหิน Tanjung  ใช้เทคโนโลยีประสิทธิภาพสูง  Ultra-supercritical  และในอนาคตอันใกล้  มาเลเซียจะเดินเครื่องหน่วยที่ 1 และ 2  ของโรงไฟฟ้า Balingian  New Power Station ซึ่งก่อสร้างขึ้นใหม่ในปี 2561 และ โรงไฟฟ้า  Jimah  East Power/Track 3B ก็จะเดินเครื่องหน่วยที่ 1 และ 2  ในปี 2562 ตามมา

ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยมีอัตราส่วนสูงขึ้นทุกปี ความต้องการในภาคใต้เฉลี่ย  2,630 เม็กกะวัตต์ ผลิตได้ 2,225 เม็กกะวัตต์  ต้องไปดึงจากภาคกลางและซื้อจากมาเลเซียเพิ่มเติม เคยเกิดปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างเมื่อปี 2556 ตรงนี้คือข้อเท็จจริง  ซึ่งถ่านหินเป็นพลังงานที่ทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่ามีต้นทุนต่ำกว่า พลังงานทางเลือกอื่นๆ  เช่นพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมที่มีต้นทุนมหาศาล  ประเทศไทยของเรา หากเปรียบเทียบกับมาเลเซีย ประชาชนของเขา รายได้ต่อหัวมากกว่าคนไทย  1 เท่าตัว  และรายได้ประชาติมากกว่าไทย 4 เท่าโดยประมาณ  แต่ก็ได้เลือกใช้พลังงานจากถ่านหิน  จากข้อเท็จจริงนี้ ชี้ให้เห็นว่าขนาดมาเลเซียที่มีแก๊สและน้ำมันเหลือเฟือในราคาถูก  ยังหันมาใช้ถ่านหินซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า  และ จากผลการศึกษาของสถาบัน MIT   (Massachusetts Institute of Technology)  สถาบันวิจัยระดับโลก ซึ่งมีการใช้นักวิจัยในระบบสหศาสตร์  พบว่า การใช้พลังงานถ่านหินมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นพลังงานหลักที่แต่ละประเทศจะใช้มากขึ้นในอนาคต หรือพลังงานแห่งอนาคตนั่นเอง


ข้อมูลที่ได้นำมาเสนอ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในอีกหลายๆด้านที่เราคนไทย จะต้องรับฟัง และใคร่ครวญถึงผลดีผลเสียของโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ไม่ใช่การค้านอย่างหัวชนฝา  หรือฟังอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงของกลุ่มต่อต้าน และเสียงของผู้ได้รับผลกระทบก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่แพ้กัน ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องรับฟัง และลงไปดูถึงผลกระทบที่จะตามมา รวมถึงการชดเชยด้วยความยุติธรรม เป็นหนทางที่รัฐควรจะต้องนำไปปฏิบัติ ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่เราทุกคน ควรจะได้คำนึงถึงประการแรกก็คือ ผลประโยชน์ของชาติ

"ดำดิ่งมหาสมุทร"


11/21/2560

จับ“ทีมงูเต๊ะ”บันนังกูแว เก่งแต่ลอบทำร้ายผู้หญิง เด็ก และคนชรา

“Ibrahim”


      เจ้าหน้าที่บุกจับ “ทีมงูเต๊ะ” โจรใต้คาบ้านพักที่บ้านบันนังกูแว อ.บันนังสตา จ.ยะลา กระชากหน้ากากความชั่วช้า ย้อนประวัติเปิดโปงพฤติกรรมลอบกัดทีเผลอ มุ่งทำร้ายเฉพาะเป้าหมายที่อ่อนแอไร้ทางต่อสู้ เลือกเหยื่อที่เป็นผู้หญิง เด็กเล็ก และคนชรา เคยก่อเหตุสะเทือนขวัญมีผู้เสียชีวิต 3 ศพ เมื่อปี 57 และล่าสุดย้อนรอยลงมือก่อคดีอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา ด้วยการประกบยิง นางวนิดา ศรีแก้ว ผู้ช่วยพยาบาลประจำห้องฟอกไต โรงพยาบาลศูนย์ยะลาได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนำข้าวไปให้ลูกชายซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่โรงไฟฟ้าเขื่อนบางลาง

          เมื่อวันที่ 20 พ.ย.60 เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจสนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองกว่า 50 นายบังคับใช้กฎหมายเข้าตรวจสอบพื้นที่ หมู่ที่ 4 บ้านบันนังกูแว ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา เพื่อเข้าทำการตรวจค้นบ้านเป้าหมาย ซึ่งเป็นบ้านเลขที่ 68/1 สามารถควบคุมตัว นายซับรี เจะแว ซึ่งมีพฤติกรรมเป็นสมาชิก ผกร. สังกัดกลุ่ม นายอับดุลเลาะ ตาเปาะโต๊ะ ตรวจสอบประวัติพบว่า นายซับรี เจะแว เคยร่วมกับพวกทำการก่อเหตุประกบยิง นายดอรอแม ดาราเซะ นางอาอีเสาะ เฮงดารา และ ด.ญ.นูรอีมาน ดาราเซะ เสียชีวิตทั้ง 3 คน (พ่อแม่-หลาน อส.อับดุลฮากิม ดาราเซะ)  เหตุเกิดบนถนนสาย 410 ทางเข้าบ้านบันนังกูแว ม.4 ต./อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 20 เม.ย.57 และนายซับรี เจะแว เป็นบุคคลตามหมายจับคดีความมั่นคง ตามหมายศาลจังหวัดยะลา ที่ จส.105/2557 ลงวันที่ 22 เม.ย.57 ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น” เหตุการณ์หลายเหตุหากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุมาดำเนินคดีได้อย่างทันท่วงที หรือจับได้ในภายหลังซึ่งเหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว มีผลต่อความคิดความเชื่อกรณีการปล่อยข่าวลือในร้านน้ำชา การโฆษณาชวนเชื่อในสื่อโซเชียลของแนวร่วมขบวนการ ที่ชี้ให้คนในพื้นที่เข้าใจผิดว่าผู้ที่ลงมือทำร้ายประชาชนคือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากในการลบความมีอคติของผู้คนเหล่านั้นกับมุมมองเจ้าหน้าที่คือผู้ร้าย แต่กรณีเจ้าหน้าที่รวบตัวคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุได้อย่างทันท่วงที สามารถยืนยันและตอกย้ำให้เห็นว่ากลุ่มขบวนการโจรใต้ได้จัดตั้ง “ทีมงูเต๊ะ” ขึ้นมาจริง เพื่อมุ่งก่อเหตุแล้วโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ นี่คือตัวตนที่แท้จริงของทีมงูเต๊ะโจรใต้ที่อยู่ภายใต้หน้ากาก กับความจริงที่ยากจะปฏิเสธว่าแท้จริงแล้วเป็นได้แค่โจรใต้ขี้ขลาดตาขาว เก่งแต่คอยลอบกัดเหมือนสัตว์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเลือกกัดเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่มีแม้อาวุธที่จะต่อสู้ เมื่อไล่เรียงแล้วพบว่าที่ผ่านมาโจรใต้ขี้ขลาดตาขาวมักลอบทำร้ายคนชรา ผู้หญิง และเด็กเล็กอายุแค่ 2 ปี 8 เดือน และเหยื่อความชั่วล่าสุดเป้าหมายก็ยังคงเป็นผู้หญิง ได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นตายเท่ากัน แล้วจะให้เรียกหรือยกย่องโจรใต้กลุ่มนี้ว่าเป็น “นักรบ” กระนั้นหรือ? คงให้ราคามากไปกว่า “โจรใต้เมาน้ำกระท่อม ย้อมใจฮึดให้กล้า ฆ่าเด็ก ยิงผู้หญิง ทำร้ายคนชรา” มากกว่า 
 เหตุคนร้ายประกบยิงนางวนิดา ศรีแก้ว ผู้ช่วยพยาบาล

ส่วนการทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ถือได้ว่าเป็นการละเมิดหลักการมนุษยธรรม หากจะย้อนไปดูความป่าเถื่อนพบว่า เมื่อวันที่ 13 มี.ค.59 โจรใต้บุกโรงพยาบาลเจาะไอร้อง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บหลายราย สร้างความวุ่นวายในบริเวณสถานพยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ป่วยได้รับความเดือดร้อน ต่อมาเมื่อวันที่ 3 เม.ย.60 ยังก่อกวนด้วยการตัดโค่นต้นไม้ขวางถนน วางตะปูเรือใบใส่รถรีเฟอร์โรงพยาบาลเบตง ซึ่งมีผู้ป่วยผ่าตัดทางสมองทำการส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ส่งผลให้รถพยาบาลคันดังกล่าวต้องเสียเวลาในการเปลี่ยนยาง และเดินทางไปส่งคนไข้ล่าช้า หากคนไข้เสียชีวิตใครรับผิดชอบ ถามว่าการกระทำดังกล่าวสมควรประณามหรือไม่? และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ช่วยพยาบาลประจำห้องฟอกไต โรงพยาบาลศูนย์ยะลาล่าสุดที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส NGOs มุดหัวไปไหน กลับเพิกเฉยไม่รู้ไม่ชี้ หรือที่เงียบเพื่อเตรียมข้อมูลช่วยเหลือและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทำการปล่อยตัว นายซับรี เจะแว ทีมงูเต๊ะโจรใต้ให้พ้นผิดอีกตามเคย!! ในข้อหาถูกเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน... นี่แหละพฤติกรรม NGOs
--------------------

11/20/2560

ทีมงูเต๊ะกับวิวัฒนาการของ ผกร.

"แบดิง โกตาบารู"

“ทีมงูเต๊ะ” ซึ่งเป็นภาษามลายูหากแปลความหมายคือ “ทีมเก็บกวาดล้างหรือทีมล่าสังหาร” ใครก็ตามที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์จะรู้ถึงพฤติกรรมของสื่อแนวร่วมโจรใต้กับการโฆษณาชวนเชื่อด้วยการชี้นำว่า “ทีมงูเต๊ะ” คือ “ทีมล่าสังหารของเจ้าหน้าที่” ซึ่งสื่อแนวร่วมเหล่านี้พยายามสื่อให้เห็นว่าทีมล่าสังหารของเจ้าหน้าที่ตามเก็บหมายเอาชีวิตพี่น้องมลายูปาตานี ซึ่งมีอยู่บ่อยครั้งที่มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนใช้ชีวิตประจำวันด้วยความระมัดระวังจากการลอบทำร้ายจากทีมงูเต๊ะ

นั่นคือความพยายามของสื่อแนวร่วมโจรใต้ที่กระทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างความหวาดระแวง ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ หากจะกล่าวถึงวิวัฒนาการของ ผกร. หลายท่านอาจจะนึกภาพ RKK ที่มีการฝึกการใช้อาวุธ ฝึกการประกอบระเบิด มีการซูมเปาะห์ (สาบานตน) จนกระทั่งมีการทดสอบกำลังใจผู้ที่ฝึกจบใหม่ๆ ให้ทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์จนเป็นที่ยอมรับจากแกนนำ ส่งลงพื้นที่ปฏิบัติการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ ลอบระเบิด เผาสถานที่ราชการ ทำลายสาธารณูปโภค ไฟฟ้า โทรศัพท์ สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง แต่ในขณะที่ RKK เหล่านี้จะมุ่งเป้าโจมตีก่อเหตุลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ ต่อคนหมู่มากแล้ว ยังมีการปฏิบัติการ “ทีมงูเต๊ะ”ขึ้นมาเพื่อตามเก็บ กวาดล้างในรายเล็กๆ ซึ่งเป็นผู้ที่หันหลังให้กับขบวนการ หรือแม้กระทั่งรับจ้างเป็นมือปืนให้กับกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ ขบวนการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน จากความขัดแย้ง     ในเรื่องธุรกิจมืด นอกจากนี้ยังพัวพันไปถึงความขัดแย้งในเรื่องการเมืองท้องถิ่น และยังตามเก็บฝ่ายเดียวกันเองซึ่งเป็นผู้ที่มีหมายจับในคดีความมั่นคง หมาย ป.วิอาญา และหมาย พรก. ซึ่งแน่นอนว่าหากบุคคลกลุ่มนี้เสียชีวิตเมื่อไหร่ สื่อแนวร่วมขบวนการจะทำการชี้นำให้ประชาชนเห็นว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ตามเก็บบุคคลที่มีหมายติดตัวเหล่านี้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงแผนการชั่วของกลุ่มขบวนการที่ได้มีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนไว้แล้ว หากมองในเรื่องของการสร้าง “วาทกรรม” ขึ้นมาของกลุ่มขบวนการเพื่อต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดต่อเจ้าหน้าที่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากมีการใช้บ่อยและมักได้ผลทุกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่กลุ่มขบวนการโจรใต้ใช้วิธีดังกล่าวเนื่องจากในปัจจุบันจากการรุกทางการเมืองของหน่วยงานภาครัฐ มีการส่งเสริมเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญการค้าการลงทุน พัฒนาแหล่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้อยู่ดีกินดีมีงานทำ จากความพยายามของหน่วยงานภาครัฐที่ได้ทุ่มงบประมาณลงมาและการติดตามโครงการต่างๆ ในพื้นที่ มาวันนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในการสร้างฝันให้เป็นจริง ได้ใจประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ผลที่ตามมาเกิดความร่วมมือจากประชาชนรอบด้านที่มีให้หน่วยงานภาครัฐ 

จากปรากฎการณ์ดังกล่าว กลุ่ม ผกร. กลัวเสียมวลชนให้กับหน่วยงานภาครัฐ จึงได้จัดตั้ง “ทีมงูเต๊ะ” ขึ้นมาเพื่อลงมือปฏิบัติการแล้วใส่ร้ายเจ้าหน้าที่เป็นการโดยเฉพาะ เพื่อแย่งชิงมวลชนกลับคืนมา โดยไม่แยแสต่อความรู้สึกของประชาชน ยัดเยียดความชั่วร้ายให้กับประชาชนบริสุทธิ์ ผู้ที่มีหมายคดีความมั่นคงติดตัว สมาชิกที่หันหลังให้กับกลุ่มขบวนการ กลุ่มธรกิจมืด หรือแม้กระทั่งผู้นำศาสนาที่เดินทางสายกลาง ก็จะถูก “ทีมงูเต๊ะ” ตามเก็บ ผลลัพธ์ที่กลุ่มโจรใต้ได้รับจากการใช้ “ทีมงูเต๊ะ” ปฏิบัติการเงียบเปรียบเสมือน “ยิงปืนครั้งเดียวได้นกถึงสองตัว” นกตัวแรกคือกำจัดเสี้ยนหนามของกลุ่มขบวนการ รับจ้างตามเก็บกลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นฝ่ายตรงข้าม และนกตัวที่สองคือโยนความผิดที่กลุ่มโจรใต้ก่อขึ้นเหล่านั้นว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ หากจะกล่าวถึงวิวัฒนาการความชั่วร้าย สุดโต่ง ของกลุ่มขบวนการโจรใต้ที่มีการตั้ง “ทีมงูเต๊ะ” ขึ้นมา แท้จริงแล้วเพื่อรักษาผลประโยชน์ของขบวนการ และต้องการทำลายความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ อีกทั้งเพื่อความอยู่รอดของสมาชิกที่ขาดการเหลียวแลจากแกนนำ ต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ต้องรับจ้างฆ่าคนด้วยการล่าสังหารตามใบสั่ง ซึ่งมาจากความขัดแย้งในเรื่องธุรกิจเถื่อน ความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่านักรบ RKK ที่ยิ่งใหญ่ ได้รับการยกย่องจากแกนนำในวันนั้น มาวันนี้กลับเป็น “ทีมงูเต๊ะ” ที่รับจ้างฆ่าคนแลกกับเศษเงินเพื่อความอยู่รอด หมดสิ้นอุดมการณ์    ที่เคยมี... นี่หรือ!! นักรบฟาตอนี เห็นแล้ว.. ช่างอนาถใจแท้


-----------------------

11/18/2560

อะไร!! ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบกับการคัดเลือก กอจ.ชายแดนใต้

"แบดิง โกตาบารู"


คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 6 ปี จะหมดวาระลงในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 กรมการปกครองได้กำหนดวันเลือกตั้งขึ้นในวันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2560 โดยจะมีการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ ตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม หมวด 4 ว่าด้วยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด มาตรา 23 บัญญัติไว้ว่า จังหวัดใดมีราษฎรนับถือศาสนาอิสลามและมีมัสยิดตามมาตรา 13 ไม่น้อยกว่า 3 มัสยิด ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยประกาศให้จังหวัดนั้นมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดคณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการ มีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คนแต่ไม่เกิน 30 คน โดยการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัด กำหนดให้อิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเป็นผู้คัดเลือก

พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการเตรียมการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งหากจับตาความเคลื่อนไหวของแต่ละจังหวัดจะดูเงียบๆ แต่ภายใต้ความเงียบดังกล่าวกลับส่งผลสะเทือนสูง ต้องยอมรับว่าการแข่งขันมีการส่งทีมแคนดิเดตเพื่อร่วมคัดเลือกเป็นคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในพื้นที่ชายแดนใต้รอบหลายปีที่ผ่านมามีการแข่งขันค่อนข้างสูง อีกทั้งหลายฝ่ายต่างจับตาเนื่องจากคณะกรรมการอิสลามฯ ที่เข้ามาบริหารงานในแต่ละจังหวัดไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเป็นผู้นำองค์กรศาสนาในพื้นที่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาหลากหลายในท้องถิ่นอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเยาวชน ปัญหายาเสพติด ปัญหาเกี่ยวกับอาหารฮาลาล รวมทั้งสานสัมพันธ์กับหน่วยงานต่างๆ จึงถือเป็นกลไกสำคัญยิ่งในการร่วมสถาปนา “สันติสุข” ให้เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

การคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้คงจะวัดกันด้วยวิสัยทัศน์ การนำเสนอนโยบาย การบริหารองค์กรและตัวบุคคลเป็นหลัก ซึ่งจะต้องเป็นบุคคลที่มีเกียรติ มีความรู้ อยากเรียกร้องไปยังอิหม่ามประจำมัสยิดที่มีสิทธิในการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามฯ พิจารณาด้วยความรอบคอบ และไม่ถูกครอบงำจากกลุ่มหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มขบวนการที่หนุนหลัง หรือองค์กรที่เห็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ซึ่งที่ผ่านมาในบางจังหวัดมีเรื่องของการแสวงประโยชน์จากเงินซะกาต โดยฝ่ายบริหารของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนั้นไม่เคยชี้แจงเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินซะกาตที่อยู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งส่อเจตนาที่จะปกปิดอะไรบางอย่าง!! และแสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส   ในการบริหารจัดการซะกาต และมีนัยส่อเป็นเครือข่ายสนับสนุนกลุ่ม ผกร.ในพื้นที่
------------------------