3/27/2559

เวลาที่ผ่านมาคือบทพิสูจน์ นายทวีศักดิ์ ปิ บรรณาธิการสำนักข่าว Wartani และสถานีวิทยุมีเดียสลาตัน

แบดิง โกตาบารู


ความรับผิดชอบของ นายทวีศักดิ์ ปิ ที่ได้สร้างความเสื่อมเสียต่อกองทัพ ทำลายภาพลักษณ์เจ้าหน้าที่ทหาร กรณีคนร้ายบุกโรงพยาลเจาะไอร้องได้มีการโพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัวชี้นำทางความคิดกล่าวหาว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ มีการแชร์ต่ออย่างกว้างขวางบ้างกล่าวหาเป็นการจัดฉากเพื่อเรียกงบ แต่เมื่อความจริงปรากฏกลับออกมากล่าวขอโทษด้วยข้อความสั้นๆ ในเฟสบุ๊คส่วนตัวแค่นี้เองหรือ?....

ย้อนรอยการโพสต์ภาพเปรียบเทียบผ้าพันคอเจ้าหน้าที่กับภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิด ที่นายทวีศักดิ์ ปิ ซึ่งเป็นบรรณาธิการสำนักข่าว Wartani และสถานีวิทยุมีเดียสลาตันกันอีกครั้งว่าพฤติกรรม ตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

นายทวีศักดิ์ ปิ ได้โพสต์ข้อความปลอกกระสุนในโรงพยาบาลเป็นปลอกกระสุนที่พบว่าเป็นกระสุนมาตรฐานของกองทัพที่ใช้กับปืนกลเบา เอ็ม 60 ซึ่งจากการสืบข่าวย้อนหลังตามสื่อต่างๆ ยังไม่เคยมีรายงานว่าปืนกลประเภทนี้ถูกปล้นออกจากกองทัพ ด้วยเหตุนี้การตั้งข้อสงสัยว่ากลุ่มไหนกันแน่ที่ใช้ปืนชนิดดังกล่าว

ในเวลาต่อมา พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้แถลงข่าวเปิดโปง นายทวีศักดิ์ ปิ จากสำนักข่าว Wartani และสถานีวิทยุมีเดียสลาตัน ได้พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการสร้างสถานการณ์โดยเจ้าหน้าที่รัฐ

นายทวีศักดิ์ ปิ ผู้นี้ได้ทำการโพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัวอีกครั้งเนื้อหาใจความสรุปว่า ผมโพสต์รูปเจ้าหน้าที่กับภาพคนร้ายจากกล้องวงจรปิดในลักษณะการเปรียบเทียบเนื่องจากมีผ้าพันคอที่ดูลักษณะคล้ายกันและเพื่อใช้เฟสบุ๊คเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองต่อประเด็นสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในรั้วปาตานีที่จำเป็นต้องมี เนื่องจากพื้นที่ความขัดแย้งมีข้อจำกัด social media ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่จะใช้ในการแลกเปลี่ยน

และล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มี.ค.59 หลังเหตุการณ์คนร้ายบุก โรงพยาบาลเจาะไอร้องได้ผ่านไป 13 วัน นายทวีศักดิ์ ปิ เพิ่งออกมาประณามกลุ่มคนร้ายแบบขอไปที เนื่องจากกระบวนการพิสูจน์หลักฐานได้พิสูจน์แล้วพบว่า กลุ่มบุคคลในกล้องวงจรปิดที่เข้าไปในโรงพยาบาลเจาะไอร้องไม่ใช่เจ้าหน้าที่ (จะมีการออกมาโพสต์ต่ออีกมั๊ยว่าที่ออกมาประณามคนร้ายเพราะถูกเจ้าหน้าที่บังคับ)

ที่น่าสนใจคือเนื้อหาใจความสำคัญที่ นายทวีศักดิ์ ปิ ได้ทำการโพสต์ กับการแก้ตัวแบบหน้าด้านๆ ไร้ยางอาย รูปภาพที่ผมโพสต์นั้นเพื่อตั้งข้อสันนิษฐานกรณี เหตุการณ์บุกโจมตีโรงพยาบาล   เจาะไอร้อง แต่ภาพดังกล่าวนั้นได้เกิดมีการแชร์ต่อๆ กันมา ทำให้บุคคลหลายฝ่ายเข้าใจผิดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์โดยเจ้าหน้าที่

อย่าลืมว่า นายทวีศักดิ์ ปิ เป็นถึงบรรณาธิการสำนักข่าว Wartani และสถานีวิทยุมีเดียสลาตัน การที่คุณทำการโพสต์อะไรลงไปในเฟสบุ๊คส่วนตัว หัวโขนที่สวมหัวคุณอยู่คือสื่อมวลชนที่จะต้องรายงานข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นเนื้อหาต่างๆ ที่คุณได้ทำการโพสต์ไปนั้น ประชาชนที่บริโภคข่าวสารจากคุณจะเชื่อในฐานะได้รับข้อมูลจากสื่อ

นิสัยคนไทยโดยทั่วไป ค่อนข้างจะมีนิสัยลืมง่ายไม่ค่อยจดจำกันสักเท่าไหร่ และจากพฤติกรรมที่ผ่านมาของ นายทวีศักดิ์ ปิ และกลุ่มบุคคลอีกหลายคนซึ่งเป็นเครือข่ายเดียวกัน หากเราจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน คนกลุ่มนี้สะกดไม่เป็นหรอกกับคำว่าสำนึกและความรับผิดชอบ ไม่มีแม้การยอมรับผิด กล่าวคำขอโทษกับสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไป สะสมกลายเป็นสันดานฝังแน่นอยู่ในสายเลือดจนยากที่จะเยียวยา

ลองคิดเล่นๆ กันดูหากเหตุการณ์นี้เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างสถานการณ์จริง ป่านนี้ นายทวีศักดิ์ ปิ คงเดินหน้าขย่มกัดไม่ปล่อย ฝูงสุนัขจิ้งจอกฝูงใหญ่คงนำเรื่องดังกล่าวไปทำการขยายผลต่อยังองค์กรระหว่างประเทศ

จะหาความจริงใจจากคนกลุ่มนี้หรือ? คงยากเย็นแสนเข็ญเต็มทีมีแต่คอยแว้งกัด หาจุดผิดพลาดที่เกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่แล้วนำมาขยายผล นี่ขนาดเหตุการณ์เกิดจากการกระทำของกลุ่มขบวนการโจรใต้มันยังกล้าบิดเบือน โยนผิดให้เจ้าหน้าที่ หน้าของคนพวกนี้หนามาก ขนาดสัตว์บางชนิดยังอาย...คอยจับตาดูพฤติกรรมกันต่อไปของ นายทวีศักดิ์ ปิ จะมาไม้ไหนอีกแต่ที่แน่ๆ ไม่มีวันที่จะเลิกจ้องล้างจองผลาญเจ้าหน้าที่ คอยขุดคุ้ยบาดแผลเก่าๆ ในอดีตมาหลอกหลอนให้สังคมไม่มีวันลืม จะให้คนกลุ่มนี้เลิกนิสัยและสันดานแบบนี้คงยากเต็มที หากไม่มีมาตรการขั้นเด็ดขาดจัดการคงจะต้องทำใจ มีทางเดียวเท่านั้นคือปล่อยให้แก่ตายไปเอง...

-------------------------

3/23/2559

ไปมาแล้ว‘ปอเนาะญิฮาด’กับหมอสุพัฒน์

แบดิง โกตาบารู
ผมไปมาแล้ว ปอเนาะญีฮาด เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมรับรู้ได้ว่า แม้ศาลจะตัดสินอย่างยุติธรรมให้ริบทรัพย์ที่ดินปอเนาะให้เป็นของแผ่นดิน แต่ความสูญเสียมากมายที่ครอบครัวแวมะนอได้รับนั้นก็สร้างความสะเทือนใจและเกิดความรู้สึกเห็นใจของผู้คนในพื้นที่อย่างมาก การจัดงานกินข้าวยำเพื่อหาทุนซื้อที่ดินสร้างปอเนาะหลังใหม่ในวันนี้ ซึ่งได้รับการตอบรับมาร่วมงานให้กำลังใจอย่างล้นหลามหลายหมื่นคน สะท้อนถึงความรู้สึกไม่เป็นธรรมของคนพื้นที่ในความเป็นธรรมของรัฐไทย

สำหรับผมในสายตาคนพุทธคนหนึ่ง นี่คือกระบวนการแสดงออกอย่างสันติวิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของแผ่นดินไทย และนี่ก็คือกระบวนการอารยะขัดขืนอย่างสงบที่สุดครั้งสำคัญที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก อำนาจรัฐแสดงออกด้วยปืนด้วยกองทัพด้วยศาลด้วยตำรวจ ขอรัฐไทยอย่ามองปรากฏการณ์นี้เป็นอื่น ขอให้มองว่านี่คือการแสดงออกอย่างสันติที่สุด สำหรับผม นี่คือการอารยะขัดขืนที่งดงามที่สุดเท่าที่ชีวิตผมเคยพบเห็นมา

นั่นคือข้อความบางส่วนที่ผู้ใช้เฟสบุ๊ค: Supat Hasuwannakit ได้ทำการโพสต์ภาพพร้อมข้อความในเฟสบุ๊คส่วนตัว ได้กลับกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวันที่มีการกินข้าวยำที่ปอเนาะญิฮาด


ผู้เขียนชักเอะใจในทันทีเมื่อสื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะเครือข่ายแนวร่วมกลุ่มขบวนการมีการแชร์ภาพพร้อมข้อความกันมากมายผมไปมาแล้ว ปอเนาะญิฮาด เมื่อเดือนที่ผ่านมาของผู้ใช้เฟสบุ๊ค: Supat Hasuwannakit ซึ่งได้ทำการโพต์ในเครือข่ายเมื่อวันที่ 19 มี.ค.59 เวลา 19.10 น. และในต่อมาเวลา 23.47 น. วันเดียวกันได้มีการเผยแพร่ในเว็บไซต์ deepsouthwatch.org

ผู้เขียนชักสงสัย Supat Hasuwannakit ท่านนี้เป็นใครมาจากไหน จึงได้เป็นพระเจ้าในชั่วข้ามคืนในสายตาของกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อเข้าไปดูในเฟสบุ๊คถึงบางอ้อ ผู้ใช้เฟสบุ๊ค: Supat Hasuwannakit ท่านนี้เคยศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาศัยอยู่ในจังหวัดสงขลา เป็นชาวไทยพุทธ ประกอบอาชีพเป็นหมอ และเป็นหนึ่ง NGOs ที่ร่วมคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และจากการวิเคราะห์ข้อความที่ทำการโพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว มากรุงเทพ พาลูกชายมาสอบแข่งขัน เลยแวะมาตามหา "รัฐธรรมนูญที่หายไป" และ นาหม่อม อำเภอที่ควรเป็นปอดของสงขลา เพราะมีเขามีน้ำ มีนามีสวน แต่ในแผนผังการพัฒนา เนินพิจิตรจะเป็นพื้นที่รถไฟรางคู่ผ่านและอาจเป็นที่สร้างโรงงานมากมายตามมา

นั้นแสดงให้เห็นว่านอกจากประกอบอาชีพเป็นหมอแล้ว หมอท่านนี้ยังเป็นนักเคลื่อนไหวตัวยง เป็น NGOs และไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจของ คสช. นั่นคือสิทธิของประชาชนคนไทยทุกคนย่อมที่มีความคิดต่างในเรื่องต่างๆ

แต่มาสะดุดตรงที่การแสดงความคิดเห็นกรณีศาลยึดที่ดินปอเนาะให้เป็นของแผ่นดิน แต่ความสูญเสียมากมายที่ครอบครัวแวมะนอได้รับนั้นก็สร้างความสะเทือนใจและเกิดความรู้สึกเห็นใจของผู้คนในพื้นที่อย่างมาก การจัดงานกินข้าวยำเพื่อหาทุนซื้อที่ดินสร้างปอเนาะหลังใหม่ อารยะขัดขืนอย่างสงบที่สุดครั้งสำคัญที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึก
แล้วชีวิตของประชาชนชาวไทยพุทธ และผู้บริสุทธิ์ที่ตายจากน้ำมือซึ่งเป็นผลผลิตของปอเนาะญีฮาดล่ะ!! กี่ศพ กี่ครอบครัว ที่สมาชิกต้องตายจากไปหรือไม่ต้องมาพิการทนทุกข์ทรมานเหมือนตายทั้งเป็น หมอสุพัฒน์ในฐานะชาวไทยพุทธคนหนึ่งเคยเห็นความสำคัญของผู้สูญเสียกลุ่มนี้บ้างมั๊ย!!มองไม่เห็นไม่เป็นไร..แต่กลับออกมาเรียกร้องให้สังคมสงสารครอบครัวแวมะนอนี่สิ!!

ในความเป็นจริงแล้วลึกๆ คุณหมอสุพัฒน์ อาจจะรู้อะไรบางอย่างแต่แสร้งไม่รู้เนื่องจากอยู่ในเครือข่าย NGOs ที่ประสานความร่วมมือกับกลุ่มนักศึกษา PerMAS กลุ่ม LAMPAR และองค์กรภาคประชาสังคมอีกหลายองค์ในการขับเคลื่อนคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

หากไม่รู้ผู้เขียนจะให้ข้อมูลหมอจะได้รู้เท่าทันไม่ให้หมอถูกหลอกใช้ ทำไม? ไม่มีการอุทธรณ์ที่ดินปอเนาะญิฮาด เป็นเกมการเมืองเรียกร้องความสงสารจากสังคมกล่าวหารัฐกลั่นแกล้ง ครอบครัวแวมะนอ ของกลุ่มขบวนการแนวร่วมที่ได้วางหมากเอาไว้แล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ยื้อเวลาในการอุทธรณ์ออกไปแล้วสรุปไม่อุทธรณ์แล้วมา โฆษณาชวนเชื่อว่าถึงต่อสู้ไปก็ไม่ชนะ

หลังจากนั้นรีบย้ายออกจากที่ดินปอเนาะญิฮาดไปอาศัยมัสยิดท่าด่านเรียกคะแนนสงสารไปแบบเต็มๆ มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา โดยไม่สนใจใยดีที่หน่วยงานรัฐพยายามหยิบยื่นให้ความช่วยเหลือ จนในที่สุดมีการกำหนดจัดงานระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวปอเนาะญิฮาดและเพื่อการพัฒนาชุมชนท่าด่านขึ้นเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งหมดเป็นแผนการชิงการนำทางการเมืองโดยกลุ่มนักศึกษา PerMAS กลุ่ม LAMPAR ของนายตูแวดานียา ตูแวแมแง  มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม และ นางชลดา ทาเจริญศักดิ์ ประธานมูลนิธิศักยภาพชุมชน มีการดึงกลุ่มมุสลิมจากต่างประเทศมาร่วมงาน และมีความพยายามชี้ให้ประชาชนเห็นว่าศาลไทยไม่มีความยุติธรรม
ขอแสดงความยินดีที่ยอดการรับบริจาคการกินข้าวยำของศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา ได้บรรลุไปตามเป้าที่ได้วางเอาไว้ เพื่อสนองตอบความต้องการของชุมชน และร่วมสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งปอเนาะญิฮาด ที่สำคัญอยากจะเห็นปอเนาะต้นแบบที่ไม่ให้กลุ่มขบวนการใช้เป็นแหล่งฝึกคอมมานโดเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา

--------------------

3/20/2559

ผลตรวจปลอกกระสุนชี้ชัดคนร้ายบุก รพ.เจาะไอร้องเป็น กลุ่ม ผกร.

แบมะ ฟาตอนี

ผลตรวจปลอกกระสุนปืนที่กลุ่มคนร้ายบุก รพ.เจาะไอร้องแล้วทำการกราดยิงทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 7 นาย รวมทั้งทำการก่อเหตุอีก 2 จุด ใน อ.เจาะไอร้อง พบความเชื่อมโยงคดีสำคัญ  หลายคดีชี้ชัดเป็นการกระทำของกลุ่ม ผกร. ถามหาความรับผิดชอบของกลุ่มผู้ไม่หวังดีในการปล่อยข่าวลือกล่าวหาว่ารัฐจัดฉากทำการก่อเหตุเรียกงบ
จากรูปแบบยุทธวิธีในการก่อเหตุของกลุ่มคนร้าย หากมองด้วยใจที่เป็นธรรมไม่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง ทุกคนย่อมรู้ดีว่าการกระทำดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่ม ผกร. แต่กลับมีกลุ่มบุคคลผู้ที่   ไม่หวังดีต่อรัฐต่อประเทศชาติจ้องทำลายและลดความน่าเชื่อถือกล่าวหาด้วยใจที่เอนเอียง

แต่ความเคลื่อนไหวในฝากฝั่งกลุ่มขบวนการกลับออกมายอมรับความจริงซึ่งขัดแย้งกับ นักเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่พยายามโยนความผิด ล่าสุด นายกามาลุดดีน ฮานาฟี แกนนำกลุ่ม BIPP ในฐานะสมาชิก MARA PATANI อ้างถึงกรณีคนร้ายใช้โรงพยาบาลเพื่อโจมตีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559 โดยยอมรับว่า การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักศาสนาอิสลามแม้จะมีเป้าหมายการต่อสู้ที่ดีก็ตาม

การโจมตีค่ายทหารของศัตรู ถือเป็นเป้าหมายที่ถูกต้องตามแนวทางอิสลาม แต่การเริ่มต้นด้วยการใช้โรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่สาธารณะไม่เพียงผิดหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่ยังผิดหลักการสู้รบของศาสนาอิสลามด้วย ในขณะเดียวกัน แม้เรามีความพยายามอย่างยิ่งเพื่อได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้ยิ่งห่างไกลการสนับสนุนดังกล่าว ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่นักต่อสู้ปาตานี ทุกกลุ่มต้องหันมาทบทวนการต่อสู้ของตัวเอง เพื่อความถูกต้องตามแนวทางอิสลาม


ในขณะเดียวกันหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนจากผลการตรวจปลอกกระสุนของ ศพฐ.10 ซึ่งเป็นหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นในเบื้องต้นจากการตรวจพิสูจน์ปลอกกระสุนกว่า 1,825 ปลอก ที่คนร้ายเกือบ 40 คน บุกโรงพยาบาลเจาะไอร้องใช้อาวุธปืนสงคราม 8 ชนิดด้วยกันทำการกราดยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน อีกทั้งพบความเชื่อมโยงคดีสำคัญตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบันถึง 25 คดี หนึ่งในคดีสะเทือนขวัญและเป็นคดีสำคัญ เมื่อ 29 ธันวาคม 2558 เวลา 11.10 น.กลุ่มคนร้ายประมาณ 10 คน ได้เดินเท้ามาจากภูเขาด้านหลัง อบต.ร่มไทร   อ.สุคิริน จ.นราธิวาส จับตัวนายบุญเลิศ จินดาธนะนันท์ ปลัด อบต.ร่มไทร มัดมือไขว้หลังแล้วจ่อยิงอย่างโหดเหี้ยมเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

อาวุธปืนที่คนร้ายแบกลงจากเทือกเขาตะเวบุกโรงพยาบาลเจาะไอร้องเพื่อทำการก่อเหตุในครั้งนี้ประกอบไปด้วย อาวุธปืน เอ็ม.16 เอชเค.33 MINIMI เอเค.102 เอเค.47 ปืนกลเบา เอ็ม.60 UZI ขนาด 9 มม.และ ขนาด 40 มม.

โดยเฉพาะประเด็น อาวุธปืนกลเบา M.60 หลังเกิดเหตุถึงกับมีกลุ่มบุคคลซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสื่อมวลชนที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับรู้อย่าง นายทวีศักดิ์ ปิ บรรณาธิการสำนักข่าว Wartani และสถานีวิทยุมีเดียสลาตัน ถึงกับยอมหักปากกาผิดจรรยาบรรณสื่อ ออกมาชี้นำทางความคิดว่า กระสุนปืนที่พบในโรงพยาบาลเป็นกระสุนมาตรฐานของกองทัพที่ใช้กับอาวุธปืนกลเบา เอ็ม.60 และไม่เคยได้ข่าวว่ากลุ่มคนร้ายได้ทำการปล้นอาวุธปืนดังกล่าวจากเจ้าหน้าที่
จากการตรวจสอบข้อมูลความเชื่อมโยงของคดีต่างๆ ที่คนร้ายเคยก่อเหตุ จะพบว่าคดีทั้งหมด   เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.นราธิวาส มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 29 ราย (ยังไม่รวมเจ้าหน้าที่ทหารพราน 7 นาย) และเสียชีวิต จำนวน 13 ราย

เหตุการณ์ที่กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ทำการก่อเหตุในปี 2554 จำนวน 6 คดี ปี 2555 จำนวน 2 คดี      ปี 2556 จำนวน 6 คดี ปี 2557 จำนวน 2 คดี ปี 2558 จำนวน 8 คดี ปี 2559 จำนวน 1 คดี และล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559 กลุ่มคนร้ายได้ทำการก่อเหตุยิงฐานเจ้าหน้าที่ตำรวจ นปพ. หน้าสถานีรถไฟ, ยิงฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 4816 เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 7 นาย และทำการลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพราน 48 ในพื้นที่บ้านยานิง บริเวณ  คอสะพานตลาดบ้านยานิง ม.2 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

เจ้าหน้าที่ได้เร่งติดตามตัวคนร้ายที่กระทำความชั่วเหล่านั้นมาลงโทษดำเนินคดี ล่าสุดวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2559 พันเอกยุทธนาม เพชรม่วง หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดี คนร้ายบุกยึด รพ.เจาะไอร้องเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ร่วมก่อเหตุได้เพิ่มเติมอีก 4 ราย รวมทั้งหมดที่จับกุมได้ขณะนี้ 9 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการซักถามข้อมูลเพื่อสอบสวน ขยายผลหาผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

----------------------

3/18/2559

ขบวนการบิดเบือนความจริงหลังกลุ่ม ผกร.บุกยึดโรงพยาบาลยิงถล่มเจ้าหน้าที่

แบดิง โกตาบารู

ไม่น่าเชื่อว่าจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 มี.ค.59 กรณีคนร้ายแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่บุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง มัดมือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสาวกำลังท้อง แล้วยิงถล่มฐานปฏิบัติการทหารพราน ซึ่งในวันดังกล่าวมีการก่อเหตุเกิดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ในเวลาไล่เลี่ยกัน

จากพฤติกรรมดังกล่าวในการใช้สถานพยาบาลเป็นฐานที่มั่นในการโจมตี ในเวลาต่อมามีองค์กร และประชาชนต่างไม่เห็นด้วยต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งได้สร้างผลเชิงลบต่อกลุ่มขบวนการอย่างกว้างขวาง และในเชิงลึกการกระทำดังกล่าวไม่ได้ส่งผลดีต่อกลุ่มโจรใต้เลย ทำให้เสียมวลชนเป็นจำนวนมาก

นั่นคือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แต่ในขณะที่ประชาชนและองค์กรภาคประชาสังคมได้ออกมาเคลื่อนไหว ในเครือข่ายสังคมออนไลน์กลับมีการบิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีกล่าวหานำภาพของคนร้ายและผ้าพันคอมาทำการขยายผลเพื่อชี้นำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่

นักวิชาการสายโจรอย่างเช่น ดร.ตายูดิน อุสมาน ประธานหลักสูตรสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย  ราชภัฏยะลา ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีเหตุคนร้ายใช้โรงพยาบาลเจาะไอร้องเป็นฐานที่มั่นเพื่อโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารที่ตั้งฐานปฏิบัติการติดโรงพยาบาล แนะ รัฐ สร้างฐานปฏิบัติการไกลสถานที่เป้าหมายอ่อนแอ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน วัด

ตามด้วยองค์กรภาคประชาสังคมเถื่อนถ่อย นายอาซิส ตาเดอิน ที่ปรึกษาอาวุโส สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย ได้ออกมาผสมโรงเรียกร้องให้รัฐทบทวนพิจารณาการกำหนดพื้นที่ที่ตั้งฐานของหน่วยกำลัง อีกทั้งเป็นเจ้าของวาทกรรม “NGOs กลัวโจร แต่ด่ารัฐกล้า

ซึ่งได้เป็นไปตามคาดหมาย เพราะสันดานของกลุ่มโจรใต้ฟาตอนีตั้งแต่ได้เกิดเหตุการณ์ไฟใต้ลุกลามมาสิบกว่าปี กลุ่มหน้าตัวเมียกลุ่มนี้ไม่เคยออกมายอมรับสักครั้งเดียวว่ากลุ่มของตนได้ทำการก่อเหตุ
นอกจากเกิดการปะทะจนเสียชีวิตเหมือนสุนัขนั่นแหละ แต่ยังปากดีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ นั่นคือธาตุแท้ของกลุ่มโจรใต้นุ่งโสร่ง ที่แฝงตัวอยู่ในมุมมืด คอยหาจังหวะทีเผลอลอบกัดเหมือนสัตว์บางชนิด

นอกจากเรื่องผ้าพันคอที่โจรใต้ใช้ปิดบังอำพรางใบหน้าแล้วยังมีความพยายามสื่อในเรื่องของกระสุนที่คนร้ายได้ใช้เป็นจำนวนมากจากการยิงจากปืนกลเบา เอ็ม 60 ว่ากลุ่มโจรใต้ไม่เคยได้ปล้นจากกองทัพ เงินสามารถจัดซื้อหาได้สำหรับ อาวุธปืนกลเบา เอ็ม 60 หากหาไม่ได้ลองดูเหตุระเบิดที่ระเบิดอยู่ตูมๆ อยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะกลุ่มขบวนการโจรใต้สามารถจัดหาอุปกรณ์ประกอบระเบิด แล้วมาทำการก่อเหตุ


นายทวีศักดิ์ ปิ ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุมีเดียสลาตันท่านนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด ส่วนการทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าว มีความเอนเอียงมุ่งบิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่สมกับการทำหน้าที่สื่อมวลชนซึ่งขาดข้อมูลรอบด้าน มุ่งชี้นำให้ประชาชนเกิดการเข้าใจผิด เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มขบวนการเป็นหลัก

นายทวีศักดิ์ ปิ ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน ลองค้นหาข้อมูลข่าวเก่าๆ ย้อนหลังที่กลุ่มขบวนการโจรใต้ได้สร้างผลงานที่คุณทวีศักดิ์ ภาคภูมิใจเอาไว้ อาวุธปืนกลเบา เอ็ม 60 ที่คุณทวีศักดิ์ทำการเผยแพร่ข้อความไว้ว่า กลุ่มโจรใต้ไม่เคยได้ปล้นจากกองทัพ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ได้ปล้นไปจากกองพันพัฒนาที่ 4 จำนวน 2 กระบอก และเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2551 กลุ่มขบวนการโจรใต้ ยังได้กระทำความป่าเถื่อนด้วยการลอบระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 8 นาย ในพื้นที่ บ.รือเปาะ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส 1 ใน 8 ผู้เสียชีวิตถูกคนร้ายตัดศีรษะไปด้วย อีกทั้งได้ปล้นเอาอาวุธประจำกาย เอ็ม.16 จำนวน 8 กระบอก รวมทั้ง อาวุธปืนกล เอ็ม.60 จำนวน 1 กระบอก และอาวุธปืนพกสั้น ขนาด 11 มม. ของ ร.ต.อานนท์ บุญธรรม หัวหน้าชุดไปด้วย รวมทั้งสิ้นอาวุธปืนที่กลุ่ม ผกร.ได้ไป จำนวน 10 กระบอก


จากรูปแบบการปฏิบัติการของกลุ่ม ผกร.ที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีว่าจะมีการแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ เพื่อการปิดบังอำพรางตัวในการเคลื่อนไหว แต่เบื้องลึกต้องการหวังผลให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าเหตุที่เกิดเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ



ตัวอย่างเหตุการณ์กลุ่มขบวนการโจรใต้แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ เมื่อเวลา 01.15 น. ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 คนร้ายประมาณ 50 คน แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ทหาร (ชุดลายพราง, ชุดดำ) สวมเสื้อเกราะ มีผ้าพันคอสีขาว โจมตีฐานปฏิบัติการ ร้อยปืนเล็กที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน 32 อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ทำให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหาร ในครั้งนั้นกลุ่มโจรใต้ถูกวิสามัญเสียชีวิต 16 ศพ โดยหนึ่งในคนร้าย คือนายมะรอโซ จันทรวดี แกนนำคนสำคัญที่สุดในพื้นที่นราธิวาส ซึ่งมีส่วนร่วมในคดีสังหารครูชลธี  เจริญชล

อีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่อเวลา 18.50 น. วันที่ 17 กรกฎาคม 2555 กลุ่มขบวนการโจรใต้แต่งกายเลียนแบบตำรวจบุกถล่มฐานทหารที่รือเสาะ ในครั้งนั้นเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ชาวบ้านเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 2 คน และกลุ่มขบวนการโจรใต้ตาย 2 ศพ...

ซึ่งจากการที่กลุ่มสื่อแนวร่วมผู้ที่ไม่หวังดีนำเรื่องผ้าพันคอมาทำการเคลื่อนไหวเพื่อกลบเกลื่อนความผิดของฝ่ายตนเป็นการวางแผนอันแยบยลมาก่อนแล้วล่วงหน้า นอกจากนี้เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ในการปลอมผ้าพันคอให้เหมือนกับหน่วยทหารหน่วยใดหน่วยหนึ่ง เพื่อทำการหวังผลแล้วโยนความชั่วร้าย ด้วยการจุดกระแสและชี้นำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด นี่คือผลงานของกลุ่มขบวนการอุบาทที่ไม่เคยยอมรับความจริงว่ากลุ่มขบวนการเป็นผู้ก่อเหตุ.

---------------------

3/16/2559

เหตุผลการตั้งฐานปฏิบัติการใกล้โรงพยาบาล วัด และโรงเรียนของเจ้าหน้าที่รัฐ

แบมะ ฟาตอนี

จากข่าวสารเว็บไซต์ออนไลน์ ของสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. นำเสนอข่าว ดร.ตายูดิน อุสมาน ประธานหลักสูตรสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีเหตุคนร้ายใช้โรงพยาบาลเจาะไอร้องเป็นฐานที่มั่นเพื่อโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารที่ตั้งฐานปฏิบัติการติดโรงพยาบาล แนะ รัฐ สร้างฐานปฏิบัติการไกลสถานที่เป้าหมายอ่อนแอ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน วัด อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ www.innnews.co.th

ผู้เขียนเห็นว่า ดร.ตายูดิน อุสมาน ควรแนะกลุ่ม ผกร. เลิกใช้มัสยิด สถาบันปอเนาะในการซ่องสุมกำลังทำร้ายประชาชน แทนการแนะรัฐสร้างฐานปฏิบัติการไกลสถานที่เป้าหมายอ่อนแอดีกว่ามั๊ย!! หรือจะให้ยกตัวอย่างประเด็นปอเนาะญิฮาดรื้อฟื้นความจำถึงผลกระทบที่ตามมา และเป็นปัญหาคาราคาซังมาจนถึงปัจจุบันนี้

เนื้อหาใจความหลัก ดร.ตายูดิน อุสมาน ได้กล่าวถึงเหตุความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ล่าสุดว่า มาจากการแสดงสัญลักษณ์เนื่องในวันครบรอบการสถาปนาของกลุ่ม BRN กลุ่มผู้ก่อเกตุมีจุดมุ่งหมายที่จะโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นส่วนใหญ่ เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนการสร้างฐานทหารให้อยู่ห่างไกลจากสถานที่เป้าหมายอ่อนแอ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน วัด ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาด้วยความจริงใจ

การแสดงออกของนักวิชาการย่อมมีสิทธิที่พึงกระทำได้ แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความเคารพอาจารย์ท่านดังกล่าวได้มองปัญหารอบด้านหรือยัง การแสดงความคิดของท่านกึ่งเรียกร้องและชี้นำต่อรัฐ ทั้งๆ ที่แก่นแท้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่เกิดขึ้นสิบกว่าปีมาจากฝ่ายไหน

ผู้เขียนจะยกตัวอย่างความรุนแรงที่กลุ่มขบวนการโจรใต้ได้กระทำต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ทำลายสถานที่พยาบาล เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 8 ส.ค.50 เวลาประมาณ 13.00 น. กลุ่มขบวนการโจรใต้ได้บุกยิงเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยประจัน บ้านบราโอ ตำบลประจัน อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ระหว่างที่เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บนสถานีอนามัย ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตทันที 2 ราย ได้แก่ นายเบญจพัฒน์ แซ่ติ่น ตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขระดับ 5 และ นางอัจฉรา สกนธวุฒิ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารสาธารณสุขระดับ 7 ซึ่งเป็นหัวหน้าสถานีอนามัยแห่งนี้ หลังจากนั้น ก่อนหลบหนีกลุ่มขบวนการโจรใต้ยังได้ทำการเผาสถานีอนามัยได้รับความเสียหายอีกด้วย

ที่ยกตัวอย่างไม่ใช่เหตุการณ์เดียวที่กลุ่มขบวนการได้กระทำ สถานีอนามัยของกระทรวงสาธารณสุข ถูกเผา วางเพลิง ระเบิด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขถูกทำร้ายบาดเจ็บ และเสียชีวิต นอกจากนี้ มีอาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสม.ซึ่งเป็นกำลังภาคประชาชนที่สำคัญในการเชื่อมต่อกับชุมชน ยังมิวายถูกทำร้าย

ทุกครั้งที่กลุ่มขบวนการกระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐ กลับกลายเป็นว่าเป็นความผิดของรัฐแทบทุกครั้งในสายตาของนักวิชาการเหล่านี้ การตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในที่ชุมชน โรงพยาบาล โรงเรียน และวัด เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และมีเหตุผลเพียงพอเนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครู บุคลากรทางการศึกษา พระภิกษุสงฆ์โดนคุกคามทำร้ายมานักต่อนักแล้ว

หากรัฐทำตามคำเรียกร้องของนักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวบางกลุ่มก็เท่ากับว่าเข้าทางโจร ให้ทำการฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้ตามอำเภอใจ โดยเฉพาะชุมชนชาวไทยพุทธ หรือไม่เว้นแม้พี่น้องชาวไทยมุสลิมยังถูกระทำ

ในทางกลับกันหากย้อนไปดูพฤติกรรมของกลุ่มขบวนการ BRN ที่ใช้โรงเรียนปอเนาะ มัสยิดในการฝึกคอมมานโด ซ่องสุมกำลัง ผลิตระเบิด และใช้เป็นสถานที่หลบซ่อนตัว เคยออกมาเรียกร้องมั๊ย!! เท่ากับว่ากลุ่มขบวนการใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นโล่มนุษย์ อีกทั้งนักวิชาการ นักศาสนาต่างดาหน้าออกมาปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐเหยียบย่ำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สถานที่ประกอบศาสนกิจ และไม่ให้เกียรติและเคารพต่อศาสนาอิสลาม

การแสดงความคิดเห็นของ ดร.ตายูดิน อุสมาน ประธานหลักสูตรสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่มีลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมือง มีวิสัยทัศน์และมุมมองที่แคบเท่านี้เองหรอ เสียดายเงินภาษีของประชาชน และงบประมาณในการจ้างอาจารย์ระดับด๊อกเตอร์ แต่ความคิดความอ่านอ่อนหัดเหมือนเด็กมัธยม ใครคิดจะส่งบุตรหลานไปร่ำเรียนหนังสือกับด๊อกเตอร์ท่านนี้ควรที่จะคิดทบทวนเสียใหม่ มิเช่นนั้นเรียนจบออกมาจะไม่มีความรู้ติดตัวมาเลย..เสียเวลาเปล่า

------------------------

3/08/2559

“บีอาร์เอ็น”ยึดปอเนาะญิฮาดซ่องสุมกำลัง..รัฐยึดคืนเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์สนองเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง

แบดิง โกตาบารู
ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่กลุ่มขบวนการ BRN ได้ใช้ปอเนาะญิฮาดในการผลิต RKK ซึ่งคงมีไม่ต่ำกว่า500 คน ที่เคยผ่านการฝึกคอมมานโด ณ ปอเนาะแห่งนี้ หากลองคิดคำนวณเล่นๆ สมาชิก RKK 1 ราย ทำการก่อเหตุคนละ 10 ครั้ง ในแต่ละครั้งมีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ 1 คน เพราะฉะนั้นยอดจากการกระทำความชั่วของคนเลวกลุ่มนี้มีไม่น้อยกว่า 5,000 คน

ในเมื่อกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นได้ใช้ปอเนาะญิฮาดในการฝึกคอมมานโด อีกทั้งใช้เป็นสถานที่ส่องสุมกำลัง เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นภัยต่อลูกหลานที่ศึกษาในปอเนาะแห่งนี้มีความสุ่มเสี่ยงถูกชักจูงให้เข้าร่วมกับขบวนการ จากหลักฐานต่างๆ ศาลได้พิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วปอเนาะญีฮาด มีความเชื่อมโยงกับขบวนการ บีอาร์เอ็นจริง
ศาลได้มีคำพิพากษาให้ยึดที่ดินปอเนาะญิฮาดตกเป็นของแผ่นดิน เท่ากับว่ารัฐได้ยึดคืนปอเนาะแห่งนี้คืนจากขบวนการ บีอาร์เอ็น ให้กับประชาชนในการใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ร่วมกัน ตามเจตนารมณ์ของ บาบอเฮง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งปอเนาะ

จากคำตัดสินของศาลเป็นเพียงคดีแพ่ง นายดูนเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่ปอเนาะญิฮาด นายอิสมะแอ มะเซ็ง ครูฝึก RKK พร้อมพวก ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา อั้งยี่และซ่องโจร ยังจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย

จากการกระทำของ นายดูนเลาะ แวมะนอ ที่ใช้ปอเนาะญิฮาดในการฝึกคอมมานโด RKK ส่งผลให้ครอบครัวแวมะนอต้องได้รับความเดือดร้อนจากศาลสั่งยึดที่ดิน บรรดาลูกๆ และญาติพี่น้องต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ประเด็นการต่อสู้ในชั้นศาลที่มีการกล่าวว่าที่ดินปอเนาะญิฮาดไม่ใช่ของ นายดูนเลาะ แต่เป็นของบรรดาลูกๆ ฟังไม่ขึ้นศาลไม่ได้ดูว่าเป็นที่ดินของใคร? แต่ดูที่การกระทำพฤติกรรมและพยานหลักฐานมากกว่า

ย้อนเวลากลับไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2552 นายอิสมะแอ มะเซ็ง ครูฝึก RKK ปอเนาะญิฮาด ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และถูกดำเนินคดีในข้อหา อั้งยี่ซ่องโจร ในเวลาต่อมาได้รับการประกันตัวออกไป และได้หลบหนีประกัน

ในระหว่างที่ นายอิสมะแอ ถูกควบคุมตัวที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ศปก.ตร.ส่วนหน้า ได้ให้การยอมรับว่า เป็นครูฝึกคอมมานโดที่ปอเนาะญิฮาดจริง ระหว่างปี 2539-2548 ตามคำสั่งของ นายดูนเลาะ แวมะนอ ซึ่งเป็นครูใหญ่ปอเนาะญีฮาดในขณะนั้น รวมระยะเวลา 9 ปี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็งซึ่งเป็นผลผลิตของปอเนาะญิฮาดทั้งสิ้น หากจะนับ RKK ที่ผ่านการฝึกคอมมานโดจาก นายอิสมะแอ มีไม่ต่ำกว่า 500 คน ที่เพ่นพ่านอาละวาดออกไปไล่ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งชาวไทยพุทธมุสลิมต้องตกเป็นเหยื่อ

RKK เหล่านี้ได้สร้างความเดือดร้อนในการก่อเหตุด้วยวิธีการอันป่าเถื่อนด้วยการฆ่าตัดหัว วางระเบิด ฆ่าแล้วเผา เผาทั้งเป็น สมาชิกคนหนึ่งก่อเหตุไม่น้อยกว่า 10 ครั้งหรือมากกว่านั้น นับว่าเป็นผลงานของปอเนาะญิฮาด ที่สร้างโจรเข่นฆ่าประชาชนและมีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 5,000 ศพ ในจำนวนนี้มีพี่น้องไทยมุสลิมไม่น้อยกว่า 3,000-4,000 ศพ นี่คือผลงานที่น่าภาคภูมิใจ และน่ายกย่องของโรงเรียนฝึกคอมมานโดแห่งนี้ พวกโลกสวยทั้งหลายที่ตะโกนแหกปาก รัฐรังแกประชาชนมีสมองกันมั๊ย!! ใช้สติไตร่ตรองกันสักหน่อย ในเมื่ออ้างว่ารัฐไม่เป็นธรรมแล้ว 5,000 ศพ จะหาความเป็นธรรมจากที่ไหน? และใคร? รับผิดชอบ.
--------------------------------

3/07/2559

“บีอาร์เอ็น”ขบวนการที่ฝักใฝ่ความรุนแรงและบิดเบือนศาสนา

แบมะ ฟาตอนี

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมาศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้ จัดงาน วันสื่อสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี ครั้งที่ 3 และสมัชชาสันติภาพ 2016” ที่ห้องประชุมใหญ่ คณะวิทยาการสื่อสารมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
พลโทนักรบ บุญบัวทอง ตัวแทนคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ อาวัง ญาบัต ประธานสภาชูรอแห่งปาตานี (MARA PATANI) และดาโต๊ะ ซัมซามิน บิน ฮาซิม ผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ได้เข้าร่วมทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายขบวนการ ขณะที่ผู้ดินทางมาไม่ได้ มีการส่งเทปวีดีโอมาเปิดในงานดังกล่าว

ภาพรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการจัดงานในครั้งนี้ ทิศทางสันติภาพจากการจับกระแสและท่าทีของทั้งสองฝ่ายน่าจะเป็นไปด้วยดี มีการกล่าวความถึงความก้าวหน้าและสานต่อในการพูดคุยต่อไป

จุดสนใจและบุคคลที่น่าจับตามากที่สุดของงานนี้ อยู่ที่การเปิดเทปวีดีโอปาฐกถาของ นายอาวัง ญาบัต ประธานมาราปาตานี (MARA PATANI) สาระสำคัญที่ นายอาวัง ได้กล่าวคือ ความผิดพลาดที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อทำให้เกิดการพูดคุยเจรจามีประสิทธิภาพสูงสุด ความขัดแย้งและอุดมการณ์ เป็นสิ่งท้าทาย รัฐบาลไทยประสบกับการเปลี่ยนรัฐบาล แต่การเจรจาจะต้องเดินหน้าและให้อยู่ในนโยบายต่อไป

คำกล่าวที่ฟังแล้วระรื่นหูดูดี จุดประกายความหวังสันติภาพให้กับประชาชนปาตานี คงเดินหน้าไปตามโรดแมปที่ได้มีการกำหนดเอาไว้ แต่ในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่การปาฐกถาของประธานมาราปาตานีนั้น บนตู้หนังสือฉากหลังปรากฏว่า มีหนังสือชื่อ “Fiqh Jihad” (ฟิกห์ญิฮาด) แปลว่า ศาสนาบัญญัติว่าด้วยการญิฮาดซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ถูกจับวางไว้อย่างตั้งใจในจุดที่โดดเด่นของเฟรมวิดีโอ ถึง 2 เล่มด้วยกัน พร้อมทั้งหันหน้าปกออกมาให้เห็นชัดเจน โดยหนังสืออีกเล่มที่หันหน้าปกออก คือ คัมภีร์อัลกุรอาน ขณะที่เล่มอื่นๆ ล้วนหันสันปกออกทั้งสิ้น


วันที่ 5 มีนาคม www.abnewstoday.com (ความจริงในโลกอิสลามวันนี้) ได้มีการเขียนวิเคราะห์ บีอาร์เอ็นส่งรหัสสำคัญ ยึดแนวทางญิฮาดตามแบบวะฮาบีตักฟีรีส่งสัญญาณชัดบีอาร์เอ็นยึดแนวทางต่อสู้และญิฮาดตามแบบนิกายวะฮาบีตักฟีรี

ความตั้งใจหรือความไม่ตั้งใจ แต่เสมือนหนึ่งว่าขบวนการบีอาร์เอ็นมีเจตนาส่งสัญญาณสำคัญบางอย่างผ่านปกหนังสือที่อยู่บนชั้นเหนือศีรษะของ นายอาวัง ญาบัต

หลังจากคลิปดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป เหตุการณ์ความรุนแรงที่ตามมาช่างบังเอิญประจวบเหมาะเมื่อสมาชิกบีอาร์เอ็นในพื้นที่ได้ทำการก่อเหตุต่อชาวไทยพุทธ โดยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม แค่วันเดียวมีผู้เสียชีวิตถึง 4 รายด้วยกัน ฆ่าแล้วเผาเจ้าของสวนยางที่ยะหา ยิงพนักงานการไฟฟ้าขณะกำลังปฏิบัติงานในพื้นที่ อ.ยะรังดับ ยิงอดีต ผกก.ยะรังแล้วเผาขณะปั่นจักรยานออกกำลังกาย ยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน ฉก.ทพ.41 เสียชีวิตที่ยะลา ถัดมาวันที่ 4 มีนาคม ยิงไปรษณีย์ชาวไทยพุทธเสียชีวิตขณะนำจดหมายมาส่งในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี และวันที่ 5 มีนาคมทำการขว้างระเบิดใส่บ้านชาวไทยพุทธที่ยะลาแต่ระเบิดไม่ทำงาน

นั่นคือเหตุร้ายที่สมาชิกขบวนการบีอาร์เอ็น ได้มุ่งหมายเอาชีวิตของคนต่างศาสนาด้วยความโหดเหี้ยม ป่าเถื่อน และสุดโต่ง แสดงให้เห็นถึงการสอดรับจากการส่งรหัสสำคัญของ นายอาวัง ญาบัต ที่จะใช้แนวทางญิฮาดตามแบบวะฮาบีตักฟีรีหากเป็นเช่นนั้นจริงแนวทางของขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นขบวนการที่ฝักใฝ่ความรุนแรง และบิดเบือนหลักศาสนา

ขบวนการบีอาร์เอ็น นอกจากฝักใฝ่ความรุนแรง และบิดเบือนหลักศาสนาแล้ว ยังได้ทำการปลุกจิตสำนึกในเรื่องของความแปลกแยกในสังคมไทยพุทธ  และรัฐไทย ปลุกระดมเยาวชนในเรื่องของความแปลกแยกซึมซับเข้าไปอยู่ในจิตสำนึก จนกลายเป็นความเคยชินในการใช้ชีวิตประจำวันให้มีความหวาดระแวงต่อคนไทยพุทธ และรัฐไทย ไม่ให้เชื่อรัฐไทย ห้ามพูด ห้ามฟังภาษาไทย ไม่ให้มีความปรองดองคบค้าสมาคมกับคนต่างศาสนา ไม่เอาเขตปกครองพิเศษต้องเอกราชเท่านั้น และปลุกปั่นไม่ให้ยอมรับการปกครอง และกฎหมายของรัฐบาลไทย

ที่กล่าวมาคือแนวทางของขบวนการบีอาร์เอ็นที่มีการปลูกฝังความคิดความเชื่อมากว่า 20 ปี การพูดคุยสันติสุข เพื่อนำพาสันติภาพที่กำลังดำเนินการอยู่ในความเป็นจริงความรุนแรงน่าจะยุติและดำเนินไปตามครรลองบนโต๊ะเจรจา แต่เป็นเพราะการเสพติดอยู่กับการฝักใฝ่ความรุนแรง และการบิดเบือนหลักศาสนามาโดยตลอด ฤา การกล่าวของ นายอาวัง ญาบัต ผ่านคลิปที่ว่า ความผิดพลาดที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อทำให้เกิดการพูดคุยเจรจามีประสิทธิภาพสูงสุด ความขัดแย้งและอุดมการณ์ เป็นสิ่งท้าทาย รัฐบาลไทยประสบกับการเปลี่ยนรัฐบาล แต่การเจรจาจะต้องเดินหน้าและให้อยู่ในนโยบายต่อไปเป็นแค่ละครตบตาแต่หลังฉากยังนิยมความรุนแรง.

------------------------

3/04/2559

‘ฆ่าแล้วเผา’ ความโหดร้ายที่โจรใต้หยิบยื่นให้กับชาวไทยพุทธ

แบมะ ฟาตอนี

เหตุการณ์ไฟใต้ในระยะหลังๆ แม้ว่าสถิติการเกิดเหตุจะลดน้อยลงและมีทิศทางที่ดีขึ้น จากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐด้วยการมีส่วนร่วมของประชารัฐ มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้คิดต่างเข้ามารายงานตัวแสดงตนเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน สอดรับกับการเดินหน้าพูดคุยสันติสุขที่มีมาเลเซียเป็นผู้ประสานงาน

แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ดีขึ้น กลุ่มผู้คิดต่างบางกลุ่มยังคงมุ่งใช้ความรุนแรงแทนการพูดคุย โดยมุ่งเป้าทำการก่อเหตุต่อเป้าหมายอ่อนแอและต่อชาวไทยพุทธกลุ่มน้อยในพื้นที่เพื่อสร้างความหวาดกลัว อีกทั้งยังมุ่งหวังสร้างความหวาดระแวงในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนต่างศาสนา ทำลายการอยู่ร่วมกันอย่างพหุวัฒนธรรมอย่างเช่นในอดีต

เหตุการณ์ความรุนแรง ความป่าเถื่อนสุดโต่งระลอกใหม่ของผู้ซึ่งไร้ศาสนาได้กระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมาได้สร้างความสูญเสียให้กับครอบครัวผู้จากไปอย่างน่าใจหาย แต่เหนือสิ่งอื่นใดจากการกระทำเยี่ยงสัตว์ร้ายในคราบมนุษย์ได้ทิ่มแทงความรู้สึกของประชาชนทั้งในพื้นที่และประชาชนทั้งประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อชาวไทยพุทธกลุ่มน้อยใน จังหวัดชายแดนใต้ที่ถูกกระทำ


เหตุการณ์แรกต้อนรับเช้าอรุณวันใหม่ของวันที่ 3 มีนาคม เวลา 06.30 น. สองคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ ตามประกบหนุ่มใหญ่เจ้าของสวนยางยะลา ก่อนได้จังหวะชักปืนจ่อยิง นายฉัตรชัย แซ่ทอง อายุ 55 ปี ก่อนจุดไฟเผาดับอนาถคาซากรถจักรยานยนต์


ในเวลาต่อมาเมื่อเวลา 06.50 น. คนร้ายได้ลอบยิงอาสาสมัครทหารพรานอานัส ดามูซอ สังกัดกรมทหารพรานที่ 41 เสียชีวิตในพื้นที่ หมู่ที่3 ตำบลสะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา


เวลา 14.00 น. คนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ยิง นายสุทัศน์ ไพรวัล พนักงานการไฟฟ้าปัตตานีเสียชีวิต ขณะกำลังขึ้นซ่อมแซมบนเสาไฟฟ้า ส่วนเพื่อนอยู่ด้านล่างอีกคนวิ่งหนีรอดตายหวุดหวิด เหตุเกิดริมถนนสายปัตตานี-ยะลา ม.2 ต.ปิตุมุดี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี


เวลา 18.00 น. คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิง พ.ต.อ.องอาจ ทองมา อายุ 82 ปี เสียชีวิต ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการตำรวจเกษียณราชการ เคยดำรงตำแหน่งอดีต ผกก.ยะรัง เสียชีวิตแล้วเผาขณะปั่นจักรยานออกกำลังกาย เหตุเกิดในพื้นที่บ้านกรือเซะ ม.1 ต./อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

นั่นคือความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในรอบวัน จนมีผู้สงสัยและตั้งคำถามว่าเหตุที่เกิดขึ้นในวันนั้นมาจากเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว หรือเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงกันแน่!!

หากวิเคราะห์รูปแบบในการปฏิบัติการของคนร้ายที่มุ่งหมายเอาชีวิตชาวไทยพุทธ ทำการฆ่าแล้วเผาไม่ได้เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เคยก่อเหตุลักษณะเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ซึ่งหากย้อนไปดูพฤติกรรมที่ผ่านมาของกลุ่ม ผกร. จะกระทำการณ์ทุกรูปแบบเพื่อสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ซึ่งในบางครั้งคาดไม่ถึงอย่างเช่นวางระเบิดในกุโบร์หลุมฝังศพโจรใต้ยังกล้าทำมาแล้ว

ฆ่าแล้วเผาชาวไทยพุทธจะเป็นการกระทำของกลุ่มไหนก็แล้วแต่ เหตุการณ์เช่นนี้ตลอดระยะเวลา 12 ปีเหตุการณ์ไฟใต้ ไม่เคยมีกลุ่มหรือองค์กรไหนออกมายอมรับต่อการกระทำดังกล่าวหากยังคงเป็นแบบนี้อยู่เนืองๆ ความเหมาะสม ความชอบธรรมของโจรใต้ใส่สูทจะมีความเหมาะสมหรือไม่ในการพูดคุยสันติสุขกับรัฐบาลไทย
แต่ที่ผิดหวังและหมดความคาดหวังไปนานแล้วกับองค์กรภาคประชาสังคมที่เห่านอนเรียกร้องให้องค์กรสากลหรือต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการแก้ไขปัญหาไฟใต้ของประเทศไทย ไม่เคยมีสักครั้งที่กลุ่มหรือองค์กรเหล่านี้ได้สร้างความประทับใจให้กับประชาชนในพื้นที่ มีแต่คอยตรวจสอบจับผิดการปฏิบัติงานผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐแล้วนำไปขยายผล มีแต่คอยปกป้องโจรใต้กรณีเจ้าหน้าที่จับกุมตัวมาดำเนินคดี และคอยพิทักษ์ผลประโยชน์ทุกรูปแบบของกลุ่มขบวนการและกลุ่มตน

อยากเรียกร้องไปยังประชาชนในพื้นที่ร่วมกันกระชากหน้ากากอันโสมม องค์กรหน้าเงินซึ่งมีอยู่หลายองค์กรในพื้นที่ หลายองค์กรใช้ผู้หญิงซึ่งเป็นสัญลักษณ์เพศแม่ เพศที่อ่อนแอเป็นผู้ขับเคลื่อนซึ่งโดยธรรมชาติของผู้หญิงเป็นพวกอีช่างฟ้อง ฟ้องไปยังองค์กรต่างประเทศ ฟ้องดะซึ่งในบางครั้งขาดซึ่งข้อมูลข้อเท็จจริง  ไม่เว้นแม้แต่การฟ้องไปยังหน่วยงานความมั่นคงกับการถูกรุมประณามด่าในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ด้วยการใช้คำว่าหน้าด้านๆกลับทิ่มแทงใจดำอดรนทนไม่ได้ แต่ยังแหลต่อกล่าวหาว่าเป็นการรังแกหญิงเพศแม่...

เหตุการณ์ และปรากฏการณ์เหล่านี้ เป็นสิ่งตอกย้ำว่าเรากำลังต้องสู้กับเครือข่ายที่มีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงมุ่งใช้กลยุทธ์ที่เลวๆ ประชาชนจะต้องรับรู้กับพฤติกรรมของกลุ่มขบวนการโจรใต้ และองค์กรภาคประชาสังคมที่ประสานสอดคล้องร่วมกันกระทำการสุดโต่ง
ที่สำคัญเราทุกคนจะต้องมีจิตสำนึกร่วมกัน ตั้งมั่นตั้งสติ ร่วมแรงร่วมใจในการขับเคลื่อนสันติสุขร่วมกัน ร่วมมือกันสกัดกั้น ต่อต้าน ตอบโต้ กลุ่มหรือองค์กรเครือข่ายที่มุ่งสร้างความแตกแยกในสังคม ด้วยการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา ทุกรูปแบบ พร้อมกับการเร่งสร้างเครือข่ายพหุสังคมที่เข้มแข็ง ในการช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน เหมือนดั่งเช่นในอดีตที่ผ่านมาอย่าให้ใครมาทำเลยอีกต่อไปเลย.
------------------