2/07/2560

อดีตสมาชิกขบวนการ เรียกร้องเพื่อนสมาชิกยุติการเคลื่อนไหวก่อเหตุ


อดีตสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่ได้มอบตัวต่อเจ้าหน้าที่และได้เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน เรียกร้องให้ “คนที่อยู่ข้างใน” ยุติการปฏิบัติการเพื่อแยกดินแดน เพราะสมาชิกระดับล่างถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือ โดยแกนนำในขบวนการที่มีผลประโยชน์แอบแฝง
“ช่วงหลังก่อนเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ได้นั่งคิดทบทวนสิ่งที่ถูกปลูกฝังกับความจริงที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องจริง พวกเราถูกเขาหลอก ก็อยากบอกกับคนที่อยู่ข้างใน หยุดได้แล้ว พวกเราถูกเขาหลอกมานานแล้ว ของจริงไม่ใช่แบบนั้น เขาหลอกเราทั้งหมดเลย เขามีเบื้องหลังที่มีผลประโยชน์เขาใช้เราเป็นเครื่องมือเท่านั้น” นายสาการียา แวกาจิ อายุ 33 ปี กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์แก่เบนานิวส์เมื่อวันอาทิตย์ผ่านมา
นายสาการียา ผู้ที่ระบุว่าตัวเองเป็น “ยูแว” หรือ ผู้ร่วมขบวนการ และเป็นผู้ที่เจ้าหน้าที่ระบุว่า เป็นแกนนำ “อาร์เคเค” หรือ ชุดกองกำลังปฏิบัติการ ของขบวนการบีอาร์เอ็น ได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่สามฝ่าย เมื่อวันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 โดยมีนายยะฟาร์ ยะโก๊ะ กำนันตำบลบาละ เป็นผู้ประสานระหว่างครอบครัวนายสาการียาและทางการ
นายสาการียา ต้องหมายจับ ป.วิอาญา ที่ จส.381/2550 ลงวันที่ 26 กันยายน 2550 และหมายจับที่ จส. 122/2552 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2552 ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย วางเพลิงสถานที่ราชการ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ทางราชการไม่สามารถออกใบอนุญาต
"ผมเคยร่วมขบวนการจริง เคยซุมเปาะ และเคยหนีไปอยู่บ้านภรรยา ต้องทิ้งให้ลูกอยู่กับพ่อแม่ ร้องไห้ทุกครั้งเมื่อเห็นลูกและภรรยาอยู่อย่างลำบากไม่มีเงินไม่มีโอกาสดีๆ เหมือนคนอื่น" นายสาการียา กล่าว
“ทำให้ยอมมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ อีกอย่างแม่ไม่สบายหนัก ลูกของแม่ทั้ง 8 คน ได้กลับไปหาแม่ แต่เราไม่ได้กลับ ร้องไห้เลย จะกลับไปหาแม่ไม่ได้กลัวเจ้าหน้าที่มาจับ ก็เลยสัญญากับตัวเองว่า ถ้ามีโอกาสจะขอมอบตัว พอดีกำนันมาขอคุย พ่อและแม่ให้มอบตัว ก็ตอบตกลง” นายสาการียา กล่าวเพิ่มเติม
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ตัวเองเข้าร่วมขบวนการนั้น นายสาการียา กล่าวว่า เริ่มจากอุสตาสบางวิชา ในโรงเรียนที่ตนไปเรียน ปลุกระดมในห้องเรียนทุกวัน จนเชื่อสนิท และยอมร่วมขบวนการ และเข้าร่วมพิธี นอกนั้น คิดอย่างเดียวว่าต้องเอาปัตตานีคืน คนมลายูถูกเหยียดหยาม ถูกกดขี่ ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามที่ครูอุสตาสปลูกฝังมาในชั้นเรียน
โครงการพาคนกลับบ้าน
ในการมอบตัวของนายสาการียานั้น เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ได้จับกุมตัวและกักขังตัว แต่ให้โอกาสต่อสู้คดีทั้งสองคดี และนำตัวเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านที่มีผู้ร่วมโครงการกว่า 4,000 คนแล้ว
นายยะฟาร์ ยะโก๊ะ กำนันตำบลบาละ อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า ตนเองเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ตกเป็นเป้าหมายของฝ่ายขบวนการด้วย แต่ก็ได้พยายามติดต่อนายสาการียา เพื่อให้มอบตัวมาเป็นเวลานับสิบปี
"สาการียาเป็นตัวจริง เขามีคดีติดตัว 2 คดี ผมเป็นเบอร์หนึ่งที่เป็นเป้าหมายของพวกเขา พยายามขอเจรจาตลอด 10 กว่าปี อยู่ๆ แม่ของเขาป่วย เขาจึงขอออกมามอบตัว เพราะต้องการกลับมาอยู่กับครอบครัว" นายยะฟาร์ กล่าว
“วันมอบตัว กำนันก็เอาตำแหน่งประกัน สามารถกลับมาอยู่กับครอบครัวได้ จนถึงทุกวันนี้ ไม่มีการจับกุม หรือถูกเจ้าหน้าที่ทำร้าย เวลาไปไหนก็ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่คนไหนจับระหว่างทาง” นายสาการียา กล่าว
“แรกๆ ตอนที่ออกมา ก็ไม่คิดว่าเจ้าหน้าที่จะทำตามที่พูดทำตามที่เราขอ แต่เพราะแม่ไม่สบายจึงคิดว่าเป็นไงเป็นกันออกมาแล้ว พอมาวันนี้ ได้เห็นแล้วเจ้าหน้าที่ เขาทำตามที่พูดทำตามที่เราขอทุกอย่าง จากที่กังวลกลัวจะถูกจับ และกลัวว่าจะถูกซ้อมทรมาน พอออกมา มอบตัวเจ้าหน้าที่พาเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน กำนันประกันตัวก็ไม่ถูกจับ และไม่ถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานอย่างที่กังวลในตอนแรก” นายสาการียา กล่าวเพิ่มเติม
“ตอนที่หลบไปอยู่ที่บ้านภรรยา ลูกๆ ทั้ง 2 คนอยู่กับแม่ที่บาละ เราจะปลูกผักแล้วให้ภรรยาไปขาย เงินที่ได้มาก็พอกินไปวันๆ ไม่สามารถทำให้ครอบครัวสบายหรืออยู่ดีเหมือนคนอื่น แถมต้องหลบๆ เจ้าหน้าที่ด้วยความเป็นอยู่ลำบากมาก หากเทียบกับคนทั่วไป” นายสาการียา กล่าว
นายสาการียา กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้ได้อยู่กับครอบครัว กรีดยางตอนเช้า สายๆไปตัดผมแถวอำเภอ ก็พอมีรายได้สามารถดูแลครอบครัวให้อยู่ดีกินดีกว่าตอนที่หลบหนี
รัฐให้ความมั่นใจ
พ.อ.ชลัช ศรีวิเชียร ผบ.ฉก.ทพ.47 กล่าวแก่เบนาร์นิวส์ว่า ทางการได้ดูแลเรื่องทั้งหมดที่กำนันขอให้แก่ผู้มอบตัว ทั้งเรื่องความปลอดภัย อาชีพ และการสร้างบ้านให้มั่นคง
“คิดว่าโครงการพาคนกลับบ้านดีมาก เป็นประโยชน์มาก เท่าที่เห็นคนที่เข้าร่วมโครงการ ทหารจะดูแลเป็นพิเศษ ที่สำคัญไม่ต้องติดคุก คือ สิ่งที่คนในขบวนการกลัวที่สุด เป็นคำถามแรกเขาจะถามคือ จะถูกจับไหม” นายยะฟาร์ กล่าว
ด้าน พ.อ.ชลัช กล่าวเพิ่มเติมว่า “ที่สำคัญเราสร้างความมั่นใจให้เขา โดยการบูรณาการระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะช่วยดูเรื่องกฎหมาย ดูเรื่องการต่อสู้ทางคดีให้กับเขา ก็ขอให้มั่นใจ ญาติพี่น้องของใคร ที่ยังมีอย่างลักษณะสาการียา แวกาจิ ขอให้มั่นใจในเจ้าหน้าที่”
นอกจากนี้ พ.อ.ชลัช กล่าวอีกว่า ทางการมีความประสงค์ที่จะเชิญ นูวา ปาเนาะ สมาชิกขบวนการในอำเภอกาบัง และสมาชิกขบวนการคนอื่นๆ ในตำบลบาโงยซิแน อำเภอยะหา ให้มอบตัวและหันมาร่วมโครงการ
“อยากให้ทุกคน มีความมั่นใจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราได้ทำแบบนี้กับคนที่เข้าร่วมโครงการ พื้นที่อำเภอยะหา เป็นจุดกำหนดโครงการนี้ จนถึงตอนนี้ มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการมากที่สุด 200-300 คน ถือว่าได้ผลมาก จากทั้งหมดสามจังหวัดมีผู้เข้าร่วมโครงการ ประมาณ 4 พันกว่าคน” พ.อ.ชลัช กล่าว
โครงการพาคนกลับบ้าน เริ่มเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2558 โดยเป็นอีกโครงการหนึ่งที่หนุนเสริมขบวนการพูดคุยกระบวนการสันติภาพ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วัตถุประสงค์แรกเริ่มของโครงการ คือ ต้องการประชาสัมพันธ์ถึงแนวคิด ที่จะให้ผู้มีความเห็นต่างกับรัฐที่ยังคงหลบหนีอยู่ คือ หนึ่งกลุ่มที่มีหมาย ป.วิ อาญา สองผู้ที่มีหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีโอกาสกลับบ้าน เพื่อกลับมาประกอบศาสนกิจทางศาสนาในช่วงเดือนรอมฏอน ห้วงกลางเดือนหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ที่มา:http://www.benarnews.org/thai/

2/06/2560

เหตุระเบิดที่ยะลาเกี่ยวข้องกับนักศึกษาจริงหรือ?

‘แบดิง โกตาบารู’

แล้วนักศึกษาที่จับได้เป็นนักกิจกรรมองค์กรไหน?...

ความเหมือนของเหตุคาร์บอมบ์เมืองนรา-สู่เหตุระเบิดป่วนเมืองยะลา 44 จุด หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ปิดล้อมหอพักนักศึกษาควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย กลุ่ม PerMAS กดดันเคลื่อนไหวออกแถลงการณ์ให้ปล่อยตัว กล่าวหาเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิ ในการทำกิจกรรมของนักศึกษา สุดท้าย!! ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพมีเอี่ยวลอบระเบิดป่วนเมือง

ณ นาที่นี้เชื่อเหลือเกินว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี หรือ PerMAS ซึ่งเป็นปีกการเมืองของขบวนการ BRN มีหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานการเมือง เป็นผู้จัดตั้งมวลชนสนับสนุนกลุ่มขบวนการ และปลุกกระแสเรียกร้องให้มีการลงประชามตินำไปสู่การกำหนดใจตนเอง เพื่อแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐไทย

ในสายตาของประชาชนปาตานีที่ไม่รู้เท่าทัน PerMAS เข้าใจว่ากลุ่มนักเรียน นักศึกษาคือความหวังหนึ่งเดียวของปาตานีที่ได้ขับเคลื่อนต่อสู้เพื่อประชาชน ตามแนวทางของประชาธิปไตย ด้วยการแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ

แต่เบื้องลึกจะมีใครรู้บ้างว่ากลุ่มนักเรียน นักศึกษาเหล่านี้ได้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มขบวนการ BRN ในการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ หลายต่อหลายเหตุการณ์ด้วยกันที่ลงมือก่อเหตุกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ กว่าจะรู้ว่าเป็นฝีมือใครที่กระทำความรุนแรงก็ต่อเมื่อได้กลายเป็นศพ หรือไม่ก็ถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย

หากท่านที่ติดตามข่าวสารในการนำเสนอของสื่อมวลชนจะพบว่าจากเหตุระเบิดที่นราธิวาสพร้อมกัน 3 จุด เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งในเวลาต่อมามีการตรวจค้นหอพักและควบคุมตัวนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และบุคคลที่ถูกควบคุมตัวหลายคนให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการลอบวางระเบิดในครั้งนั้นจริง 


นายอัมรีย์ วรรณมาตร, นายอิสมะแอ เจ๊ะโซะ และนายรีดวน สุหลง ได้ยอมรับมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ โดยเฉพาะ นายรีดวน สุหลง ยอมรับว่าได้ร่วมประชุมวางแผนกำหนดเส้นทางพื้นที่เป้าหมายในการก่อเหตุ และได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมนำพากลุ่มปฏิบัติการเข้าพื้นที่เป้าหมาย เป็นผู้ควบคุมผู้ร่วมก่อเหตุไปรับรถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก มิตซูบิชิ สตราดา ตอนครึ่งสีบรอนซ์เงิน และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีดำ-แดง ที่ซ่อนระเบิดแสวงเครื่องแล้ว ไปเก็บซุกซ่อนไว้ก่อนนำไปก่อเหตุ

ถัดมาวันที่ 2 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ได้เปิดแผนตรวจค้นต่อเป้าหมายย่านตลาดเก่า เขตเทศบาลนครยะลา จำนวน 9 เป้าหมายด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหอพักบ้านเช่านักศึกษา ได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องต่อกรณีปล้นรถยนต์กระบะที่ อำเภอยะหา และเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่จังหวัดยะลามาทำการซักถาม และในวันเดียวกันนั้นเจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่งได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย จำนวน 5 คน ขณะทำกิจกรรมค่ายเยาวชนที่โรงเรียนดารุสสาลามมูลนิธิ ม.6 ต.โคกสัก อ.บางแก้ว จ.พัทลุง รวมแล้วได้ควบคุมตัวนักศึกษาหลายสิบคน
ผลการซักถามผู้ที่ถูกควบคุมตัว จำนวน 4 ราย คือ นายอับดุลฟาริด สะกอ, นายไซดี ทากือแน, นายซอบรี กาซอ และ นายแยสฟรี หะยีปูต๊ะ ให้การรับสารภาพว่าร่วมก่อเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่จังหวัดยะลาเมื่อ 14-16 พฤษภาคม จำนวน 44 จุด และผู้ที่ยอมรับสารภาพนั้น มี 2 ราย ยังเป็นนักศึกษาอยู่ซึ่งกำลังศึกษาอยู่วิทยาลัยสารพัดช่างจังหวัดยะลา และ มอ.ปัตตานี

ความเหมือนกันของเหตุลอบวางระเบิด ถนน ณ นคร จังหวัดนราธิวาส และในเขตเทศบาลนครยะลา ทั้งสองเหตุการณ์ คือมีการตรวจค้นหอพักนักศึกษา เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยในการก่อเหตุ

ความเหมือนอีกอย่างหนึ่งคือความพยายามของกลุ่ม PerMAS ในการเคลื่อนไหวกดดันเจ้าหน้าที่ให้มีการปล่อยตัวนักศึกษา มีการบิดเบือนข้อมูล และชี้นำทางความคิด ด้วยการออกแถลงการณ์ กล่าวหาว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการก้าวล่วงการจัดกิจกรรมของนักศึกษา แต่เป็นเพราะหลักฐานเชื่อมโยงในเวลาต่อมาผู้ถูกจับกุมได้ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุลอบวางระเบิด และเป็นผู้ร้ายตัวจริง

การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาด้วยการก่อเหตุ นอกจากได้สร้างผลกระทบต่อเป้าหมายแล้ว ยังส่งผลต่อสมาชิกแนวร่วมผู้กระทำที่จะต้องถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดี และบางรายมีหมายจับต้องหนีไปกบดานยังประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างล่าสุดผู้ต้องหาหมาย ป.วิอาญา 2 หมาย ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งหลบหนีการจับกุมไปอาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย ได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อเข้ามอบตัว เมื่อ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ผู้ต้องหาตามหมาย ป.วิอาญา คนดังกล่าวได้ยอมรับว่าเป็นสมาชิกกลุ่ม ผกร.ตั้งแต่ปี 2553 ได้กระทำพิธีสาบานตน (ซูมเปาะ) และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงในพื้นที่ ด้วยการลอบวางระเบิด สภ.ปะลุกาสาเมาะเมื่อ 14 กันยายน 2554 เหตุลอบยิง นางสาวอรุณ  บัวจุด ปลัด อบต.ปะลุกาสาเมาะ เสียชีวิตบริเวณตลาดนัดกือดายือริง  เมื่อ 2 ธันวาคม 2554

สาเหตุที่ได้ติดต่อเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากหลบหนีไปอยู่ในประเทศมาเลเซียตั้งแต่ เดือนสิงหาคม 2555 รู้สึกคิดถึงบ้าน และที่สำคัญเข้าใจแล้วว่าการเป็นสมาชิกกลุ่ม ผกร. ต้องทำให้ชีวิตต้องลำบาก และสิ่งต่างๆ ที่มีการปลุกระดมจากขบวนการไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด จึงอยากยุติและหันหลังให้กับความรุนแรง ส่วนหนึ่งมีความไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่ จึงขอเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน เพื่อกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขกับครอบครัวยังบ้านเกิดเมืองนอน ไม่ต้องหลบหนีการจับกุมอีกต่อไป

การมุ่งสร้างความรุนแรงที่กลุ่มขบวนการได้ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้สร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีต่อแนวทางการเอาชนะด้วยการใช้กำลังในการต่อสู้ใดๆ เลย มีแต่สร้างความเสียหาย และความสูญเสียอย่างประเมินค่ามิได้

การบิดเบือนข้อเท็จจริงของกลุ่มองค์กร อย่างเช่นพฤติกรรมของสหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี หรือ PerMAS ที่ทำการปลุกกระแสเรียกร้อง ชี้นำทางความคิดของประชาชน จะต้องไม่ล้ำเส้นความมั่นคงของประเทศ การดำเนินกิจกรรมจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย จะต้องยอมรับความจริงว่าผู้ที่กระทำความผิดจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ การใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายในการกดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้ทำการปล่อยตัวคนผิดไม่ได้ส่งผลดีใดๆ ต่อองค์กรเลย และสมควรที่จะหยุดพฤติกรรมเหล่านี้เสียที ควรมุ่งจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ที่องค์กรนักศึกษาอื่นๆ กระทำกัน เพื่อประโยชน์ต่อนักศึกษาและประชาชนโดยรวม ร่วมขับเคลื่อนนำพาสันติสุขกลับคืนมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีกว่ามั๊ย….

BRN มีเจตนาแอบแฝง ที่กล่าวอ้างเพื่อยกระดับการต่อสู้ไปสู่การใช้กติกาสากล


กลุ่มเครือข่าย Permas สะท้อนเจตนาเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี แต่ประเด็นสำคัญคือ เจตนาเหล่านั้นมิใช่เจตนาที่แท้จริงของประชาชน
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดกับครอบครัว นายเจ๊ะมุ มะมัน ในวันที่ 3 ก.พ. ที่กลุ่มพวกนี้ใช้มาเป็นประเด็นปลุกปั่น กำหนดเป็นวันสิทธิมนุษยชนปัตตานีนั้น จริงๆ แล้วเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความจริงได้ดีว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน จชต. มิได้เกิดจากคู่สงคราม คือ รัฐกับกลุ่มติดอาวุธที่เป็นตัวแทน ปชช. แต่เกิดจากการที่กลุ่มติดอาวุธใช้ความรุนแรงกดขี่ ข่มขู่ และกระทำต่อ ปชช.ส่วนใหญ่ ที่ปฏิเสธการเข้าร่วมสนับสนุน เป็นที่ทราบทั่วกันว่านายเจ๊ะมุ เป็นเครือข่ายของกลุ่มที่ใช้อาวุธสังหาร สองสามีภรรยา นำไปสู่การล้างแค้นนายเจ๊ะมุฯ โดยน้องชายของผู้สูญเสีย ยิ่งทำให้เข้าใจได้ชัดเจนว่ากลุ่มติดอาวุธคือคู่ขัดแย้งของประชาชน ใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างไร้มนุษยธรรม และ ไม่อยู่ในหลักศาสนา จนทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งไม่มีหนทางต่อสู้ ต้องดิ้นรนที่จะปกป้องตนเองและครอบครัว โดย จนท.รัฐไทยได้พยายามอย่างยิ่ง ที่จะดูแลปกป้องผู้บริสุทธิ์เหล่านี้มาตลอด ทั้งต้องพยายามอดทนป้องกันมิให้เกิดการใช้ความรุนแรงตอบโต้กัน เหมือนอีกหลายๆ กรณีที่มีลักษณะเฉกเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับนายเจ๊ะมุฯ


ดังนั้นความพยายามสร้างกระแสเรียกร้องของกลุ่ม Permas และเครือข่าย จึงเป็นการกล่าวอ้างที่น่าละอาย และทำให้องค์กร เครือข่ายเหล่านี้ ห่างไกลจากการยอมรับของประชาชนทุกเชื้อชาติ ศาสนา ใน จชต.มากยิ่งขึ้น

อนึ่งความพยายามใช้วาทกรรมปาตานี เพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์และแบ่งแยกประชาชน ก็เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่ไร้สาระและน่าอดสูใจ เพราะผู้ที่ได้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้งประวัติศาสตร์กระแสหลัก และ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หรือ ประวัติศาสตร์ทางศาสนา ต่างเข้าใจดีว่า ปัตตานี ปาตานี หรือ ฟาตอนี คือพื้นที่เดียวกัน เป็นเมืองท่าการค้าขาย ที่เจริญรุ่งเรือง เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าขายทางทะเลในอดีต ที่เปิดกว้างสำหรับทุกเชื้อชาติ ศาสนา ด้วยความ สันติ และ เป็นธรรม มิใช่ ปาตานี ในความหมายที่คับแคบ และ แอบแฝงนัยยะของการแบ่งแยก ว่าเป็นดินแดนของชาวมลายูเท่านั้น ดังเช่นที่เครือข่าย Permas ดันทุรัง รณรงค์มาหลายปี แต่ด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ แอบแฝง และแบ่งแยกอย่างคับแคบ จึงไม่เป็นที่ยอมรับแต่อย่างใด


ความพยายามที่อคติ ไม่อยู่บนข้อเท็จจริง ไม่อยู่ในหลักการของศาสนา ย่อมไม่มีทางสำเร็จ น่าเสียดายที่คนเหล่านั้น อ้างตัวว่านับถือศาสนาอิสลาม แต่กลับไม่มีอิม่านในหัวใจ


โดย...สหายท่านหนึ่ง

2/04/2560

ย้อนรอย..จากเหตุฆ่า‘ครอบครัวมะมัน’สู่ฆาตกรรมต่อเนื่องไทยพุทธ

‘อิมรอน’


เหตุการณ์คนร้ายบุกเข้ายิงนายเจ๊ะมุ มะมัน พร้อมครอบครัวขณะกลับจากมัสยิดทำให้ลูกชายเสียชีวิต 3 คน คือ ด.ช.อิลยาส มะมัน อายุ 6 ปี, ด.ช.บาฮารี มะมัน อายุ 9 ปี และ ด.ช.มูยาเฮด มะมัน อายุ 11 ปี ต้องสังเวยชีวิตให้กับคมกระสุน เมื่อค่ำคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 ทำให้เกิดการประณามที่พุ่งเป้าความสงสัยมายังเจ้าหน้าที่พร้อมเรียกร้องให้นำคนร้ายมาลงโทษโดยเร็ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2557 ครบรอบหนึ่งเดือนของการเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้จำนวน 2 ราย คือ อส.ทพ.มะมิง บินมามะ อายุ 22 ปี และ อส.ทพ.ซากือระ เจ๊ะแซ อายุ 25 ปี บุคคลทั้งสองสังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 โดยเป็นการจับกุมตามหมายจับที่ จ.77 และ 78/2557 ลงวันที่ 1 มี.ค.57 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุทำไปเพื่อเป็นการล้างแค้นจากเรื่องส่วนตัว (เนื่องจากปักใจเชื่อว่านายเจ๊ะมุฯ เป็นผู้ลงมือฆ่าพี่ชายของตนเองเสียชีวิต และพี่สะใภ้ขณะกำลังตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน) และยังให้การต่อไปอีกว่าการกระทำในครั้งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานภาครัฐที่ตนเองสังกัดเป็นทหารพรานอยู่

ภายหลังถูกจับกุมทหารพรานทั้งสองถูกปลดออกจากราชการ จึงกลายเป็น“อดีตทหารพราน”และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว จึงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดนราธิวาสตลอดมา จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ม.ค.58 หรือราว 11 เดือนหลังถูกจับกุมศาลจึงมีคำพิพากษา“ยกฟ้อง”

เหตุผลที่ศาลยกฟ้อง คือ “ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าบุคคลทั้งสองเป็นคนฆ่า มีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น ส่วนภรรยาของผู้เสียหาย คือ น.ส.พาดีละ แมยู ก็ไม่สามารถจดจำใบหน้าของผู้ก่อเหตุได้”
นั่นคือกระบวนการยุติธรรมในการนำผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษ แต่เป็นเพราะมูลเหตุศาลมีอันต้องยกฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองสืบเนื่องจากไม่มีประจักษ์พยานถึงแม้ผู้ต้องหาจะให้คำรับสารภาพก็ตามที และด้วยเหตุนี้เองได้ส่งแรงกระเพื่อมขึ้นระลอกใหม่ของกลุ่มองค์กรแนวร่วม โดยมีกลุ่มนักศึกษา PerMAS เป็นตัวตั้งตัวตีมีการออกแถลงการณ์เรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันเชิงสัญลักษณ์“วันมนุษยธรรมปาตานี”

อดีตสองทหารพรานฆ่า 3 ศพ‘ครอบครัวมะมัน’มหากาพย์ฆาตกรรมต่อเนื่องไทยพุทธในเวลาต่อมา

กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้อาศัยสถานการณ์ดังกล่าวแอบอ้างสร้างความชอบธรรมในการเข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดเหี้ยมด้วยการสั่งสมาชิกแนวร่วมฆ่าแล้วจุดไฟเผาชาวไทยพุทธ ยิงพระและประชาชนที่มารอตักบาตรในยามเช้า แล้วมีการวางใบปลิวเป็นการแก้แค้นให้กับครอบครัวเจ๊ะมุฯ รวม 6 ชีวิตต้องสังเวยกับความชั่วร้ายของโจรใต้ฟาตอนีในครั้งนั้น ผู้เขียนขอรื้อฟื้นความทรงจำให้กับผู้อ่านถึงแม้จะหดหู่ใจต่อการกระทำดังกล่าว แต่เพื่อเป็นข้อมูลย้ำเตือนช่วยกันตัดสินว่าการที่กลุ่ม PerMAS ออกมาประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น ‘วันมนุษยธรรมปาตานี’ มันสมควรแล้วหรือ?

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 9 ก.พ.57 ถัดจากวันเกิดเหตุกับครอบครัวมะมันได้หกวัน นางเบญจพร เกื้อทุ่ง ซึ่งมีสามีเป็นตำรวจถูกคนร้ายลอบยิงและจุดไฟเผากลางตลาดนัด เหตุเกิดในพื้นที่ ต.ราตาปันยัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี คนร้ายทิ้งข้อความไว้ว่า “นี่คือรางวัลของ 3 พี่น้องที่พวกมึงฆ่าและพวกกูจะฆ่าพวกมึงต่อไป ตราบใดที่พวกมึงยังอยู่ในแผ่นดินกู”

อีกวันวันต่อมา นางสาวศยามล แซ่ลิ้ม พนักงานธนาคารกรุงเทพ สาขาปัตตานี ถูกดักยิงบนถนนสายหลักในอำเภอเดียวกัน ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อกลับบ้าน ร่างของเธอถูกเผาพร้อมกับมีใบปลิวทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า“ถึง ผบ.ทบ.นี่ไม่ใช่ศพสุดท้ายสำหรับ 3 พี่น้อง”

และที่หนักที่สุดคือเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้กราดยิงชาวไทยพุทธขณะกำลังตักบาตร ส่งผลให้พระสงฆ์มรณภาพทันที และมีประชาชนเสียชีวิตรวม 4 รายด้วยกัน และได้รับบาดเจ็บจำนวน 8 ราย เหตุเกิดในพื้นที่สามแยกบ้านใหม่ ต.แม่ลาน อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี จากเหตุดังกล่าวได้สร้างความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธ-มุสลิม และระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ อีกทั้งยังมีการปล่อยใบปลิวพร้อมข่าวลือที่เตือนให้คนมุสลิมระวังเจ้าหน้าที่ที่มีพฤติกรรมจะทำร้ายคนมุสลิมกระจายไปทั่ว ทำให้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวและความหวาดระแวงปกคลุมพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งนั้น

การกราดยิงพระและพุทธศาสนิกชนที่มาตักบาตรจนกระทั่งมีการเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหลายรายลักษณะการก่อเหตุมีความคล้ายคลึงกับสองเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น มีหลักฐานชี้ชัดว่าได้มีการราดน้ำมันเตรียมจุดไฟเผาพระสงฆ์และชาวบ้านที่เสียชีวิตเช่นกัน แต่ถูกยิงตอบโต้ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจึงต้องถอยหนีไปก่อน การฆาตกรรมในลักษณะนี้จึงมิได้เป็นเพียงการหมายเอาชีวิต แต่ต้องการสร้างให้เกิดความสะพรึงกลัวอีกด้วย


การปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อเหตุในการสร้างความแตกแยกและโยนความผิดให้กับเจ้าหน้าที่ น่าจะเป็นสูตรสำเร็จที่นำมาใช้ได้ผลแทบทุกครั้ง เช่นเดียวกับเหตุการณ์ยิงครอบครัวนายเจ๊ะมุฯ ซึ่งขบวนการแนวร่วมได้มีการโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป้าหมายเป็นคนมุสลิม และคนร้ายแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธสงครามอีกทั้งการก่อเหตุอย่างโหดเหี้ยมราวกับต้องการฆ่าล้างครอบครัวซึ่งไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก
ย้อนรอยอดีตเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเห็นว่ามีหลายๆ ครั้งด้วยกันที่การก่อเหตุมีลักษณะโหดเหี้ยมเช่นนี้ โดยในระยะเริ่มแรกจะพบเห็นบ่อยมากที่สุด คือการฆ่าเชือดคอ หรือฆ่าแล้วราดน้ำมันจุดไฟเผา และที่น่าสลดใจมากที่สุดคือเหตุการณ์ที่วัดพรหมประสิทธิ์ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ทำให้มีพระมรณภาพ 1 รูป พร้อมเด็กวัด 2 คนเสียชีวิต และอีกหลายๆ หลายเหตุการณ์ ซึ่งล้วนเป็นฝีมือของกลุ่มก่อเหตุรุนแรงอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องสงสัย เพราะคนร้ายทิ้งใบปลิวระบุการกระทำเกือบทุกครั้ง  ซึ่งต่อมาได้รับการเปิดเผยจากผู้ที่อยู่ในขบวนและออกมารายงานตัวต่อทางการว่า “ความโหดเหี้ยมคือแผนการที่ต้องการสร้างให้เกิดความหวาดกลัว และกดดันให้ประชาชนอยู่ภายใต้อำนาจ และต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชน จึงจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกเป้าหมายไม่ว่าไทยพุทธและมุสลิม” นอกจากนี้ผู้ลงมือปฏิบัติเองก็ไม่อาจละเว้นเมื่อเป็นคำสั่งเพราะคนเหล่านั้นตกอยู่ภายใต้กฎของการซุมเปาะห์ ในการเข้าร่วมกับขบวนการ

นอกจากกฎของการซุมเปาะห์แล้ว ผู้ที่ออกมารายงานตัวยังได้เปิดเผยอีกว่า ผู้ก่อเหตุหรือที่ว่า“นักรบญิฮาด” ยังได้รับการบ่มเพาะอุดมการณ์ปลูกฝังความรู้ที่ผิดๆ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และนำเรื่องการ “ญิฮาด”มาแปลความหมายว่าเป็นการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดน ซึ่งหมายรวมถึงการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งข้าราชการทั้งไทยพุทธและมุสลิมที่เป็นฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ทรยศ เรื่องนี้สอดคล้องกับเอกสารการปลุกระดม“เบอร์ญิฮาดดิปัตตานี” หรือการ “การต่อสู้ในทางศาสนาที่ปัตตานี” ที่ค้นพบจากตัวผู้ก่อเหตุที่เสียชีวิตในเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะเมื่อปี 2547 ซึ่งเป็นเอกสารการปลุกจิตสำนึกการต่อสู้ โดยนำหลักศาสนามาบิดเบือน แก้ไข เพิ่มเติมข้อความเพื่อให้เกิดการก่อเหตุที่รุนแรง โหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม แม้กระทั่งบิดามารดา 

เอกสารฉบับนี้ยังระบุว่าสามารถฆ่าได้ ดังข้อความที่ปรากฏในวรรคหนึ่งมีใจความสรุปได้ว่า “อย่าได้เอาบิดามารดามาเป็นผู้นำ ถ้าเขาหันเหออกจากความศรัทธา เพราะการเป็นบิดามารดาเป็นเพียงรูปธรรมเท่านั้น แต่ในนามธรรมนั้นผู้ที่หันเหและทรยศนั้นไม่ได้เป็นคนของกลุ่มเราอีกต่อไป ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ของผู้ศรัทธาคือผู้ทรยศ และจงฆ่าพวกเขาเสีย”

นี่คือคำตอบว่าทำไมกลุ่มก่อเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถึงได้กระทำการอันโหดเหี้ยมผิดมนุษย์  นับเป็นการบิดเบือนที่อันตรายต่อสังคม และเป็นการทำลายศาสนาอย่างไม่น่าให้อภัย แม้ว่าสำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกหนังสือชี้แจงข้อเท็จในเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่กลุ่มก่อเหตุยังคงนำมาใช้ ซึ่งก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่โหดร้าย อย่างไม่คาดคิดเช่นที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงที่ตกเป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำ ถูกเจ้าหน้าที่กดดันจากการติดตามจับกุมอย่างหนัก อย่างเช่นการยึดเทือกเขาบูโด ซึ่งทำให้กลุ่มก่อเหตุไม่สามารถใช้เป็นที่หลบซ่อนต่อไปได้อีก และกรณีการขยายผลปิดล้อมเทือกเขาตะเว ค้นพบค่ายพักและที่ซ่อนอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากทำให้กลุ่มก่อเหตุต้องเสียฐานที่มั่นแหล่งสำคัญๆ เกือบจนหมดสิ้น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนที่หลบซ่อนตัวเข้ามาอยู่ปะปนกับประชาชนในหมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง

สิ่งที่ยืนยันถึงเรื่องดังกล่าวอีกประการหนึ่งคือ ใบปลิวที่มีข้อความเตือนคนมุสลิมให้ระวังจากเจ้าหน้าที่ ที่มีพฤติกรรมจะทำร้ายมุสลิม ซึ่งระบุในตอนท้ายว่าพร้อมที่ช่วยเหลือปกป้องคนมุสลิมจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้เพื่อที่กลุ่มก่อเหตุที่สูญเสียฐานที่มั่นจากเทือกเขา จะได้กลับเข้ามาอาศัยในหมู่บ้านเป็นที่หลบซ่อนตัว โดยประชาชนที่หลงเชื่อข่าวลือคอยอำนวยความสะดวกและให้ที่หลบซ่อน และยังสอดคล้องกับความพยายามในการก่อเหตุที่รุนแรงเพื่อโหมไฟแห่งความแตกแยก ความหวาดระแวง อันเป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อกลุ่มขบวนการในการใช้โล่ประชาชนเป็นที่กำบังในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ…นี่คือจุดยืนของ “นักรบฟาตอนี” ที่กลุ่มขบวนการยกย่องนักหนาแต่เอาเข้าจริงๆ “เป็นแค่นักรบขี้ขลาดตาขาว ใช้ยาเสพติดในการย้อมใจตนเองในการก่อเหตุ คอยแว้งกัดทีเผลอต่อเจ้าหน้าที่ ไม่กล้าสู้ซึ่งๆ หน้า.....”

-------------------------------

2/03/2560

ย้อนรอย“วันมนุษยธรรมปาตานี”ทำไม? ต้องเป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์

"Ibrahim"


03 กุมภาฯ #วันมนุษยธรรมปาตานี
"มนุษยธรรมกับปาตานีที่ยังมีชีวิต"
รวมพลังกางร่มแห่งสันติภาพและกางร่มบนโปร์ไฟล์โดยพร้อมเพรียงกันทั่วแผ่นดินโดยมี Concept คือ “มนุษยธรรม กับปาตานีที่ยังมีชีวิต” คนปาตานีมีสิทธิที่จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรี ดำรงไว้ซึ่งความเป็นตัวตนของชนชาติ และอนาคตทางการเมืองของคนปาตานี อีกทั้งเพื่อให้คู่สงครามและประชาชนทุกคนตระหนักถึงความสำคัญคุณค่าของชีวิต สิทธิของพลเรือนที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากปฏิบัติการทางการทหาร เพราะการเคารพหลักมนุษยธรรมกติกาสงคราม (International Humanitarian Law) นั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งระหว่างการหาทางยุติสงครามด้วยแนวทางทางการเมือง

February 3, Patani Humanitarian Day
Raise an umbrella for peace and use it in your profile picture in all of the Patani together, with concept "Humanitarian and Patani is still alive".
Patanian have a right to live with dignity and keep the identity of nation, also for both sides of war and people to recognize a value of life.
The rights of civilians must be protected from military operations.
The respect to International Humanitarian Law (IHL) is a most important thing to finding a way to end the war with a political approach.
SAVE PATANIAN
PERLINDUNGAN WARGA SIPIL PATANI
ปกป้องคุ้มครองพลเรือนปาตานี….

นั่นคือการเคลื่อนไหวจุดกระแสล่าสุดของกลุ่มนักศึกษา PerMAS

ย้อนรอย “วันมนุษยธรรมปาตานี”ทำไม? ต้องเป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์

ย้อนกลับไปเมื่อวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 กลุ่ม “PERMAS” ร่อนแถลงการณ์ครบรอบ 1 ปี เหตุฆ่าสามพี่น้อง ‘มะมัน’ ในสื่อทุกแขนง ซึ่งแถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี (PerMAS) ดังกล่าวเป็นแถลงการณ์เรื่อง : การละเมิดหลักมนุษยธรรมสากลในพื้นที่สงคราม อีกทั้งได้ประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น “วันมนุษยธรรมปาตานี” และในครั้งนั้น PerMAS ได้เสนอข้อเรียกร้องเพื่อนำมาซึ่งสันติภาพปาตานี จำนวน 4 ข้อด้วยกัน

เนื้อหาหลักๆ เรียกร้องให้คู่สงครามทำสงครามภายใต้กฎกติกาสากลและคำนึงถึงหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล (International Humanitarian Law), ขอให้ยกระดับกระบวนการตรวจสอบโดยการมีส่วนร่วมของกลไกระหว่างประเทศ,  ขอให้ประชาชนภาคประชาสังคมทั้งในและระหว่างประเทศร่วมกันผลักดันให้กระบวนการสร้างสันติภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การเรียกร้องในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และข้อสุดท้ายเรียกร้องให้สื่อทุกประเภทให้ความสำคัญกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านแก่สังคมสาธารณะ


กลุ่มนักศึกษา PerMAS เคลื่อนไหวเพื่อต้องการสื่อให้สังคมสาธารณะได้ตระหนักถึงความสำคัญคุณค่าของชีวิต ตระหนักถึงสิทธิของพลเรือนที่ต้องได้รับการปกป้องคุ้มครองจากปฏิบัติการทางการทหาร โดยผ่านรูปแบบกิจกรรม การแปรอักษรสื่อสารเจตนารมณ์การจัดกิจกรรม โดยใช้ “ร่ม”เป็นสัญลักษณ์การปกป้องพลเรือน ชูป้ายผ้า แจกเอกสารเกี่ยวกับสิทธิพลเรือนในพื้นที่สงคราม อ่านแถลงการณ์ การเขียนโน้ตสื่อสารโดยการมีส่วนร่วมของนักศึกษาทั่วไปที่เดินผ่านไปมา และประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวัน“มนุษยธรรมปาตานี”

ภาพที่ออกมาช่างน่าใจหาย สลดหดหู่กับแนวความคิดที่ผ่านการเรียกร้อง และสวนทางกับคำว่าปัญญาชนของนักศึกษาที่เรียกขานกลุ่มตนเองว่า PerMAS สงสารพ่อแม่ที่ต้องตรากตรำทำงานหนักหาเงินส่งเสียให้ลูกได้เรียน และบางรายหาไม่ทันต้องขายนา ขายสวนสุดท้ายส่งให้ควายเรียน..

เหตุการณ์ที่ผ่านมามีผู้บริสุทธิ์จำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงถูกฆ่าตายรายวัน เคยมีสักครั้งให้ชื่นใจมั๊ย!! ที่นักศึกษาปัญญากลวงเหล่านี้พร้อมใจกันออกมาแสดงจุดยืน แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถือ(ร่ม) แล้วประกาศสิทธิของพลเรือนปาตานี ประณามความสุดโต่งของผู้ก่อเหตุรุนแรงเหมือนในครั้งนี้ มันคงเป็นไปได้เพราะผู้ที่อยู่เบื้องหลังทำการเชิดหุ่นนักศึกษาเหล่านี้ ต้องบังคับวิถีตามที่ตนเองต้องการ ซึ่งบทมีการเขียนเอาไว้ล่วงหน้า จากการตกลงราคาค่าเหนื่อยจากนายทุนและผู้สนับสนุนในการแสดง

แท้จริงแล้ววันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันทหารผ่านศึก เป็นวันที่คนไทยทุกคนควรที่จะให้ความสำคัญ และมีจิตสำนึกยกย่องเกียรติทหารหาญของชาติที่ได้เสียสละชีวิตเลือดเนื้อในการปกปักรักษาป้องกันประเทศนี้ไว้ด้วยชีวิต แผ่นดินไทยสงบสุขและเป็นไทมาจนถึงทุกวันนี้ มิใช่เป็นเพราะทหารหาญเหล่านี้หรอกหรือ? ในการเป็นรั้วของชาติป้องกันการรุกรานจากอริราชศรัตรูให้พ้นภัย

แต่นักศึกษาปัญญานิ่ม PerMAS กลับประกาศให้วันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวัน “มนุษยธรรมปาตานี”ประกาศเป็นวันเชิงสัญลักษณ์เนื่องจากการเสียชีวิตของเด็กน้อยสามศพครอบครัว “มะมัน” บุตรชายนายเจ๊ะมุ ซึ่งได้เกิดจากปัญหาความขัดแย้งส่วนตัว ช่างน่าสรรเสริญแนวความคิดของนักศึกษาปัญญาควายจริงๆ ไม่เคารพดวงวิญญาณบรรพชนผู้กล้าที่ปกปักรักษาชาติไว้ให้กับพวกเราแล้ว กลับนำวันทหารผ่านศึกมาเป็นวันเชิงสัญลักษณ์เสียนี่!!!..ช่างน่าอับอายสิ้นดี..

--------------------

2/02/2560

จับโจรใต้ใจบาปยิงหญิงท้อง 9 เดือน สารภาพสิ้นเคยก่อคดีสำคัญหลายเหตุ

"กะ กันดา"


กรณีเหตุคนร้ายไม่ทราบชื่อและจำนวน ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงราษฎรไทยพุทธหญิง เสียชีวิต 1 ราย  นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย โดยทราบชื่อในเวลาต่อมา ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บคือ นางสายใจ ทองดี อายุ 26 ปี ส่วนผู้เสียชีวิต คือ น.ส.รัตติกาล จ่าวัง อายุ 26 ปีเช่นกัน ทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอปะนาเระ โดย น.ส.รัตติกาล กำลังตั้งครรภ์ 9 เดือน ก่อนเกิดเหตุทั้งคู่ได้ไปเดินซื้อของในตลาดปาลัส จากนั้นขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน แต่ถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนดักยิงระหว่างทางจนเกิดเหตุเศร้าสลดขึ้น 

โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พ.ย.59 เวลาประมาณ 19.25 น.
ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เร่งติดตามจับกุมตัวคนร้าย พร้อมทั้งมีการสเก็ตภาพคนร้ายที่คาดว่าเป็นผู้ก่อเหตุ จนกระทั่งนำไปสู่การจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย คือ นายรอซาลี วาปิ

จากการดำเนินกรรมวิธีซักถาม นายรอซาลี วาปิ ของเจ้าหน้าที่หน่วยซักถาม ฉก.ทพ.43 ค่ายอิงคยุทธบริหาร เมื่อวันที่ 29 ม.ค.60 ที่ผ่านมา  นายรอซาลี วาปิ ได้ยอมรับสารภาพว่าผ่านการฝึก หลักสูตร RKK เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2552 โดยเป็นแนวร่วม ผกร. มีหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติการในพื้นที่ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
พร้อมกันนี้ นายรอซาลี วาปิ ได้สารภาพว่าเคยร่วมก่อเหตุรุนแรง มาแล้วอย่างน้อย 8 เหตุการณ์ด้วยกัน โดยมีส่วนเกี่ยวข้องคดีสำคัญ คือ เมื่อวันที่ 5 ก.ย.57 ทำการลอบยิง อส.มะนาวี สาแม เสียชีวิต เหตุเกิดในพื้นที่ ม.6 ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี โดยทำหน้าที่เป็นผู้ ขับขี่ รถ จยย.ให้มือปืนลงมือก่อเหตุ

เมื่อวันที่ 14 ม.ค.59 ทำการลอบยิงหม้อแปลงไฟฟ้า บริเวณตลาดนัดคอมมิสพื้นที่ ม.5 ต.น้ำดำ  อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี โดยยอมรับเป็นผู้ยิงเอง

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.59 ลอบยิง นายอำรี หะยีจิ (อดีต ผกร.) เสียชีวิต ในพื้นที่ ม.4 ต.ปากู อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี โดยเป็นมือปืน

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.59 ลอบยิง นายมาหามะ ปอยีราแดง เสียชีวิตในพื้นที่ ม.5 ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี โดยทำหน้าที่ดูต้นทาง

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.59 ลอบยิงนางไซนะ หะมะ เสียชีวิตในพื้นที่ ม.4 ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี โดยทำหน้าที่ดูต้นทาง

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.59 ลอบยิง น.ส.รัตติกาล จ่าวัง (ตั้งครรภ์ 9 เดือน) เสียชีวิต และ นางสายใจ ทองดี ได้รับบาดเจ็บ ตลาดปาลัส ต.ควน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดยโทรศัพท์แจ้งนายนิ (ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง) หลังจากนายอาหามะฯ ก่อเหตุเสร็จ

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.59 ลอบยิง นายประดับ มาอิจอน ผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิต และภรรยาได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดในพื้นที่ ม.๒ ต.ตันหยงยืองา อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี โทรศัพท์รายงาน นายนิ (ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง) หลังจากนายอาหามะฯ ก่อเหตุเสร็จ

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.59 ลอบยิง อส.ทพ.วีรยุทธิ์ พรหมนุ้ย เจ้าหน้าที่ทหารพราน ฉก.ทพ.๔๒ ได้รับบาดเจ็บ เหตุในพื้นที่ ม.4 ต.บาโลย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี โดยทำหน้าที่เป็นมือปืน

ทั้งนี้ นายรอซาลี วาปิ ยังให้การซัดทอดสมาชิก ผกร.ที่ร่วมก่อเหตุอีกหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่ เป็น ผกร.ที่ได้รับการฝึกฝนใหม่

เจ้าหน้าที่ตาดว่า นายรอซารีฯ ยังปกปิดข้อมูลเป็นจำนวนมาก และคาดว่าตั้งแต่ปี 57 ถึงปัจจุบัน นายรอซารีฯ น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รุนแรง เกือบทุกเหตุการณ์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.ทุ่งยางแดง, อ.มายอ, อ.ยะหริ่ง และ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการซักถามเพื่อหาความเชื่อมโยงไปยังสมาชิก ผกร.ที่ทำการก่อเหตุนำตัวมาลงโทษดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

1/30/2560

ทรัมป์เซ็นคำสั่งห้ามพลเรือนจาก 7 ประเทศมุสลิมเข้าสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งแบนพลเรือนจาก 7 ประเทศมุสลิมเข้าสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ ทำให้มีผู้โดยสารเครื่องบินหลายคนถูกห้ามขึ้นเครื่องบิน ขณะที่บริษัทกูเกิลรีบเรียกพนักงานกลับประเทศ และสหภาพต่างๆ ตัดสินใจยื่นฟ้องร้องคัดค้านคำสั่งนี้...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 แห่งสหรัฐอเมริกา ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร (executive order) ห้ามพลเรือนจาก 7 ประเทศมุสลิม ได้แก่ อิรัก, ซีเรีย, อิหร่าน, ลิเบีย, โซมาเลีย, ซูดาน และเยเมน เดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ เป็นเวลาอย่างน้อย 90 วัน หรือจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ ดูเหมือนว่าคำสั่งล่าสุดของนายทรัมป์จะเป็นก้าวแรกของการห้ามเข้าประเทศอย่างเป็นวงกว้างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เปิดเผยว่าจะมีอีกกี่ประเทศที่จะโดยแบน แต่ย้ำว่ามาตรการนี้ก็เพื่อปกป้องอเมริกาให้ปลอดภัย และพวกเขาจะไม่ยอมให้มีความเสี่ยงใดๆ
คำสั่งนี้ยังรวมถึงให้กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ ทบทวนเป็นเวลา 30 วัน ว่าประเทศใดที่ไม่ให้ข้อมูลอย่างเพียงพอ สำหรับการออกวีซาเข้าสหรัฐฯ แก่พลเรือนของพวกเขา และหยุดรับผู้อพยพเข้าสู่สหรัฐฯ เป็นเวลา 4 เดือนด้วย กับลดจำนวนผู้อพยพที่สหรัฐฯ จะรับในปี 2017 ลงจาก 110,000 คน เหลือ 50,000 คน ซึ่งในระหว่างนั้นกระทรวงต่างประเทศของนายทรัมป์จะตรวจสอบกระบวนการขอและคัดกรองผู้อพยพที่จะเข้าสหรัฐฯ ซึ่งเดิมก็เข้มงวดอยู่แล้ว แต่นายทรัมป์ระบุว่ายังมีช่องโหว่ให้ผู้ก่อการร้ายใช้
นอกจากนั้น คำสั่งยังเรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศและความมั่นคงมาตุภูมิ, ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) พัฒนาและบังคับใช้กระบวนการคัดกรองผู้อพยพใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ก่อการร้ายลอบเข้าสู่สหรัฐฯ ด้วย

ชาวมุสลิมและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้อพยพออกมาชุมนุมต่อต้านนโยบายผู้อพยพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในนครนิวยอร์ก
ทั้งนี้ คำสั่งแบนผู้อพยพของนายทรัมป์ เริ่มส่งผลกระทบให้เห็นแล้ว โดยบริษัท กูเกิล ผู้ให้บริหารเว็บไซต์สืบค้นชื่อดังของโลก ดำเนินการเรียกตัวพนักงานของบริษัทที่กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางในต่างประเทศ ให้กลับสหรัฐฯ ทันที พร้อมทั้งแสดงความกังวลว่า คำสั่งนี้จะเป็นการปิดกั้นไม่ให้บุคคลากรที่มีความสามารถเข้ามาทำงานในสหรัฐฯ
ขณะที่เมื่อวันเสาร์ (28 ม.ค.) มีรายงานว่า ผู้โดยสารชาวอิรักหลายคนและชาวเยเมน 1 คนถูกห้ามไม่ให้โดยสารเที่ยวบินในกรุงไคโร ที่มีจุดหมายไปยังนครนิวยอร์ก แม้ว่าบางคนจะถือกรีนการ์ด หรือ บัตรประจำตัวผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรอย่างถูกกฎหมายในสหรัฐฯ ก็ตาม ขณะที่ทนายความของชาวอิรัก 2 คน ที่ถูกจับกุมตัวหลังจากเดินทางมานิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ ทั้งที่ได้วีซาเข้าสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องร้องประธานาธิบดีทรัมป์ และรัฐบาลของเขาแล้ว
ด้านสหภาพเสรีภาพพลเรือนอเมริกัน ระบุว่า พวกเขาได้ยื่นฟ้องร้องเพื่อคัดค้านคำสั่งแบนคนเข้าเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว ส่วนสภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลาม ก็เตรียมยื่นฟ้องร้องด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน นักวิชาการชั้นนำในสหรัฐฯ จำนวนหลายพันคน รวมทั้งเจ้าของรางวัลโนเบล 12 คน ก็ร่วมลงนามคำร้องคัดค้านคำสั่งนี้

ที่มา: http://www.thairath.co.th/

1/29/2560

อนาคตของเอ็นจีโอที่รับเงินต่างชาติ

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ผู้เขียนแอบเชียร์ โดนัลด์ ทรัมป์ อยู่เงียบๆ ทั้งที่ไม่รู้จักชื่อเสียงประวัติของเขามาก่อน แต่รู้อย่างหนึ่งว่า หากฮิลลารี คลินตัน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี นางคงบี้ไทยแบนติดดิน นางและพวกคงข่มขู่ไทยสารพัด แม้ไทยจะปรับตัวเก่ง แต่คงเหนื่อยกว่าหากต้องปรับตัวกับฮิลลารี นอกจากไทยแล้ว คนที่ดีใจที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง คือ ประธาราธิบดีปูติน แห่งรัสเซียนั่นเอง เพราะนโยบายของทรัมป์ที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงไม่ได้มองรัสเซียและปูตินเป็นศัตรู ตรงกันข้ามกลับเห็นว่าต้องคบกับปูตินไว้ เล่นเอาพรรคเดโมแครตและกลุ่มอำนาจที่เป็นมือที่มองไม่เห็น หรือรัฐบาลล่องหนที่ชักใยคุมรัฐบาลอเมริกาที่ผ่านๆ มาไม่พอใจอย่างมาก
ถึงกับ “ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ”(คนละคนกับผู้อำนวยการซีไอเอ)ซึ่งตั้งขึ้นมาหลังเหตุการณ์ 9/11 ออกมาขู่ทรัมป์ว่า หากดำเนินนโยบายที่แตกต่างจากที่นักยุทธศาสตร์อเมริกันวางไว้โดยไปใกล้ชิดกับผู้นำรัสเซีย ขอให้ดูอดีตประธานาธิบดีเคนเนดีเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน พูดง่ายๆ คือ กล้าที่จะข่มขู่ประธานาธิบดีของตัวเองว่า หากคิดไปคบหาสมาคมกับรัสเซีย ก็อาจจะโดนแบบที่ประธานาธิบดีเคนเนดีเจอ
บารัก โอบามา โกรธรัสเซียเพราะเห็นว่ารัสเซียเชียร์ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป อีกทั้งคงได้รับรายงานว่า หน่วยข่าวรัสเซียสามารถเจาะข้อมูลของพรรคเดโมแครตและแอบเอาไปให้ทีมงานของทรัมป์ โอบามาจึงออกคำสั่งขับนักการทูตรัสเซียประจำสหรัฐหลายคนออกนอกประเทศ แต่ครั้งนี้ประธานาธิบดีปูตินไม่ตอบโต้ เพราะเห็นว่าอีกไม่กี่วันโอบามาก็จะพ้นตำแหน่งแล้ว สู้รักษาความสัมพันธ์อันดีกับทรัมป์ไว้ดีกว่า

แต่ใช่ว่าปูตินจะอยู่เฉย คนแบบปูตินมีฤทธิ์เดชไม่แพ้กัน แม้เขาไม่ขับนักการทูตในรัสเซีย แต่เขากลับไปตอบโต้ด้วยการขับไล่องค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ ต่างชาติที่รับเงินจากจอร์จ โซรอส พ่อมดการเงิน (คนเดียวกับโจมตีค่าเงินบาทไทยเมื่อปี 2540) ที่มาเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนฯ ในรัสเซีย โซรอสเป็นคนที่หนุนพรรเดโมแครตอย่างเปิดเผย และต้องการให้ฮิลลารีได้รับเลือกตั้งดป็นประธานาธิบดี ขณะเดียวกันก็ใช้ “กองทุนสังคมเปิด”(Open Soicety Foundations) ของตนสนับสนุนเอ็นจีโอท้องถิ่นและต่างประเทศล้มรัฐบาลประเทศที่ขัดใจอเมริกามาแล้วหลายแห่ง จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป
ไม่ถึงกับต้องขับทูตอเมริกันออกไป เพียงแค่จัดการกับเอ็นจีโอทุกแห่งในรัสเซีย ที่รับเงินสนับสนุนจาก จอร์จ โซรอส ก็เท่ากับตบหน้าโอบามาและฮิลลารี ถือว่าเป็นการเล่นเกมที่ชาญฉลาดและสุขุมกว่าเยอะ
ขณะเดียวกันฮิลลารี ได้ประกาศขับไล่เอ็นจีโอต่างชาติและท้องถิ่นที่รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิของจอร์จ โซรอส เคลื่อนไหวอยู่ในฮังการี ในข้อหาบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ รัฐบาลมาซิโดเนีย รัฐเล็กๆ ที่แยกตัวจาดยูโกสลาเวีย ได้ประกาศห้ามเอ็นจีโอที่รับเงินจากมูลนิธิจอร์จ โซรอส ดำเนินกิจกรรมในบางประเทศในข้อหารับเงินต่างชาติมาบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ รัฐบาลมาซิโดเนียเปิดโปงว่า มูลนิธิจอร์จ โซรอส ได้เคลื่อนไหวร่วมกับ ยูเสด สถานทูตบางแห่งและรัฐบาลบางประเทศ ซึ่งไม่ต้องเอ่ยชื่อก็รู้ว่าคือสหรัฐอเมริกานั่นเอง ได้ให้เงินเอ็นจีโอและองค์กรทางสังคมหลายแห่งในการบ่อนทำลายประเทศ กดดันให้รัฐบาลมาซิโดเนียทำตามความต้องการของสหรัฐ ถือว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ
เวลานี้มีการจัดตั้ง “ขบวนการเอสโอเอส”(Stop Operation Soros Movement) หรือขบวนการปฏิบัติการหยุดยั้งการบ่อนทำลายจากกลุ่มโซรอส ขึ้นมาในมาซิโดเนียและเริ่มแพร่หลายไปในหลายประเทศ บรรดา เอ็นจีโอที่รับเงินจากจอร์จ โซรอส หรือรับเงินจาดยูเสด บ่อนทำลายประเทศของตัวเองอาจถูกจับหรือถูกขับออกนอกประเทศ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอินเดียได้ระงับใบอนุญาตของเอ็นจีโอในประเทศที่รับเงินจากต่างชาติ รวมทั้งที่รับเงินจากจอร์จ โซรอส เพราะเกรงว่าจะมาบ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศ รายงานข่าวบอกว่า เอ็นจีโออินเดียประมาณสองหมื่นแห่งต้องยุติกิจกรรมโดยสิ้นเชิง
ความเคลื่อนไหวของจอร์จ โซรอสนั้น เชื่อว่าทรัมป์ทราบดี ทั้งทรัมป์และโซรอสนับว่าเป็นคู่มวยที่ถูกคู่สูสีกัน เพราะร่ำรวยด้วยกันทั้งคู่ แต่ทรัมป์มีอำนาจทางการเมืองและกฎหมาย ดังนั้นโซรอส คงโค่นทรัมป์ไม่ได้ง่ายๆ
เรื่องเอ็นจีโอหรือนักการเมือง หรือสื่อมวลชนรับเงินจากต่างชาติมาทำงานนั้น รัฐบาลประเทศต่างๆ ตื่นตัวมากขึ้น ทรัมป์เองประกาศชัดเจนว่า ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารทำหน้าที่เป็นล็อบบี้ยิสต์ภายใน 5 ปีหลังพ้นตำแหน่ง และห้ามทำหน้าที่ล็อบบี้ยิสต์ให้รัฐบาลต่างชาติ “ตลอดชีวิต” พูดง่ายๆ ก็คือ รับเงินเขามาแล้ว ความสัมพันธ์เปรียบเสมือน “นายจ้าง”กับ“ลูกจ้าง” ที่ลูกจ้างต้องทำงานตามที่นายจ้างต้องการ และบ่อยครั้งสิ่งที่นายจ้างต่างชาติต้องการอาจกระทบต่อผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ
รัฐบาลไทยน่าจะกำหนดให้เอ็นจีโอ ซึ่งมีจำนวนหลายร้อยถึงพันองค์กร และส่วนใหญ่รับเงินจากต่างชาติมาทำงานเปิดเผยที่มาของเงิน เพื่อความโปร่งใสและแสดงความบริสุทธิ์ใจ หากทำเพื่อการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นคงไม่มีปัญหาอะไร เพราะรู้กันอยู่แล้วว่าภาคประชาสังคมไทยไม่ค่อยมีเงิน แต่ถ้ารับเงินจากต่างชาติมาเพื่อดำเนินการในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับต่างชาติ หรือสอดคล้องกับนโยบายของต่างชาติ แต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติไทย ก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเอ็นจีโอหลายแห่งที่รับเงินสนับสนุนจากอเมริกา เช่น มูลนิธิเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย (เอ็น.อี.ดี.) ยูเสด (ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากสถานทูต) ให้เคลื่อนไหวส่งผลกระทบต่อสถาบันสูงสุดและเสถียรภาพของรัฐบาล คาช. เราจะพบเห็นเจ้าหน้าที่สถานทูต และสถานกงสุลบางคนไปวุ่นวายอยู่แถวภาคเหนือ และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
วันนี้กระแสต่อต้านการรับเงินจากต่างชาติมาบ่อทำลายประเทศตนเองค่อนข้างสูง คนไทยจำนวนไม่น้อยหงุดหงิดกับเอ็นจีโอบางสำนักที่ต่อต้านรัฐบาลไปเสียทุกเรื่อง อย่างไรก็ดี ใครรับเงินต่างชาติมาอย่างบริสุทธิ์ใจเพื่อช่วยให้พี่น้องคนไทยมีสภาพที่ดีขึ้น ก็ไม่ต้องกังวล แต่ควรเปิดเผยแหล่งที่มาของเงินจากต่างประเทศ การใช้จ่ายเงินอย่างโปร่งใส สังคมตรวจสอบได้

-------------------

อดีตแกนนำ “บีไอพีพี” เสียชีวิตในวัย 82 ที่ประเทศมาเลเซีย


วันที่ 27 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอุสลาสอัซซุดดีน อับดุลเราะห์มาน อดีตแกนนำขบวนการแบ่งแยกรัฐปัตตานี(บีไอพีพี) ในช่วงปี ค.ศ.1977-1999 เสียชีวิตแล้วเมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 27 ม.ค. ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมาลายาประเทศมาเลเซีย 

และได้นำศพประกอบพิธีที่มัสยิดตามันฆูรู โกตาบารู และประกอบพิธีละหมาดศพที่มัสยิดดังกล่าวหลังละหมาดวันศุกร์หรือเวลาบ่ายของวันนี้ จากนั้นทำการฝังที่สุสานใกล้เคียงกับสถานที่ดังกล่าว ขณะเดียวกันนายกัสตูรี มะโกตา แกนนำขบวนการปูโล (PULO) ได้กล่าวในเฟซบุ๊ก แสดงความเสียใจกับครอบครัวของอดีตแกนนำขบวนการบีไอพีพี