5/30/2559

‘ตัดตอน’แบ่งงานกันทำนำไปสู่การก่อเหตุคือความชั่วกลุ่มขบวนการโจรใต้

แบดิง โกตาบารู

เสียงเล่าจากปากสู่ปากในร้านน้ำชาที่มีการกล่าวถึงรูปแบบการก่อเหตุของกลุ่มขบวนการโจรใต้ฟาตอนี ผู้เขียนเองได้ยินอยู่บ่อยครั้งว่าสมาชิกขบวนการสุดโต่งเหล่านั้นมีการแบ่งมอบหน้าที่แต่ละส่วนงานแยกจากกัน โดยมีการตัดตอน และมีการขยายความต่อไปด้วยว่าสมาชิกแต่ละคนจะทราบเฉพาะแค่บทบาทหน้าที่ของตนเองเท่านั้นซึ่งในการก่อเหตุแต่ละครั้งไม่ได้เบ็ดเสร็จแค่คนเพียงหนึ่งคนแต่มีการร่วมมือเป็นขบวนการ
ผู้เขียนเองเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันแต่ไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร อีกทั้งคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวไม่สำคัญเท่าไหร่ในความรู้สึกนึกคิด แต่เมื่อได้ยินบ่อยครั้งเข้าเริ่มฉุกคิดว่ากลุ่มขบวนการโจรใต้มีการแบ่งมอบหน้าที่ในการก่อเหตุอย่างไร โดยเฉพาะการประกอบระเบิดแสวงเครื่องของกลุ่มขบวนการโจรใต้ และสิ้นสุดด้วยการนำไปใช้ในการก่อเหตุลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์
การก่อเหตุสร้างสถานการณ์ของกลุ่มขบวนการโจรใต้เกิดจากอะไร ศรัทธา” “ความเชื่อหรืองมงายในสามคำนี้  ศรัทธามีศักดิ์ศรีเหนือกว่าคำอื่นทั้งหมด ส่วนความเชื่อมีศักดิ์ศรีน้อยกว่า ศรัทธา ส่วน งมงาย เป็นคำที่มีศักดิ์ศรีต่ำสุด
แต่ไม่น่าเชื่อว่าแกนนำกลุ่มขบวนการได้ใช้ ศรัทธา ของผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือโดยการบิดเบือนหลักคำสอน ใช้ ความเชื่อ ว่าดินแดนปาตานีถูกรุกรานจากสยามและถูกยึดครอง และสุดท้ายเมื่อมี ศรัทธาและความเชื่อ ย่อมส่งผลให้สมาชิกแนวร่วมเกิดความ งมงายทำการเข่นฆ่าผู้คนแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์
ถึงแม้ยุคสมัยนี้เทคโนโลยี หรือความทันสมัยได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นในชีวิตประจำวันแต่มิได้ช่วยให้มนุษย์เลิก งมงายได้เลย กลับกลายเป็นช่องทางในการปลุกระดมบ่มเพาะสมาชิกแนวร่วมกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นมา ก่อเหตุสร้างสถานการณ์สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน
เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่าน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมมือระเบิดรายหนึ่งได้ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี (ขอสงวนชื่อ นามสกุล) ผลการซักถามให้การยอมรับว่าเป็นสมาชิก ผกร. ฝ่ายซัมปูตัส หรือฝ่ายสนับสนุนด้านระเบิด ทำหน้าที่ในส่วนมาเซาะ ผลิตตัวระเบิดแสวงเครื่องใช้ในการก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดปัตตานี อีกทั้งได้มีการสาธิตการประกอบระเบิดแสวงเครื่องให้ดู

สมาชิกโจรใต้ฟาตอนีรายนี้ได้เล่าว่าถูกชักชวนให้เข้าร่วมเป็นสมาชิก ผกร.เมื่อปี 2546 ก่อนเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนพันพัฒนา 4 ฟังการบรรยายประวัติศาสตร์รัฐปัตตานี ได้ผ่านขั้นตอนการสาบานตน (ซูมเปาะห์) เพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเต็มตัว โดยอุสตาซยา ซึ่งได้เสียชีวิตเมื่อ 28 เม.ย.47 ได้ผ่านการฝึกหลักสูตรหน่วยจรยุทธ์ขนาดเล็ก หรือหลักสูร RKK หลังจบการฝึกถูกจัดให้อยู่ในชุดปฏิบัติการของแกนนำในพื้นที่คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี
ส่วนความเป็นมาในการผันตัวเองมาเป็นชุดปฏิบัติการฝ่ายซัมปูตัส หรือฝ่ายสนับสนุนด้านระเบิดให้กับกลุ่ม ผกร.ในพื้นที่ ได้รับคำสั่งจากแกนนำให้ไปเข้ารับการฝึกหลักสูตรการทำระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งรูปแบบการฝึกมี 2 ฝ่าย คือฝ่ายเทคนิค (วงจร) กับฝ่ายมาเซาะ (ผสมและประกอบระเบิดแสวงเครื่อง) และสมาชิกโจรใต้ฟาตอนีรายนี้เลือกฝึกในฝ่ายผสมและประกอบระเบิด โดยใช้บริเวณสนามฟุตบอลบ้านเปี๊ยะ ต.ดาโต๊ะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ทำการฝึกฝนร่วมกับสมาชิกอีก 2 คน
หลังจากทำการฝึกจบด้วยการปฏิบัติจำนวน 5 ครั้ง ต่อมาในปี 2558 ระดับแกนนำได้สั่งการให้กลุ่มซัมปูตัส ไปช่วยกันผลิตระเบิดแสวงเครื่อง โดยใช้บริเวณสวนทุเรียนในพื้นที่บ้านออลอปีแน  ต.ดาโอ๊ะ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งมีสมาชิกฝ่ายสนับสนุนระเบิดร่วมกันปฏิบัติจำนวน 7 คน
ผู้ถูกจับกุมได้เปิดเผยว่าตั้งแต่ทำหน้าที่ผสมและประกอบระเบิดแสวงเครื่องได้ร่วมกับสมาชิกรายอื่นๆ ทำการผลิตระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 9 ทุ่น หลังจากผลิตเสร็จ มีผู้ทำการขนย้ายโดยใช้รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง แต่ไม่ทราบว่าไปส่งให้กับผู้ใด ส่วนในการผลิตใช้เวลาประมาณ 30 นาที ต่อ 1 ทุ่น
จากคำบอกเล่าของผู้ถูกจับกุมเมื่อถูกซักถามบวกกับข่าวในร้านน้ำชาจะเห็นได้ว่ากลุ่มขบวนการโจรใต้มีการแบ่งมอบหน้าที่แต่ละส่วนงานแยกจากกัน โดยมีการตัดตอน แต่ละคนจะทราบเฉพาะแค่บทบาทหน้าที่ของตนเองเท่านั้นซึ่งเป็นยุทธวิธีในการที่จะป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่สาวไปถึงตัวผู้บงการชักใยอยู่เบื้องหลังในการกระทำความชั่ว โดยใช้ ศรัทธา” “ความเชื่อและ งมงายหลอกใช้ให้สมาชิกทำการก่อเหตุ มีการซูมเปาะห์ หรือสาบานตนให้เกรงกลัว สิบกว่าปีไฟใต้กี่พันชีวิตต้องสังเวย น้ำตาอีกกี่หยดถึงจะดับไฟใต้เพื่อไปสู่จุดหมายแห่งสันติสุข.

------------------------

5/22/2559

เผยความคิดเห็น “ประชาชนเห็นด้วย” ต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพชายแดนใต้

“Zamree”

เผยสำรวจสันติภาพชายแดนใต้รอบแรก ประชาชนยังหวังต่อกระบวนการพูดคุย เป็นการพาดหัวข่าวของสำนักสื่อหลายสำนัก กรณีเมื่อวันที่ 17 พ.ค.59 ผู้แทนของสถาบันทางวิชาการและองค์กรประชาสังคม 15 องค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในครั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา จะมีความรู้สึกเช่นไรต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น มีการสุ่มตัวอย่างเจาะลึกถึงระดับครัวเรือนเพื่อนำความรู้สึก ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงส่งผ่านไปให้รัฐบาล กลุ่มขบวนการ หรือกลุ่มผู้ที่เห็นต่างจากรัฐได้รับรู้

เนื้อหาใจความผลการสำรวจสันติภาพในครั้งนี้ จากการแถลงข่าวพอจับใจความสำคัญๆ โดย      ในภาพรวมประชาชนในพื้นที่ยังคงคาดหวังต่อกระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐบาลที่ดำเนินการอยู่ ซึ่งเบื้องลึกประชาชนต้องการอะไร? มีความพึงพอใจมากน้อยแค่ไหน? และรูปแบบการบริหารปกครองที่ควรจะเป็นประชาชนต้องการแบบไหน? มาวิเคราะห์เจาะลึกประเด็นต่อประเด็นกัน

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) ซึ่งเป็นผู้แถลงข่าวผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ในครั้งนี้

ประเด็นแรก ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี เปิดเผยว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่สนับสนุนการใช้การพูดคุย การเจรจาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่ถึงร้อยละ 56.4

จากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าประชาชนเห็นด้วยต่อกระบวนการพูดคุยต้องการขจัดปัญหาความขัดแย้งที่หมักหมมปัญหามานานหลายสิบปี ปฏิเสธความรุนแรง แสวงหาทางออกเพื่อนำไปสู่สันติสุขในพื้นที่ จากการนัดพบปะพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งที่ 4 ของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับกลุ่มมาราปาตานี เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2559 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไม่ได้มีการลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับร่างกรอบการพูดคุยร่วม หรือร่างทีโออาร์ (TOR) ในวันดังกล่าว ผลที่ตามมามีการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในหลายพื้นที่ จชต. แสดงให้เห็นว่ายังมีบางกลุ่มต้องการความรุนแรงไม่ต้องการให้พื้นที่แห่งนี้สงบสุข

ประเด็นที่สอง ภาพรวมของความพึงพอใจกับความก้าวหน้าของกระบวนการพูดคุย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกเฉยๆ กับความก้าวหน้า ร้อยละ 39.8 พอใจร้อยละ 22.2 และไม่พอใจ ร้อยละ 12.2 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เห็นว่า กระบวนการพูดคุยมีผลทำให้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมในชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นถึงร้อยละ 46.6

เป็นเพราะอะไร? ประชาชนจึงรู้สึกเฉยๆ ต่อความก้าวหน้ากระบวนการพูดคุย ถ้าจะวิเคราะห์ในมุมมองของผู้เขียนอาจจะมาจากสาเหตุหลักใหญ่ 2 ประการด้วยกันกล่าวคือ สืบเนื่องจากประชาชนรากหญ้าในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตามข่าวสารความคืบหน้ากระบวนการพูดคุย อีกทั้งประชาชนบางส่วนไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ อีกสาเหตุหนึ่งมาจากการไม่เปิดเผยผลการพูดคุย และไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้เท่าที่ควร อย่างไรก็ตามผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจสูงกว่าไม่พอใจถึง 10%

ประเด็นที่สาม  ผู้ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 51 ที่มีความหวังว่าในอีก 5 ปีข้างหน้ากระบวนการพูดคุยที่ต่อเนื่องจะทำให้เกิดข้อตกลงสันติภาพในที่สุด

ความคาดหวังของประชาชนในอีก 5 ปีข้างหน้า หากมีกระบวนการพูดคุยที่ต่อเนื่องจะนำไปสู่ข้อตกลงและนำไปสู่สันติภาพในที่สุด ซึ่งการพูดคุยเพื่อหาทางออกของความขัดแย้งเป็นแนวทางที่ดีที่สุด สันติภาพไม่ได้เกิดจากการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นซึ่งกันและกัน อันจะนำมาซึ่งความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย  ความขัดแย้งหลายภูมิภาคในโลกนี้ไม่มีที่ใดได้มาซึ่ง สันติภาพจากสงคราม มีแต่การใช้การพูดคุยนำไปสู่ สันติภาพแทบทั้งสิ้นแต่ต้องใช้ระยะเวลา

สำหรับข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐบาลและขบวนการต่อสู้ฯ ได้พูดคุยกันในขณะนี้มีผู้เลือกตอบในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่จำนวนมากที่สุดเป็นลำดับแรก ตามมาด้วยการแก้ไขปัญหายาเสพติด และการพัฒนาการศึกษาตามลำดับ
ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้รัฐบาลพัฒนาเศรษฐกิจและการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ การแก้ไขปัญหายาเสพติด และการพัฒนาการศึกษา

การพัฒนาเศรษฐกิจและการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ รัฐบาลมุ่งพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชน การพัฒนาแหล่งน้ำ ไฟฟ้า ถนน ซึ่งมีการปรับปรุงถนน 37 เส้นทางในพื้นที่ จชต.และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วนของ ศอ.บต. การสนับสนุนกลุ่มอาชีพ โครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไทย-มาเลเซีย จังหวัดนราธิวาส แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย เพื่อมุ่งสู่ประชาคมอาเซียน

การแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ จชต. ได้มี โครงการญาลันนันบารูหรือ โครงการ ทางสายใหม่ให้โอกาสกับเยาวชนช่วงอายุ 14-25 ปี ที่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หรือเยาวชนที่มีความต้องการจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สมัครใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ส่วนผู้ค้ายาเสพติดมีการสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่มีการระดมกวาดล้างจับกุมได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหายาเสพติดเป็นหนึ่งในภัยแทรกซ้อนที่เป็นตัวแปรต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล
การพัฒนาการศึกษา รัฐบาลมุ่งยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ จชต.เพื่อก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 รมช.ศึกษาฯ ลงพื้นที่ใน จชต. เพื่อเยี่ยมสถานศึกษา สนับสนุนโครงการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะเป็นผลดีและโอกาสต่อเด็กนักเรียนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

ประเด็นที่สี่ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องการบริหารปกครองพื้นที่ จชต.ส่วนใหญ่อยากเห็นรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่นี้ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยร้อยละ 26.5 รองลงมาคือรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกับส่วนอื่นๆของประเทศร้อยละ 22.2 ส่วนผู้ตอบแบบสอบถาม  ไม่อยากได้ คือ รูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ร้อยละ 25.1 และรูปแบบที่เป็นอิสระจากประเทศไทย ร้อยละ 22.9

การบริหารการปกครองที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการคือรูปแบบการปกครองพิเศษ ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย ที่มีการกระจายอำนาจเหมือนกับพัทยา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ รูปแบบควรจะเป็นแบบไหนจะต้องอยู่ที่กระบวนการพูดคุย หาทางออกที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่อยากได้ หรือไม่เห็นด้วยคือการไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ เลย และไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย

เมื่อผลสำรวจที่ออกมาได้แสดงความรู้สึก ความต้องการของประชาชน เพื่อส่งผ่านไปถึงรัฐบาล กลุ่มขบวนการ และกลุ่มผู้ที่มีความเห็นต่างจากรัฐได้รับรู้ โดยเฉพาะประเด็นไม่ต้องการเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทยมีนัยสำคัญ ต่อท่าทีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา PerMAS และกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมบางกลุ่มในห้วงที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีการปลุกกระแสการกำหนดใจตนเองเพื่อนำไปสู่การลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย ในเมื่อประชาชนไม่ต้องการก็จะต้องทบทวนบทบาทตนเองต่อการเรียกร้องดังกล่าว

ประเด็นสุดท้าย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี ได้กล่าวทิ้งท้ายพื้นที่กลางเพื่อสร้างสันติภาพและแก้ปัญหาความขัดแย้ง ในพื้นที่กลางความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ต้องมาจากทุกฝ่าย การทำวิจัยครั้งนี้ก็เพื่อเสริมความเข้มแข็งของการสร้างพื้นที่กลาง นักวิชาการทุกปีกสถาบันทั้งในและนอกพื้นที่ ภาคประชาสังคม ทุกปีกความคิด
นโยบายรัฐไม่ได้ปฏิเสธพื้นที่กลางเพื่อสร้างสันติภาพและแก้ความขัดแย้ง จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้เปิดเวทีเพื่อเป็นพื้นที่กลางให้กับประชาชน สื่อมวลชน องค์กรภาคประชาสังคม และทุกภาคส่วนได้ร่วมกันระดมความคิดร่วมหาทางออกให้กับประเทศ เพื่อยุติความขัดแย้งนำไปสู่สันติสุขการอยู่ร่วมอย่างพหุวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่

ส่วนนโยบายและทิศทางกระบวนการพูดคุย พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กล่าวว่า การพูดคุยสันติสุขถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่ได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดกรอบนโยบายและทิศทางด้วยตัวท่านเอง

ส่วนการดำเนินการในพื้นที่มีการประสานสอดคล้องกับระดับนโยบาย มีความมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อกระบวนพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มขบวนการ หรือกลุ่มผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก

 “การพูดคุยสันติสุขเป็นเพียงกลุ่มงานหนึ่งในเจ็ดกลุ่มงานของการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเป็นกลุ่มงานสุดท้ายที่ช่วยในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี และช่วยเติมเต็มให้การดำเนินการต่อหกกลุ่มงานที่เหลือมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นการพูดคุยจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด.



-------------------

ว่าด้วยไฟใต้ (จะดีขึ้น) หากผู้ก่อเหตุสำนึกผิด

‘Sareena’

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นต่อเนื่องยืดเยื้อยาวนาน นับจากปี 2547 จนถึงปัจจุบันนับได้ 12 ปี มีผู้ได้รับผลกระทบกับเหตุการณ์ต้องบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนถูกทำลายเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้ กลุ่ม ผกร.ยังคงเดินหน้าทำการก่อเหตุโดยไม่แยแสต่อความเดือดร้อนของประชาชนแต่อย่างใด และไม่มีที่ท่าที่จะยุติความรุนแรง

หากย้อนดูปรากฏการณ์ความรุนแรงชายแดนใต้ จุดเริ่มต้นความชั่วร้ายครั้งแรกในการก่อเหตุของกลุ่ม ผกร.ทำการปล้นอาวุธปืนและสังหารเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตไปสี่นาย ในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ตามด้วยการลอบวางเพลิงเผาโรงเรียน      20 แห่ง ในพื้นที่ อ.แว้ง, อ.จะแนะ, อ.รือเสาะ, อ.ตากใบ, อ.สุไหงโกลก, อ.สุไหงปาดี, อ.ศรีสาคร และ อ.ระแงะ ในจังหวัดนราธิวาส และการมีการเผายางรถยนต์ก่อกวนในพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา การลอบวางระเบิดในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปัตตานีในวันถัดมา และการเข้าโจมตีสถานีตำรวจภูธรตำบลอัยเยอร์เวง จ.ยะลา ส่งผลให้รัฐบาลต้องเข้ามาจัดการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในทันทีด้วยการตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายคณะเพื่อขับเคลื่อนวางแผนยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ผลกระทบจากการก่อเหตุของกลุ่มโจรใต้ไร้ซึ่งสำนึก ไร้อุดมการณ์ ไร้มนุษยธรรม และสุดโต่ง เปรียบเสมือนหนึ่งไซตอนที่ลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะรับได้ โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็ก ผู้หญิง และประชาชนในพื้นที่ทั้งที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ต้องพิการตัดแขนขา กรณีบิดามารดาต้องเสียชีวิต เด็กต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมธาตุแท้ของโจรใต้ที่ไม่มีความปราณีและแยกแยะเป้าหมายในการก่อเหตุ มุ่งทำลายชีวิตและทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชนทั้งชาวไทยพุทธ มุสลิมกันถ้วนหน้า  ซึ่งการก่อเหตุของกลุ่มโจรใต้ ปัจจุบันนี้ที่ยังคงเดินหน้าสร้างสถานการณ์ไม่เว้นวัน หลายเหตุการณ์ หลายพื้นที่ยังคงวนเวียนคอยทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ทุกคนในพื้นที่รับไม่ได้

นอกจากนี้แล้ว ยังได้เกิดการถกแถลงกันอย่างแพร่หลายในสังคมไทยในประเด็นที่ว่า   เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร กลุ่มใดเป็นผู้ก่อการ และจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป รวมทั้งเราควรจะแก้ปัญหานี้กันอย่างไร เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น บางฝ่ายมองว่าเป็นการขัดแย้งกันเองของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ บางฝ่ายมองว่าเป็นปัญหาทางด้านการเมืองในระดับประเทศ บางฝ่ายมองว่าเป็นเพียงโจรหรืออาชญากรรมข้ามชาติที่มีเครือข่ายอยู่ในภูมิภาคนี้ และแน่นอนบางท่านมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเดิมๆ ที่ยังมิได้ถูกขจัดให้หมดสิ้นไปอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือปัญหาของความพยายามในการแบ่งแยกดินแดนของกลุ่มขบวนการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

การสร้างความมั่นใจและสนับสนุนให้ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ผู้นำปัญญาชน ผู้นำจิตวิญญาณ และพี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่กล้าที่จะลุกขึ้นมาปฏิเสธความรุนแรง และสร้างกระแสต่อต้านการใช้ความโหดเหี้ยม โหดร้ายทารุณ โดดเดี่ยวกลุ่ม ผกร.แต่กลุ่มโจรใต้เหล่านี้โต้กลับด้วยการก่อเหตุสร้างความหวาดกลัว ปล่อยกระแสข่าวลือจะมีการลอบทำร้ายผู้ที่ไม่ให้การสนับสนุนฝ่ายตน และจัดการกับผู้มีความคิดต่างทั้งที่เป็นชาวไทยมุสลิมด้วยกันและต่างศาสนิก ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักคำสอนศาสนา และหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรง

ผู้ที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา ต้องปลุกเร้าผู้นำศาสนา ผู้รู้หาช่องทางสร้างความเข้าใจกับผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชี้ให้เห็นถึงความถูกต้อง ความชั่ว ความดี อีกทั้งความเป็นไปได้และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการต่อสู้โดยใช้ความรุนแรง ทั้งในแง่มุมของศาสนา ในมุมมองของอดีตนักต่อสู้ที่เคยร่วมขบวนการ และความเป็นจริงของโลกในปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ สปาร์กตั้งข้อสงสัยในหมู่ผู้ก่อเหตุรุนแรงว่า สิ่งที่เขาเชื่อถูกต้องหรือไม่ มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และมีทางเลือกอื่นๆ อีกหรือไม่?

แม้ว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ยังอยู่อีกไกล รัฐได้จุดประกายฝันของประชาชนในพื้นที่ ผ่านมาสิบกว่าปีถึงแม้ยังห่างไกลความสันติสุข และไม่รู้ว่าจะเป็นจริงเมื่อไหร่ อีกเมื่อไหร่เหตุการณ์ความรุนแรงจะสงบ ไร้ซึ่งเสียงระเบิด สิ้นเสียงปืนมีแต่เสียงแห่งความสุขของประชาชนที่อยู่ร่วมกันอย่างฉันท์พี่น้อง

การตั้งความหวังเพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมาย เป็นสิ่งที่ดีและน่าสนับสนุน ยิ่งได้เห็นการทุ่มเทการทำงานของท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ได้ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา และพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความเป็นพิเศษมากขึ้นภายใต้ โครงการประชารัฐร่วมใจสร้างอำเภอสันติสุขที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหา ผ่านพลังประชารัฐที่มีประชาชน กลุ่มผู้เห็นต่าง และภาครัฐมาร่วมแก้ไขปัญหาภายใต้หลักคิด ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำ และร่วมประเมินผล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชน และผู้เห็นต่างเจ้าหน้าที่รัฐร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้ง ลดความรุนแรง เสริมสร้างความสงบสุข และพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม และยั่งยืนต่อไป สิ่งเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้แสงสว่างเห็นชัดเพิ่มมากขึ้น..และอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอยู่บนรากฐานของความจริง.


-----------------


4/26/2559

ย้อนเหตุการณ์ระเบิดจะนะ..สู่เทพา โจรใจบาปสารภาพหลักฐานมัดตัว

 ‘Ibrahim’


เหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีทีท่าจะดับมอดนับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน หากดูย้อนดูสถิติความสูญเสียและการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดต่อเจ้าหน้าที่หรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ จะเห็นได้ว่าสถิติการก่อเหตุของขบวนการในบางช่วงจะมีจำนวนครั้งค่อนข้างสูง และบางช่วงมีจำนวนครั้งในการก่อเหตุน้อย ผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้น ต้องอิงปัจจัยและรูปแบบการก่อเหตุเป็นหลัก
          การก่อเหตุด้วยการลอบวางระเบิดถือได้ว่ามีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนค่อนข้างสูง เนื่องจากการก่อเหตุของกลุ่มคนร้ายด้วยระเบิด อำนาจการทำลายไม่สามารถจำกัดจำเพาะเจาะจงคนใดคนหนึ่งได้ ฉะนั้นประชาชนผู้บริสุทธิ์จึงต้องตกเป็นเป้าในการกระทำความรุนแรงของกลุ่มขบวนการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
          ข่าวการลอบวางระเบิดของกลุ่มคนร้ายที่สร้างผลกระทบต่อประชานมีให้เห็นอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อเด็กซึ่งไร้เดียงสาไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยกับความขัดแย้งของผู้ใหญ่แต่กลับมารับผลกรรมและการกระทำที่สุดโต่งอย่างน่าใจหาย
          ความรุนแรงล่าสุดจาก 2 เหตุการณ์ใน 2 พื้นที่ซึ่งอยู่ใน 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา อำเภอจะนะ เทพา ที่ไม่ค่อยเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงเท่าใดนัก แต่ปัจจุบันกลับมีการก่อเหตุที่รุนแรงเสมือนหนึ่งเป็นตัวบ่งชี้นัยสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการ หรืออาจจะสอดรับผสานอะไรบางอย่างกับการเคลื่อนไหวการต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาอย่างมีเลศนัย
          เหตุระเบิดบริเวณหน้าสถานีรถไฟจะนะ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมานั้น เด็กได้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงของกลุ่มขบวนการ นำมาซึ่งความเศร้าสลดหดหู่หัวใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศอีกครั้ง รับไม่ได้กับการกระทำเยี่ยงสัตว์ร้ายเมื่อมีเด็กอายุ 4 ขวบ ต้องมาจบชีวิตอย่างไม่น่าให้อภัย อีกทั้งเจ้าหน้าตำรวจยศร้อยตำรวจเอกเสียชีวิต 1 นาย มีประชาชนได้รับบาดเจ็บรวม 15 ราย และเมื่อวันที่ 1 9 เมษายน ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นอีกระลอกหนึ่งหน้าร้านขายของชำหลังสถานีรถไฟบ้านตาแปด อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 1 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บ 15 ราย และหนึ่งในนั้นมีเด็กอายุ 11 ขวบได้รับบาดเจ็บอีกด้วย
          ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครพึงปรารถนา แต่จากพฤติกรรมของกลุ่ม ผกร.ที่ผ่านมาไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะต่อเด็ก การก่อเหตุมุ่งแต่ผลประโยชน์และสร้างความชอบธรรมในการเข่นฆ่าผู้คนให้กับฝ่ายตน สร้างผลงานเพื่อเป็นอำนาจต่อรองในการพูดคุยสันติสุข ไม่เคยมีการออกมากล่าวแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำ
          ผลกระทบจากการก่อเหตุที่มีต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะรับได้ โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้งที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ต้องพิการตัดแขนขา กรณีบิดามารดาต้องเสียชีวิต เด็กต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าเป็นภาระต่อสังคม แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมธาตุแท้ของโจรใต้ฟาตอนีที่ไม่มีความปราณีและแยกแยะเป้าหมายในการก่อเหตุ มุ่งทำลายชีวิตและทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชนทั้งชาวไทยพุทธ มุสลิมกันถ้วนหน้า ที่ผ่านมาอำเภอจะนะ อำเภอเทพา พี่น้องชาวไทยพุทธ และมุสลิม อยู่อาศัยร่วมกันอย่างปกติสุข อยู่อย่างพหุวัฒนธรรม เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นบ้างประปรายแต่ไม่รุนแรงเหมือนในครั้งนี้
          ความเชื่อมโยงเหตุการณ์ลอบระเบิดหน้าสถานีรถไฟจะนะ..สู่ร้นขายของชำหลังสถานีรถไฟบ้านตาแปด อำเภอเทพา จะเป็นการก่อเหตุของกลุ่มโจรใต้กลุ่มเดียวกันหรือไม่? คงต้องรอคอยการกระชากหน้ากากของกลุ่มโจรชั่วออกมาเปิดเผยให้สังคมร่วมกันประณาม  
และล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ได้สนธิกำลังเพื่อติดตามจับกุมและบังคับใช้กฎหมายผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุลอบวางระเบิดหน้าสถานีรถไฟจะนะ ซึ่งก่อนหน้านี้มีความคืบหน้าในการติดตามคนร้ายมาตามลำดับ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ได้มีกาขอความร่วมมือประชาชน ในการแจ้งข้อมูลและเบาะแสของคนร้ายที่มีลักษณะตรงกับภาพกล้องวงจรปิด และในส่วนการปฏิบัติเจ้าหน้าที่ได้ให้ความสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายติดตามจับกุมคนร้ายเพื่อนำตัวมาลงโทษดำเนินคดีตามสั่งการของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4
จากผลการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายได้เข้าทำการปิดล้อมตรวจค้น บ้านไม่มีเลขที่ ม.3  บ.ท่าล้อ ต.สะพานไม้แก่น อ.จะนะ จ.สงขลา สามารถควบคุมตัวบุคคลเป้าหมาย จำนวน 2 ราย  ที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุลอบวางระเบิดจนสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินและเป็นประเด็นข่าวสารที่ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองมีหมายจับ ป.วิอาญา โดย นายอิบรอเฮม สุไหงบารู มีหมายจับ ป.วิอาญา 3 หมาย และนายอารง มีหมายจับ ป.วิอาญา 4 หมาย รวมถึงเป็น 1 ใน 7 เป้าหมายหลักที่ทำการเคลื่อนไหวก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ 4 อำเภอ ของจังหวัดสงขลา
จากการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ต้องหาทั้งสองคนยังพบว่าเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับสั่งการและสมาชิกปฏิบัติการ ส่วนการสอบสวนเบื้องต้น นายอิบรอเฮม และนายอารง ได้สารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดหน้าสถานีรถไฟจะนะจริง..และนี่คือการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อนำตัวคนร้ายมาลงโทษดำเนินคดี..และคอยติดตามจุดจบของโจรใต้ทั้งสองรายจะได้รับโทษทัณฑ์กับกรรมที่ตัวเองได้ก่อจะสาสมกับคำประณามก่นด่าของประชาชนเพียงใด.

------------------------

4/18/2559

Beberapa ketika dahulu, adalah menjadi bukti Taveesak Pi editor berita Wartani dan stesen radio Media Selatan.


‘Bang Din Kota Baru’.

Tanggungjawab Taveesak Pi yang merosakan kepada tentera dan memusnahkan imej Pegawai tentera pada kes penjenayah menyerang Hospital Jok Airong. Dia telah disiarkan dengan panduan idea di Facebook privasi dengan tertuduh pegawai ialah yang mewujudkan keadaan dan ada orang yang dikongsi secara meluas. Sesetengahnya menuduh tempat kejadian sebagai untuk mendapatkan semula bajet. Tetapi apabila kebenaran itu keluar dia memohon maaf dengan mesej pendek di Facebook privasi, ini apakah maknanya? ....

          Menjejaki semula post imej perbandingan selendang pegawai dengan gambar penjenayah dari CCTV oleh Taveesak Pi editor berita Wartani dan stesen radio Media Selatan sekali lagi bahawa tingkah lakunya sebagai sengaja atau tanpa niat.

          Taveesak Pi telah mengepos mesej “sarung peluru di hospital sebagai sarung peluru standard yang ditemui di M-60 mesingan ringan bagi pihak tentera. Dan daripada bersiasat berita dahulu di media - media terdapat tidak pernah dilaporkan bahawa ini jenis mesingan ringan dirompak dari tentera. Oleh itu telah di syakan bahawa mana – mana kumpulan yang di gunakan senjata yang tersebut”.

          kemudiannya Kolonel Pramoth Bhomin Jurucakap Pejabat Keselamatan Dalam Negari Kawasan 4 (Bahagian Dihadapan) mengumumkan mendedah Taveesak Pi orang di Pejabat berita Wartani dan stesen radio Media Selatan ia telah cuba untuk memutarbelitkan fakta-fakta yang disiarkan dalam social media bahawa peristiwa itu dicipta oleh pegawai kerajaan.

          Taveesak Pi orang ini telah disiarkan di Facebook privasi sekali lagi yang berisi dengan ringkas, katanya “Saya menyiarkan gambar pihak berkuasa dengan penjenayah dari kamera pengawasan dalam perbandingan kerana selendang yang kelihatan mirip”. Dan menggunakan Facebook sebagai ruang untuk bertukar-tukar pandangan mengenai isu-isu utama yang berlaku didalam pagar Patani yang perlu diadakannya kerana kawasan konflik adalah terhad. sosial media adalah salah satu cara dalam mengambil pertukaran.

          Dan baru – baru ini pada25 Mac 59 B, selepas penjenayah mencerobohkan akan Hospital Jok Airong 13 hari berlalu. Taveesak Pi, baru di luar mengutuk sekumpulan jenayah secara makeshift kerana bukti yang telah menjelaskan bahawa kumpulan orang di CCTV di hospital Jok Airong bukan pegawai awam (Akan ada post lagikah bahawa terpaksa daripada pihak berkuasa untuk keluar mengutuk).

          Kandungan yang menarik yang Taveesak Pi telah disiarkan dengan alasan bermuka tebal tanpa malu. Gambar-gambar yang saya posted ia "Untuk menetapkan anggapan" kes pencorobohan Hospital Jok Airong tetapi imej tersebut diberikan dengan bahagian yang berikutnya. Ramai orang membuat faham kesilapan bahawa keadaan itu dicipta oleh pihak berkuasa.

          Ingatlah Taveesak Pi adalah editor berita Wartani dan stesen radio Media Selatan. Yang anda siarkan apa-apa untuk Facebook privasi. Topeng yang anda pakai adalah media yang mesti melaporkan fakta-fakta. Oleh itu kandungan yang anda telah menyiarkan siaran itu pengguna berita dari anda, mereka akan percaya kerana mendapat maklumat dari media.

          Tabiat umum orang Thai lebih sanggup mempunyai lupa yang sukar di ingatkan. Dan daripada tingkah laku Taveesak Pi yang lalu dan golongan yang lain, yang merupakan rangkaian yang sama. Jika kita tidak menangkap kesalahannya. Kumpulan ini tidak boleh dieja dengan "kesedaran" dan tanggungjawab walaupun menerima bersalah dan memohon maaf atas apa yang telah dilakukan tiada ada sekali yang terkumpul menjadi sifat berakar umbidalam darah yang sukar untuk disembuh.

          Bayangkan bermain dengan baik. Jika ini adalah satu tindakan pihak berkuasa untuk mewujudkan keadaan. Setakat ini Taveesak Pi terus membalut santapan tidak dikeluarkan. Sekumpulan besar ternakan musang akan     membawa perkara ini dilanjutkan kepada organisasi antarabangsa.


          mencari ikhlas dari kumpulan ini? Kekal amat berat kerana sentiasa mereka menggigitkan. Mencari kelemahan yang terhasil daripada prestasi pegawai-pegawai untuk membesarkan luka. ini acara yang disebabkan oleh perompak selatan ia berani diputarbelitkan, Melemparkan keselahan kepada pihak berkuasa, Muka orang - orang ini sangat tebal yang sesetengah haiwan memalukannya ...marilah kita memerhatikan tingkah laku Taveesak Pi bahawa apalagi yang akan datang daripadanya. Tetapi sudah tentu dia tidak menghentikan penganiayaan pihak berkuasa. Dia menggali luka lama pada masa lalu untuk menghantui masyarakat kepada tidak lupa. amat sukarlah untuk kumpulan ini menghentikan kebiasaan dan tabiat yang tersebut. Jika tiada langkah-langkah mehukumkan dia kita perlu menerima tawaran akhir. Terdapat hanya satu cara yaitu membiarkan dirinya mati dengan sendiri.


-----------------------------------

4/16/2559

บทพิสูจน์ “กลุ่มด้วยใจ”

ซอเลาะห์ บินคอลีฟ
จากความเคลื่อนไหวใน เฟสบุ๊ค ของนางอัญชนา หีมมีน๊ะ ประธานกลุ่มด้วยใจ ในสื่อสังคมออนไลน์ จะเห็นได้ว่ามักจะเป็นการหยิบยกเอาประเด็นที่เจ้าหน้าที่รัฐได้ดำเนินการเข้าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นการสร้างความยากลำบากให้กับครอบครัวผู้ต้องสงสัย เนื่องจากคนที่ถูกเชิญตัวเป็นคนที่คอยหาเงินมาดูแลครอบครัว เมื่อเสาหลักของครอบครัวถูกเชิญตัวไปซักถาม ทำให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ตกต่ำลง สร้างความลำบากเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีการเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การซ้อมทรมานผู้ต้องหา มาโดยตลอด โดยปราศจากการค้นหาความจริงว่า เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติ เช่นนั้นจริงหรือไม่

          จะเห็นได้ว่านางสาวอัญชนา หีมมีน๊ะ ได้เสนอข้อมูลที่มีความบิดเบือนปราศจากการพิสูจน์ โดยมักจะใช้คำกล่าวอ้างจากคำสัมภาษณ์ ของญาติผู้ถูกควบคุมตัว และผู้ถูกควบคุมตัว ยกตัวอย่างเช่นกรณี การเปิดตัวหนังสือ รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2557 - 2558”  ซึ่งเป็นการนำข้อมูลเก่า ๆ และบิดเบือนข้อเท็จจริงมานำเสนอ เพื่อที่จะโน้มน้าว และสื่อให้คนในสื่อสังคมออนไลน์ที่ยังไม่มีข้อมูลที่แท้จริง เห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม  ไร้มนุษยธรรม

          จากเหตุการณ์ล่าสุด กรณีที่มีกลุ่มคนบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง นางสาวอัญชนา ฯ ก็ได้กล่าวอ้างว่าจากการสัมภาษณ์ครอบครัวผู้ถูกเชิญตัวที่มาร้องเรียนกับตนเองว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ที่มีการเชิญตัวผู้ต้องสงสัยมีบางอย่างที่ทำให้ ชาวบ้านไม่สบายใจ และกังวลใจ สร้างความลำบากให้กับครอบครัว และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การซ้อมทรมานผู้ต้องหา ในกรณีต่างๆ ซึ่งถ้าผู้อ่านได้ติดตามมาโดยตลอด พอจะลองวิเคราะห์ได้ว่าก็จะเป็นกรณีเดิมๆ เช่น แช่ห้องเย็น อยู่ห้องมืด ให้คำพูดข่มขู่ ซึ่งจากคำพูดเหล่านี้ ได้ยินมานานมาก และทุกๆครั้งที่มีการนำมาเผยแพร่ก็จะมี ข้อความเช่นนี้อยู่เสมอ



          ในหลาย ๆ ครั้ง ที่นางสาว อัญชณา ฯ ได้ออกมาประณามการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ทางเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลกระทบกับสิ่งที่ นางสาวอัญชณา ฯ กล่าว ก็ไม่ได้ออกมาโต้เถียง เพียงแต่ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการเชิญนักข่าว สำนักต่างๆ เข้าไปดูในศูนย์ซักถามว่าไม่ได้เป็นจริงตามที่ นางสาว อัญชนา ฯ กล่าวอ้าง และทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากจะเอาเรื่อง เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความเห็น แต่ถึงคราวนี้ทางเจ้าหน้าที่ คงจะทนไม่ไหว จึงได้จัดกิจกรรมให้ครอบครัวผู้ถูกเชิญตัวกรณีเหตุการณ์โรงพยาบาลเจาะไอร้อง และกลุ่มด้วยใจได้พบกับผู้ถูกเชิญตัวที่ถูกควบคุมตัวที่ศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร เพื่อที่จะได้สอบถามความเป็นอยู่ และการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ถูกเชิญตัว และเป็นการสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ภายใต้อำนาจ หน้าที่และกฎหมายที่ถูกต้อง ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่อย่างใด


          เมื่อ นางสาวอัญชนา ฯ ได้เข้าพบปะกับครอบครัว และผู้ถูกเชิญตัว แล้วคงมีความเข้าใจมากขึ้น จึงได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบกับข้อมูลที่ออกไปโดยไม่ได้มีการตรวจสอบ ผ่าน เฟสบุ๊คของตนว่า

          เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2559 กลุ่มด้วยใจได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะมีการจัดกิจกรรมให้ครอบครัวผู้ถูกเชิญตัวกรณีเหตุการณ์โรงพยาบาลเจาะไอร้อง และกลุ่มด้วยใจได้พบกับผู้ถูกเชิญตัวที่ถูกควบคุมตัวที่ศูนย์ซักถาม ค่ายอิงคยุทธบริหาร ทางกลุ่มด้วยใจก็ตอบตกลงในทันทีเพราะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่เจ้าหน้าที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวของผู้ถูกเชิญตัวที่มีความทุกข์ ความห่วงกังวล กับการพลัดพรากจากผู้นำครอบครัว หรือ ลูกๆ ได้พบทั้งผู้ถูกเชิญตัวและเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ภายใต้อำนาจ หน้าที่และกฎหมาย

       
          ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2559 กลุ่มด้วยใจได้พบกับครอบครัวผู้ที่ถูกเชิญตัวจำนวนหนึ่งมาพูดคุยถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับบุคคลในครอบครัวของพวกเขา หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2559 ทางกลุ่มด้วยใจจึงได้ไปเก็บข้อมูลและให้ความรู้ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาที่พวกเขาเจอ คือ การบังคับใช้กฎอัยการศึก พรก.ฉุกเฉิน กฎหมายอาญา และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ผลจากการพูดคุยแลกเปลี่ยน และสอบถามทำให้ทราบว่ามีผู้ที่ถูกควบคุมจากการให้ข้อมูลของชาวบ้านที่มาในวันนั้น จำนวน  23 คน
          - การควบคุมตัวมีบางครอบครัวที่ถูกควบคุมเป็นพี่น้องกัน มี 3 คน 1 ครอบครัว และ 2 คน มี 1 ครอบครัว เป็น น้าและ หลาน 1 ครอบครัว
          - บางกรณีถูกเคยถูกควบคุมตัวมาแล้ว 4 ครั้ง 3 ครั้ง ลดหลั่นกันมา
          - สถานที่ที่ควบคุมตัวมีที่เขาตันหยง จังหวัดนราธิวาส ค่ายอิงคยุทธบริหารจังหวัดปัตตานี และ ศชต จังหวัดยะลา และมีประเด็นที่ครอบครัวกังวลใจ คือ
          - การแจ้งสถานที่ควบคุมตัว และ การเคลื่อนย้าย ผู้ถูกเชิญตัว บางกรณีมีการแจ้งให้ครอบครัวทราบ บางกรณีไม่ได้แจ้งให้ครอบครัวทราบ
          - บางกรณีเมื่อไปเยี่ยมสามีพบว่าเขามีอาการมือสั่น
          - บางกรณีบอกว่า ถูกอยู่ในห้องที่มืด
          - บางกรณีอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิ 17 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 9 ชั่วโมง
          - บางกรณีเพิ่งจะไปเยี่ยมและพบว่า สามีไม่มีแรงที่จะเดินหรือยืนเลย
          - บางกรณีได้พบหรือเยี่ยมเจ้าหน้าที่บอกว่าได้แค่สลาม และบอกว่ากำลังสอบสวนอยู่
          - บางกรณีบอกว่า เจ้าหน้าที่เข้ามาในบ้าน และวางกระสุนปืนในบ้านตอนที่เข้ามาตรวจค้น ซึ่งเจ้าหน้าที่เข้ามา 5 คน แต่ให้เจ้าบ้านพาตรวจแค่คนเดียวทำให้พวกเขาเกิดความกลัวถึงความโปร่งใสในการทำงาน        
          - เวลาที่เจ้าหน้าที่เข้าไปค้นในบ้านที่มีเด็กและผู้หญิง มีการจี้ปืนไปที่ศีรษะของผู้หญิงที่นำเจ้าหน้าที่ไปตรวจค้น หรือจี้ปืนตามหลังเขา

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 กลุ่มด้วยใจจึงได้เชิญครอบครัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวจำนวน 28 ครอบครัว มาพูดคุยและยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในข้อห่วงกังวลที่ครอบครัวผู้ถูกเชิญตัวได้รับทราบ และพูดคุยกับสื่อมวลชนถึงความสภาพปัญหาที่ครอบครัวผู้ถูกเชิญตัวเผชิญหลังผู้นำครอบครัวถูกควบคุมตัว จึงได้รับทราบถึงข้อห่วงกังวลเพิ่มเติมในประเด็นดังต่อไปนี้
- การเซ็นเอกสารโดยที่ไม่ได้อ่านหรือตรวจทานเพราะ เจ้าหน้าที่บอกให้เซ็นแล้วจะได้รับการปล่อยตัว
- บางกรณีเจ้าหน้าที่ที่เขาตันหยงได้บอกภรรยาผู้ที่ถูกควบคุมตัวว่า 3 วันนี้ไม่ต้องมาเยี่ยมเพราะเขาจะดำเนินการสอบสวน

วัตถุประสงค์ที่ทางกลุ่มด้วยใจได้พบปะ พูดคุย กับ ครอบครัวผู้ถูกเชิญตัว ก็เพื่อ สร้างความเข้าใจในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจำแนกแยกแยะถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับการบังคับใช้กฎหมาย และ เพื่อ ให้ครอบครัวผู้ถูกเชิญตัวได้มีกำลังใจ พลังใจ ในการเผชิญกับการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเข้าใจและไม่รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม อันเป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่ขับเคลื่อนความรุนแรงให้คงอยู่


เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2559 เวลาประมาณ 13:30 น กลุ่มด้วยใจจึงเดินทางไปถึงค่ายอิงคยุทธบริหาร และได้พบกับเจ้าหน้าที่ทหารที่ติดต่อมา และได้พบกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการเยี่ยมญาติ ซึ่งสถานที่ที่ให้ครอบครัวได้พบกับผู้ที่ถูกควบคุมตัวนับได้ว่ามีการพัฒนาไปในทางที่ดีมาก มีห้องน้ำที่เพียงพอ มีสถานที่ละหมาดแยก ชายหญิง และมีห้องเยี่ยมญาติที่ทางญาติและครอบครัวได้พบกันอย่างเป็นส่วนตัว ที่นี้เราได้พบกับผู้ต้องที่ถูกเชิญตัวด้วยกรณีเจาะไอร้องเพิ่มอีก 1 ราย ซึ่งเขามีความเป็นอยู่ที่ดี แต่อยากกลับบ้านเพราะเป็นห่วงภรรยาและลูกที่ยังไม่ถึง 1 ขวบ


หลังจากนั้นจึงได้เดินทางเข้าไปในอาคารที่เรียกว่าห้องมหาราชซึ่งอยู่ด้านในสุด และได้พบกับผู้ที่ถูกเชิญตัวและครอบครัวจำนวน 7 คน เพราะบางคนได้ถูกส่งตัวไปยัง ศชต. บางคนยังอยู่ที่เขาตันหยง และบางคนได้รับการปล่อยตัวแล้ว ซึ่งในโอกาสนี้เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงถึง
- ความจำเป็นในการควบคุมตัวและขั้นตอนในการเยี่ยมญาติให้กับกลุ่มด้วยใจและญาติได้รับทราบและในประเด็นนี้ ทางเจ้าหน้าที่และผู้ที่ถูกเชิญตัวได้ร่วมกันชี้แจงถึงข้อกังวลใจที่ในประเด็นการเยี่ยมญาติคือ
- กรณีที่ญาติไม่ทราบถึงการย้ายตัวไปของผู้ที่ถูกเชิญตัวอาจมีสาเหตุมาจาก เบอร์โทรศัพท์ที่ญาติได้แจ้งไว้ไม่สามารถติดต่อได้
- เวลาในการเยี่ยมซึ่งยังมีกรณีที่ครอบครัวได้แค่สลามจริงแต่เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากนั้นก็ได้รับความสะดวกสบายในการเยี่ยมญาติ
          - สำหรับกรณีที่ควบคุมตัวที่เขาตันหยงและเจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่ต้องมาเยี่ยม 3 วัน นั้น ทางกลุ่มด้วยใจจะแจ้งรายชื่อให้เจ้าหน้าที่ทราบและทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป
          - ในกรณีที่บอกว่า ถูกอยู่ในห้องที่มืด นั้น ในจำนวนที่ได้พูดคุยทุกคนปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่ในห้องมืด
          - และในกรณีอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิ 17 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 9 ชั่วโมงนั้นผู้ที่ถูกเชิญตัวที่มาในวันนี้  ก็ได้ปฏิเสธเช่นเดียวกันว่าไม่มี
          - สำหรับกรณีที่พบว่าสามีไม่มีแรงที่จะเดินหรือยืนเลยนั้นเนื่องจากบางคนที่ถูกเชิญตัวเป็นโรคแขนขาอ่อนแรงจึงทำให้ไม่มีแรงแต่ก็สามารถมาพบปะกับญาติได้ทุกวัน
          - ในกรณีที่บอกว่า เจ้าหน้าที่เข้ามาในบ้านและวางกระสุนปืนในบ้านตอนที่เข้ามาตรวจค้น ซึ่งเจ้าหน้าที่เข้ามา 5 คน แต่ให้เจ้าบ้านพาตรวจแค่คนเดียวทำให้พวกเขาเกิดความกลัวถึงความโปร่งใสในการทำงานนั้นทางกลุ่มด้วยใจจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบอีกครั้งว่าเกิดขึ้นกับกรณีไหนและจะมีการตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อไป
          - เวลาที่เจ้าหน้าที่เข้าไปค้นในบ้านที่มีเด็กและผู้หญิง เจ้าหน้าที่ไปตรวจค้น หรือจี้ปืนตามหลังเจ้าบ้าน ในกรณีนี้ผู้ที่ถูกเชิญตัวที่พบในวันนี้ได้เล่าว่าในวันนั้น เขานอนอยู่ในบ้านกับน้องๆซึ่งเป็นเด็กๆหลายคน เพราะแม่ไปทำงานที่มาเลเซีย เจ้าหน้าที่จึงได้ให้น้องๆออกไปนอกบ้านและใช้ปืนจี้ที่หลังของเขาผ่านโล่ในมือเจ้าหน้าที่เพื่อค้นบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้อธิบายถึงความจำเป็นในปฏิบัติการ เพื่อป้องกันความสูญเสียของเจ้าหน้าที่ และทางเจ้าหน้าที่ก็ได้กล่าวขอโทษต่อครอบครัวของเขาที่ปฏิบัติการได้สร้างความตกใจให้กับเด็กๆ ในบ้าน


          นอกจากนี้ทางครอบครัวผู้ที่ถูกเชิญตัวก็ได้แสดงออกถึงความรู้สึกและได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ได้จัดกิจกรรมในวันนี้อีกทั้งได้จัดรถเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง และเป็นความน่ายินดี อีกประการเมื่อเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ทราบว่าในวันนี้จะมีการปล่อยตัวผู้ที่ถูกเชิญตัวจำนวน 7 คน

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้สอบถามถึงข้อมูลเรื่องกรณีทรมานจำนวน 54 รายที่ปรากฏในรายงานร่วมของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และ องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชน ปาตานี เพื่อนำไปตรวจสอบ และทางกลุ่มด้วยใจก็จะได้นำไปเสนอต่อองค์กรร่วมจัดทำรายงานต่อไป ซึ่งจากกรณีข้อร้องเรียนเรื่องการทรมานได้มีข้อเสนอร่วมกันดังนี้
          - ทางองค์กรร่วมจัดทำรายงานสถานการณ์การทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ในจังหวัดชายแดนใต้จะดำเนินการในการสนับสนุนการตรวจสอบข้อร้องเรียนต่างๆที่ปรากฏในรายงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูลและความยินยอมของผู้ให้ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
          - เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและองค์กรร่วมจัดทำรายงานสถานการณ์ฯ จะดำเนินการกำหนดมาตรการและกลไกการร้องเรียนและการป้องกันการกระทำทรมานในระดับพื้นที่ต่อไป

  นับได้ว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างมาก  สำหรับการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในการป้องกันการทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ในจังหวัดชายแดนใต้

          กลุ่มด้วยใจขอแสดงความชื่นชมเจ้าหน้าที่ทหารที่อำนวยความสะดวกให้กับครอบครัวและผู้ที่ถูกเชิญตัวได้พบปะกัน เพื่อลดความกังวลใจและสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ การสร้างกลไกในการตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการทรมาน และ การสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนในการยุติการทรมานในจังหวัดชายแดนใต้ต่อไป

          จากคำยืนยันของนางสาว อัญชนา ฯ ประธานกลุ่มด้วยใจ ที่ได้เคยเผยแพร่ข้อมูลว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การซ้อมทรมานผู้ต้องหา ทำให้สามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนมั่นใจว่านางสาวอัญชนา ฯ ไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ บังคับให้ลงข้อมูลแต่อย่างใด สังเกตได้จากสีหน้าที่ยิ้มแย้มของนางสาวอัญชนา ฯ

          ผู้เขียนจึงอยากประชาสัมพันธ์ให้ญาติ และครอบครัว รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ อย่ากังวลหรือหวาดวิตก ต่อกระบวนการซักถามผู้ต้องสงสัย ในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งในปัจจุบันนี้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งพิสูจน์ได้จากคำยืนยันจาก นางสาว อัญชนา และสื่อมวลชน องค์กรภาคประชาสังคมที่เคยเข้าเยี่ยมชมศูนย์ซักถามแล้วว่าไม่มีการทำร้ายผู้ต้องสงสัย ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการซ้อมทรมานแต่ประการใด ส่วนผู้ต้องสงสัยเมื่อผ่านขั้นตอนวิธีการแล้วพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่จะทำการปล่อยตัวเพื่อกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวโดยเร็วที่สุด ส่วนคนผิดก็ต้องว่าไปตามผิดต้องรับโทษทัณฑ์กับสิ่งที่ตัวเองได้ก่อขึ้น ทั้งนี้หน่วยงานภาครัฐยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่กำลังหลบหนีอยู่ สามารถเข้ารายงานตัวแสดงตนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน โดยติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ภูมิลำเนาของท่าน หรือผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่นได้ตลอด 24 ชั่วโมง
*****************


4/02/2559

เปิดข้อมูล “ลับ” กลุ่ม ผกร. ต่อสู้แบบไร้อุดมการณ์

‘Ibrahim’

เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  นับตั้งต้นปี 2547 จุดเริ่มของการจุดไฟใต้มาจนถึงปัจจุบันได้ผ่านมาร่วมสิบกว่าปีไม่มีทีท่าว่าจะดับมอด มีการคอยเติมเชื้อไฟให้ลุกโหมอยู่เป็นระยะๆ ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายพยายามได้ร่วมกันดับ

          การก่อเหตุความรุนแรงได้ก่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสังคมไทยในภาพรวม การดำเนินนโยบายดับไฟใต้มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ผู้นำรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยย่อมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับปัจจัยภัยแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมถึงปัจจัยที่เกิดขึ้นจากแรงกดดันจากภายนอกประเทศ

          การก่อเหตุของกลุ่ม ผกร.ในปัจจุบันนี้ที่ยังคงเดินหน้าสร้างสถานการณ์ไม่เว้นวัน หลายเหตุการณ์ หลายพื้นที่ยังคงวนเวียนคอยทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมสมาชิก ผกร.ทำการขยายผลตรวจพบฐานปฏิบัติการ แหล่งผลิตวัตถุระเบิด รวมไปถึงอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมาก

          ผู้เขียนมีความสงสัยใคร่รู้ว่าสมาชิก ผกร.ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมมีแรงจูงใจอะไรในการเข้าร่วมขบวนการ และเมื่อเข้าไปแล้วอยากทราบสมาชิกเหล่านั้นมีทัศนคติ ความคิดเห็นอย่างไร? ต่อแนวทางการต่อสู้ของขบวนการในปัจจุบัน และประการสุดท้ายที่ใคร่รู้คืออุดมการณ์ของกลุ่มขบวนการยังคงมีอยู่หรือไม่? อย่างไร เพราะจากพฤติกรรมในการก่อเหตุได้เปลี่ยนไป

          คำถามหากไร้คำตอบก็เหมือนตะโกนไปในป่าใหญ่แต่ไม่มีใครได้ยิน เช่นเดียวกันเมื่อความอยากรู้กลุ่ม ผกร.จำนวนมากที่มีการจับกุมเนื่องจากมีการซักถามเคยมีการเก็บข้อมูลเหล่านี้หรือไม่ เพื่อตอบปัญหาคาใจของใครอีกหลายคน

          ผู้เขียนได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวท่านหนึ่งได้เล่าให้ฟังว่าสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเข้าร่วมขบวนการของผู้หลงผิดเหล่านั้นคือเกิดจากการถูกชักชวนให้เข้าร่วมอุดมการณ์ในการต่อสู้ โดยอ้างต่อสู้เพื่อพี่น้องชาวมุสลิมที่ไม่ได้รับความยุติธรรม มีส่วนน้อยที่คิดแก้แค้นเจ้าหน้าที่ด้วยความรุนแรง และส่วนมากไร้อุดมการณ์ในการต่อสู้ มีส่วนน้อยมากที่ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยรัฐฟาตอนี

          ผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ในปัจจุบันพบว่ามีกลุ่มเยาวชนเป็นจำนวนมาก ที่เข้าเป็นแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และเมื่อผ่านกระบวนการดื่มน้ำสาบาน และทำพิธีซูมเปาะแล้วไม่สามารถถอนตัวออกจากองค์กรได้ เมื่อหลงผิดและเข้าร่วมขบวนการแล้วแทบหมดโอกาสกลับมาสู่สังคมปกติได้ ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะร่วมทำการก่อเหตุแต่เมื่อไม่ร่วมมือกลับถูกแกนนำข่มขู่ หากจะหนีไปก็ไม่รอดเพราะทุกพื้นที่ที่มีพี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่นั้น ย่อมหมายถึงทุกแห่งจะมีคนของขบวนการแฝงตัวอยู่ และจะมีคนคอยติดตามหมายปองเอาชีวิตเพื่อปิดปากในที่สุด

สาเหตุและแรงจูงใจให้ผู้หลงผิดตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการ

          สาเหตุและแรงจูงใจให้ผู้หลงผิดตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการ สาเหตุใหญ่เกิดจากบ่มเพาะโดยการบิดเบือนความเชื่อทางด้านศาสนา มีการปลูกฝังแนวความคิด การปลุกระดมการทำสงครามญิฮาด ผูกมัดด้วยการสาบานตน (ซูมเปาะ) และเหตุผลที่ใช้ได้ตลอดคือการถูกสยามรุกรานศาสนา และแผ่นดินเกิด ในเมื่อผู้ที่ถูกปลุกระดมไม่ทราบถึงหลักการที่แท้จริง จึงหลงผิดเข้าร่วมกับขบวนการในที่สุด เนื่องจากกลัวเกรงถ้าไม่ปฏิบัติตามพระเจ้าจะลงโทษ เมื่อเข้าร่วมแล้วจะได้รับผลบุญ และสามารถสร้างบารมีให้กับตนเองด้วยการลงมือทำการเข่นฆ่าคนต่างศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อชาวไทยพุทธ

          การปลุกจิตสำนึกสร้างความเป็นอัตลักษณ์ชาวมลายู กลุ่ม ผกร.ใช้ความรู้สึกที่แตกต่าง สร้างความแปลกแยกของคนในพื้นที่ อ้างชนชาติพันธุ์มลายูปาตานี กระตุ้นให้มีความรู้สึกอันแรงกล้าในการลุกขึ้นมาปกป้องอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติ และศาสนาของคนในพื้นที่ร่วมกัน

          การกล่าวอ้างไม่ได้รับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ถูกครอบงำทางการเมือง ถูกเลือกปฏิบัติทางสังคม ถูกกดขี่ข่มแหงรังแกจากเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในฐานะผู้ปกครอง และคนมลายูคือผู้อยู่ภายใต้การปกครอง

          การคอยตอกย้ำบาดแผลในอดีตระหว่างรัฐสยามกับรัฐปัตตานี มีการส่งต่อไปยังลูกหลานจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยการบ่มเพาะบิดเบือนประวัติศาสตร์ นับแต่สยามได้ปัตตานีเป็นเมืองขึ้นได้มีการรวมชาติให้เป็นหนึ่งเดียว คือชาติไทย ที่มีความแตกต่างกับมลายูในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมและจารีตประเพณี ความคิดความเชื่อต่างๆ

          สร้างความเชื่อมั่นว่ากลุ่มขบวนการสามารถแบ่งแยกดินแดนได้จริง จากการต่อสู้จะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนปัตตานีออกจาการปกครองของรัฐไทย เมื่อสำเร็จจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน และสิทธิต่างๆ เพิ่มมากขึ้นและดีกว่าอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐไทย

          เกิดจากภาวะจำยอม สภาพแวดล้อม เมื่อเครือญาติสามีภรรยาเป็นสมาชิก ผกร.รวมทั้งหากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดตั้ง สภาพความเป็นอยู่ได้บังคับให้ต้องเข้าร่วมหรือสนับสนุนขบวนการโดยปริยาย

          เกิดจากความเกรงกลัวจากการข่มขู่ของสมาชิกระดับแกนนำในหมู่บ้าน เมื่อสมาชิกถูกจับกุมตัวมีการซักถาม เมื่อให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่มีการรับรองความปลอดภัยใดๆ ต่อตนเองและครอบครัว เพราะกลุ่มขบวนการกลัวผู้ที่ถูกจับกุมจะเปิดเผยความลับ สุดท้ายเมื่อถูกกดดันจะกลับเข้าร่วมขบวนการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แรงจูงใจให้สมาชิก ผกร.ทำการก่อเหตุ

          การกลัวเกรงต่อโทษที่ได้รับซึ่งมีหัวหน้าชุดปฏิบัติการเป็นผู้กำหนดเป้าหมายในการก่อเหตุ เมื่อมีการสั่งการหากไม่มีการปฏิบัติใดๆ หัวหน้าชุดจะเป็นผู้รับผิดชอบในการถูกลงโทษด้วยการถือศีลอด การถูกตำหนิอย่างรุนแรง หรือการสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งจากแกนนำระดับสูง รวมทั้งได้มีการปลุกระดมเพิ่มขวัญกำลังใจ โดยใช้การบิดเบือนหลักศาสนาเกี่ยวกับ ชะอีดคือความตายที่เกิดจากการต่อสู้ มีการให้สมาชิกบริจาคเงินให้กับขบวนการวันละ 1 บาทต่อคน เพื่อต้องการให้สมาชิกระลึกอยู่ตลอดเวลา พร้อมที่จะเสียสละทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิต เพื่อแนวทางการต่อสู้และความสำเร็จของขบวนการ

          ปัญหาภัยแทรกซ้อนในพื้นที่จากการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน สินค้าลักลอบหนีภาษี สมาชิก ผกร.จะเข้าไปมีบทบาทหรือผู้ที่เกี่ยวข้องสำคัญ และจะนำเงินบางส่วนจากรายได้เหล่านี้ส่งสนับสนุนกลุ่มขบวนการเพื่อใช้ในการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่

          ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าจากการก่อเหตุของกลุ่ม ผกร.ไม่ว่าจะเป็นกรณีบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง แล้วทำการก่อเหตุกราดยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน จะเห็นได้ว่าจากพฤติกรรมดังกล่าวของกลุ่ม ผกร.มีการละเมิดและขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ขัดกับหลักการอิสลาม เพราะหลักสิทธิมนุษยชนในอิสลาม แม้ในช่วงสงคราม สถานพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ก็ต้องได้รับการคุ้มครอง

          ในวันเดียวกันกับการบุกยึดโรงพยาลเจาะไอร้องของกลุ่ม ผกร. ยังมีการแต่งกายเลียนแบบสตรีมุสลิม เพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ในการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ด้วยการใช้ปืนกลเบาอูซี่ยิงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟ ซึ่งเป็นความผิดตามหลักศาสนาอิสลาม

          นั่นคือเหตุการณ์ตัวอย่างที่ กลุ่ม ผกร.ทำการเคลื่อนไหวอย่างที่ผิดทั้งหลักศาสนาและกติกาสากล นอกจากที่ยกตัวอย่างมายังมีหลายๆ เหตุการณ์ที่ไม่ได้กล่าวถึง แต่สิ่งที่ยืนยันจากผู้ที่ถูกจับกุมเมื่อมีการซักถามได้ให้ข้อมูลว่า แนวทางในการต่อสู้ของกลุ่มขบวนการยังไร้ทิศทาง และไร้อุดมการณ์ในการต่อสู้ แต่ละครั้งในการก่อเหตุยังมีการถามตัวเองทำไปเพื่ออะไร? และเพื่อใคร? นั่นคือคำสารภาพที่ออกจากปากของสมาชิก ผกร.ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัว....

------------------------