7/23/2559

เสียงสะท้อนจากคนมุสลิมสงขลา กรณี:เสื้อเชิงสัญลักษณ์

‘ลมใต้  สายบุรี’


คนมลายูโดยทั่วไปพื้นฐานแล้วไม่ชอบการโกหก จะพูดแต่เรื่องจริง แต่ในระยะหลังๆ มานี้ผู้เขียนคิดว่าจะใช้ไม่ได้อีกแล้วแบบเหมารวมยกเข่ง คนพวกนี้ชอบเรียกตัวเองหรือให้คนอื่นเข้าใจเรียกตัวเองว่า “คนมลายู” มีการพูดจาโกหก ปริ้นปร้อน กลับกลอก มักจะมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ จากการนำเสนอของสื่อ

คำพูดของกลุ่มคนเหล่านี้เมื่อได้ฟังแล้วดูสวยงาม รักวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี อีกทั้งภาพลักษณ์คือผู้รักษาดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ประจำถิ่น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการส่งเสริมภาษามลายู นั่นคือหน้าฉากแต่หลังฉากจะมีใครสักกี่คนจะรู้คนกลุ่มนี้ชอบการโกหกหลอกลวง

ความกลับกลอกอื้อฉาวกับประเด็นเรื่องราวที่เป็นข่าวดังผู้เขียนขอนำความรู้สึกของผู้ที่ใช้ชื่อว่า “มุสลิมสงขลา”มาถ่ายทอดในอีกแง่มุมหนึ่งของพี่น้องมุสลิมที่ไม่เห็นด้วยต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มทำเสื้อโดยการใช้แผนที่แบ่งแยกดินแดนทำการเผยแพร่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์

แต่พอเป็นเรื่องเป็นราวกลับอ้างว่าแผนที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่โรงเรียนตาดีกา 5 จังหวัด และเมื่อมีผู้ทักท้วงอีกว่าทำไม? จังหวัดสงขลามีแค่ 5 อำเภอหรอกหรือ? ทั้งที่อำเภออื่นๆ ก็มีตาดีกาอยู่ทุกอำเภอ


กลุ่มทำเสื้อกลุ่มนี้กลับ ‘เถ’ ไปได้อีกว่ากลุ่มทำงานสงเสริมภาษามลายู เลยทำเป็นแผนที่ของพื้นที่ที่มีโรงเรียนตาดีกาสอนภาษามลายู

ซึ่งข้อเท็จจริงโรงเรียนตาดีกาในจังหวัดสงขลา และ จังหวัดสตูล มีการสอนภาษาอาหรับ ไม่ได้สอนภาษามลายู ตามที่กลุ่มคนทำเสื้อกลุ่มนี้ได้กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ที่สำคัญผู้คนในพื้นที่ ในจังหวัดสงขลา และ จังหวัดสตูล ได้กล่าวว่าไม่เคยเห็นหรือรู้จักชื่อกลุ่มคนพวกนี้ อีกทั้งไม่เคยมาช่วยเหลืออะไรโรงเรียนตาดีกาเลย พี่น้องมุสลิมในแต่ละชุมชน ตลอดจนองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีการดูแลเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

การโกหกซ้ำซากไม่ใช่วิถีของมุสลิม อีกทั้งการโกหกยังเป็นบาป การรู้ตัวว่าผิดแล้วไปกล่าวโทษคนอื่นว่าเข้าใจผิด มันใช่หรือ? พี่น้องมุสลิมและคนไทยทั้งประเทศดูแล้วสิ่งที่คนกลุ่มนี้ทำเสื้อขึ้นมาเพื่อทำการปลุกระดมซึ่งเป็นแผนที่แบ่งแยกดินแดนชัดแจ้ง หากมีความสำนึกก็สมควรยอมรับผิด และกล่าวคำขอโทษที่ได้กระทำลงไปนั่นคือวิถีของมุสลิมโดยแท้จริง

ทุกสิ่งทุกอย่างที่กลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้ทำการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ได้ทำให้พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่ได้รับความเสียหาย ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งคนทั่วไปอาจจะคิดเหมารวมว่าให้มุสลิมที่ดีต้องได้รับความมัวหมองไปด้วย หยุดและเลิกคิดเถอะ!! ในเรื่องแบ่งแยกดินแดน สร้างความแปลกแยก ความแตกต่างในเรื่องของเชื้อชาติ อัตลักษณ์ไม่ใช่แนวทางของท่านศาสดาเลย พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่ทั้งมลายูและไม่ใช่มลายูทุกคนต่างต้องการอยู่ร่วมอย่างสงบสันติ สามารถอยู่ร่วมกับพี่น้องต่างศาสนา อยู่ร่วมอย่างพหุวัฒนธรรมดั่งเช่นในอดีตอย่างมีความสุข ขอเอกอัลเลาะห์ทรงประทานทางนำแก่เขาเหล่านั้นด้วย…อามีน

ผู้เขียนได้นำความรู้สึกของพี่น้องมุสลิมสงขลา มาถ่ายทอดให้กับผู้อ่านได้รับรู้เป็นข้อมูลของอีกหลายๆ ข้อมูลที่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ที่เคลื่อนไหวปลุกระดมให้กับประชาชนเห็นคล้อยตามในเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้คิดไม่ดีต่อบ้านเมือง ต้องการแบ่งแยกดินแดนออกจากราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่และคนไทยทั้งประเทศยอมไม่ได้…

————————
ที่มา:http://www.southernreports.com

7/22/2559

PerMAS ไม่ตอบโจทย์ประชาชน จชต.

'แบดิง โกตาบารู'


เมื่อวันที่ 21 ก.ค.59 เว็บเพจ The Ferderation of Patani Students and Youth ซึ่งเป็นของกลุ่มนักศึกษา PerMAS ได้มีการเชิญชวนเพื่อนๆ นิสิตนักศึกษา นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว ตลอดจนประชาชนทั่วไปร่วมรณรงค์ ‎Self Determination of Patani ซึ่งเป็นวิธีการและหลักคิดที่กลุ่มนักศึกษา PerMAS ได้รณรงค์มาอย่างต่อเนื่องเพื่อสิทธิและเสรีภาพในการกำหนดชะตากรรมตนเอง แยกตัวเป็นเอกราชออกจากประเทศไทย
       กลุ่มนักศึกษา PerMAS ใช้ยุทธวิธีในการเชิญชวนผู้คนให้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการใช้ข้อความหลากหลายภาษาด้วยกัน มีการใช้สถานที่ในการเคลื่อนไหวโดยใช้สถานที่ต่างๆ ในการชูป้ายข้อความไม่ว่าที่สาธารณะ สถานที่ซึ่งเป็นเชิงสัญลักษณ์ความเป็นมลายู รวมไปถึงมัสยิด ถามไปยังกลุ่มนักศึกษา PerMAS ว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงไรหรือไม? ที่กระทำแบบนั้น มัสยิดเป็นบ้านของอัลเลาะห์ การใช้มัสยิดซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหวทางการเมือง มีแต่จะทำให้เสื่อมและทำลายความรู้สึกของศาสนิกชนผู้ที่เคร่งครัดหลักคำสอนในศาสนา
       ในแง่ของกฎหมาย สิ่งที่นักศึกษา PerMAS กำลังดำเนินการอยู่ เป็นสิ่งท้าทายอำนาจรัฐ หมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญประเทศไทย ซึ่งจากพฤติกรรมรุ่นสู่รุ่นของนักศึกษา PerMAS ยังคงเล่นบทบาทเป็นปีกการเมืองกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นมาโดยตลอด มักชอบแอบอ้างประชาชนในพื้นที่ต้องการอย่างโน้นอย่างนี่ แต่ในความเป็นจริงการเรียกร้องดังกล่าวเป็นการสนองตัณหาของแกนนำบางคนที่ต้องการเป็นใหญ่
       หากย้อนดูผลสำรวจสันติภาพชายแดนใต้รอบแรก เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 โดยผู้แทนของสถาบันทางวิชาการและองค์กรประชาสังคม 15 องค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ต่อประเด็นที่นักศึกษา PerMAS รณรงค์ ‎Self Determination of Patani ในการกำหนดชะตากรรมตนเอง จากการสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยร้อยละ 26.5 รองลงมาคือรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกับส่วนอื่นๆของประเทศร้อยละ 22.2
       การบริหารการปกครองที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการคือรูปแบบการปกครองพิเศษ ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย ที่มีการกระจายอำนาจเหมือนกับพัทยา และกรุงเทพมหานคร ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่อยากได้ หรือไม่เห็นด้วยคือการไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ เลย และไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย


       ถามว่ากลุ่มนักศึกษา PerMAS และองค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กรเคยเคารพการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการแบบนี้บ้างหรือเปล่า?..ไม่เลยมีแต่พยายามยัดเยียดและกล่าวแอบอ้างเสียงประชาชนส่วนใหญ่แบบหน้าด้านๆ เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มของตนแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่แยแสต่อความรู้สึกของเจ้าของพื้นที่ตัวจริงเลย
       ผู้เขียนเคยอ่านเจอบทความในเว็บไซต์ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ในบล็อก South Peace บทความเรื่อง การกำหนดใจตนเอง (Self-determination) กระทำได้หรือไม่? ในพื้นที่ จชต.ซึ่งน่าสนใจว่าสิ่งที่กลุ่มนักศึกษา PerMAS ดำเนินการอยู่แท้จริงแล้วเป็นการพูดความจริงแค่บางส่วนเท่านั้น โดยการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) ตามกฎกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองข้อ 1 ระบุว่า ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองโดยอาศัยสิทธินั้น ประชาชนจะกำหนดสถานะทางการเมืองอย่างเสรี รวมทั้งดำเนินการอย่างเสรี ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตน
       สิทธิในการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) ข้อนี้ไม่สามารถกระทำได้ตามที่มีการรณรงค์และปลุกกระแสมาอย่างต่อเนื่องขององค์กรภาคประชาสังคม เนื่องจากประเทศไทยได้ทำข้อแถลงตีความ (ข้อสงวน) สิทธิในการกำหนดใจตนเองไม่ได้กระทำได้ในทุกๆ เรื่อง และมีข้อสงวนไว้ว่า มิให้ตีความว่าอนุญาต หรือสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการแบ่งแยก หรือทำลายบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเอกภาพทางการเมืองของรัฐ เอกราชอธิปไตย ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
       การเคลื่อนไหวขององค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ จชต. ไม่ได้พูดทั้งหมด แต่มีการนำเอาเนื้อหาเพียงบางส่วน แล้วนำไปปลุกกระแส ปลุกระดม มีการจัดเวทีเสวนาโน้มน้าวให้มีผู้เห็นด้วยนำไปสู่การสนับสนุนฝ่ายตนเอง จะไม่มีการกล่าวถึงข้อสงวน และกล่าวถึงกรณีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ผ่านมาได้บัญญัติการออกเสียงประชามติไว้ว่า ต้องเป็นเรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชนส่วนใหญ่ จึงจะให้มีการออกเสียงประชามติ

       ที่ยกมาให้เห็นแค่บางส่วนเท่านั้นฉบับเต็มๆ ไปอ่านเพิ่มเติมได้ตามลิ้งhttp://www.deepsouthwatch.org/node/7584

การก่อการร้ายไม่ใช่วิถีแห่งอิสลาม!!


ถ้าเราได้ศึกษาหลักคำสอนอย่างจริงจัง จะพบว่าบทบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้านั้นเหมาะสมที่จะนำมาใช้กับทั่วพื้นแผ่นดินนี้ กับผู้คนที่แตกต่างทางฐานะ ภูมิประเทศ ภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งเมื่อใดที่บทบัญญัติของอัลลอฮฺถูกนำมาใช้ก็จะนำมาซึ่งความสันติสุขแก่มวลมนุษย์ทุกคน

ศาสนาอิสลามของเราถูกประทานมาด้วยความยุติธรรม ดังนั้นเราไม่สามารถอ้างความโกรธเคืองของเราเพื่อเอาไปสร้างความเดือดร้อนกับชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด แม้กระทั่งการใช้คำเรียกขานด้วยฉายาต่าง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับความจริงพวกเขาก็ตาม อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿وَلَا يَجۡرِمَنَّكُمۡ شَنَ‍َٔانُ قَوۡمٍ عَلَىٰٓ أَلَّا تَعۡدِلُواْۚ ٱعۡدِلُواْ هُوَ أَقۡرَبُ لِلتَّقۡوَىٰۖ﴾ [المائدة : 8]

ความว่า “และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า” (อัล-มาอิดะฮฺ : 8)

อิสลามสอนเราว่า บุคคลหนึ่งไม่สามารถแบกรับบาปแทนกันได้ นั้นหมายถึง เราไม่สามารถลงโทษบุคคลที่ไม่มีความผิดได้ อัลลอฮฺ ตรัสว่า
﴿وَلَا تَزِرُ وَازِرَةٞ وِزۡرَ أُخۡرَىٰۚ﴾ [الأنعام : 164]

ความว่า “และไม่มีผู้แบกภาระคนใดจะแบกภาระของผู้อื่นได้” (อัล-อันอาม :164)

ดังนั้นในศาสนาอิสลามมีความชัดเจนมากในเรื่องเหล่านี้ ด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าของบรรดามุสลิมในศาสนาอิสลาม พวกเขาเรียกร้องให้มีการกำหนดนิยามคำว่า “การก่อการร้าย” ให้ชัดเจน และเป็นไปไม่ได้ที่มุสลิมจะยินยอมปล่อยให้คำนี้มีความคลุมเครืออีกต่อไป เนื่องในศาสนาอิสลามห้ามการกระทำดังกล่าว

ความพยายามเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองที่มีความชอบธรรมด้วยวิธีการที่รุนแรง การก่อการเช่นนี้ถือเป็นบาปมหันต์อย่างหนึ่งและบทลงโทษ คือการประหารชีวิต ท่านบีมุหัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«مَنْ أَتَاكُمْ وَأَمْرُكُمْ جَمِيعٌ عَلَى رَجُلٍ وَاحِدٍ يُرِيدُ أَنْ يَشُقَّ عَصَاكُمْ أَوْ يُفَرِّقَ جَمَاعَتَكُمْ فَاقْتُلُوهُ»

ความว่า “ผู้ใดที่ก่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง (เพื่อให้อำนาจพวกท่านกระทบกระเทือน หรือต้องการให้พวกท่านแตกแยกในหมู่คณะ) ในขณะที่พวกท่านมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่อผู้นำคนหนึ่งอยู่แล้ว ก็จงประหารชีวิตผู้ก่อการเช่นนั้น” (บันทึกโดยมุสลิม บทว่าด้วย อัล-อิมาเราะฮฺ (การปกครอง) เลขที่หะดีษ 1852 และอะหฺมัด 4/341)

-----------------

‘พฤติกรรมชั่ว’โจรใต้ก่อเหตุเดือนรอมฎอน

ลมใต้ สายบุรี

 “เดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งบุญที่พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่ถือศีลอดปฏิบัติตนเองเป็นคนดีมุ่งปฏิบัติศาสนกิจของศาสนา ละเว้นความชั่วทั้งปวง แต่กลับมีกลุ่มขบวนการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนา ปลุกระดมให้สมาชิกทำการเข่นฆ่าผู้คนในเดือนนี้แล้วให้มีความเชื่อว่าจะได้บุญหลายเท่า

ทุกศาสนาสอนให้ศาสนิกของตนละเว้นจากการทำบาปมุ่งกระทำแต่ความดี ไม่มีศาสนาไหนในโลกที่สั่งสอนว่าการฆ่าคนแล้วได้บุญ นอกจากการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนาขึ้นมาหลอกใช้ให้ผู้คนกระทำความผิด

เดือนรอมฎอนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในพื้นที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ในเดือนนี้ผู้คนส่วนใหญ่ต่างตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติศาสนกิจทางศาสนา ซึ่งเป็นเดือนแห่งบุญละเว้นการกระทำความชั่วทั้งปวง
แต่ไม่น่าเชื่อว่าเดือนรอมฎอนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะ 10 วันสุดท้ายของการถือศีลอด กลุ่มโจรใต้ไม่ยำเกรงต่อบาป ยังคงมุ่งก่อเหตุสร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้น กระทบต่อประชาชนที่ปฏิบัติศาสนกิจทางศาสนา อีกทั้งมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันที่จะต้องระแวดระวังภัย เหตุการณ์หลายเหตุที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความรู้สึก มีความเปราะบางต่อการเข้าใจผิด เมื่อมีคนบางกลุ่มบิดเบือนนำไปสู่ความเกลียดชัง หวาดระแวงต่อกัน

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2559 เหตุการณ์คนร้ายยิง นายอับดุลเลาะ โด อายุ 56 ปี โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดดารุนมูไฮมี เสียชีวิต ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บริเวณหน้ามัสยิสตาแกะ บ้านกุหมัง หมู่ 4 ตำบลตาแกะ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี

ความจริงที่ถูกบิดเบือนในสื่อสังคมออนไลน์กล่าวหาว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ มีการกล่าวอ้างว่าเดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่บริสุทธิ์ เหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝีมือมุสลิม ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือหน่วยงานความมั่นคงที่ลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ นั่นคือแผนการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มขบวนการที่ต้องการใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยการฆ่าผู้นำศาสนาแล้วกล่าวหาเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

ผลการตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการตรวจรองกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ที่ตกในที่เกิดเหตุ พบว่ามีความเชื่อมโยงคดีในสารบบที่คนร้ายเคยทำก่อเหตุมาแล้วถึง 17 คดี มีผู้เสียชีวิต 15 ราย นับตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน ส่วนคดีสำคัญที่เชื่อมโยงคนร้ายกลุ่มนี้คือ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 ได้มีคนร้าย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ประกบยิง นายยะโก๊บ หร่ายมณี อิหม่ามประจำมัสยิดกลางปัตตานี เสียชีวิตกลางตลาด ขณะเดินจับจ่ายซื้ออาหารในช่วงเดือนรอมฎอน

จากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ย่อมประจักษ์ชัดว่าเหตุดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่มโจรใต้นอกรีต นอกศาสนาฆ่าได้ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้นับถือศาสนาเดียวกัน โดยเฉพาะเดือนรอมฎอนเพื่อหวังผลจากการสร้างสถานการณ์ ปลุกระดมหาแนวร่วมให้เกลียดชังเจ้าหน้าที่และรัฐบาลไทย

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2559 เวลา 07.30 น. ความชั่วของโจรใต้มีการซุกระเบิดบริเวณหน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชยะหาเพื่อทำการก่อเหตุ แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ EOD ทำการตรวจเจอและทำลายเสียก่อน มิเช่นนั้นจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่เดินทางผ่านไปมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มาหาหมอที่โรงพยาบาล
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2559 เวลา 14.30 คนร้ายลอบวางระบิดทางรถไฟ  บริเวณ  ม.4  ต.สาวอ  อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้รางรถไฟขาด ขบวนรถไฟไม่สามารถวิ่งให้บริการประชาชนในพื้นที่ได้ ต้องหยุดให้บริการในทันที จำนวน 6 ขบวนด้วยกัน ประชาชนที่ใช้บริการรถไฟต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้าจากการกระทำของกลุ่มโจรใต้

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2559 เวลา 19.20 น. คนร้ายทำการลอบวางระเบิดหน้ามัสยิดกลางปัตตานี ซึ่งเป็นระเบิดแสวงเครื่องซุกในกล่องเหล็ก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตทันที่ 1 นาย สาหัสอีก 2 นาย อีกทั้งประชาชนได้รับบาดเจ็บไปด้วยอีก 1 คน

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2559 เวลา 01.00 น. คนร้ายลอบวางระเบิดอดีตทีมงานจ่าเพียรก่อนที่จะใช้อาวุธปืนสงครามยิงซ้ำ เสียชีวิต 2 ราย ขณะกำลังขี่รถจักรยานยนต์เดินทางออกจากมัสยิด เพื่อกลับไปพักผ่อนที่บ้าน เหตุเกิดบริเวณสะพานข้ามคลอง บ้านบือซู หมู่ 6 ต.บันนังสตา  อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งจากการตั้งข้อสังเกตมีน้อยครั้งมากที่กลุ่มโจรใต้จะทำการสังหารประชาชนด้วยระเบิด แต่ที่น่าหดหู่คือหลังระเบิดมีการใช้อาวุธปืนสงครามทำการยิงซ้ำ

นั่นคือความชั่วช้าสามานของไซตอนร้ายที่สิงอยู่ในร่างคน เป็นการกระทำของคนที่ไร้ซึ่งศาสนา เดือนรอมฏอนเป็นเดือนแห่งการกระทำความดี แต่กลุ่มโจรใต้สุดโต่งกลับก่อเหตุสร้างสถานการณ์ ทำลายบรรยากาศการถือศีลอด ทำลายความสงบของศาสนิกชนที่มุ่งปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาความชั่วที่โจรใต้กระทำในเดือนรอมฎอน เราจะต้องร่วมกันสาปแช่งต่อการกระทำดังกล่าว ร่วมกันประณามต่อการกระทำของคนกลุ่มนี้ที่สร้างความเดือดร้อน ไม่ต้องการให้จังหวัดชายแดนภาคใต้สงบสุข สวนกระแสความต้องการของผู้คนส่วนใหญ่ที่อยากอยู่อย่างสันติสุข.


ที่มา: http://www.southernreports.com

ผลพิสูจน์กระสุนอาวุธปืนคนร้ายใช้ก่อเหตุ ยิง 2 พ่อลูกที่ลิดล เสียชีวิต เชื่อมโยงคนร้ายเคยก่อเหตุหลายสิบคดี



ความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิง นายดอเลาะ อีแต อายุ 62 ปี  และนายอาลาวี อีแต อายุ 37 ปี  เสียชีวิต และนายรอมือลี อายุ 19 ปี ได้รับบาดเจ็บ ผลตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ศพฐ.10 เชื่อมโยงคดีที่คนร้ายเคยทำการก่อเหตุมาหลายสิบคดี
กรณีเมื่อค่ำวันที่ 28 มิ.ย. 59 คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิง นายดอเลาะ อีแต อายุ 62 ปี และนายอาลาวี อีแต อายุ 37 ปี เสียชีวิต และนายรอมือลี เจ๊ะเล๊าะ อายุ 19 ปี ได้รับบาดเจ็บ ที่บ้านเลขที่ 44/3 หมู่ที่ 5 บ้านตะโล๊ะ ตำบลลิดล อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ในขณะนั้น นายอาลาวี อีแต กำลังนั่งเก็บลูกมะพร้าวอยู่ข้างบ้าน คนร้ายที่ซุ่มอยู่ ก็ใช้อาวุธปืนยิงใส่ทันทีจนเสียชีวิต โดยนายดอเลาะ อีแต ซึ่งเป็นบิดา ได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น จึงได้วิ่งออกมาหน้าบ้าน และถูกคนร้ายยิงใส่เสียชีวิตเช่นกัน ส่วนนายรอมือลี เจ๊ะเล๊าะ ที่ได้รับบาดเจ็บ ถูกกระสุนปืนที่แขนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย


ล่าสุดจากการตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ศพฐ.10 ซึ่งได้มีการตรวจสอบลูกกระสุนปืนภายในสวนยางพารา ซึ่งห่างจากตัวบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร พบปลอกกระสุนปืนขนาด 5.56  มม.จำนวน 26 ปลอก และแกนกระสุนปืนเล็กกล จำนวน 1 อัน ตกอยู่  พบว่าคนร้ายเคยใช้ยิงมาจากกระบอกเดียวกันกับคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของ ศพฐ.10 จากกระบอกปืนทั้งหมดที่ก่อเหตุมาแล้ว 5 กระบอก รวม 23 คดี


ซึ่งคดีสำคัญๆที่คนร้ายใช้อาวุธปืนเพื่อทำการก่อเหตุมาแล้ว เช่น ยิง นายซัมซูดิง  บือตง อายุ 45 ปี (ผช.ผญบ)เสียชีวิต ขณะขับรถบนถนนในหมู่บ้านจะกลับบ้านพัก ต.ยะลา อ.เมืองยะลา จ.ยะลา เมื่อ 51 ก.พ.59 ผ่านมา รวมถึงยิงฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบลบาโร๊ะ วางระเบิดเสาไฟฟ้า พร้อมตัดต้นไม้ขวางถนนจำนวน 2 จุด และวางวัตถุต้องสงสัยไว้อีก 1 จุด และนำอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ไปอีกจำนวนหนึ่ง และล่าสุด ยิง นายดอเลาะ อีแต และนายอาลาวี อีแต เสียชีวิต ที่บ้านเลขที่ 44/3 หมู่ที่ 5 บ้านตะโล๊ะ ตำบลลิดล อำเภอเมือง จังหวัดยะลา


จากการตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ศพฐ.10 แสดงให้เห็นว่า นายดอเลาะ อีแต และนายอาลาวี อีแต เสียชีวิต ที่บ้านเลขที่ 44/3 หมู่ที่ 5 บ้านตะโล๊ะ ตำบลลิดล อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เป็นการกระทำของกลุ่ม ผกร. ที่มุ่งสร้างความรุนแรงในห้วงเดือนรอมฎอน สร้างสถานการณ์เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจผิด หากไม่มีการตรวจสอบวัตถุพยาน และรูปคดียังคลุมเคลือจะมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีนำไปบิดเบือนกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ.

7/21/2559

ทำไม?…ต้องปิดป้ายทางการเมือง ณ‘มัสยิดท่าด่าน’

ลมใต้  สายบุรี


พฤติกรรมของกลุ่มขบวนการที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นอิสระจากรัฐบาลไทยและมีการปกครองตนเอง ได้มีการปลุกระดมหาแนวร่วมให้ทำการจับอาวุธลุกขึ้นต่อสู้ เพื่ออุดมการณ์ หรือเพื่อแกนนำสุดแล้วแต่ สิ่งหนึ่งที่ยอมรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่งคือการใช้อาวุธทำการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ที่อ่อนแอ เด็กและสตรี ซึ่งไม่มีส่วนรู้เห็นกับความขัดแย้งทั้งมวล

นั่นคือแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มขบวนการที่ผ่านมาสิบกว่าปีที่ใช้อาวุธยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนยังคงเดือนหน้าทำร้ายประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

ในส่วนของ ปีกการเมืองของกลุ่มขบวนการ นักศึกษา PerMAS” ก็ยังคงเส้นคงวาแม้จะเปลี่ยนผู้นำใหม่ยังคงรักษามาตรฐานด้วยการ แส่ทุกเรื่องสอดรับทุกสถานการณ์ทุกกิจกรรม ทุกสถานที่จะเห็นสมาชิกกลุ่มนักศึกษา PerMAS ไปเสนอหน้าด้วยการสอดแทรกทำการปลุกระดม การกำหนดใจตนเองเพื่อหาแนวร่วมทางการเมือง
สิบวันสุดท้ายเดือนรอมฎอน ณ มัสยิดท่าด่านฐานที่มั่นของกลุ่มขบวนการ และปีกการเมืองอย่าง PerMAS มีการขึ้นป้ายไวนิลรายอหน้ามัสยิด และในเวลาต่อมามีเจ้าหน้าที่ทำการปลดไวนิลแผ่นดังกล่าวออกเพราะมี Selt determination และในเวลาต่อมากลุ่ม PerMAS ได้ทำการโพสต์ในเฟสบุ๊ค จนท.ทหารสั่งปลดป้ายไวนิลอ้างผิดกฎหมายความมั่นคง และตั้งคำถาม ส่วนไหนที่ผิดกฎหมาย
ผู้เขียนอยากจะให้ผู้อ่านรับรู้ความรู้สึกของคนในพื้นที่กันดูว่าท่าทีต่อเรื่องดังกล่าวเป็นเช่นไร การกระทำของกลุ่ม PerMAS ตลอดจนผู้นำศาสนาที่รับผิดชอบมัสยิดท่าด่านคิดถูกแล้วหรือ? กับการนำแผ่นไวนิลเจ้าปัญหาแผ่นดังกล่าวติดหน้ามัสยิดท่าด่านเป็นที่ตั้งของ….ถูกใช้เป็นที่แสดงออกของปีกการเมืองของผู้เห็นต่างจากรัฐ


 “เห็นป้ายรายอหน้ามัสยิดท่าด่านแล้วไม่สบายใจ” “แบอายุ 60 กว่าๆ กล่าวขึ้นเป็นคำแรกที่ได้สนทนา ผมเลยหันไปถามแบว่า ทำไม? มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือ?

จากนั้นผมก็ไม่มีโอกาสยิงคำถามใส แบอีกเลย เพราะความอัดอั้นที่แบได้เก็บไว้ได้พลั่งพลูออกมาจากปากเล่าให้ผมฟังเป็นฉากๆ
 “แบเล่าว่าตั้งแต่มีคนนำแผ่นไวนิลมาติดหน้ามัสยิดเดินผ่านหันไปมองแล้วความไม่สบายใจทุกครั้ง แต่หลังจากเจ้าหน้าที่ได้มาเก็ยแผ่นไวนิงแผ่นดังกล่าวออกรู้สึกโล่งใจ

 “สมควรแล้วที่เจ้าหน้าที่เอาออก จะผิดกฎหมายหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่การเอาเรื่องที่พวกคุณ (นักศึกษา PerMAS) ยอมรับเองว่าเป็นเรื่องการเมือง ที่เรียกว่าสิทธง สิทธิกำหนดใจอะไรนั่นแหละ ไปติดที่มัสยิดเป็นเรื่องที่ผิดแน่ๆ

ต่อจากนั้นแบได้ขยายความว่า ไม่มีมุสลิมที่ไหนจะทำให้บ้านของพระเจ้าต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง หรือประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พร้อมได้ตั้งคำถามไปยังผู้ที่นำแผ่นไวนิลดังกล่าวมาติดว่า เป็นมุสลิมหรือปล่าว?”

อีกทั้งยังได้ตั้งข้อสังเกตไปยังอิหม่าม ตลอดจนกรรมการมัสยิดท่าด่านไปอยู่ที่ไหน ทำไม? ไม่ทำหน้าที่รับผิดชอบ ปล่อยให้ทำอย่างนี้ได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้นในป้ายไวนิลยังเอาโองการในอัรกุรอ่านไปประกอบเชื่อมโยงกับเรื่องสิทธิอะไรนั่นอีก ยิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง
อยากเรียกร้องให้อิหม่ามและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีออกมาแสดงความรับผิดชอบและชี้แจงต่อเรื่องดังกล่าวด้วย
นั่นคือความรู้สึกของ แบแก่ๆ ในพื้นที่ท่านหนึ่งที่มีความไม่สบายใจต่อเรื่องดังกล่าว ถึงความไม่ชอบมาพากลของอิหม่ามและกรรมการมัสยิดที่ทำการปล่อยปละละเลยไม่ดูแลบ้านของพระเจ้า ปล่อยให้กลุ่มบุคคลใช้เป็นสถานที่เคลื่อนไหวทางการเมือง

หากทำการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของแกนนำ “MARA PATANI”จะพบว่าได้มีการหยิบยกโองการในอัรกุรอ่านเดียวกันนี้กับกลุ่มนักศึกษา PerMAS ยิ่งทำให้มั่นใจและรู้แน่ชัดแล้วว่าเป็นพวกเดียวกัน ที่มักแอบอ้างศาสนาเพื่อประโยชน์ส่วนตน และหวังผลงานการเมือง ที่สำคัญกลุ่มขบวนการได้มีการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนา ชี้นำให้สมาชิกทำการเข่นฆ่าคนแล้วได้บุญ มีการปลุกกระแสญีฮาดที่ทุกคนต้องลุกขึ้นสู้เพื่อศาสนา ทำการขับไล่ผู้รุกราน ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม ขององค์กรแทบทั้งสิ้น ส่งผลให้ศาสนาของมัวหมองนำประเด็นศาสนามาเกี่ยวข้องทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด.


ที่มา: http://www.southernreports.com/

โจรใต้ฟาตอนีปากต่อสู้ (ญิฮาด) เพื่อสันติภาพ แต่พฤติกรรมฆ่าและทำร้ายผู้บริสุทธิ์


กรณีเว็บเพจ Media Informasi News ได้โพสต์ข้อความ สันติภาพปาตานีต้องกำหนดชะตากรรมของตัวเองบ่งบอกถึงความต้องการให้พื้นที่ปาตานีเป็นเอกเทศ ปราศจากการปกครองโดยรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

รู้ได้เลยว่าเว็บเพจ Media Informasi News ไม่ใช่เพจสายกลาง แต่เป็นเพจเฟสบุ๊คของแนวร่วมอย่างชัดเจน พร้อมที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้กับขบวนการฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อในสื่อสังคมออนไลน์ แต่ขอบอกว่า...ทางขบวนการฯ ไม่จริงใจต่อชาวมลายู ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่เคารพต่อกฎหมาย มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประชาชนไม่มีสิทธิกำหนดชะตากรรมของตัวเอง แล้วจะครองใจประชาชนได้อย่างไร เวลาที่อาร์เคเคกระทำความผิด ฆ่าคนบริสุทธิ์ สื่อเหล่านี้พร้อมที่จะช่วยเหลือบิดเบือนให้สังคมรับรู้เสมอ....( เลวจริงๆ )

ศาสนาอิสลามสอนไม่ให้ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าผู้นั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม กล่าวคือ ไม่ฆ่าเด็ก สตรี คนชรา พลเรือนผู้บริสุทธิ์ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ทำสัญญาสงบศึกในระหว่างการทำสงคราม อิสลามไม่อนุญาติให้ทำร้ายนักบวช ทำลายศาสนสถาน เพราะอิสลามมิได้มีเป้าหมายเพื่อเอาชนะสงครามหรือการต่อสู้เพียงอย่างเดียว การต่อสู้ในลักษณะของการทำสงครามนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของศาสนาตลอดเวลา อัลลอฮ์(ซ.บ.)กล่าวไว้ในอัลกุรอ่าน ความว่า ผู้ใดฆ่าผู้ศรัทธาโดยจงใจ การตอบแทนแก่เขาคือ ขุนนรก โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอฮ์ทรงกริ้วโกรธเขา ทรงสาปแช่งเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง” (อัล-นิซาอฺ – 93)

การต่อสู้ของโจรใต้ฟาตอนีจะให้เกิดสันติภาพได้อย่างไรในเมื่อไปเล่นงานผู้บริสุทธิ์ ประชาชนไม่มีสิทธิกำหนดชะตากรรมของตัวเองเลย พยายามปลูกฝังเยาวชนให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังบาดหมาง (เกลียดคนซีแย) และรักในเรื่องชาติพันธุ์ เพื่อนำไปสู่การเรียกร้องแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามที่แท้จริง อีกอย่างการต่อสู้และเรียกร้องด้วยเงื่อนไขของการเชิดชูความเป็นเชื้อชาตินิยมนั้นเป็นแนวคิดที่พยายามจะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคมโลก เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ได้กล่าวไว้ความว่า ใครก็ตามที่เรียกร้องไปอะเศาะบียะฮฺ(การคลั่งชาติ เผ่าพันธุ์ หลงตระกูล ถือพวกพ้อง)คนผู้นั้นมิได้เป็นพวกฉัน ใครก็ตามที่ต่อสู้เพื่ออะเศาะบียะฮฺ คนผู้นั้นมิได้เป็นพวกฉัน และใครก็ตามที่ตายไปเพราะสนับสนุนอาเศาะบียะฮฺ คนผู้นั้นมิได้เป็นพวกเดียวกับฉัน”(รายงานโดยมุสลิม อะบาวูดและอันนะสาอียฺ)

ข้อมูลจาก Fatoni negara ku

PerMAS กับการปลุกกระแสกำหนดใจตนเองโดยไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่


ประธานนักศึกษา PerMAS กับการปลุกกระแสกำหนดใจตนเองโดยไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย

นายอารีฟีน โซ๊ะ ประธาน สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) ยังคงเดินหน้ารณรงค์และปลุกกระแสการกำหนดใจตนเอง (Right to self Determination) อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของกลุ่มนักศึกษา PerMAS ที่ต้องการลงประชามติเพื่อกำหนดชะตากรรมตนเองแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย โดยไม่ฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ว่าต้องการอะไร? และจะมีพี่น้อง ลุงป้า น้าอา อาแบ อาเด๊ะ สักกี่คนที่เข้าใจความหมายของการกำหนดใจตนเอง

หากย้อนดูผลสำรวจสำรวจสันติภาพชายแดนใต้รอบแรก เมื่อวันที่ 17 พ.ค.59 ประชาชนยังหวังต่อกระบวนการพูดคุย โดยผู้แทนของสถาบันทางวิชาการและองค์กรประชาสังคม 15 องค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี


ประชาชนเห็นด้วยต่อกระบวนการพูดคุยต้องการขจัดปัญหาความขัดแย้งที่หมักหมมปัญหามานานหลายสิบปี ปฏิเสธความรุนแรง แสวงหาทางออกเพื่อนำไปสู่สันติสุขในพื้นที่

ประเด็นที่น่าสนใจและตอบโจทย์กลุ่มนักศึกษา PerMAS ในเรื่องการบริหารปกครองพื้นที่ จชต.ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่นี้ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยร้อยละ 26.5 รองลงมาคือรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกับส่วนอื่นๆของประเทศร้อยละ 22.2 ส่วนผู้ตอบแบบสอบถาม ไม่อยากได้ คือ รูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ร้อยละ 25.1 และรูปแบบที่เป็นอิสระจากประเทศไทย ร้อยละ 22.9

การบริหารการปกครองที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการคือรูปแบบการปกครองพิเศษ ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย ที่มีการกระจายอำนาจเหมือนกับพัทยา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ รูปแบบควรจะเป็นแบบไหนจะต้องอยู่ที่กระบวนการพูดคุย หาทางออกที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่อยากได้ หรือไม่เห็นด้วยคือการไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ เลย และไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย

เมื่อผลสำรวจที่ออกมาได้แสดงความรู้สึก ความต้องการของประชาชน เพื่อส่งผ่านไปถึงรัฐบาล กลุ่มขบวนการ และกลุ่มผู้ที่มีความเห็นต่างจากรัฐได้รับรู้ โดยเฉพาะประเด็นไม่ต้องการเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทยมีนัยสำคัญ

นายอารีฟีน โซ๊ะ ประธาน สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) และมวลสมาชิกซึ่งเป็นปีกการเมืองของขบวนการ BRN ไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย ซึ่งท่าทีน่าจะต้องทบทวนบทบาทตนเองต่อการเรียกร้องดังกล่าวที่ สำคัญยังแดกดันยัดเยียดความอยากส่วนตัวเดินหน้าการปลุกกระแสการกำหนดใจตนเองเพื่อนำไปสู่การลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องอย่างไม่ละอายแก่ใจ

ส่วนการกำหนดใจตนเอง (Right to self Determination) มีคำตอบอยู่แล้วว่ากระทำไม่ได้ในประเทศไทย แต่กลุ่มนักศึกษา PerMAS กลับนำข้อมูลบางส่วนมาเปิดเผยโดยการพูดความจริงไม่หมดเพื่อต้องการปลุกกระแสหาแนวร่วมทำการกดดันรัฐบาลไทย พร้อมทั้งต้องการสื่อไปยังองค์กรระหว่างประเทศ กลุ่มนักศึกษา PerMAS ไม่รู้จริงหรือหลงลืมให้ไปอ่านบทความเรื่องนี้กันดู บทความเรื่อง เกร็ดความรู้ในแง่กฎหมายที่เห็นต่างกัน (ตอนที่ 1): การกำหนดใจตนเอง (Self-determination) กระทำได้หรือไม่? ในพื้นที่ จชต.ในเว็บไซต์ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ตามลิ้งนี้ครับ

http://www.deepsouthwatch.org/node/7584

6/25/2559

ข้อมูลจริง หรือ ลับลวงพราง ช่วงชิงซ้ำเติมความขัดแย้งไม่รู้จบในพื้นที่ จชต.



สถานการณ์ความรุนแรงในช่วง เดือนรอมฎอนปีนี้ มีเหตุการณ์ก่อการร้ายที่รุนแรงเพียงกี่เหตุการณ์ ซึ่งก่อนหน้าที่เข้าสู่เดือนถือศีลอดของพี่น้องมุสลิมหลายฝ่าย โดยเฉพาะหน่วยข่าวความมั่นคง ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าว่า จะเกิดเหตุของความรุนแรงมากขึ้น โดยมีสาเหตุจาก โต๊ะพูดคุยสันติสุขที่ต้องหยุดชะงัก เพราะฝ่ายไทยไม่ยอมลงนามใน โอทีอาร์ตามที่ กลุ่มมาราปาตานีต้องการ

       แต่สุดท้ายเหตุร้ายในช่วงเดือนรอมฎอนของปีนี้ก็ลดจำนวนการก่อเหตุลง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีในพื้นที่ เพราะไม่ต้องสูญเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน รวมทั้งทรัพย์ทั้งของทางราชการและของประชาชน

       สาเหตุของสถานการณ์การก่อเหตุร้ายในช่วงเดือนรอมฎอนที่ลดลง อาจจะไม่ใช่เป็นความต้องการของ แนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมา แนวร่วมในพื้นที่มีการเคลื่อนไหวที่จะพยายามก่อ เหตุร้ายรายวันเพื่อให้เห็นถึง ความขัดแย้งในพื้นที่จนเกิดความรุนแรงขึ้น

       ทั้งนี้ การที่สถานการณ์ในช่วงเดือนรอมฎอนปีนี้เหตุร้ายลดลง และก็เป็นเช่นเดียวกับปี 2558 ที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากการทำงานหนังของเจ้าหน้าที่ 2 ฝ่ายด้วยกัน

       ฝ่ายที่ทำงานหนักในพื้นที่เพื่อป้องกันการก่อเหตุร้าย ทั้งในเขตเมือง และในอำเภอรอบนอก คือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าซึ่งมี พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์แม่ทัพภาคที่ 4 ทำหน้าที่ 

ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ถือเป็น โต้โผใหญ่ในการใช้ยุทธวิธีทั้งการควบคุมพื้นที่ ควบคุมความเคลื่อนไหวของ แกนนำและ แนวร่วมและติดตามตรวจค้น ไล่ล่า กองกำลังติดอาวุธของ บีอาร์เอ็นในเทือกเขาต่างๆ ในพื้นที่

       ซึ่งถือว่าได้ผล เพราะมีการจับกุม ตรวจค้น ยึดอาวุธ และยุทโธปกรณ์ที่แนวร่วมใช้ในการก่อเหตุร้ายได้จำนวนหนึ่ง และสามารถทำให้การเคลื่อนไหวของแนวร่วมอยู่ในวงจำกัด จนสุดท้ายแนวร่วมต้องใช้วิธีการเดิมที่เคยใช้มาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน นั่นคือ ปฏิบัติการทางน้ำวางระเบิดเรือประมง เป็นการก่อเหตุร้ายเพื่อการ เลี้ยงกระแสเอาไว้

       และส่วนที่ 2 ที่อยู่เบื้องหลังในการทำให้เหตุร้ายลดลงคือ คณะพูดคุยสันติสุขที่มี พล.อ.อักษรา เกิดผลทำหน้าที่หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งยังคงเดินหน้าในการพูดคุยกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่มี การลงนามในร่างที่โออาร์ตามความต้องการของกลุ่มมาราปาตานีก็ตาม

       เพราะการที่ไม่ได้มีการลงนามในร่างทีโออาร์ ไม่ได้หมายความว่า การพูดคุยจะจบสิ้นไปแล้วตามที่มีการ ตีความหรือเข้าใจกัน เพราะฝ่ายของกลุ่มมาราปาตานีเองก็เข้าใจถึงสาเหตุของการที่ยังไม่สามารถลงนามในทีโออาร์ดังกล่าว

       เพราะหลังจากที่มีการพูดคุย และไม่ได้ลงนามในร่างทีโออาร์ในฉบับดังกล่าว กระบวนการพูดคุยที่มี พล.อ.อักษรา เป็นหัวหน้าคณะยังคงมีการประสานงาน และพูดคุย 3 ฝ่ายต่อเนื่อง แม้เป็นการพูดคุยแบบ ไม่เป็นทางการแต่สามารถที่จะ ขับเคลื่อนให้การพูดคุยมีความก้าวหน้า เพื่อที่จะทำการพูดคุยอย่าง เป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่ทุกฝ่าย หรือทุกกลุ่มมีความเข้าใจตรงกัน

       โดยข้อเท็จจริงของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่สันติสุขของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ วิธีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการอาจจะมีประโยชน์ที่ดีกว่าการพูดคุยแบบเป็นทางการ ซึ่งบางครั้งการพูดคุยเพื่อ ออกทีวีให้ทั่วโลกเห็นนั้น อาจจะเป็นเพียงเรื่องของ การสร้างภาพเท่านั้น

       แต่อย่างไรก็ตาม การพูดคุยยังคงดำเนินต่อไป เพราะการพูดคุยคือ ทางออกจากความขัดแย้ง จากความรุนแรงที่ดีที่สุด เพราะเป็นการหยุดความรุนแรงโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ เสียชีวิต และไม่ต้องมีการบาดเจ็บล้มตายทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน

       และที่สำคัญนั่นคือ เป็นการ ประหยัดงบประมาณแผ่นดินซึ่งงบประมาณที่ว่านี้ไม่ได้เป็นของรัฐบาล ไม่ได้เป็นกองทัพ แต่เป็นเงินภาษีของคนไทยทุกคน และที่สำคัญวันนี้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อการร้ายของขบวนการแบ่งแยกดินแดนต่างสนับสนุนให้รัฐบาล และกองทัพแก้ปัญหาความรุนแรง หรือ ดับไฟใต้”  ด้วย การพูดคุยมากกว่า การสู้รบ

       หากในที่สุดถ้าถึงจุดสุดท้ายแล้ว การพูดคุยหรือการใช้ ยุทธศาสตร์ทางการเมืองหรือ ยุทธการน้ำลายบนโต๊ะเจรจาไม่ได้ผล เพราะเกิดจาก ความไม่จริงใจของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งก็น่าจะไม่ใช่ ฝ่ายเราวิธีการดับไฟใต้ด้วยการใช้ การทหารคือวิธีการสุดท้ายที่ต้องทำ ซึ่งหากถึงวันนั้นจริงคงจะไม่มีใครในพื้นที่แสดงความ ไม่เห็นด้วยเพราะคนในพื้นที่ต่างต้องการเห็นความสงบเกิดขึ้น

       ยกเว้นก็แต่ผู้ที่แสวงหา กำไรหรือ แสวงหาผลประโยชน์บนหยาดเลือด คราบน้ำตา และซากศพของเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน ซึ่งเป็นคนกลุ่มหนึ่งในพื้นที่ที่วันนี้ยังคง ลอยนวลอยู่บน ความร่ำรวยบนความ เสดสาของคนในพื้นที่

       นั่นคือ ภาพรวมของสถานการณ์ความรุนแรงที่มีแนวโน้มไปในทิศทางของการเป็น บวก
       แต่ก็ยังมีปรากฏการณ์เล็กๆ ในพื้นที่ ซึ่งเกิดจาก ความไม่เข้าใจกันระหว่างกลุ่มคนที่ทำงาน ด้านสิทธิมนุษยชนกับ กองทัพที่มีการทำรายงานสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเรื่องของการ ซ้อมและ ทรมาน

       จนในที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถที่จะ พูดคุยกันด้วย ภาษาดอกไม้รู้เรื่อง และลงเอยด้วยการที่กองทัพต้องพึ่ง กระบวนการยุติธรรมในการ พิสูจน์ความจริง ด้วยการ แจ้งความดำเนินคดีต่อกลุ่มผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
        
       น่าจะเป็น ครั้งแรกที่กองทัพดำเนินการทางกฎหมายต่อกลุ่มผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากที่เคยมีเหตุของความไม่เข้าใจ หรือเข้าใจไม่ตรงกัน โดยมี ชุดความจริงคนละชุดในมือของทั้ง 2 ฝ่าย

       ทางออกของเรื่องดังกล่าวนั้น เมื่อมาถึง จุดนี้คงยากที่จะไม่ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อหาข้อยุติว่า สิ่งที่ฝ่ายสิทธิมนุษยชนทำรายงาน และเผยแพร่ไปทั่วเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ในขณะที่กลุ่มผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเองก็ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้กระบวนการยุติธรรมเห็นว่า  สิ่งที่ได้สืบค้น และนำไปเผยแพร่จนกองทัพเห็นว่าได้รับความเสียหายเป็นเรื่องจริง

       แน่นอนว่าความขัดแย้งระหว่างคนทำงานในกลุ่มสิทธิมนุษยชนกับกองทัพ เป็นสิ่งที่ทำให้บรรยากาศของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อึมครึมมากขึ้นไปอีก

       แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ เป็นประโยชน์ต่อ ทุกฝ่ายเพราะถ้าพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่ยังมีการซ้อมทรมานผู้ที่ถูกกล่าวหา และผู้ต้องหาจริง กองทัพจะต้องรับผิดชอบทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเหยื่อที่ถูกซ้อมทรมาน ต้องรับผิดต่อกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่ถูกฟ้องเป็นจำเลย และรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

       แต่ถ้าบทสรุปจากกระบวนการยุทธิธรรมว่า รายงานดังกล่าว เกินเลยจากข้อเท็จจริง คนทำงานในด้านสิทธิมนุษยชนก็จะได้มองเห็น ความบกพร่องของกระบวนการในการทำหน้าที่ และนำไปสู่ การแก้ไขในที่สุด

       เพียงแต่ในขณะนี้ในระหว่างที่กระบวนการยุติธรรมเพิ่มเริ่มต้นและยังไม่จบ ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ควรที่จะ เคลื่อนไหวเพื่อชิง ความได้เปรียบ-เสียเปรียบจนสร้าง ความสับสนให้คนในพื้นที่ และสังคมส่วนร่วม

       เพราะวิธีการดังกล่าวคือ การ ซ้ำเติมสถานการณ์ในพื้นที่ให้มองดูเหมือนว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้น และกำลังจะเป็นเรื่อง บานปลายออกไปสู่ภายนอกประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่อย่างใด


-----------------------

6/13/2559

มูลความจริง ทำไม? จนท.รัฐต้องฟ้องดำเนินคดี 3 นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

ซอเลาะห์ บินคอลีฟ


จากกรณีที่ สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพ หรือ LEMPAR ได้ออกแถลงการณ์พิเศษ จี้ภาครัฐให้ความเป็นธรรมต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จากการที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ 3 นักสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน โดยเลือกที่จะไม่ดำเนินคดีกับองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่เลือกที่จะดำเนินคดีกับองค์กรสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ ทำให้นักสิทธิมนุษยชนทั้ง 3 ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศความเชื่อใจของภาคประชาสังคมต่อกระบวนการสันติสุข


เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และองค์กรเครือข่ายมนุษยชนปาตานี เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร (มีผู้เคลื่อนไหวหลายองค์กรร่ำรวยผิดปกติ) ซึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีองค์กรเหล่านี้กว่า 420 องค์กร ปีหนึ่งๆ รับเงินทุนสนับสนุนมหาศาล แต่กลับมีองค์กรบางองค์กรไม่น่าจะเป็นคนไทย และไม่สมควรเอาดินในผืนดินไทยกลบหน้าศพยามตายไปด้วยซ้ำ มีความพยายามนำประเด็นข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ นำชื่อเสียงของประเทศที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนไปนำเสนอให้กับฝรั่งตาน้ำข้าวเพื่อแลกเศษเงินตรา โดยขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ทั้งๆ ที่สามารถดำเนินการได้ และเจ้าหน้าที่รัฐก็พร้อมให้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งในบางกรณี ก็ได้แสดงเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงที่สร้างความเสียหายแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ด้วยความทุ่มเทเสียสละ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐและทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีสากล


ย้อนรอยไปดูที่ต้นเหตุความอัปยศที่เกิดขึ้นของ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และองค์กรเครือข่ายมนุษยชนปาตานี ได้เก็บข้อมูลและจัดทำรายงานสถานการณ์การทรมาน และการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนใต้ ปี 2557 – 2558 ออกเผยแพร่สู่สาธารณชน และมีการแถลงข่าว ณ มหาวิทยาลัยของรัฐในเวลาต่อมา
จุดเริ่มต้นของความอดสู 
เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 นางสาวอัญชนา หีมมิน๊ะห์ ประธานกลุ่มด้วยใจได้ยื่นหนังสือให้ พลเอก อักษราเกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยฯ และ พลโท วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  ณ ค่ายจุฬาภรณ์ จังหวัดนราธิวาส เกี่ยวกับสถานการณ์การซ้อมทรมานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้รับปากจะทำการตรวจสอบให้ข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะนำออกมาเผยแพร่
แถลงข่าวอันเป็นเท็จไม่รอผลการตรวจสอบจากรัฐ
เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2559 ได้ตอกย้ำต่อสังคมได้รับรู้โดย กลุ่มเครือข่ายองค์กรที่จัดทำรายงาน ซึ่งประกอบด้วย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม กลุ่มด้วยใจ และองค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี ได้ร่วมกันแถลงข่าวและเปิดตัวหนังสือ รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2557– 2558” ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และต่อมาภายหลังได้มีการนำไปเผยแพร่ ผ่านสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง  ซึ่งข้อมูลดังกล่าวในรายงานแม่ทัพภาคที่ 4 ขอให้รอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะนำเสนอ แต่กลุ่มองค์กรดังกล่าวไม่รอผลการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่  ชิงแถลงข่าวเปิดตัวรายงานดังกล่าวต่อสังคม นำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียง ของหน่วยงานที่ตกเป็นจำเลย
หน่วยงานรัฐตกเป็นจำเลยของสังคม
เมื่อรายงานได้ถูกเผยแพร่ออกไป แม่ทัพภาคที่ 4 จึงได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องเร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง ด้วยความโปร่งใส เพื่อนำมาสู่การลงโทษผู้กระทำความผิด และใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้เป็นที่ยอมรับ และสร้างความเชื่อมั่นโดยเร่งด่วนต่อไป รวมทั้งได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวอีกทางหนึ่งด้วย
ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง 54 ราย ระบุตัวตนได้เพียง 18 ราย
คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากรายงานดังกล่าว จำนวน 54 ราย พบว่าสามารถตรวจสอบ และระบุตัวบุคคลได้เพียง 18 ราย ซึ่งผลจากการตรวจหลักฐานที่หน่วยนำมาชี้แจง ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการควบคุมตัวไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อได้ว่ามีการซ้อมทรมานแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็ได้เชิญ คุณอัญชนาฯ มาร่วมประชุมหารือ เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2559 รวมทั้งได้ประสานขอข้อมูลบุคคลที่กล่าวอ้างกับผู้จัดทำรายงานอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง เพื่อร่วมกันตรวจสอบความจริงให้ปรากฏแต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคล และองค์กรที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด และได้  บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด โดยอ้างว่า ลืมบ้าง กำลังตรวจสอบข้อมูลบ้าง และอีกหลาย ๆ เหตุผล ที่จะไม่ให้   ข้อมูลดังกล่าวแก่เจ้าหนาที่รัฐ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมที่จะให้ ผู้จัดทำรายงานเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตลอดเวลา
เปิดศูนย์ซักถามนำสื่อมวลชนเข้าตรวจสอบ
กอ.รมน.ภาค 4 สน.เปิดให้สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมต่างๆ ได้เข้าไปสังเกตการณ์ และสัมภาษณ์ผู้ต้องสงสัยต่อกระบวนการซักถามของเจ้าหน้าที่รัฐในค่ายอิงคยุทธบริหาร เพื่อให้เห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่มีความโปร่งใส เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีการซ้อมทรมาน และข่มขู่ครอบครัวผู้ต้องสงสัยแต่อย่างใดตามกล่าวอ้าง และพร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้ อีกทั้งได้เชิญนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และนางสาวอัญชนา  หีมมีนะ เข้ามาพูดคุย และขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะร่วมกันหาวิธีแก้ไข  หากมีการดำเนินการซ้อมทรมานจริง จะได้ลงโทษผู้ที่กระทำการดังกล่าว แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้ให้ความร่วมมืออีกเช่นเคย
อัญชนาฯ ตอกย้ำด้วยกล่าวหา จนท.ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ต้องสงสัยเหตุบุกยึด รพ.เจาะไอร้อง
จากเหตุการณ์ล่าสุด กรณีที่มีกลุ่มคนบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง นางสาวอัญชนา ฯ ก็ได้กล่าวอ้างว่าจากการสัมภาษณ์ครอบครัวผู้ถูกเชิญตัวที่มาร้องเรียนว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้ ชาวบ้านไม่สบายใจ และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การซ้อมทรมานผู้ต้องหา เช่น แช่ห้องเย็น อยู่ห้องมืด ซึ่งจากคำพูดเหล่านี้ ได้ยินมานานมาก และทุกๆครั้งที่มีการนำมาเผยแพร่ก็จะมี ข้อความเช่นนี้อยู่เสมอ
กอ.รมน.แจงมูลเหตุการณ์ฟ้อง 3 NGOs
กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการประสานความร่วมมือกับองค์กรที่จัดทำรายงาน เพื่อร่วมกันตรวจสอบความจริงให้ปรากฏ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด จึงถือเป็นการเจตนาจงใจปกปิดข้อมูลโดยใช้เหยื่อเป็นเครื่องมือในการจัดทำรายงานมิใช่การนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อเยี่ยวยา และหาแนวทางแก้ไขตามที่กล่าวอ้าง นอกจากนี้ยังมีบางประเด็นที่สำคัญเช่น โดนให้เปลือยกายในห้องเย็นต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทหารพรานหญิงและโดนทหารพรานหญิงเอาหน้าอกมาแนบที่ใบหน้าถือเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และ ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสตรีอย่างร้ายแรง เพื่อธำรง และรักษาไว้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธี
กอ.รมน.ภาค 4 สน. จึงจำเป็นต้องอาศัย กลไกทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเพื่อนำไปสู่การแสวงหาความจริงร่วมกันในชั้นศาลด้วยการเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานสอบสวน โดยเชื่อมั่นว่าหากพยานหลักฐานมีอยู่จริง ผู้จัดทำรายงานต้องนำมาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล แต่หากข้อมูลไม่มีอยู่จริง หรือมีเจตนาบิดเบือนผู้จัดทำรายงาน ก็สมควรได้รับโทษตามกฎหมายในฐานะที่เป็นผู้ละเมิดสิทธิ ทำลายเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทเสียสละ และหน่วยงานของรัฐที่พยายามมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อลดเงื่อนไขหล่อเลี้ยงความรุนแรง พร้อมทั้งขอยืนยันว่ารัฐจะให้ความคุ้มครองทางกฎหมายต่อประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม แต่รัฐไม่สามารถเพิกเฉยหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น หรือกระทำผิดกฎหมายได้ ดังนั้น การออกมาเรียกร้องของกลุ่ม LEMPAR และ ฮิวแมนไรท์วอทช์ โดยขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านจะสุ่มเสี่ยงต่อการส่งเสริม และสนับสนุนการใช้กฎหมู่ให้อยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งจะเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป.

------------------------