1/23/2561

แม่ไปตลาดเมื่อไหร่จะกลับมาสักที หนูรอนานแล้วนะ




หนูรอนานแล้วนะ


เหตุสะเทือนขวัญ อาชญากรใต้อุกอาจ ซุกซ่อนระเบิดไว้ในรถจักรยานยนต์

ทำทีมาจอดเพื่อจ่ายตลาดเช่นคนทั่วไป แต่ผู้คนที่มาเดินจับจ่ายใช้สอยหารู้ไม่

ว่ามัจจุราชกำลังจะหยิบยื่นความตายมาให้

“เห้ย! พ่อหนุ่ม…ตรงนี้จอดไม่ได้นะมันขวางทางเดิน”

เสียงจากหญิงวัยกลางคนตะโกนเตือนชายหนุ่มปริศนา

แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากชายผู้นั้น แต่กลับเดินหนีออกไปอีกทาง

ผู้ตะโกนเตือนได้เดินเข้าไปยังรถจักรยานยนต์ที่จะปลิดชีวิตของเขา

เพียงเพื่อจะขยับไปจอดในที่ ที่เหมาะสม แต่เพียงแค่ขยับได้เล็กน้อย

คนร้ายได้กดชนวนระเบิด ทำให้เกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหวทั้งตลาด

หญิงผู้หวังที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนที่มาจ่ายตลาด

เสียชีวิตคาที่ ร่างแหลกเป็นผุยผง 
หนำซ้ำแรงระเบิดยังไปถูกผู้คนที่อยู่ใกล้เคียง

บาดเจ็บอีกหลายราย และเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย 
ข้าวของเสียหาย พังยับเยิน



คนตายไม่มีสิทธิ์ที่จะร่ำลาคนที่รัก

คนตายไม่มีสิทธิ์ที่จะร้องขอชีวิต

แม่มาจ่ายตลาด เพื่อไปทำกับข้าวให้ลูกเล็กทานก่อนไปโรงเรียน

หนูน้อยก็เฝ้ารอต่อไป ว่าเมื่อไหร่แม่จะกลับมา



สามีที่บ้านก็รอภรรยาที่เดินทางไปจ่ายตลาด หวังมาทำกับข้าวแสนอร่อย

แต่ก็คงต้องรอต่อไปและไม่รู้เมื่อไหร่หญิงผู้เป็นที่รักจะกลับมา



มันน่าหดหู่ใจยิ่งนักสำหรับคนที่สูญเสียคนรักไปอย่างไม่มีวันกลับมา

เงินทองสักกี่ล้านก็ไม่สามารถพาคนรักกลับมาได้


#ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง



#ถ้าเกิดกับพ่อแม่ของพวกมึงบ้างจะเป็นยังไงว่ะ

#โจรใต้วางระเบิดตลาดพิมลชัย เมืองยะลา

กลุ่มอาชญากร สังหารหมู่ ประชาชนผู้บริสุทธิ์

 แบ "RUSLAN"


เหตุการณ์ลอบวางระเบิดตลาดพิมลชัยกลางเมืองยะลาไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 22 ม.ค. 60 เวลาประมาณ 0620  คนร้ายนำระเบิดบรรจุในรถยนต์จักรยานยนต์ซึ่งพยายามขับเข้าจอดบริเวณร้านขายเนื้อหมูในพื้นที่ตัวเมืองยะลา  แต่กลับถูกไล่จากพี่น้องประชาชนให้ไปจอดที่อื่น ก่อนที่คนร้ายจะสบโอกาสขับเข้าไปจอดในตลาดพิมลชัยร้านเขียงหมู ขณะที่เจ้าของร้านได้ร้องทักท่วงว่าจอดไม่ได้แล้วคนร้ายก็รีบเดินหนีไป เจ้าของร้านที่เสียชีวิตจึงได้ไปขยับรถที่คนร้ายจอด ขณะที่กำลังจะขยับรถนำไปจอดที่อื่น คนร้ายอีกคนก็ได้จุดระเบิด ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 23 ราย  และเสียชีวิตทันที 1 คน คือเจ้าของร้านที่ไปขยับรถออก และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลยะลา อีก 2 คน

ชัยฏอนร้ายในคราบมนุษย์อาชญากรชายแดนใต้ ไม่ต้องบอกกล่าวหรืออธิบายให้เสียเวลาว่าเป็นใคร ฝ่ายไหน? การกระทำในสิ่งที่ชั่วร้าย “สุดโต่งป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรม” หมายปองเอาชีวิตผู้คนเพียงเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายตนเป็นใคร เสียไม่ได้นอกจาก“กลุ่มขบวนการอาชญากรชายแดนใต้”เท่านั้นที่กระทำการชั่วช้าสามานเช่นนี้ได้

ความพยายามในการสร้างสถานการณ์เพื่อทำลายชีวิตโดยไม่เคยคำนึงถึงเป้าหมาย  หมายคร่าสังหารหมู่ชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ สร้างความตื่นตระหนกตื่นกลัวให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน และที่สำคัญการวางแผนการก่อเหตุที่โหดเหี้ยมในครั้งนี้ คนร้ายรู้อยู่แก่ใจตนเองอยู่แล้วว่าเป็นตลาดที่พี่น้องประชาชนทั้งไทยพุทธมุสลิมจับจ่ายซื้อของ แต่กลุ่มคนร้ายยังจะก่อเหตุกระทำมุ่งชี้ให้เห็นว่าคนร้ายต้องการ“ฆ่าสังหารหมู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์” เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองในการไม่อยากให้มีการเจรจากับรัฐบาลไทยโดยใช้ชีวิตผู้บริสุทธิ์เป็นตัวประกัน

การก่อเหตุในครั้งนี้ชี้ให้เห็นแล้วว่ากลุ่มอาชญากรที่เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์มาตลอดระยะเวลา 14 ปี ไม่ต้องการเจรจา ไม่ต้องการสันติภาพ  ไม่ต้องการสันติสุข ไม่มีเอกภาพประสิทธิภาพในการคุมลูกน้องตัวเองในการก่อเหตุได้ ไร้อุดมการณ์การต่อสู้  บ่งบอกชัดเจนของกลุ่มอาชญากรชายแดนใต้ที่ต้องการความรุนแรง ความสุดโต่ง ป่าเถื่อนทารุณ ความไร้มนุษยธรรมซึ่งความเป็นมนุษย์ ต้องการเข่นฆ่าพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ เพื่อสนองตัณหาความอยากมีอำนาจของกลุ่มตนเองแล้วมันถูกต้องแล้วหรือที่เข่นฆ่าพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์เพื่อเป็นเครื่องสังเวยผลประโยชน์ตนเอง 


--------------------

1/18/2561

The Separtister หน้ากาก NGOs

ในระยะนี้ในพื้นที่  จชต.ของไทย  จะเห็นการเคลื่อนไหวของขบวนการแบ่งแยกดินแดนภายใต้หน้ากาก NGOs  ที่ฝ่ายหนึ่งเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง อีกฝ่ายก็ป่าวประกาศว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างสอดรับกัน และพยามเคลื่อนไหวเพื่อเชื่อมโยง ไปยังเยาวชนหัวก้าวหน้าในสถานศึกษาอื่น เพื่อหลอกใช้ โดยอาศัยสถานะที่คล้ายคลึงกัน แอบอ้างแนวคิดเสรีประชาธิปไตย  โดยเจตนาปกปิดเป้าหมาย และเจตนาที่แท้จริงของตน
กลุ่มที่มีแนวคิดแบ่งแยกภายใต้หน้ากาก NGOs พวกนี้  มักแอบแฝงอยู่ในองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายในพื้นที่ จชต. ซึ่งบางคนก็มีสายสัมพันธ์กับนักกิจกรรมเยาวชนที่เคลื่อนไหวอยู่ในประเทศ บางองค์กรก็มีสัมพันธ์กับ NGOs หรือหน่วยงานระหว่างประเทศที่มีตัวแทน หรือจัดตั้งสำนักงานในประเทศไทย ลองมาดูบทบาทของลูกสมุนพวกแบ่งแยกดินแดนภายใต้หน้ากาก NGOs  กันดู

1.  เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษที่บังคับใช้อยู่ในพื้นที่ จชต. ..... ก็เพื่อให้กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในปีกต่างๆ ได้มีอิสรเสรีในการดำเนินงานของตนได้มากขึ้น โดยการอ้างว่ากฎหมายพิเศษมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชน  แต่เมื่อได้ดูผลจากการก่อเหตุเหตุรุนแรงในพื้นที่  13  ปีที่ผ่านมา  ที่ต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นเป้าหมายที่ไม่สามารถป้องกันตนเองได้ เช่น ครู  พระสงฆ์ และประชาชนทั่วไป  กฎหมายพิเศษเพื่อความมั่นคงนั้นมีเจตนาเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน  ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง  ซึ่งถือเป็นสิทธิมนุษยชนที่เป็นพื้นฐานที่สุด ที่รัฐบาลซึ่งเป็นองค์อธิปัตย์ต้องจัดให้มี  ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว ก็เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ ทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย ไม่เดือดร้อน แต่คนที่เดือดร้อน และเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายที่คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กลับเป็นหน้ากาก NGOs

2.  กล่าวอ้างว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน .....  การปกป้องสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่ดี แต่การพูดโดยไม่เคยสัมผัสความจริง พูดจากคำบอกเล่าที่สอดคล้องกับความเชื่อที่ได้รับการเสี้ยมสอนมา จัดกิจกรรมเพื่อจัดฉากประโคมข่าว ป่าวประกาศต่อสังคมโลก เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการแบ่งแยกดินแดน  เมื่อใดชาวบ้านบาดเจ็บล้มตายจากการก่อเหตุรุนแรง พวกนี้จะอมสากไม่ยอมคลาย   แต่หากมีการจับกุมผู้ก่อเหตุได้จะชิงออกข่าวว่าจับแพะ โดยไม่พูดถึงพยานหลักฐาน และสำเหนียกในข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าหน้าที่จะต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการจับกุมผู้ต้องหา โดยเฉพาะในพื้นที่ จชต.  เจ้าหน้าที่จะต้องมีความมั่นใจพอสมควร  พยาน หลักฐาน จะต้องมีน้ำหนักเชื่อถือได้จึงจะขออนุมัติหมายจับได้ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติและขัดกับหลักความเสมอภาค  การซ้อมทรมานเป็นเรื่องเล่าที่กล่าวต่อๆ กันมา ซึ่งภายหลังบางคนที่อ้างว่าถูกซ้อมทรมาน ก็ถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษฐานแจ้งความเท็จ   พฤติกรรมที่พูดแต่เอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้เจ้าหน้าที่    ที่กลุ่มคนพวกนี้ทำอยู่ จึงทำให้เห็นว่าไม่ใช่นักสิทธิมนุษยชนที่แท้จริง แต่เป็นทาส หรือขี้ข้าของกลุ่มที่ต้องการจะแบ่งแยกดินแดน ที่สวมหน้ากาก NGOs เท่านั้น

3. คัดค้านการไปดำเนินกิจกรรมใน รร.ตาดีกา .....  จาก  13 ปีที่ผ่านมาหลักฐานหลายอย่างระบุตรงกันว่าการสอนใน รร.ตาดีกา มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง ในหลักศาสนาอิสลาม  ซึ่งหาดูได้จากคำพูดทั้งของ  ผู้นำทางจิตวิญญาณ  ผู้ตัดสินชี้ขาดทางศาสนา  ผู้นำที่มุสลิมทั่วโลกยอมรับ  ที่ทางฝ่ายรัฐนำมาชี้ทางสว่างที่ถูกต้อง หลายอย่างกลับตรงกันข้ามกับที่สอนกันมา ใน รร.ตาดีกา  และประวัติศาสตร์ก็ถูกสาดสีแบบตำนานผ่านเสียงกระซิบ ไม่พูดถึงพลังของเส้นเวลา และพลวัตรของประวัติศาสตร์  ฉายประวัติศาสตร์แบบโลกแบน เพื่อสร้างความทรงจำและจินตนาการที่บิดเบี้ยวให้แก่เด็กๆ จนส่งผลกระทบมาถึงทุกวันนี้  การเข้าไปดำเนินกิจกรรม หรือบางครั้ง ช่วยสอนของ จนท. ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวไปถึงโครงสร้างวิชาหลักที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ แต่มุ่งเน้นไปในเรื่องของกิจกรรมสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกัน  หน้าที่หลักคือรักษาความความปลอดภัยให้ ครู นักเรียน  ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอนและสื่อการจัดการเรียนรู้  การเข้าไปดำเนินกิจกรรมใน รร.ตาดีกา  ทั้งนักเรียน  ผู้ปกครอง และครู  รวมทั้งสมาคมชมรมตาดีกาในพื้นที่ต่างรู้สึกมีความปลอดภัย  ยินดี และชื่นชม แต่กลุ่มที่กระวนกระวายที่สุดกลับเป็น หน้ากาก NGOs

โฟกัสแค่สามประเด็นตัวอย่าง โดยไม่ต้องโหวตให้ตกรอบเพื่อดูหน้า ก็เห็นว่าเป็นใคร กลุ่มไหนบ้าง ก็อย่างที่รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่  เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเอ่ยอ้างว่าเป็นองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนหรือเป็นนักสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นใครหรือองค์กรไหนก็ตาม ดูพฤติกรรมหรือบทบาทให้ชัดว่า เป็นหน้ากาก NGOs  เพื่อมุ่งร้ายทำลายประเทศเราหรือเปล่า   การเรียกคนพวกนี้ว่าเป็นทาสหรือขี้ข้าของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนนั้น ยังเบากว่าความเป็นจริงมากนัก  แท้ที่จริงแล้วควรต้องประณามหน้ากาก NGOs  พวกนี้ว่า ....................


1/16/2561

NGOs พฤติกรรมลำเอียงที่ทำร้าย



            ทำไม????  CSOs หรือองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งบางครั้งก็ถูกเหมารวมว่ากลุ่ม NGOs (องค์กรพัฒนาเอกชน) ที่มีมากกว่า 30 องค์กร จึงถูกทำร้าย โดยการถูกกล่าวถึงในแง่ลบของภาพลักษณ์ ทั้งสื่อถึงลักษณะของความเลวร้าย เป็นพวกรับเงินจากต่างประเทศ ทรยศ เนรคุณแผ่นดิน สร้างปัญหาให้กับทุกรัฐบาล อะไรคือสิ่งที่ทำร้ายองค์กรนี้!!

            CSOs และ NGOs เป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีแนวความคิด และ อุดมการณ์ที่คล้ายกัน ซึ่งรวมตัวกันเพื่ออาสาเข้ามาทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม เป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวเพื่อเชื่อมต่อระหว่างชุมชนหรือสังคมกับรัฐ  และได้รับหลักประกันจากกฎหมาย    ซึ่งมีบทบัญญัติว่าด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาสังคมไว้อย่างชัดเจน   ไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติที่ ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก หรือข้อกำหนดต่างๆ ที่ทำให้ภาครัฐ ต้องปรึกษาหารือกับประชาชนก่อนตัดสินใจดำเนินโครงการใหญ่ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งบทบัญญัติอื่นๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิของชุมชน


            พฤติกรรมและความเข้าใจในประเด็น เพื่อส่วนรวม ที่เป็นบรรทัดฐานของสังคมนี่เองที่เป็นสิ่งทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของ CSOs และ NGOs  ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งเงื่อนไขสำคัญของคำว่าเพื่อส่วนร่วม คือ ความเท่าเทียมกันหรือความเสมอภาค   หากมองพลวัตรของเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจากในช่วง  พ.ศ.2547 – 2551 ซึ่งถือเป็นช่วงที่รุนแรงที่สุด อันเป็นผลมาจากความพยายามแก้ไขปัญหาของรัฐบาล  จะเห็นว่ายิ่งสถานการณ์ลดความรุนแรงลงจะยิ่งขับเน้นให้เห็นพฤติกรรมที่แบ่งฝ่าย เลือกข้าง ของ CSOs และ NGOs ในพื้นที่ได้ชัดเจนมากขึ้น  โดยเฉพาะประเด็นการเคลื่อนไหวในเรื่องของสิทธิมนุษยชน และการอนุรักษ์สิ่ง แวดล้อม ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออก จะดำเนินไปเชิงต่อต้านรัฐบาล (social protest movement)  และคัดค้านนโยบายการพัฒนาพื้นที่ของภาครัฐ ซึ่งบางองค์กรก็จะผิดเพี้ยนไปจากวัตถุประสงค์ การก่อตั้งองค์กร มีการเลือกปฏิบัติ เคลื่อนไหวและใช้อิทธิพลที่มีขององค์กรตน เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับฝ่ายผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ เรื่องสิทธิมนุษยชน องค์กรที่เคลื่อนไหวในประเด็นนี้ มักมีสิ่งที่เป็นเรื่องเล่าเป็นธงในใจ เช่น มักคิดไปก่อนว่ามีการซ้อมทรมาน มีการข่มขู่  ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเผยแพร่ความคิดของตนผ่านสื่อโซเซียลมีเดีย  เพื่อสร้างกระแสความรู้สึกทางอารมณ์ให้สังคม ปลุกปั่นความคิดให้ผู้อ่านคล้อยตาม โดยมองข้ามข้อเท็จจริงในเรื่องของพยาน และการพิสูจน์หลักฐานในที่เกิดเหตุที่ทำให้ผู้ต้องหาจำต้องยอมรับสารภาพ  ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์รวบรวม และดำเนินการ ซึ่งถึงแม้ว่าภายหลังฝ่ายเจ้าหน้าที่จะได้จัดแถลงข่าวแสดงถึงพยาน หลักฐานและการยอมรับสารภาพของผู้ต้องหา ก็จะไม่ให้ความสำคัญ แสดงการไม่ยอมรับ ไม่มีการออกมาขอโทษสังคมในสิ่งที่ตนเองได้เผยแพร่ออกไป และเมื่อถูกฟ้องร้องเป็นคดีความ ก็เข้าหาผู้มีอำนาจในพื้นที่  เรียกร้องไม่ให้เอาความเพื่อให้ได้อิสระ  ดีอกดีใจให้สัญญาสารพัดเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่เอาความแต่ก็ไม่สามารถรักษาได้ หรือไม่มีเจตนารักษาสัญญาตั้งแต่ต้น  แต่หากเมื่อใดที่ เจ้าหน้าที่ เด็ก และประชาชน ถูกทำร้าย โดยน้ำมือผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่  ตากลับมองไม่เห็น หูกลับไม่ได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเด็กๆ และในประเด็นของสิ่งแวดล้อมก็เลือกข้างอยู่ฝ่ายต่อต้านรัฐไว้ก่อน โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง  ยึดเอาส่วนน้อย  มากกว่าส่วนใหญ่และส่วนรวม  ยั่วยุให้เกิดเหตุรุนแรง เมื่อถูกดำเนินคดี ก็เข้าหาผู้มีอำนาจในพื้นที่ ผู้มีอำนาจที่สูงกว่า  เรียกร้องไม่ให้เอาความ ยึดกฎหมู่เหนือกฎหมาย  หาทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดีหรือแม้กระทั่งการถูกควบคุมในช่วงเวลาสั้นๆ

            พฤติกรรมที่เลือกข้าง  เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน  ไม่รับผิดชอบต่อสังคมของ  CSOs   และ NGOs ในพื้นที่นี่เอง ที่เป็นตัวการทำร้ายตนเอง ทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือส่วนตนและองค์กร ฉุดรั้งการพัฒนาพื้นที่ของรัฐและทำลายการเคลื่อนไหวทางสังคมของประชาชนในระยะยาว

--------------------------------------------

1/07/2561

"ส่องการศึกษามาเลย์ย้อนมอง 3 จชต.ของไทย"

"แบเย็ง ผู้ชาย 4 ฤดู"


          การศึกษาที่ตอบโจทย์ นักอนุรักษ์นิยมยุคใหม่ จำได้ว่าเคยเขียนปรากฏการณ์“ตากุ ญาดี ออแร ปูเตห์”ของชาวมลายูในมาเลเซียยุคอาณานิคมจนถึงยุคเริ่มได้รับเอกราชใหม่ๆ ที่เหมือนกับปรากฏการณ์ “ตากุ ญาดี ซีแย” ในพื้นที่ 3 จชต. ที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองหันหลังให้กับระบบการศึกษาของรัฐ แต่กลับนิยมส่งบุตรหลานไปเรียนในสถาบันการศึกษาปอเนาะ ส่งผลให้สัดส่วนลูกหลานพี่น้องมลายูที่ประกอบวิชาชีพต่างๆ เช่นแพทย์ วิศวกร เป็นต้น อยู่ในสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ สาเหตุหลักที่พ่อแม่ผู้ปกครองหันหลังให้กับระบบการศึกษาของรัฐนั่น เพราะมีความเชื่อว่าการเรียนการสอนมุ่งเน้นทางโลก ไม่ได้ตระหนักถึงคำสอนทางธรรมของศาสนาอิสลาม

          รัฐต่างๆ จึงหาทางออกด้วยการจัดหลักสูตรการศึกษาแบบบูรณาการทั้งวิชาสายสามัญและวิชาสายศาสนาเข้าด้วยกันแบบไม่แยกเรียน โดยแบ่งเวลาสามัญในภาคเช้า และภาคบ่ายเรียนศาสนา หรือกลับกัน จึงทำให้เกิดโรงเรียนแนวนี้ในทุกรัฐภายใต้การดูแลของ มูลนิธิ (Yayasan Islam) ที่ตั้งขึ้นภายใต้การกำกับของสำนักงานกิจการศาสนาอิสลามและประเพณีมลายูของแต่ละรัฐ (Jabatan Hal Ehwal Agama Islam Dan Adat Istiadat Melayu) จึงเป็นที่มาของโรงเรียนที่ชื่อขึ้นต้นด้วย SEKOLAH MENENGAH AGAMA ที่ต่างกับโรงเรียนมัธยมทั่วๆไปของรัฐบาลกลางที่จะใช้ชื่อขึ้นต้นด้วย SEKOLAH MENENGAH KEBANGSAAN, ในรัฐกลันตัน SEKOLAH MENENGAH AGAMA ภายหลังเปลี่ยนชื่อนำหน้าเป็น MAAHAD ในระยะแรกเริ่มก็จะมีสายศาสนาบวกสามัญ สายศิลป์ พอมาในยุคหลังๆ ก็เพิ่มสามัญสายวิทย์ ทำให้การตอบรับจากสังคมสูงขึ้น

          นักเรียนที่เรียนใน MAAHAD จะเรียนวิชาสามัญทุกวิชาเหมือนกับระบบการศึกษาหลัก แต่ต้องเรียนเพิ่มเติมวิชาที่เกี่ยวกับศาสนาตามมาตรฐานที่ได้รับการรับรองโดยมหาวิทยาอัลอัซฮาร์แห่งอิยิปต์ วิชาสายสามัญจะวัดผลด้วยข้อสอบกลางในชั้น ม 3 ม 5 และ ม 6 (ม 6 เรียน 3เทอม) ส่วนสายศาสนาจะวัดผลด้วยข้อสอบกลางของรัฐในชั้น ม 4 SIJIL MENENGAH UGAMA ( ผู้ที่มีใบประกาศนียบัตร ม 4 หรือ SIJIL MENENGAH AGAMA จะได้รับการยกเว้นในการเข้าอบรมเพื่อเตรียมตัวเข้าพิธีแต่งงาน ซึ่งการอบรมอันนี้เป็นภาคบังคับโดยกฎหมายของทุกรัฐสำหรับมุสลิมที่จะครองเรือน) และ ม.6 SIJIL TINGGI AGAMA MALAYSIA หรือย่อเป็น STAM ( ม.6 เรียนแค่ 2เทอม) จะเป็นการสอบกลางระดับชาติ ในอดีตการวัดผลสายศาสนาระดับ ม.6 ข้อสอบจะออกโดยบอร์ดการวัดผลของแต่ละรัฐ บางรัฐก็ได้มาตรฐานอัลอัซฮัร บางรัฐก็ไม่ได้มาตรฐาน ทางออกก็คือทุกรัฐรวมทั้งสิงคโปร์และบรูไนหันมาพึ่งและใช้บริการบอร์ดการวัดผลของรัฐกลันตันที่ได้มาตรฐานมาตลอดในการวัดผลซึ่งขณะนั้นจะเรียกการสอบในระดับ ม.6 สายศาสนาว่า STU (Sijil Tinggi Ugama)

          ต่อมาภายหลังทศวรรษที่ 90 ด้วยเหตุผลทางการเมืองรัฐบาลกลางได้รวบอำนาจในด้านมาตรฐานอันนี้ไปดำเนินการเองทั้งหมดเมื่อได้ทำการตกลงในเรื่องมาตรฐานของหลักสูตรกับทางการอิยิปต์ จึงเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น STAM รัฐบาลรัฐกลันตันมิได้นิ่งนอนใจอยู่เพียงแค่นั้น ภายใต้การนำของท่านมุขมนตรี โต้ะครูนิกอับดุลอาซิส เมื่อกระแสการเรียนตัหฟีซ (การท่องจำอัลกุรอ่าน) มาแรงมาก ท่านจึงได้ดำริให้เปิด MAAHAD TAHFIZ SAINS ขึ้นในรัฐกลันตัน MAAHAD แห่งแรกตั้งที่ ปูไล จนดง ห่างจากเมืองโกตาบารู ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่สูงมากจากทั่วประเทศ นักเรียนที่จบ ป.6 ที่ได้ เอ 4 วิชา จากการวัดผลข้อสอบกลางจากทั่วประเทศหลั่งไหลกันมาเรียน จนทางการต้องกำหนดโควต้ารับคนนอกพึ้นที่ แค่ 20% ส่วนอีก 80% รับคนในรัฐกลันตัน


          ปัจจุบันนี้มี MAAHAD กระจายไปทั่วพื้นที่ในรัฐกลันตัน นักเรียนที่เรียนใน MAAHAD TAHFIZ SAINS นอกจากจะต้องเรียนสามัญสายวิทย์แล้ว ยังต้องท่องจำอัลกุรอ่านให้จำได้ทั้งเล่มภายใน 5 ปีตั้งแต่เริ่มเข้าเรียน ม.1 จนจบ ม.5 หลังจากผ่านข้อสอบกลาง ม.5 แล้ว นักเรียนเหล่านี้ก็จะแยกย้ายไปเรียนต่อในระดับเตรียมมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนต่อในคณะที่ตนเองเลือก บางส่วนก็เลือกที่จะยังคงอยู่ในสายศาสนา แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไปเรียนต่อในสาขาวิชาชีพอื่นๆ เช่นแพทย์ วิศวกรรม เภสัช และอื่นๆ ผลผลิตจาก MAAHAD จะเป็นที่ยอมรับของสังคมมาก สังคมจะให้เกียรติเพราะเป็นผู้ที่มีวิชาศาสนาและการท่องจำอัลกุรอ่าน สังคมมีแพทย์ที่เป็นฮาฟิซ (ฮาฟิซ คือผู้ที่ท่องจำอัลกุรอานได้ทั้งเล่ม) มีวิศกรที่เป็นฮาฟิซ นักบินที่เป็นฮาฟิซ เป็นต้น

          MAAHAD ต่างๆของรัฐบาลรัฐกลันตันเปิดรับนักศึกษาจากทุกประเทศอาเซียน แต่การจะเข้าไปเรียนใน MAAHAD TAHFIZ SAINS ทุกโรง และ MAAHAD MUHAMMADI ทั้งชายและหญิงที่ตั้งอยู่ในเมืองโกตาบารูนั้น ด้วยที่เป็นโรงเรียนเกรด เอ ต้องผ่านการสอบคัดเลือกแบบเข้มข้น ผู้ที่จะสอบเข้าได้นั้นจึงค่อนข้างยาก แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ MAAHAD รอบนอกที่เข้าไปได้ง่ายกว่า พร้อมที่รับนักเรียนทั่วไป ท่านที่สนใจจะส่งบุตรหลานมาเรียน สามารถที่จะสอบถามโดยตรงได้ที่ YAYASAN ISLAM KELANTAN ที่ NILAM PURI (ออกจากตัวเมืองโกตาบารูประมาณ 10กิโลเมตร) ตั้งอยู่ใกล้ๆกับมัสยิดไม้เก่าแก่ที่ชื่อ MASJID KAMPUNG LAUT ส่วนรัฐอื่นๆที่ติดชายแดน เช่นรัฐ PERAK, KEDAH และ PERLIS ผมไม่มีข้อมูล แต่สามารถติดต่อได้โดยตรงเช่นกัน

ที่มา: Azman.Online


1/05/2561

ปอเนาะ ตาดีกา คือต้นเหตุแห่งปัญหาไฟใต้จริงหรือ!!

"อิมรอน"


          ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยครับว่า ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่า “โรงเรียนสอนศาสนาไม่ดี” แต่ที่ต้องพูดแบบนี้เพราะด้วย “รูปแบบ” ของโรงเรียนที่พยายามแยกเยาวชนไทยพุทธไทยมุสลิมในพื้นที่ออกจากกันมากกว่า ผู้เขียนเห็นว่าเป็นตัวการสร้างปัญหาให้สังคมพหุวัฒนธรรมของพวกเราถูกทำลายลง

          ผู้เขียนจะก้าวข้ามเรื่อง “เปิดโปงความจริงในปอเนาะ” ไปนะครับ เพราะเคยเขียนเรื่องสถาบันศึกษาปอเนาะหลายตอนด้วยกัน หากสนใจเปิดอ่านได้ตามลิ้งนี้นะครับ http://pulony.blogspot.com/ แต่วันนี้จะมาพูดถึง “รูปแบบ” และวิธีการของสถาบันศึกษาปอเนาะ, ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือที่คนส่วนใหญ่ชอบเรียกว่า “ตาดีกา” และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ ที่จะมากล่าวถึงเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากผู้เขียนเองเคยมีโอกาสไปนั่งฟังในเวทีเสวนาเวทีหนึ่ง แต่ไม่ขอกล่าวถึงชื่อวิทยากร “คนพุทธกับผู้เห็นต่างที่เป็นมุสลิม” ซึ่งได้มีการตั้งโจทย์และถกกันในเรื่องต่างๆ เช่นในเรื่องของ “ฮาลาล” และอาหารการกินของคนในพื้นที่ และยังมีประเด็นปลีกย่อยอีกหลายเรื่องที่มีการหยิบยกขึ้นมาถกกันในเวทีเสวนา แต่สิ่งที่สะดุดใจผู้เขียนคงจะเป็นการถกกันในเรื่อง “การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเกลียดชังพระสงฆ์” ซึ่งการเสวนาในวันนั้นตัวแทนไทยพุทธได้ตั้งคำถามกับผู้เห็นต่างที่เป็นมุสลิมต่อเรื่องดังกล่าว

คนไทยพุทธ : “ทำไม...พวกคุณปลูกฝังเยาวชน ให้เกลียดชังพระสงฆ์!!”
ชายในกลุ่มผู้เห็นต่างคนหนึ่ง : “พวกเราไม่มีการปลูกฝังแบบนั้นแน่นอนครับ”

คนไทยพุทธ : “ถ้าไม่มีการปลูกฝัง แล้วทำไมตอนผมและเพื่อน ๆ ผมบวชเป็นพระ เวลาเดินบิณฑบาตในตอนเช้า เมื่อเดินผ่านบ้านของพี่น้องมุสลิม เมื่อเจอเด็กๆ อายุคงไม่เกิน 12 ปี เด็กๆ เหล่านี้จะแสดงกริยาด้วยสายตาและสีหน้ารังเกียจ ต่อด้วยถุยน้ำลายลงพื้น เด็กบางคนก็ยกมือตัวเองขึ้นมา โดยใช้นิ้ว 2 นิ้วแทนมีดทำท่าทางเหมือนกำลังเชือดคอหอยให้เราดู ตามด้วยเสียงหัวเราะล่ะ”
ชายในกลุ่มผู้เห็นต่างคนเดิม : “อันนี้ผมไม่ทราบครับ ซึ่งในโรงเรียนสอนศาสนา เราก็สอนเด็กโตแล้ว และในมัสยิดเราก็ไม่มีการสอนแบบนี้แน่นอนครับ ผมขอยืนยัน”

คนไทยพุทธ :  “ถ้าไม่มีการสอนแล้วทำไม เมื่อเด็กๆ เจอพระสงฆ์ เด็กเหล่านั้นแสดงกริยาที่เหมือนกันแบบเดียวกันหลายราย”
ชายในกลุ่มผู้เห็นต่างคนเดิม : “อันนี้ผมก็ไม่ทราบ เขาอาจจะไปรับมาจากที่อื่นก็ได้”

ผู้เขียน : แล้วเด็กหรือเยาวชนมุสลิมมันไปรับความคิดมาจากไหนว่ะ!!! (ผู้เขียนนั่งคิดในใจ)

          เมื่อผู้ถามกับผู้ตอบออกไปคนละแนว ตอบแบบไม่ตรงกับคำถาม คนไทยพุทธคนเดิมได้เปิดประเด็นใหม่อีกรอบโดยได้กล่าวถึง “จริงหรือไม่? ที่มีคนกล่าวกันว่า สถาบันศึกษาปอเนาะ, โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ไม่เว้นแม้แต่ตาดีกาเป็นแหล่งบ่มเพาะอาชญากรใต้”

ชายในกลุ่มผู้เห็นต่างคนหนึ่ง : “ไม่มีทางและเป็นไปไม่ได้ มีคนที่ต้องการทำลายโรงเรียนเหล่านี้ อีกทั้งไม่ใช่เรื่องจริงอยู่แล้วครับ เพราะโรงเรียนเหล่านี้ก็มีภาครัฐเข้ามาตรวจสอบทั้งหลักสูตรและการเรียนการสอนครับ”

          จากหลายๆ คำตอบที่ผู้เขียนนั่งฟัง พอจะคาดเดาแนวทางคำตอบของผู้เห็นต่างที่เป็นมุสลิมได้ไม่ยาก เพียงแต่อยากจะได้ยินได้รับฟังจากการถามตรงๆ ว่าจะตอบแนวไหน สักพักหนึ่งคนไทยพุทธคนที่ตั้งคำถามเหมือนผิดหวังกับคำตอบที่ได้รับและไม่ได้ถามอะไรต่ออีกเลย และเปลี่ยนมาเป็นการปรึกษาหารือกับกลุ่มผู้เห็นต่างแทน

          ทุกวันนี้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าจะเป็นสถาบันศึกษาปอเนาะ,  โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดหากรวมกันมีมากถึง 2,705 แห่ง ซึ่งรู้สึกว่ารูปแบบของโรงเรียนเหล่านี้พยายามแยกเยาวชนไทยพุทธและไทยมุสลิมออกจากกัน ต้องการตัดความสัมพันธ์และความผูกพันของเมล็ดพันธุ์ในชุมชนให้เหินห่างกัน เมื่อพวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่พวกเขาไม่มีความผูกพันกันเหมือนดั่งเช่นในอดีต การจะสร้างความรักความสามัคคีของคนในพื้นที่ก็จะยิ่งทำได้ยากมากขึ้นตามลำดับอีกด้วย

          ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนเหล่านี้ไม่ดี และไม่ได้มีเจตนาให้มีการยุบหรือยกเลิกไป เพราะรู้ดีว่าพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ก็คงไม่ยอม แต่พอจะเป็นไปได้มั้ย!! ที่จะไม่แยกเยาวชนไทยพุทธและไทยมุสลิมออกจากกัน เปิดโอกาสให้คนพุทธได้ศึกษาอยู่ในรั้วเดียวกัน เพื่อให้เด็กๆ ได้เจอได้พบหน้ากัน อย่างน้อยได้เห็นหน้าหรือใช้เวลาว่างจากการเรียน มาเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เป็นการสร้างการเรียนรู้และปลูกสายสัมพันธ์กันไว้ เพราะความทรงจำในวัยเด็กเป็นสิ่งสวยงามเสมอ ยิ่งเมื่อพวกเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะได้รับรู้ว่าในสังคมยังมีคนอื่น ยังมีศาสนาอื่นที่อยู่ร่วมกับเขา

          ที่กล่าวมาทั้งหมดผู้เขียนพยายามสื่อและนำเสนอ ไม่ได้บอกว่าแนวความคิดของผู้เขียนจะถูกต้องไปเสียทั้งหมด แต่อยากให้ลองเอาไปขบคิดหรือวิเคราะห์กันต่อว่ามันเป็นจริงอย่างที่กล่าวมาบ้างมั๊ย!! เพราะทุกวันนี้เราเห็นเด็กๆ ไทยพุทธกับไทยมุสลิมในชุมชนของเราจะมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยมาก และแตกต่างจากเมื่อก่อน หากย้อนคิดแล้วพบสิ่งที่หายไป ขอแค่ร่วมกันผลักดันสร้างสัมพันธ์ของเยาวชนให้กลับมาใกล้ชิดสนิทแนบแน่นดังเดิมได้มั๊ย!! ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดี เมื่อพวกเราโตเป็นผู้ใหญ่สิ่งเหล่านี้ในวัยเด็ก ยังพอทำให้เราจดจำเพื่อนดีๆ เพื่อนต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมและศาสนา ซึ่งมิอาจมาขวางกั้นเป็นกำแพงของคำว่าเพื่อน หยุดพูดคุยกัน ยิ้มให้กัน เจอกันในตลาดหรือขับรถสวนกัน พวกเราก็ยังคุยยังหัวเราะกันถึงเรื่องราวในวันเวลาเก่าๆ เหล่านั้นอยู่...หากคิดว่าไม่สำคัญ.. ไม่จำเป็น ก็สุดแล้วแต่ อาจจะเป็นแค่ความเพ้อฝันของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว...

----------------------

1/04/2561

เปิดโปงกลุ่มด้วยใจ กับผลงานชิ้นโบว์ดำแห่งปี

กะ กันดา          

                 ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 14 แล้วความรุนแรงที่เกิดขึ้นหากย้อนดูสถิติมีแนวโน้มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นเนื่องจากการก่อเหตุลดลง แต่ก็ชะล่าใจไม่ได้ผู้ก่อเหตุก็ยังคงฉกฉวยลงมือเมื่อสบโอกาส เพื่อแสดงศักยภาพการมีตัวตนและใช้เป็นข้อต่อรองในเวทีพูดคุยสันติสุขกับรัฐบาลไทย หลายชีวิตหลายครอบครัวต้องตกเป็นเหยื่อให้กับกลุ่มอาชญากรชายแดนใต้ จากการบังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมต่อผู้กระทำผิด หลายครั้งที่เจ้าหน้าปิดล้อมตรวจค้นใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่มิวายกลับถูกอาชญากรในคราบซัยตอนใช้อาวุธปืนประจำกายเปิดฉากยิงกรุยทางเพื่อหลบหนี จึงเกิดการปะทะกันขึ้นนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่อยากให้เกิด มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกควบคุมตัว หากมองผิวเผินเป็นความสำเร็จของเจ้าหน้าที่ แต่ไม่น่าเชื่อว่าการปฏิบัติดังกล่าวกลับมีกลุ่มนักสิทธิหน้าเดิมออกมาเคลื่อนไหว กล่าวหาเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุบ้าง มีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ที่สำคัญวาทกรรมที่นักสิทธิแนวร่วมอาชญากรชายแดนใต้เหล่านี้มักใช้อยู่บ่อยครั้งคือเจ้าหน้าที่ “ละเมิดสิทธิ” สร้างความรู้สึกร่วมชี้นำสังคมว่าการกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่เป็นการ“จับแพะ” แม้กระทั่งมีการนำหลักนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ในการตรวจ DNA เพื่อยันยันตัวบุคคลแล้วก็ตาม ซึ่งก็เป็นไปตามทฤษฎี ความเป็นพวกอยู่เหนือความชอบธรรมทั้งปวง


               นักสิทธิชายแดนใต้ที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิตัวยง นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก น.ส.อัญชณา 
หีมมีหน๊ะ กลุ่มด้วยใจ หรือกลุ่มได้ใจโจรใต้ โดยมีทั้ง HAP , มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และอีกหลายองค์กรที่เป็นเบื้องหลัง  องค์เหล่านี้ทำงานน่ายกย่องและน่าชื่นชม เกิดเหตุกลุ่มอาชญากรกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์กลับเก็บตัวเงียบ ไม่เคยมีเวลาออกมาแถลงการณ์ประณามพฤติกรรมของคนทำชั่ว  กลุ่มอาชญากรชายแดนใต้โดนจับกุมหรือปะทะเสียชีวิต ก็จะออกมาดิ้นเป็นดิ้นตาย โวยวายเจ้าหน้าที่กำเกินกว่าเหตุ กล่าวหามีการซ้อมทรมานในระหว่างควบคุมตัว เก็บรายละเอียดรวมเล่มทำเป็นรายงานนำเสนอสาธารณะ  น.ส.อัญชณา หีมมีหน๊ะ อดีตเปิดคาร์แคร์ เป็นแค่เด็กล้างรถ ควบคู่เปิดร้านขายเสื้อผ้าแต่กลับไม่รุ่ง เลยผันตัวเองมาเป็นนักสิทธิ โดยอ้างเหตุผล ที่น้องเขยถูกกระทำ ทั้งที่จริงแล้วก็มีส่วนผิด เป็นประธานกลุ่มด้วยใจในปัจจุบัน โดยมี น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ คอยยุยงส่งเสริม แต่เบื้องลึกเป็นมือเป็นไม้หลอกใช้เพื่อสร้างผลงาน คนอย่าง น.ส.อัญชณาฯ มีรึจะไม่รู้แต่ก็ยอม เพราะการเป็นนักสิทธิอ้างกฎหมายสนธิสัญญาระหว่างประเทศคุ้มกะลาหัว เป็นอะไร? ที่ยิ่งใหญ่ไม่มีใครทำอะไรได้ ที่สำคัญได้ทั้งโล่ได้ทั้งกล่องเดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น แล้วอย่างนี้มีรึใครไม่อยากจะเป็น เพียงระยะเวลาไม่กี่ปีจากที่เคยเป็นลูกกระจ๊อกมาวันนี้เล่นบทบาทเป็นแกนนำรวบรวมนักสิทธิกำมะลอในสังกัดเล่นงานเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ต้องกล่าวถึงในเรื่องฐานะที่ดูเหมือนว่ายังยากจนทำตัวติดดิน แท้จริงแล้วแตกต่างสิ้นเชิงกับก่อนที่จะมาเคลื่อนไหวแล้วได้อะไรต่อมิอะไร เพียงแค่ปกปิดตัวเองไม่ให้คนอื่นสงสัยความร่ำรวยที่เกิดขึ้น

                   ย้อนไปดูปฐมบทอาณาจักรกลุ่มด้วยใจ เมื่อปี 2010 เหตุจากน้องเขย (สามีปัทมา
หีมมิน๊ะ) ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวในคดีความมั่นคง ทำให้ น.ส.อัญชนา หีมมิน๊ะ มองว่ากระบวนการยุติธรรมทำให้ครอบครัวของตนเจ็บปวด เพราะน้องเขยไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ความโกรธเคียดแค้นชิงชังนำไปสู่อคติในใจ มีเวทีที่ไหนมีโอกาสได้พูดจะกล่าวโจมตีเจ้าหน้าที่ และมีความเชื่อมั่นว่า น้องเขยตนเองคือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกระทำ (ขนาดสามีซึ่งเป็น ผกร.ถูกยิง ถูกจับกุม หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ที่ลูกถูกวิสามัญเนื่องจากก่อเหตุ ยังบอกว่าลูกฉันเป็นคนดี ลูกฉันเรียนเก่ง ฉันไม่เคยรู้เลยว่าลูกจะเป็น ผกร.) แล้วนับประสาอะไรกับคนที่เป็นน้องเขย น.ส.อัญชนา หีมมิน๊ะ ได้ใช้เหตุผลนี้ ก่อตั้งกลุ่มด้วยใจขึ้นจากความเคียดแค้นเชียงชังและอคติต่อเจ้าหน้าที่  


                  ผลงานชิ้นโบว์ดำของ น.ส.อัญชณาฯ อันลือลั่นกับรายงานซ้อมทรมานในห้วงปี 2557-2558 มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือและท้าทายอำนาจรัฐ ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล กับการนำข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2547 มารายงานซ้ำ เป็นการกล่าวอ้างจากคำบอกเล่าที่เลื่อนลอย โดยขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ และไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน  เช่นกล่าวหาว่าทหารพรานหญิงใช้นมอุดจมูกผู้ต้องหาขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต นำไปสู่การฟ้องร้อง 3 นักสิทธิที่มีการเผยแพร่  การรายงานเท็จ พฤติกรรมของกลุ่มด้วยใจที่ผ่านมายังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ขนาดถูกฟ้องร้องดำเนินคดีแล้วมีการถอนแจ้งความเพื่อให้กลับตัวกลับใจ กลับเดินหน้าบิดเบือนใส่ร้ายเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง หลายครั้งมีการออกแถลงการณ์หรือกล่าวหาเจ้าหน้าที่โดยไร้หลักฐาน ประจักษ์พยาน เนื่องจากไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อน เหตุการณ์สร้างชื่อเสีย กับรายงานซ้อมทรมานในห้วงปี 2557-2558 อันเป็นเท็จ พฤติกรรมหน้าด้าน ไร้ยางอาย ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ยังรวมไปถึงการออกมาเรียกร้องการเยี่ยมญาติผู้ต้องหาระเบิดบิ๊กซีปัตตานี ให้เยี่ยมไม่ถึง 30 นาที และไม่มีข้าวกิน ซึ่งต่างกับความเป็นจริงเมื่อเจ้าหน้าที่ออกมาแฉพร้อมภาพญาติไปเยี่ยมพร้อมกับนั่งกินข้าวออกมาชี้แจงต่อสังคม และกรณีนายดาโห๊ มะถาวร ครูสอน รร.ตาดีกา ถูกอุ้มหาย น.ส.อัญชนาฯ ไม่น้อยหน้ารีบออกมาหยิบชิ้นปลามันออกมาแถลงให้เจ้าหน้าที่ทำการปล่อยตัวนายดาโห๊ฯ โดยเร็ว  แต่เมื่อความจริงปรากฏ นายดาโห๊ะฯ ยอมรับว่าไม่ได้ถูกอุ้ม เป็นการสร้างเรื่องเพื่อไปหาเพื่อนหญิงที่สตูล แต่คนหน้าหนาอย่าง น.ส.อัญชนาฯ มีรึจะออกมาขอโทษหรือรับผิดชอบต่อสังคมที่สร้างความเกลียดชังเจ้าหน้าที่  ไม่เคยมีแถลงการณ์หรือขอโทษหรือแสดงความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมทั้งๆ ที่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

          พฤติกรรมที่ผ่านมาของ น.ส.อัญชนา หีมมิน๊ะ เห็นชัดแล้วว่าเป็นอย่างไร? กลุ่มด้วยใจตั้งขึ้นมาเพื่อใคร? แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่เพื่อประชาชนอย่างแน่นอน แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และเพื่อช่วยเหลืออาชญากรให้พ้นผิดหรือเป็นเครื่องมือให้กับองค์กรใดหรือเปล่า ความชอบธรรมเรียกร้องสิทธิโน่นนี่ของ น.ส.อัญชนาฯ สมควรจะรับฟังหรือไม่ เราในฐานะประชาชนในพื้นที่ จชต. เจ้าของพื้นที่ ถามว่าบ้านเกิด น.ส.อัญชนาฯ อยู่ที่ไหน? แล้วทำไมจึงกล้ามาคิดแทนคนในพื้นที่ การกระทำดังกล่าวละเมิดสิทธิพี่น้องประชาชนหรือไม่ ผู้เขียนแค่ต้องการสื่อข้อเท็จจริง ไม่อาจชี้นำให้เห็นด้วยทั้งหมด และถามว่าที่ผ่านมากลุ่มด้วยใจทำอะไรให้กับประชาชนบ้าง นอกจากช่วยเหลือคนร้ายให้พ้นผิด หรือไม่จริง!! ช่วยตอบที
----------------------


1/03/2561

เปิดความจริง องค์กร HAP



   
          องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี (Patani Human Rights Organization Network) หรือ HAP ซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ 14 สิโรรส 10 ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา  มีนายอิสมาแอ เต๊ะ เป็นประธานฯ นายสาการียา เลาะยะผา เป็นรองประธาน และมีนางนูรฮายาตี สาเมาะ เป็นเลขาฯ องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปัตตานี (HAP) ซึ่งนายอิสมาแอฯ เป็นบุคคลในเครือข่ายองค์กรร่วมอีกคนหนึ่งที่มีความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังเจ้าหน้าที่รัฐเป็นทุนเดิม โดยตัวนายอิสมาแอฯ พบว่าเคยถูกเจ้าหน้าที่จับกุมกรณีละเมิดกฎหมายชุมนุมฯ  โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก ซึ่งในขณะที่ถูกจับยังเป็นนักศึกษาอยู่ และในเวลาต่อมาได้รับการปล่อยตัว ได้ทำการฟ้องร้องกล่าวหาเจ้าหน้าที่ ว่าควบคุมตัวเกินกำหนดเวลา 7 วัน และถูกทำร้ายร่างกายทรมาน ปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในระหว่างการควบคุมตัว และต่อมาจึงได้ก่อตั้งองค์กร HAP ขึ้นมาเพื่อรณรงค์ต่อต้านการทรมานร่วมกับนักกิจกรรมในพื้นที่ ซึ่งนายอิสมาแอฯ เคยกล่าวไว้ว่า “เราต้องรักษาสิทธิของเราในการทำงานด้านสิทธิโดยไม่มีการคุกคามทุกกรณี ” 
     
              การเคลื่อนไหวส่วนหนึ่งเกิดจากความรู้สึกส่วนตัวของนักสิทธิฯ ที่มีความเคียดแค้นชิงชังเจ้าหน้าที่รัฐเป็นทุนเดิม ได้ปรากฏออกมาโดยการจัดทำรายงาน“สถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” รายงานฉบับนี้บิดเบือนข้อเท็จจริง ที่มีการนำเสนอสาธารณะ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559  จากแหล่งข่าวแจ้งว่าว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังรายงานฉบับนี้คือ นายอิสมาแอ เต๊ะ ประธานองค์กร HAP โดยการใช้ กลุ่มด้วยใจ โดยมี นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ และ นางสาวพรเพ็ญ คงขรเกียรติ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และกลุ่มนักสิทธิบางคนเป็นฉากหน้ารับผลงาน  ส่วนกลุ่มหรือองค์กรเหล่านี้จะเสนอการรายงานต่อสาธารณะเรื่องอะไรต่อไป เพราะที่ผ่านมานั้นมีใบสั่งจากไอ้โม่งอยู่เสมอ ก็ขอให้ทุกคนติดตามดูว่าจะนำเสนอรายงานบิดเบือนเรื่องอะไรต่อไปอีก
--------------------