7/21/2559

โจรใต้ฟาตอนีปากต่อสู้ (ญิฮาด) เพื่อสันติภาพ แต่พฤติกรรมฆ่าและทำร้ายผู้บริสุทธิ์


กรณีเว็บเพจ Media Informasi News ได้โพสต์ข้อความ สันติภาพปาตานีต้องกำหนดชะตากรรมของตัวเองบ่งบอกถึงความต้องการให้พื้นที่ปาตานีเป็นเอกเทศ ปราศจากการปกครองโดยรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

รู้ได้เลยว่าเว็บเพจ Media Informasi News ไม่ใช่เพจสายกลาง แต่เป็นเพจเฟสบุ๊คของแนวร่วมอย่างชัดเจน พร้อมที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้กับขบวนการฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อในสื่อสังคมออนไลน์ แต่ขอบอกว่า...ทางขบวนการฯ ไม่จริงใจต่อชาวมลายู ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่เคารพต่อกฎหมาย มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประชาชนไม่มีสิทธิกำหนดชะตากรรมของตัวเอง แล้วจะครองใจประชาชนได้อย่างไร เวลาที่อาร์เคเคกระทำความผิด ฆ่าคนบริสุทธิ์ สื่อเหล่านี้พร้อมที่จะช่วยเหลือบิดเบือนให้สังคมรับรู้เสมอ....( เลวจริงๆ )

ศาสนาอิสลามสอนไม่ให้ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าผู้นั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม กล่าวคือ ไม่ฆ่าเด็ก สตรี คนชรา พลเรือนผู้บริสุทธิ์ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ทำสัญญาสงบศึกในระหว่างการทำสงคราม อิสลามไม่อนุญาติให้ทำร้ายนักบวช ทำลายศาสนสถาน เพราะอิสลามมิได้มีเป้าหมายเพื่อเอาชนะสงครามหรือการต่อสู้เพียงอย่างเดียว การต่อสู้ในลักษณะของการทำสงครามนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของศาสนาตลอดเวลา อัลลอฮ์(ซ.บ.)กล่าวไว้ในอัลกุรอ่าน ความว่า ผู้ใดฆ่าผู้ศรัทธาโดยจงใจ การตอบแทนแก่เขาคือ ขุนนรก โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอฮ์ทรงกริ้วโกรธเขา ทรงสาปแช่งเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง” (อัล-นิซาอฺ – 93)

การต่อสู้ของโจรใต้ฟาตอนีจะให้เกิดสันติภาพได้อย่างไรในเมื่อไปเล่นงานผู้บริสุทธิ์ ประชาชนไม่มีสิทธิกำหนดชะตากรรมของตัวเองเลย พยายามปลูกฝังเยาวชนให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังบาดหมาง (เกลียดคนซีแย) และรักในเรื่องชาติพันธุ์ เพื่อนำไปสู่การเรียกร้องแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามที่แท้จริง อีกอย่างการต่อสู้และเรียกร้องด้วยเงื่อนไขของการเชิดชูความเป็นเชื้อชาตินิยมนั้นเป็นแนวคิดที่พยายามจะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคมโลก เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ได้กล่าวไว้ความว่า ใครก็ตามที่เรียกร้องไปอะเศาะบียะฮฺ(การคลั่งชาติ เผ่าพันธุ์ หลงตระกูล ถือพวกพ้อง)คนผู้นั้นมิได้เป็นพวกฉัน ใครก็ตามที่ต่อสู้เพื่ออะเศาะบียะฮฺ คนผู้นั้นมิได้เป็นพวกฉัน และใครก็ตามที่ตายไปเพราะสนับสนุนอาเศาะบียะฮฺ คนผู้นั้นมิได้เป็นพวกเดียวกับฉัน”(รายงานโดยมุสลิม อะบาวูดและอันนะสาอียฺ)

ข้อมูลจาก Fatoni negara ku

PerMAS กับการปลุกกระแสกำหนดใจตนเองโดยไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่


ประธานนักศึกษา PerMAS กับการปลุกกระแสกำหนดใจตนเองโดยไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย

นายอารีฟีน โซ๊ะ ประธาน สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) ยังคงเดินหน้ารณรงค์และปลุกกระแสการกำหนดใจตนเอง (Right to self Determination) อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของกลุ่มนักศึกษา PerMAS ที่ต้องการลงประชามติเพื่อกำหนดชะตากรรมตนเองแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย โดยไม่ฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ว่าต้องการอะไร? และจะมีพี่น้อง ลุงป้า น้าอา อาแบ อาเด๊ะ สักกี่คนที่เข้าใจความหมายของการกำหนดใจตนเอง

หากย้อนดูผลสำรวจสำรวจสันติภาพชายแดนใต้รอบแรก เมื่อวันที่ 17 พ.ค.59 ประชาชนยังหวังต่อกระบวนการพูดคุย โดยผู้แทนของสถาบันทางวิชาการและองค์กรประชาสังคม 15 องค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี


ประชาชนเห็นด้วยต่อกระบวนการพูดคุยต้องการขจัดปัญหาความขัดแย้งที่หมักหมมปัญหามานานหลายสิบปี ปฏิเสธความรุนแรง แสวงหาทางออกเพื่อนำไปสู่สันติสุขในพื้นที่

ประเด็นที่น่าสนใจและตอบโจทย์กลุ่มนักศึกษา PerMAS ในเรื่องการบริหารปกครองพื้นที่ จชต.ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่นี้ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยร้อยละ 26.5 รองลงมาคือรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกับส่วนอื่นๆของประเทศร้อยละ 22.2 ส่วนผู้ตอบแบบสอบถาม ไม่อยากได้ คือ รูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ร้อยละ 25.1 และรูปแบบที่เป็นอิสระจากประเทศไทย ร้อยละ 22.9

การบริหารการปกครองที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการคือรูปแบบการปกครองพิเศษ ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย ที่มีการกระจายอำนาจเหมือนกับพัทยา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ รูปแบบควรจะเป็นแบบไหนจะต้องอยู่ที่กระบวนการพูดคุย หาทางออกที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่อยากได้ หรือไม่เห็นด้วยคือการไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ เลย และไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย

เมื่อผลสำรวจที่ออกมาได้แสดงความรู้สึก ความต้องการของประชาชน เพื่อส่งผ่านไปถึงรัฐบาล กลุ่มขบวนการ และกลุ่มผู้ที่มีความเห็นต่างจากรัฐได้รับรู้ โดยเฉพาะประเด็นไม่ต้องการเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทยมีนัยสำคัญ

นายอารีฟีน โซ๊ะ ประธาน สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) และมวลสมาชิกซึ่งเป็นปีกการเมืองของขบวนการ BRN ไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย ซึ่งท่าทีน่าจะต้องทบทวนบทบาทตนเองต่อการเรียกร้องดังกล่าวที่ สำคัญยังแดกดันยัดเยียดความอยากส่วนตัวเดินหน้าการปลุกกระแสการกำหนดใจตนเองเพื่อนำไปสู่การลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องอย่างไม่ละอายแก่ใจ

ส่วนการกำหนดใจตนเอง (Right to self Determination) มีคำตอบอยู่แล้วว่ากระทำไม่ได้ในประเทศไทย แต่กลุ่มนักศึกษา PerMAS กลับนำข้อมูลบางส่วนมาเปิดเผยโดยการพูดความจริงไม่หมดเพื่อต้องการปลุกกระแสหาแนวร่วมทำการกดดันรัฐบาลไทย พร้อมทั้งต้องการสื่อไปยังองค์กรระหว่างประเทศ กลุ่มนักศึกษา PerMAS ไม่รู้จริงหรือหลงลืมให้ไปอ่านบทความเรื่องนี้กันดู บทความเรื่อง เกร็ดความรู้ในแง่กฎหมายที่เห็นต่างกัน (ตอนที่ 1): การกำหนดใจตนเอง (Self-determination) กระทำได้หรือไม่? ในพื้นที่ จชต.ในเว็บไซต์ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ตามลิ้งนี้ครับ

http://www.deepsouthwatch.org/node/7584

6/25/2559

ข้อมูลจริง หรือ ลับลวงพราง ช่วงชิงซ้ำเติมความขัดแย้งไม่รู้จบในพื้นที่ จชต.



สถานการณ์ความรุนแรงในช่วง เดือนรอมฎอนปีนี้ มีเหตุการณ์ก่อการร้ายที่รุนแรงเพียงกี่เหตุการณ์ ซึ่งก่อนหน้าที่เข้าสู่เดือนถือศีลอดของพี่น้องมุสลิมหลายฝ่าย โดยเฉพาะหน่วยข่าวความมั่นคง ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าว่า จะเกิดเหตุของความรุนแรงมากขึ้น โดยมีสาเหตุจาก โต๊ะพูดคุยสันติสุขที่ต้องหยุดชะงัก เพราะฝ่ายไทยไม่ยอมลงนามใน โอทีอาร์ตามที่ กลุ่มมาราปาตานีต้องการ

       แต่สุดท้ายเหตุร้ายในช่วงเดือนรอมฎอนของปีนี้ก็ลดจำนวนการก่อเหตุลง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีในพื้นที่ เพราะไม่ต้องสูญเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน รวมทั้งทรัพย์ทั้งของทางราชการและของประชาชน

       สาเหตุของสถานการณ์การก่อเหตุร้ายในช่วงเดือนรอมฎอนที่ลดลง อาจจะไม่ใช่เป็นความต้องการของ แนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมา แนวร่วมในพื้นที่มีการเคลื่อนไหวที่จะพยายามก่อ เหตุร้ายรายวันเพื่อให้เห็นถึง ความขัดแย้งในพื้นที่จนเกิดความรุนแรงขึ้น

       ทั้งนี้ การที่สถานการณ์ในช่วงเดือนรอมฎอนปีนี้เหตุร้ายลดลง และก็เป็นเช่นเดียวกับปี 2558 ที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากการทำงานหนังของเจ้าหน้าที่ 2 ฝ่ายด้วยกัน

       ฝ่ายที่ทำงานหนักในพื้นที่เพื่อป้องกันการก่อเหตุร้าย ทั้งในเขตเมือง และในอำเภอรอบนอก คือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าซึ่งมี พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์แม่ทัพภาคที่ 4 ทำหน้าที่ 

ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ถือเป็น โต้โผใหญ่ในการใช้ยุทธวิธีทั้งการควบคุมพื้นที่ ควบคุมความเคลื่อนไหวของ แกนนำและ แนวร่วมและติดตามตรวจค้น ไล่ล่า กองกำลังติดอาวุธของ บีอาร์เอ็นในเทือกเขาต่างๆ ในพื้นที่

       ซึ่งถือว่าได้ผล เพราะมีการจับกุม ตรวจค้น ยึดอาวุธ และยุทโธปกรณ์ที่แนวร่วมใช้ในการก่อเหตุร้ายได้จำนวนหนึ่ง และสามารถทำให้การเคลื่อนไหวของแนวร่วมอยู่ในวงจำกัด จนสุดท้ายแนวร่วมต้องใช้วิธีการเดิมที่เคยใช้มาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน นั่นคือ ปฏิบัติการทางน้ำวางระเบิดเรือประมง เป็นการก่อเหตุร้ายเพื่อการ เลี้ยงกระแสเอาไว้

       และส่วนที่ 2 ที่อยู่เบื้องหลังในการทำให้เหตุร้ายลดลงคือ คณะพูดคุยสันติสุขที่มี พล.อ.อักษรา เกิดผลทำหน้าที่หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งยังคงเดินหน้าในการพูดคุยกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่มี การลงนามในร่างที่โออาร์ตามความต้องการของกลุ่มมาราปาตานีก็ตาม

       เพราะการที่ไม่ได้มีการลงนามในร่างทีโออาร์ ไม่ได้หมายความว่า การพูดคุยจะจบสิ้นไปแล้วตามที่มีการ ตีความหรือเข้าใจกัน เพราะฝ่ายของกลุ่มมาราปาตานีเองก็เข้าใจถึงสาเหตุของการที่ยังไม่สามารถลงนามในทีโออาร์ดังกล่าว

       เพราะหลังจากที่มีการพูดคุย และไม่ได้ลงนามในร่างทีโออาร์ในฉบับดังกล่าว กระบวนการพูดคุยที่มี พล.อ.อักษรา เป็นหัวหน้าคณะยังคงมีการประสานงาน และพูดคุย 3 ฝ่ายต่อเนื่อง แม้เป็นการพูดคุยแบบ ไม่เป็นทางการแต่สามารถที่จะ ขับเคลื่อนให้การพูดคุยมีความก้าวหน้า เพื่อที่จะทำการพูดคุยอย่าง เป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่ทุกฝ่าย หรือทุกกลุ่มมีความเข้าใจตรงกัน

       โดยข้อเท็จจริงของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่สันติสุขของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วิธีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการอาจจะมีประโยชน์ที่ดีกว่าการพูดคุยแบบเป็นทางการ ซึ่งบางครั้งการพูดคุยเพื่อ ออกทีวีให้ทั่วโลกเห็นนั้น อาจจะเป็นเพียงเรื่องของ การสร้างภาพเท่านั้น

       แต่อย่างไรก็ตาม การพูดคุยยังคงดำเนินต่อไป เพราะการพูดคุยคือ ทางออกจากความขัดแย้ง จากความรุนแรงที่ดีที่สุด เพราะเป็นการหยุดความรุนแรงโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ เสียชีวิต และไม่ต้องมีการบาดเจ็บล้มตายทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน

       และที่สำคัญนั่นคือ เป็นการ ประหยัดงบประมาณแผ่นดินซึ่งงบประมาณที่ว่านี้ไม่ได้เป็นของรัฐบาล ไม่ได้เป็นกองทัพ แต่เป็นเงินภาษีของคนไทยทุกคน และที่สำคัญวันนี้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อการร้ายของขบวนการแบ่งแยกดินแดนต่างสนับสนุนให้รัฐบาล และกองทัพแก้ปัญหาความรุนแรง หรือ ดับไฟใต้”  ด้วย การพูดคุยมากกว่า การสู้รบ

       หากในที่สุดถ้าถึงจุดสุดท้ายแล้ว การพูดคุยหรือการใช้ ยุทธศาสตร์ทางการเมืองหรือ ยุทธการน้ำลายบนโต๊ะเจรจาไม่ได้ผล เพราะเกิดจาก ความไม่จริงใจของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งก็น่าจะไม่ใช่ ฝ่ายเราวิธีการดับไฟใต้ด้วยการใช้ การทหารคือวิธีการสุดท้ายที่ต้องทำ ซึ่งหากถึงวันนั้นจริงคงจะไม่มีใครในพื้นที่แสดงความ ไม่เห็นด้วยเพราะคนในพื้นที่ต่างต้องการเห็นความสงบเกิดขึ้น

       ยกเว้นก็แต่ผู้ที่แสวงหา กำไรหรือ แสวงหาผลประโยชน์บนหยาดเลือด คราบน้ำตา และซากศพของเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน ซึ่งเป็นคนกลุ่มหนึ่งในพื้นที่ที่วันนี้ยังคง ลอยนวลอยู่บน ความร่ำรวยบนความ เสดสาของคนในพื้นที่

       นั่นคือ ภาพรวมของสถานการณ์ความรุนแรงที่มีแนวโน้มไปในทิศทางของการเป็น บวก
       แต่ก็ยังมีปรากฏการณ์เล็กๆ ในพื้นที่ ซึ่งเกิดจาก ความไม่เข้าใจกันระหว่างกลุ่มคนที่ทำงาน ด้านสิทธิมนุษยชนกับ กองทัพที่มีการทำรายงานสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเรื่องของการ ซ้อมและ ทรมาน

       จนในที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถที่จะ พูดคุยกันด้วย ภาษาดอกไม้รู้เรื่อง และลงเอยด้วยการที่กองทัพต้องพึ่ง กระบวนการยุติธรรมในการ พิสูจน์ความจริง ด้วยการ แจ้งความดำเนินคดีต่อกลุ่มผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
        
       น่าจะเป็น ครั้งแรกที่กองทัพดำเนินการทางกฎหมายต่อกลุ่มผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากที่เคยมีเหตุของความไม่เข้าใจ หรือเข้าใจไม่ตรงกัน โดยมี ชุดความจริงคนละชุดในมือของทั้ง 2 ฝ่าย

       ทางออกของเรื่องดังกล่าวนั้น เมื่อมาถึง จุดนี้คงยากที่จะไม่ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อหาข้อยุติว่า สิ่งที่ฝ่ายสิทธิมนุษยชนทำรายงาน และเผยแพร่ไปทั่วเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ในขณะที่กลุ่มผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเองก็ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้กระบวนการยุติธรรมเห็นว่า  สิ่งที่ได้สืบค้น และนำไปเผยแพร่จนกองทัพเห็นว่าได้รับความเสียหายเป็นเรื่องจริง

       แน่นอนว่าความขัดแย้งระหว่างคนทำงานในกลุ่มสิทธิมนุษยชนกับกองทัพ เป็นสิ่งที่ทำให้บรรยากาศของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อึมครึมมากขึ้นไปอีก

       แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ เป็นประโยชน์ต่อ ทุกฝ่ายเพราะถ้าพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่ยังมีการซ้อมทรมานผู้ที่ถูกกล่าวหา และผู้ต้องหาจริง กองทัพจะต้องรับผิดชอบทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเหยื่อที่ถูกซ้อมทรมาน ต้องรับผิดต่อกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่ถูกฟ้องเป็นจำเลย และรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

       แต่ถ้าบทสรุปจากกระบวนการยุทธิธรรมว่า รายงานดังกล่าว เกินเลยจากข้อเท็จจริง คนทำงานในด้านสิทธิมนุษยชนก็จะได้มองเห็น ความบกพร่องของกระบวนการในการทำหน้าที่ และนำไปสู่ การแก้ไขในที่สุด

       เพียงแต่ในขณะนี้ในระหว่างที่กระบวนการยุติธรรมเพิ่มเริ่มต้นและยังไม่จบ ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ควรที่จะ เคลื่อนไหวเพื่อชิง ความได้เปรียบ-เสียเปรียบจนสร้าง ความสับสนให้คนในพื้นที่ และสังคมส่วนร่วม

       เพราะวิธีการดังกล่าวคือ การ ซ้ำเติมสถานการณ์ในพื้นที่ให้มองดูเหมือนว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น และกำลังจะเป็นเรื่อง บานปลายออกไปสู่ภายนอกประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่อย่างใด


-----------------------

6/13/2559

มูลความจริง ทำไม? จนท.รัฐต้องฟ้องดำเนินคดี 3 นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

ซอเลาะห์ บินคอลีฟ


จากกรณีที่ สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพ หรือ LEMPAR ได้ออกแถลงการณ์พิเศษ จี้ภาครัฐให้ความเป็นธรรมต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จากการที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ 3 นักสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน โดยเลือกที่จะไม่ดำเนินคดีกับองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่เลือกที่จะดำเนินคดีกับองค์กรสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ ทำให้นักสิทธิมนุษยชนทั้ง 3 ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศความเชื่อใจของภาคประชาสังคมต่อกระบวนการสันติสุข


เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และองค์กรเครือข่ายมนุษยชนปาตานี เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร (มีผู้เคลื่อนไหวหลายองค์กรร่ำรวยผิดปกติ) ซึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีองค์กรเหล่านี้กว่า 420 องค์กร ปีหนึ่งๆ รับเงินทุนสนับสนุนมหาศาล แต่กลับมีองค์กรบางองค์กรไม่น่าจะเป็นคนไทย และไม่สมควรเอาดินในผืนดินไทยกลบหน้าศพยามตายไปด้วยซ้ำ มีความพยายามนำประเด็นข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ นำชื่อเสียงของประเทศที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนไปนำเสนอให้กับฝรั่งตาน้ำข้าวเพื่อแลกเศษเงินตรา โดยขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ทั้งๆ ที่สามารถดำเนินการได้ และเจ้าหน้าที่รัฐก็พร้อมให้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งในบางกรณี ก็ได้แสดงเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงที่สร้างความเสียหายแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ด้วยความทุ่มเทเสียสละ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐและทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีสากล


ย้อนรอยไปดูที่ต้นเหตุความอัปยศที่เกิดขึ้นของ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และองค์กรเครือข่ายมนุษยชนปาตานี ได้เก็บข้อมูลและจัดทำรายงานสถานการณ์การทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้ ปี 2557 – 2558 ออกเผยแพร่สู่สาธารณชน และมีการแถลงข่าว ณ มหาวิทยาลัยของรัฐในเวลาต่อมา
จุดเริ่มต้นของความอดสู 
เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 นางสาวอัญชนา หีมมิน๊ะห์ ประธานกลุ่มด้วยใจได้ยื่นหนังสือให้ พลเอก อักษราเกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยฯ และ พลโท วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  ณ ค่ายจุฬาภรณ์ จังหวัดนราธิวาส เกี่ยวกับสถานการณ์การซ้อมทรมานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้รับปากจะทำการตรวจสอบให้ข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะนำออกมาเผยแพร่
แถลงข่าวอันเป็นเท็จไม่รอผลการตรวจสอบจากรัฐ
เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2559 ได้ตอกย้ำต่อสังคมได้รับรู้โดย กลุ่มเครือข่ายองค์กรที่จัดทำรายงาน ซึ่งประกอบด้วย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี ได้ร่วมกันแถลงข่าวและเปิดตัวหนังสือ รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2557– 2558” ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และต่อมาภายหลังได้มีการนำไปเผยแพร่ ผ่านสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง  ซึ่งข้อมูลดังกล่าวในรายงานแม่ทัพภาคที่ 4 ขอให้รอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะนำเสนอ แต่กลุ่มองค์กรดังกล่าวไม่รอผลการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่  ชิงแถลงข่าวเปิดตัวรายงานดังกล่าวต่อสังคม นำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียง ของหน่วยงานที่ตกเป็นจำเลย
หน่วยงานรัฐตกเป็นจำเลยของสังคม
เมื่อรายงานได้ถูกเผยแพร่ออกไป แม่ทัพภาคที่ 4 จึงได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้วยความโปร่งใส เพื่อนำมาสู่การลงโทษผู้กระทำความผิด และใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้เป็นที่ยอมรับ และสร้างความเชื่อมั่นโดยเร่งด่วนต่อไป รวมทั้งได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกทางหนึ่งด้วย
ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง 54 ราย ระบุตัวตนได้เพียง 18 ราย
คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากรายงานดังกล่าว จำนวน 54 ราย พบว่าสามารถตรวจสอบ และระบุตัวบุคคลได้เพียง 18 ราย ซึ่งผลจากการตรวจหลักฐานที่หน่วยนำมาชี้แจง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการควบคุมตัวไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อได้ว่ามีการซ้อมทรมานแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็ได้เชิญ คุณอัญชนาฯ มาร่วมประชุมหารือ เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2559 รวมทั้งได้ประสานขอข้อมูลบุคคลที่กล่าวอ้างกับผู้จัดทำรายงานอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง เพื่อร่วมกันตรวจสอบความจริงให้ปรากฏแต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคล และองค์กรที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด และได้  บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด โดยอ้างว่า ลืมบ้าง กำลังตรวจสอบข้อมูลบ้าง และอีกหลาย ๆ เหตุผล ที่จะไม่ให้   ข้อมูลดังกล่าวแก่เจ้าหนาที่รัฐ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมที่จะให้ ผู้จัดทำรายงานเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตลอดเวลา
เปิดศูนย์ซักถามนำสื่อมวลชนเข้าตรวจสอบ
กอ.รมน.ภาค 4 สน.เปิดให้สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมต่างๆ ได้เข้าไปสังเกตการณ์ และสัมภาษณ์ผู้ต้องสงสัยต่อกระบวนการซักถามของเจ้าหน้าที่รัฐในค่ายอิงคยุทธบริหาร เพื่อให้เห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มีความโปร่งใส เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีการซ้อมทรมาน และข่มขู่ครอบครัวผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใดตามกล่าวอ้าง และพร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้ อีกทั้งได้เชิญนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และนางสาวอัญชนา  หีมมีนะ เข้ามาพูดคุย และขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะร่วมกันหาวิธีแก้ไข  หากมีการดำเนินการซ้อมทรมานจริง จะได้ลงโทษผู้ที่กระทำการดังกล่าว แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้ให้ความร่วมมืออีกเช่นเคย
อัญชนาฯ ตอกย้ำด้วยกล่าวหา จนท.ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ต้องสงสัยเหตุบุกยึด รพ.เจาะไอร้อง
จากเหตุการณ์ล่าสุด กรณีที่มีกลุ่มคนบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง นางสาวอัญชนา ฯ ก็ได้กล่าวอ้างว่าจากการสัมภาษณ์ครอบครัวผู้ถูกเชิญตัวที่มาร้องเรียนว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้ ชาวบ้านไม่สบายใจ และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การซ้อมทรมานผู้ต้องหา เช่น แช่ห้องเย็น อยู่ห้องมืด ซึ่งจากคำพูดเหล่านี้ ได้ยินมานานมาก และทุกๆครั้งที่มีการนำมาเผยแพร่ก็จะมี ข้อความเช่นนี้อยู่เสมอ
กอ.รมน.แจงมูลเหตุการณ์ฟ้อง 3 NGOs
กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการประสานความร่วมมือกับองค์กรที่จัดทำรายงาน เพื่อร่วมกันตรวจสอบความจริงให้ปรากฏ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด จึงถือเป็นการเจตนาจงใจปกปิดข้อมูลโดยใช้เหยื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำรายงานมิใช่การนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อเยี่ยวยา และหาแนวทางแก้ไขตามที่กล่าวอ้าง นอกจากนี้ยังมีบางประเด็นที่สำคัญเช่น โดนให้เปลือยกายในห้องเย็นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทหารพรานหญิงและโดนทหารพรานหญิงเอาหน้าอกมาแนบที่ใบหน้าถือเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และ ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสตรีอย่างร้ายแรง เพื่อธำรง และรักษาไว้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธี
กอ.รมน.ภาค 4 สน. จึงจำเป็นต้องอาศัย กลไกทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเพื่อนำไปสู่การแสวงหาความจริงร่วมกันในชั้นศาลด้วยการเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานสอบสวน โดยเชื่อมั่นว่าหากพยานหลักฐานมีอยู่จริง ผู้จัดทำรายงานต้องนำมาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล แต่หากข้อมูลไม่มีอยู่จริง หรือมีเจตนาบิดเบือนผู้จัดทำรายงาน ก็สมควรได้รับโทษตามกฎหมายในฐานะที่เป็นผู้ละเมิดสิทธิ ทำลายเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทเสียสละ และหน่วยงานของรัฐที่พยายามมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อลดเงื่อนไขหล่อเลี้ยงความรุนแรง พร้อมทั้งขอยืนยันว่ารัฐจะให้ความคุ้มครองทางกฎหมายต่อประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม แต่รัฐไม่สามารถเพิกเฉยหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น หรือกระทำผิดกฎหมายได้ ดังนั้น การออกมาเรียกร้องของกลุ่ม LEMPAR และ ฮิวแมนไรท์วอทช์ โดยขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านจะสุ่มเสี่ยงต่อการส่งเสริม และสนับสนุนการใช้กฎหมู่ให้อยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งจะเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป.

------------------------

5/30/2559

‘ตัดตอน’แบ่งงานกันทำนำไปสู่การก่อเหตุคือความชั่วกลุ่มขบวนการโจรใต้

แบดิง โกตาบารู

เสียงเล่าจากปากสู่ปากในร้านน้ำชาที่มีการกล่าวถึงรูปแบบการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการโจรใต้ฟาตอนี ผู้เขียนเองได้ยินอยู่บ่อยครั้งว่าสมาชิกขบวนการสุดโต่งเหล่านั้นมีการแบ่งมอบหน้าที่แต่ละส่วนงานแยกจากกัน โดยมีการตัดตอน และมีการขยายความต่อไปด้วยว่าสมาชิกแต่ละคนจะทราบเฉพาะแค่บทบาทหน้าที่ของตนเองเท่านั้นซึ่งในการก่อเหตุแต่ละครั้งไม่ได้เบ็ดเสร็จแค่คนเพียงหนึ่งคนแต่มีการร่วมมือเป็นขบวนการ
ผู้เขียนเองเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันแต่ไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร อีกทั้งคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวไม่สำคัญเท่าไหร่ในความรู้สึกนึกคิด แต่เมื่อได้ยินบ่อยครั้งเข้าเริ่มฉุกคิดว่ากลุ่มขบวนการโจรใต้มีการแบ่งมอบหน้าที่ในการก่อเหตุอย่างไร โดยเฉพาะการประกอบระเบิดแสวงเครื่องของกลุ่มขบวนการโจรใต้ และสิ้นสุดด้วยการนำไปใช้ในการก่อเหตุลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์
การก่อเหตุสร้างสถานการณ์ของกลุ่มขบวนการโจรใต้เกิดจากอะไร ศรัทธา” “ความเชื่อหรืองมงายในสามคำนี้  ศรัทธามีศักดิ์ศรีเหนือกว่าคำอื่นทั้งหมด ส่วนความเชื่อมีศักดิ์ศรีน้อยกว่า ศรัทธา ส่วน งมงาย เป็นคำที่มีศักดิ์ศรีต่ำสุด
แต่ไม่น่าเชื่อว่าแกนนำกลุ่มขบวนการได้ใช้ ศรัทธา ของผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือโดยการบิดเบือนหลักคำสอน ใช้ ความเชื่อ ว่าดินแดนปาตานีถูกรุกรานจากสยามและถูกยึดครอง และสุดท้ายเมื่อมี ศรัทธาและความเชื่อ ย่อมส่งผลให้สมาชิกแนวร่วมเกิดความ งมงายทำการเข่นฆ่าผู้คนแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์
ถึงแม้ยุคสมัยนี้เทคโนโลยี หรือความทันสมัยได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นในชีวิตประจำวันแต่มิได้ช่วยให้มนุษย์เลิก งมงายได้เลย กลับกลายเป็นช่องทางในการปลุกระดมบ่มเพาะสมาชิกแนวร่วมกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นมา ก่อเหตุสร้างสถานการณ์สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน
เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่าน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมมือระเบิดรายหนึ่งได้ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี (ขอสงวนชื่อ นามสกุล) ผลการซักถามให้การยอมรับว่าเป็นสมาชิก ผกร. ฝ่ายซัมปูตัส หรือฝ่ายสนับสนุนด้านระเบิด ทำหน้าที่ในส่วนมาเซาะ ผลิตตัวระเบิดแสวงเครื่องใช้ในการก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดปัตตานี อีกทั้งได้มีการสาธิตการประกอบระเบิดแสวงเครื่องให้ดู

สมาชิกโจรใต้ฟาตอนีรายนี้ได้เล่าว่าถูกชักชวนให้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ผกร.เมื่อปี 2546 ก่อนเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนพันพัฒนา 4 ฟังการบรรยายประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี ได้ผ่านขั้นตอนการสาบานตน (ซูมเปาะห์) เพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเต็มตัว โดยอุสตาซยา ซึ่งได้เสียชีวิตเมื่อ 28 เม.ย.47 ได้ผ่านการฝึกหลักสูตรหน่วยจรยุทธ์ขนาดเล็ก หรือหลักสูร RKK หลังจบการฝึกถูกจัดให้อยู่ในชุดปฏิบัติการของแกนนำในพื้นที่คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี
ส่วนความเป็นมาในการผันตัวเองมาเป็นชุดปฏิบัติการฝ่ายซัมปูตัส หรือฝ่ายสนับสนุนด้านระเบิดให้กับกลุ่ม ผกร.ในพื้นที่ ได้รับคำสั่งจากแกนนำให้ไปเข้ารับการฝึกหลักสูตรการทำระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งรูปแบบการฝึกมี 2 ฝ่าย คือฝ่ายเทคนิค (วงจร) กับฝ่ายมาเซาะ (ผสมและประกอบระเบิดแสวงเครื่อง) และสมาชิกโจรใต้ฟาตอนีรายนี้เลือกฝึกในฝ่ายผสมและประกอบระเบิด โดยใช้บริเวณสนามฟุตบอลบ้านเปี๊ยะ ต.ดาโต๊ะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ทำการฝึกฝนร่วมกับสมาชิกอีก 2 คน
หลังจากทำการฝึกจบด้วยการปฏิบัติจำนวน 5 ครั้ง ต่อมาในปี 2558 ระดับแกนนำได้สั่งการให้กลุ่มซัมปูตัส ไปช่วยกันผลิตระเบิดแสวงเครื่อง โดยใช้บริเวณสวนทุเรียนในพื้นที่บ้านออลอปีแน  ต.ดาโอ๊ะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งมีสมาชิกฝ่ายสนับสนุนระเบิดร่วมกันปฏิบัติจำนวน 7 คน
ผู้ถูกจับกุมได้เปิดเผยว่าตั้งแต่ทำหน้าที่ผสมและประกอบระเบิดแสวงเครื่องได้ร่วมกับสมาชิกรายอื่นๆ ทำการผลิตระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 9 ทุ่น หลังจากผลิตเสร็จ มีผู้ทำการขนย้ายโดยใช้รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง แต่ไม่ทราบว่าไปส่งให้กับผู้ใด ส่วนในการผลิตใช้เวลาประมาณ 30 นาที ต่อ 1 ทุ่น
จากคำบอกเล่าของผู้ถูกจับกุมเมื่อถูกซักถามบวกกับข่าวในร้านน้ำชาจะเห็นได้ว่ากลุ่มขบวนการโจรใต้มีการแบ่งมอบหน้าที่แต่ละส่วนงานแยกจากกัน โดยมีการตัดตอน แต่ละคนจะทราบเฉพาะแค่บทบาทหน้าที่ของตนเองเท่านั้นซึ่งเป็นยุทธวิธีในการที่จะป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่สาวไปถึงตัวผู้บงการชักใยอยู่เบื้องหลังในการกระทำความชั่ว โดยใช้ ศรัทธา” “ความเชื่อและ งมงายหลอกใช้ให้สมาชิกทำการก่อเหตุ มีการซูมเปาะห์ หรือสาบานตนให้เกรงกลัว สิบกว่าปีไฟใต้กี่พันชีวิตต้องสังเวย น้ำตาอีกกี่หยดถึงจะดับไฟใต้เพื่อไปสู่จุดหมายแห่งสันติสุข.

------------------------

5/22/2559

เผยความคิดเห็น “ประชาชนเห็นด้วย” ต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้

“Zamree”

เผยสำรวจสันติภาพชายแดนใต้รอบแรก ประชาชนยังหวังต่อกระบวนการพูดคุย เป็นการพาดหัวข่าวของสำนักสื่อหลายสำนัก กรณีเมื่อวันที่ 17 พ.ค.59 ผู้แทนของสถาบันทางวิชาการและองค์กรประชาสังคม 15 องค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในครั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา จะมีความรู้สึกเช่นไรต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น มีการสุ่มตัวอย่างเจาะลึกถึงระดับครัวเรือนเพื่อนำความรู้สึก ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงส่งผ่านไปให้รัฐบาล กลุ่มขบวนการ หรือกลุ่มผู้ที่เห็นต่างจากรัฐได้รับรู้

เนื้อหาใจความผลการสำรวจสันติภาพในครั้งนี้ จากการแถลงข่าวพอจับใจความสำคัญๆ โดย      ในภาพรวมประชาชนในพื้นที่ยังคงคาดหวังต่อกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐบาลที่ดำเนินการอยู่ ซึ่งเบื้องลึกประชาชนต้องการอะไร? มีความพึงพอใจมากน้อยแค่ไหน? และรูปแบบการบริหารปกครองที่ควรจะเป็นประชาชนต้องการแบบไหน? มาวิเคราะห์เจาะลึกประเด็นต่อประเด็นกัน

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) ซึ่งเป็นผู้แถลงข่าวผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ในครั้งนี้

ประเด็นแรก ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี เปิดเผยว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่สนับสนุนการใช้การพูดคุย การเจรจาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่ถึงร้อยละ 56.4

จากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าประชาชนเห็นด้วยต่อกระบวนการพูดคุยต้องการขจัดปัญหาความขัดแย้งที่หมักหมมปัญหามานานหลายสิบปี ปฏิเสธความรุนแรง แสวงหาทางออกเพื่อนำไปสู่สันติสุขในพื้นที่ จากการนัดพบปะพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งที่ 4 ของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับกลุ่มมาราปาตานี เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2559 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไม่ได้มีการลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับร่างกรอบการพูดคุยร่วม หรือร่างทีโออาร์ (TOR) ในวันดังกล่าว ผลที่ตามมามีการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในหลายพื้นที่ จชต. แสดงให้เห็นว่ายังมีบางกลุ่มต้องการความรุนแรงไม่ต้องการให้พื้นที่แห่งนี้สงบสุข

ประเด็นที่สอง ภาพรวมของความพึงพอใจกับความก้าวหน้าของกระบวนการพูดคุย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกเฉยๆ กับความก้าวหน้า ร้อยละ 39.8 พอใจร้อยละ 22.2 และไม่พอใจ ร้อยละ 12.2 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่า กระบวนการพูดคุยมีผลทำให้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมในชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นถึงร้อยละ 46.6

เป็นเพราะอะไร? ประชาชนจึงรู้สึกเฉยๆ ต่อความก้าวหน้ากระบวนการพูดคุย ถ้าจะวิเคราะห์ในมุมมองของผู้เขียนอาจจะมาจากสาเหตุหลักใหญ่ 2 ประการด้วยกันกล่าวคือ สืบเนื่องจากประชาชนรากหญ้าในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตามข่าวสารความคืบหน้ากระบวนการพูดคุย อีกทั้งประชาชนบางส่วนไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ อีกสาเหตุหนึ่งมาจากการไม่เปิดเผยผลการพูดคุย และไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้เท่าที่ควร อย่างไรก็ตามผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจสูงกว่าไม่พอใจถึง 10%

ประเด็นที่สาม  ผู้ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 51 ที่มีความหวังว่าในอีก 5 ปีข้างหน้ากระบวนการพูดคุยที่ต่อเนื่องจะทำให้เกิดข้อตกลงสันติภาพในที่สุด

ความคาดหวังของประชาชนในอีก 5 ปีข้างหน้า หากมีกระบวนการพูดคุยที่ต่อเนื่องจะนำไปสู่ข้อตกลงและนำไปสู่สันติภาพในที่สุด ซึ่งการพูดคุยเพื่อหาทางออกของความขัดแย้งเป็นแนวทางที่ดีที่สุด สันติภาพไม่ได้เกิดจากการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นซึ่งกันและกัน อันจะนำมาซึ่งความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย  ความขัดแย้งหลายภูมิภาคในโลกนี้ไม่มีที่ใดได้มาซึ่ง สันติภาพจากสงคราม มีแต่การใช้การพูดคุยนำไปสู่ สันติภาพแทบทั้งสิ้นแต่ต้องใช้ระยะเวลา

สำหรับข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลและขบวนการต่อสู้ฯ ได้พูดคุยกันในขณะนี้มีผู้เลือกตอบในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่จำนวนมากที่สุดเป็นลำดับแรก ตามมาด้วยการแก้ไขปัญหายาเสพติด และการพัฒนาการศึกษาตามลำดับ
ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้รัฐบาลพัฒนาเศรษฐกิจและการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ การแก้ไขปัญหายาเสพติด และการพัฒนาการศึกษา

การพัฒนาเศรษฐกิจและการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ รัฐบาลมุ่งพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชน การพัฒนาแหล่งน้ำ ไฟฟ้า ถนน ซึ่งมีการปรับปรุงถนน 37 เส้นทางในพื้นที่ จชต.และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วนของ ศอ.บต. การสนับสนุนกลุ่มอาชีพ โครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย-มาเลเซีย จังหวัดนราธิวาส แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย เพื่อมุ่งสู่ประชาคมอาเซียน

การแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ จชต. ได้มี โครงการญาลันนันบารูหรือ โครงการ ทางสายใหม่ให้โอกาสกับเยาวชนช่วงอายุ 14-25 ปี ที่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หรือเยาวชนที่มีความต้องการจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สมัครใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ส่วนผู้ค้ายาเสพติดมีการสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่มีการระดมกวาดล้างจับกุมได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหายาเสพติดเป็นหนึ่งในภัยแทรกซ้อนที่เป็นตัวแปรต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล
การพัฒนาการศึกษา รัฐบาลมุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ จชต.เพื่อก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 รมช.ศึกษาฯ ลงพื้นที่ใน จชต. เพื่อเยี่ยมสถานศึกษา สนับสนุนโครงการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะเป็นผลดีและโอกาสต่อเด็กนักเรียนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

ประเด็นที่สี่ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องการบริหารปกครองพื้นที่ จชต.ส่วนใหญ่อยากเห็นรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่นี้ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยร้อยละ 26.5 รองลงมาคือรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกับส่วนอื่นๆของประเทศร้อยละ 22.2 ส่วนผู้ตอบแบบสอบถาม  ไม่อยากได้ คือ รูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ร้อยละ 25.1 และรูปแบบที่เป็นอิสระจากประเทศไทย ร้อยละ 22.9

การบริหารการปกครองที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการคือรูปแบบการปกครองพิเศษ ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย ที่มีการกระจายอำนาจเหมือนกับพัทยา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ รูปแบบควรจะเป็นแบบไหนจะต้องอยู่ที่กระบวนการพูดคุย หาทางออกที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่อยากได้ หรือไม่เห็นด้วยคือการไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ เลย และไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย

เมื่อผลสำรวจที่ออกมาได้แสดงความรู้สึก ความต้องการของประชาชน เพื่อส่งผ่านไปถึงรัฐบาล กลุ่มขบวนการ และกลุ่มผู้ที่มีความเห็นต่างจากรัฐได้รับรู้ โดยเฉพาะประเด็นไม่ต้องการเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทยมีนัยสำคัญ ต่อท่าทีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา PerMAS และกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมบางกลุ่มในห้วงที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีการปลุกกระแสการกำหนดใจตนเองเพื่อนำไปสู่การลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย ในเมื่อประชาชนไม่ต้องการก็จะต้องทบทวนบทบาทตนเองต่อการเรียกร้องดังกล่าว

ประเด็นสุดท้าย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี ได้กล่าวทิ้งท้ายพื้นที่กลางเพื่อสร้างสันติภาพและแก้ปัญหาความขัดแย้ง ในพื้นที่กลางความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ต้องมาจากทุกฝ่าย การทำวิจัยครั้งนี้ก็เพื่อเสริมความเข้มแข็งของการสร้างพื้นที่กลาง นักวิชาการทุกปีกสถาบันทั้งในและนอกพื้นที่ ภาคประชาสังคม ทุกปีกความคิด
นโยบายรัฐไม่ได้ปฏิเสธพื้นที่กลางเพื่อสร้างสันติภาพและแก้ความขัดแย้ง จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้เปิดเวทีเพื่อเป็นพื้นที่กลางให้กับประชาชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาสังคม และทุกภาคส่วนได้ร่วมกันระดมความคิดร่วมหาทางออกให้กับประเทศ เพื่อยุติความขัดแย้งนำไปสู่สันติสุขการอยู่ร่วมอย่างพหุวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่

ส่วนนโยบายและทิศทางกระบวนการพูดคุย พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กล่าวว่า การพูดคุยสันติสุขถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดกรอบนโยบายและทิศทางด้วยตัวท่านเอง

ส่วนการดำเนินการในพื้นที่มีการประสานสอดคล้องกับระดับนโยบาย มีความมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อกระบวนพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มขบวนการ หรือกลุ่มผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก

 “การพูดคุยสันติสุขเป็นเพียงกลุ่มงานหนึ่งในเจ็ดกลุ่มงานของการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเป็นกลุ่มงานสุดท้ายที่ช่วยในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี และช่วยเติมเต็มให้การดำเนินการต่อหกกลุ่มงานที่เหลือมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นการพูดคุยจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด.



-------------------

ว่าด้วยไฟใต้ (จะดีขึ้น) หากผู้ก่อเหตุสำนึกผิด

‘Sareena’

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นต่อเนื่องยืดเยื้อยาวนาน นับจากปี 2547 จนถึงปัจจุบันนับได้ 12 ปี มีผู้ได้รับผลกระทบกับเหตุการณ์ต้องบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนถูกทำลายเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้ กลุ่ม ผกร.ยังคงเดินหน้าทำการก่อเหตุโดยไม่แยแสต่อความเดือดร้อนของประชาชนแต่อย่างใด และไม่มีที่ท่าที่จะยุติความรุนแรง

หากย้อนดูปรากฏการณ์ความรุนแรงชายแดนใต้ จุดเริ่มต้นความชั่วร้ายครั้งแรกในการก่อเหตุของกลุ่ม ผกร.ทำการปล้นอาวุธปืนและสังหารเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตไปสี่นาย ในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ตามด้วยการลอบวางเพลิงเผาโรงเรียน      20 แห่ง ในพื้นที่ อ.แว้ง, อ.จะแนะ, อ.รือเสาะ, อ.ตากใบ, อ.สุไหงโกลก, อ.สุไหงปาดี, อ.ศรีสาคร และ อ.ระแงะ ในจังหวัดนราธิวาส และการมีการเผายางรถยนต์ก่อกวนในพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา การลอบวางระเบิดในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปัตตานีในวันถัดมา และการเข้าโจมตีสถานีตำรวจภูธรตำบลอัยเยอร์เวง จ.ยะลา ส่งผลให้รัฐบาลต้องเข้ามาจัดการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในทันทีด้วยการตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายคณะเพื่อขับเคลื่อนวางแผนยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ผลกระทบจากการก่อเหตุของกลุ่มโจรใต้ไร้ซึ่งสำนึก ไร้อุดมการณ์ ไร้มนุษยธรรม และสุดโต่ง เปรียบเสมือนหนึ่งไซตอนที่ลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะรับได้ โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็ก ผู้หญิง และประชาชนในพื้นที่ทั้งที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ต้องพิการตัดแขนขา กรณีบิดามารดาต้องเสียชีวิต เด็กต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมธาตุแท้ของโจรใต้ที่ไม่มีความปราณีและแยกแยะเป้าหมายในการก่อเหตุ มุ่งทำลายชีวิตและทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชนทั้งชาวไทยพุทธ มุสลิมกันถ้วนหน้า  ซึ่งการก่อเหตุของกลุ่มโจรใต้ ปัจจุบันนี้ที่ยังคงเดินหน้าสร้างสถานการณ์ไม่เว้นวัน หลายเหตุการณ์ หลายพื้นที่ยังคงวนเวียนคอยทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ทุกคนในพื้นที่รับไม่ได้

นอกจากนี้แล้ว ยังได้เกิดการถกแถลงกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทยในประเด็นที่ว่า   เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร กลุ่มใดเป็นผู้ก่อการ และจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป รวมทั้งเราควรจะแก้ปัญหานี้กันอย่างไร เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น บางฝ่ายมองว่าเป็นการขัดแย้งกันเองของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ บางฝ่ายมองว่าเป็นปัญหาทางด้านการเมืองในระดับประเทศ บางฝ่ายมองว่าเป็นเพียงโจรหรืออาชญากรรมข้ามชาติที่มีเครือข่ายอยู่ในภูมิภาคนี้ และแน่นอนบางท่านมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเดิมๆ ที่ยังมิได้ถูกขจัดให้หมดสิ้นไปอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือปัญหาของความพยายามในการแบ่งแยกดินแดนของกลุ่มขบวนการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

การสร้างความมั่นใจและสนับสนุนให้ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ผู้นำปัญญาชน ผู้นำจิตวิญญาณ และพี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่กล้าที่จะลุกขึ้นมาปฏิเสธความรุนแรง และสร้างกระแสต่อต้านการใช้ความโหดเหี้ยม โหดร้ายทารุณ โดดเดี่ยวกลุ่ม ผกร.แต่กลุ่มโจรใต้เหล่านี้โต้กลับด้วยการก่อเหตุสร้างความหวาดกลัว ปล่อยกระแสข่าวลือจะมีการลอบทำร้ายผู้ที่ไม่ให้การสนับสนุนฝ่ายตน และจัดการกับผู้มีความคิดต่างทั้งที่เป็นชาวไทยมุสลิมด้วยกันและต่างศาสนิก ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักคำสอนศาสนา และหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรง

ผู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา ต้องปลุกเร้าผู้นำศาสนา ผู้รู้หาช่องทางสร้างความเข้าใจกับผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชี้ให้เห็นถึงความถูกต้อง ความชั่ว ความดี อีกทั้งความเป็นไปได้และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการต่อสู้โดยใช้ความรุนแรง ทั้งในแง่มุมของศาสนา ในมุมมองของอดีตนักต่อสู้ที่เคยร่วมขบวนการ และความเป็นจริงของโลกในปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ สปาร์กตั้งข้อสงสัยในหมู่ผู้ก่อเหตุรุนแรงว่า สิ่งที่เขาเชื่อถูกต้องหรือไม่ มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และมีทางเลือกอื่นๆ อีกหรือไม่?

แม้ว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ยังอยู่อีกไกล รัฐได้จุดประกายฝันของประชาชนในพื้นที่ ผ่านมาสิบกว่าปีถึงแม้ยังห่างไกลความสันติสุข และไม่รู้ว่าจะเป็นจริงเมื่อไหร่ อีกเมื่อไหร่เหตุการณ์ความรุนแรงจะสงบ ไร้ซึ่งเสียงระเบิด สิ้นเสียงปืนมีแต่เสียงแห่งความสุขของประชาชนที่อยู่ร่วมกันอย่างฉันท์พี่น้อง

การตั้งความหวังเพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมาย เป็นสิ่งที่ดีและน่าสนับสนุน ยิ่งได้เห็นการทุ่มเทการทำงานของท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ได้ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา และพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความเป็นพิเศษมากขึ้นภายใต้ โครงการประชารัฐร่วมใจสร้างอำเภอสันติสุขที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหา ผ่านพลังประชารัฐที่มีประชาชน กลุ่มผู้เห็นต่าง และภาครัฐมาร่วมแก้ไขปัญหาภายใต้หลักคิด ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำ และร่วมประเมินผล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชน และผู้เห็นต่างเจ้าหน้าที่รัฐร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้ง ลดความรุนแรง เสริมสร้างความสงบสุข และพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม และยั่งยืนต่อไป สิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้แสงสว่างเห็นชัดเพิ่มมากขึ้น..และอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอยู่บนรากฐานของความจริง.


-----------------