7/26/2559

เจ้าหน้าที่เชื่อ “อาหะหมัด ลือแบซา" ก่อเหตุซุ่มยิงผู้ใหญ่บ้านที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา


เมื่อวันที่ 26 ก.ค.59 เจ้าหน้าที่เร่งติดตามคนร้ายที่ซุ่มยิงผู้ใหญ่บ้านได้รับบาดเจ็บ ชรบ. เสียชีวิต ที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เชื่อกลุ่ม อาหะหมัด ลือแบซาเป็นผู้ก่อเหตุ


ความคืบหน้ากรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิงผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลบันนังกูแว อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ได้รับบาดเจ็บสาหัส และ ชรบ. เสียชีวิต เหตุเกิดพื้นที่ หมู่ที่ 4 บ้านกัมปงยีงอ (บ้านย่อยบ้านบันนังกูแว) อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ขณะที่ทั้งสองขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ถนนภายในหมู่บ้าน



โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเร่งลงพื้นที่ เพื่อติดตามคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นกลุ่ม นายอาหะหมัด ลือแบซา แกนนำกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่มีหมายจับ ป.วิอาญา พร้อมพวกเป็นผู้ลงมือทำการก่อเหตุ โดยที่ผ่านมา นายอาหะหมัด ลือแบซา และพวกได้เคลื่อนไหวก่อเหตุในพื้นที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง.
---------------

7/25/2559

คนร้ายซุ่มยิงผู้ใหญ่บ้านสาหัส ชรบ.ดับ คาดฝีมือกลุ่มโจรใต้สร้างสถานการณ์




เกิดเหตุคนร้ายซุ่มยิงผู้ใหญ่บ้าน ม.4 บ้านกัมปงยีงอ อ.บันนังสตา จ.ยะลา อาการสาหัส และ ชรบ.ม.4 อีก 1 นาย เสียชีวิต คาดเป็นฝีมือของกลุ่มคนร้ายที่ต้องการสร้างสถานการณ์


วันนี้ (25 ก.ค.) ศูนย์วิทยุ สภ.บันนังสตา รับแจ้งว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดขนาดยิงราษฎรได้รับบาดเจ็บ 2 ราย บริเวณพื้นที่ หมู่ 4 บ้านกัมปงยีงอ (บ้านย่อยบ้านบันนังกูแว) อ.บันนังสตา จ.ยะลา จึงได้แจ้ง ร.ต.อ.ณรงค์ชัย เวชนิล รอง สว.(สอบสวน) สภ.บันนังสตา พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ภ.จว.ยะลา และเจ้าหน้าที่จากศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ 10 ยะลา เดินทางเข้าตรวจสอบทันที


เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุทราบว่าผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลบันนังสตาไปก่อนหน้านี้แล้ว ทราบชื่อคือ นายอาแซ นิเซ็ง อายุ 42 ปี ที่อยู่ 71 ม.4 ต.บันนังกูแว อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน ม.4 ถูกยิงเข้าที่ลำตัว อาการสาหัส และ นายสมาน โสภาพ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 279 หมู่ 4 ต.บันนังกูแว อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งเป็น ชรบ.หมู่ 4 ถูกยิงเข้าที่ลำตัว อาการสาหัส และเสียชีวิตขณะนำส่งโรงพยาบาลยะลา โดยในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบ รถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ หมายเลขทะเบียน ขจล 97 ยะลา ล้มอยู่ และยังพบปลอกกระสุนปืน เอ็ม 16 ตกอยู่ 1 ปลอก จึงเก็บรวบรวมเอาไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า ในขณะที่ นายอาแซ นิเซ็ง และ นายสมาน โสภาพ ขี่ จยย.มาด้วยกันผ่านตรงจุดเกิดเหตุ คนร้ายไม่ทราบจำนวนซุ่มอยู่ข้างทางซึ่งเป็นเนินดิน ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงใส่ เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว ก่อนที่จะหลบหนีไป เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อเป็นฝีมือของกลุ่มคนร้ายที่ต้องการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

7/24/2559

‘โรงเรียนอิสลามบูรพา’..กับความเชื่อมโยงกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น

ลมใต้ สายบุรี

เมื่อกล่าวถึงโรงเรียนปอเนาะรวมไปถึงโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนในพื้นที่ต่างรู้จักกันเป็นอย่างดีเนื่องจากส่งบุตรหลานเข้ารับการศึกษาจากสถาบันเหล่านั้นซึ่งมีอยู่มากมายหลายพันโรง แต่สำหรับคนทั่วไปแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐกลับมองว่าโรงเรียนปอเนาะหรือโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนเป็นแหล่งบ่มเพาะ ซ่องสุมกำลัง ซุกซ่อนอาวุธของกลุ่มขบวนการที่สู้รบปรบมืออยู่กับรัฐ

อะไร? คือสาเหตุที่คนทั่วไปและเจ้าหน้าที่รัฐ มองโรงเรียน
ปอเนาะหรือโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนเหล่านั้นในแง่ลบ ซึ่งจะต้องมีเหตุและผลถึงความเป็นมาจะต้องมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้มีความเชื่อแบบนั้น

เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนปอเนาะเหมือนกับโรงเรียนประจำ กินอยู่หลับนอนอยู่ภายในโรงเรียน การควบคุมดูแลของสถาบันการศึกษาเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง อีกทั้งที่ผ่านมาการเข้าไปตรวจสอบดูแลกระทำได้ยากเพราะมีบุคคลบางกลุ่มพยายามกล่าวอ้างว่าโรงเรียนปอเนาะเป็นสถานที่สอนศาสนา การเข้าไปทำการตรวจสอบเป็นการคุกคามและไม่ให้เกียรติสถานที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปสอดส่อง กลุ่มขบวนการได้ฉวยโอกาสใช้โรงเรียนปอเนาะบางแห่งใช้เป็นแหล่งบ่มเพาะ ซ่องสุมกำลังทำการก่อเหตุในพื้นที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนปอเนาะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการและได้มีการสั่งปิดกิจการและเพิกถอนใบอนุญาต ที่รู้จักกันดีคือโรงเรียนญีฮาดวิทยา (ปอเนาะญีฮาด) และโรงเรียนอิสลามบูรพาปอเนาะสะปอม
 “ปอเนาะญีฮาดถูกศาลแพ่งพิพากษายึดที่ดินเนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงเรียนให้ตกเป็นของแผ่นดินเมื่อที่ 15 ธันวาคม 2558 ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่สนับสนุนเกี่ยวกับการกระทำการก่อการร้าย

ส่วนโรงเรียนอิสลามบูรพาปอเนาะสะปอมมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการ เนื่องจากมีการใช้บริเวณโรงเรียนเป็นสถานที่ฝึกอาวุธและเป็นแหล่งหลบซ่อนของผู้ก่อเหตุร้ายหลังปฏิบัติการ จึงมีเหตุอันควรเพิกถอนใบอนุญาต มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2550 แต่คณะผู้บริหารโรงเรียนอิสลามบูรพา และผู้บริหารมูลนิธิอัดดีรอซาตอัลอิสลามียะห์ชุดใหม่ ยังมีความพยายามที่จะจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อโรงเรียนว่าโรงเรียนมิฟตาฮุลอูลูมอนุสรณ์


ย้อนรอยโรงเรียนอิสลามบูรพา

 “โรงเรียนอิสลามบูรพาหรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า ปอเนาะกาปงบารู, ปอเนาะสะปอม หรือ ปอเนาะบูเกะตันหยงตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านใหม่  หมู่ 5 ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส ถูกสั่งปิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2550 ภายหลังฝ่ายความมั่นคงได้เข้าตรวจค้นภายในโรงเรียนเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมปีเดียวกัน และสามารถจับกุมผู้ต้องหา ผู้ต้องสงสัยรวมทั้งสิ้น 7 คน พร้อมด้วยของกลางวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง และอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมากจากบ้านร้างซึ่งตั้งอยู่ในเขตโรงเรียน หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้คือ นายมะนาเซ ยา แกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบที่มีความเชี่ยวชาญด้านการต่อวงจรระเบิด และยังเป็นครูฝึกให้กับแนวร่วมรุ่นใหม่

 “โรงเรียนอิสลามบูรพากับความเชื่อมโยงกลุ่มขบวนการ

จากข้อมูลเชิงลึกโรงเรียนอิสลามบูรพามีความสัมพันธ์แนบแน่นกับเครือข่ายกลุ่มขบวนการ B.R.N.Coordinate เป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างโรงเรียนโฆษณาชวนเชื่อของขบวนการ B.R.N. โดย เมื่อเดือนธันวาคม 2533 แกนนำกลุ่ม B.R.N.Coordinate ในพื้นที่ จชต.จำนวน 12 คน ได้เข้าร่วมประชุมกับกลุ่ม BKPP ที่โรงเรียนอิสลามบูรพาเนื่องจากได้รับการร้องขอ ให้ นายฮาซัน ตอยิบ แกนนำ B.R.N.Coordinate        ที่หลบหนีอาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย ให้เข้าร่วมกับกลุ่ม BKPP ซึ่งผลการประชุมปรากฏว่ามีมติไม่เข้าร่วม

เหตุระเบิดนำไปสู่การเข้าตรวจสอบโรงเรียนอิสลามบูรพา

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 เวลาประมาณ 00.30 น. ได้เกิดเหตุระเบิดบริเวณสวนยางพาราของ   นายสุข คงจันทร์ ริมถนนสาย บ้านสะปอม บ้านจาเราะสะโตร์ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังร่วมกับตำรวจ, ฝ่ายปกครอง เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุพบรอยเลือดที่คาดว่ากลุ่มคนร้ายได้รับบาดเจ็บ จากการลอบวางระเบิด โดยระเบิดของกลุ่มคนร้ายเอง และพบว่าต้นยางพารา ของ    นายสุข คงจันทร์ ถูกตัดโค่นได้รับความเสียหาย ประมาณ 300-400 ต้น โดยคนร้ายได้ลอบวางระเบิดไว้ที่บริเวณทางเข้าแต่ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นก่อน

จากเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ติดตามตรวจสอบขยายผลพิสูจน์ทราบ บริเวณพื้นที่โรงเรียนอิสลามบูรพา และจับกุมผู้ต้องหาคดีก่อเหตุความไม่สงบพร้อมอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมาก

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวนายอุเซ็ง ปุโรง เจ้าของ/ผู้จัดการโรงเรียนอิสลามบูรพา ไปให้ข้อมูลโดย นายอุเซ็งฯ ยอมรับว่า ตนเองมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายอูลามา(ผู้รู้ทางศาสนา)ในสภาองค์การนำ (DPP) ของ BRN และเป็นที่ปรึกษาฝ่ายอูลามา ของคณะกรรมการเขต (กัส) จ.นราธิวาส ตามโครงสร้างของ DPP

ผลการตรวจค้นโรงเรียนอิสลามบูรพานำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาต

หลังจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจค้นโรงเรียนอิสลามบูรพานายอุเซ็ง ปุโรง เจ้าของ/ผู้จัดการโรงเรียนอิสลามบูรพา ยอมรับมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการ ในเวลาต่อมาได้มีการประชุมด่วนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งที่ประชุมมีมติลงความเห็นว่าทางโรงเรียนอิสลามบูรพาเป็นแหล่งที่มีการประชุมวางแผนการก่อการร้าย การปลูกฝังอุดมการณ์ที่เป็นภัยต่อประเทศชาติ หรือมีการใช้บริเวณโรงเรียนเป็นสถานที่ฝึกอาวุธและเป็นแหล่งหลบซ่อนของผู้ก่อเหตุร้ายหลังปฏิบัติการ จึงมีเหตุอันควรเพิกถอนใบอนุญาต มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2550

ทั้งนี้ คณะผู้บริหารโรงเรียนอิสลามบูรพา และผู้บริหารมูลนิธิอัดดีรอซาตอัลอิสลามียะห์ ชุดใหม่ ยังมีความพยายามที่จะจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อโรงเรียนว่าโรงเรียนมิฟตาฮุลอูลูมอนุสรณ์และได้ยื่นหนังสือถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดนราธิวาส เขต 1 แต่ถูกผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส สั่งระงับ และให้ปิดการเรียนการสอนไว้ก่อน เพื่อขอเวลาพิจารณาในเรื่องคดีความมั่นคง  โดยพยายามชี้แจงให้เห็นว่าโรงเรียนอิสลามบูรพายังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุร้าย ในพื้นที่อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจากผลการปิดล้อมตรวจค้น และการตรวจสอบของชุดนิติวิทยาศาสตร์ ของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์  โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ด้วยเครื่องมือพิเศษ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 และ วันที่ 5 พฤษภาคม 2551 เนื่องจากได้รับเบาะแสจากประชาชนว่ามีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเข้าไปซุกซ่อนในโรงเรียน และมีการใช้สถานที่ป่ายางด้านหลังเป็นที่ฝึกซ้อมในการผลิตระเบิด ผลการตรวจสอบ พบสารปนเปื้อนในการประกอบวัตถุระเบิดในระดับเกี่ยวข้องและสัมผัส จากสิ่งของในห้องพักภายในโรงเรียนอิสลามบูรพา ซึ่งสารปนเปื้อนที่ตรวจพบครั้งนี้ เป็นสารใหม่ที่เพิ่งตรวจพบจากโรงเรียนอิสลามบูรพา จึงเชื่อว่าโรงเรียนแห่งนี้ยังมีผู้ก่อความไม่สงบเข้ามาเคลื่อนไหวอยู่

ความพยายามในการเปิดโรงเรียนมิฟตาฮุลอูลูมอนุสรณ์หลังถูกสั่งปิดไป 4 ปี

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2554 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาสเขต 1 ได้มีหนังสืออนุญาตให้เปิดการเรียนการสอนโรงเรียนมิฟตาฮุลอูลูมอนุสรณ์หรือโรงเรียนอิสลามบูรพาโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 โรงเรียนอิสลามบูรพาได้จัดงานพบปะผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และศิษย์เก่าโรงเรียนอิสลามบูรพา ก่อนจะถูกคำสั่งปิดไปตั้งแต่เมื่อปี 2550 โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ในขณะนั้นเดินทางมาเป็นประธานมอบใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนอิสลามบูรพาด้วยตนเอง

ศาลจังหวัดนราธิวาสตัดสินประหารชีวิตอุสตาสโรงเรียนอิสลามบูรพา พร้อมพวก 5 คน

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2555 ศาลจังหวัดนราธิวาส พิพากษาตัดสินประหารชีวิตอุสตาสโรงเรียนอิสลามบูรพา พร้อมพวก 5 คน ในข้อหาคดีความมั่นคง เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดที่อุกอาจ ร้ายแรง เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติ และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม จึงเห็นสมควรลงโทษสถานหนักด้วยการประหารชีวิต นายมะนาเซ ยา, นายแวอัสมิง แวมะ, นายโมหะหมัดซอฮีมี ยา,     นายมะฟารีส บือราเฮง, นายฮารงหรืออารง บาเกาะ ส่วนนายรุสลี ดอเลาะ ศาลสั่งให้จำคุก มีกำหนด 27 ปี และนายมามะคอรี สือแม ได้ทำการหลบหนีในระหว่างการปล่อยชั่วคราว (ประกันตัว)

 “โรงเรียนอิสลามบูรพายังไม่พ้นพงหนามเสียทีเดียว เพราะวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 ที่จะถึงนี้   ศาลแพ่งจะมีการพิจารณาในส่วนของคดีความ ซึ่งก่อนหน้านั้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2555 พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สั่งอายัดทรัพย์ตามมติคณะกรรมการธุรกรรม ที่ให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว มีกำหนดไม่เกิน 90 วัน จำนวน 3 รายการ มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการก่อการร้าย โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จะมีผลคำสั่งเป็นเช่นไร? น่าติดตามอย่างยิ่ง..

———————–
ที่มา:http://www.southernreports.com

7/23/2559

เสียงสะท้อนจากคนมุสลิมสงขลา กรณี:เสื้อเชิงสัญลักษณ์

‘ลมใต้  สายบุรี’


คนมลายูโดยทั่วไปพื้นฐานแล้วไม่ชอบการโกหก จะพูดแต่เรื่องจริง แต่ในระยะหลังๆ มานี้ผู้เขียนคิดว่าจะใช้ไม่ได้อีกแล้วแบบเหมารวมยกเข่ง คนพวกนี้ชอบเรียกตัวเองหรือให้คนอื่นเข้าใจเรียกตัวเองว่า “คนมลายู” มีการพูดจาโกหก ปริ้นปร้อน กลับกลอก มักจะมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ จากการนำเสนอของสื่อ

คำพูดของกลุ่มคนเหล่านี้เมื่อได้ฟังแล้วดูสวยงาม รักวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี อีกทั้งภาพลักษณ์คือผู้รักษาดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ประจำถิ่น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการส่งเสริมภาษามลายู นั่นคือหน้าฉากแต่หลังฉากจะมีใครสักกี่คนจะรู้คนกลุ่มนี้ชอบการโกหกหลอกลวง

ความกลับกลอกอื้อฉาวกับประเด็นเรื่องราวที่เป็นข่าวดังผู้เขียนขอนำความรู้สึกของผู้ที่ใช้ชื่อว่า “มุสลิมสงขลา”มาถ่ายทอดในอีกแง่มุมหนึ่งของพี่น้องมุสลิมที่ไม่เห็นด้วยต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มทำเสื้อโดยการใช้แผนที่แบ่งแยกดินแดนทำการเผยแพร่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์

แต่พอเป็นเรื่องเป็นราวกลับอ้างว่าแผนที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่โรงเรียนตาดีกา 5 จังหวัด และเมื่อมีผู้ทักท้วงอีกว่าทำไม? จังหวัดสงขลามีแค่ 5 อำเภอหรอกหรือ? ทั้งที่อำเภออื่นๆ ก็มีตาดีกาอยู่ทุกอำเภอ


กลุ่มทำเสื้อกลุ่มนี้กลับ ‘เถ’ ไปได้อีกว่ากลุ่มทำงานสงเสริมภาษามลายู เลยทำเป็นแผนที่ของพื้นที่ที่มีโรงเรียนตาดีกาสอนภาษามลายู

ซึ่งข้อเท็จจริงโรงเรียนตาดีกาในจังหวัดสงขลา และ จังหวัดสตูล มีการสอนภาษาอาหรับ ไม่ได้สอนภาษามลายู ตามที่กลุ่มคนทำเสื้อกลุ่มนี้ได้กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ที่สำคัญผู้คนในพื้นที่ ในจังหวัดสงขลา และ จังหวัดสตูล ได้กล่าวว่าไม่เคยเห็นหรือรู้จักชื่อกลุ่มคนพวกนี้ อีกทั้งไม่เคยมาช่วยเหลืออะไรโรงเรียนตาดีกาเลย พี่น้องมุสลิมในแต่ละชุมชน ตลอดจนองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีการดูแลเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

การโกหกซ้ำซากไม่ใช่วิถีของมุสลิม อีกทั้งการโกหกยังเป็นบาป การรู้ตัวว่าผิดแล้วไปกล่าวโทษคนอื่นว่าเข้าใจผิด มันใช่หรือ? พี่น้องมุสลิมและคนไทยทั้งประเทศดูแล้วสิ่งที่คนกลุ่มนี้ทำเสื้อขึ้นมาเพื่อทำการปลุกระดมซึ่งเป็นแผนที่แบ่งแยกดินแดนชัดแจ้ง หากมีความสำนึกก็สมควรยอมรับผิด และกล่าวคำขอโทษที่ได้กระทำลงไปนั่นคือวิถีของมุสลิมโดยแท้จริง

ทุกสิ่งทุกอย่างที่กลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้ทำการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ได้ทำให้พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่ได้รับความเสียหาย ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งคนทั่วไปอาจจะคิดเหมารวมว่าให้มุสลิมที่ดีต้องได้รับความมัวหมองไปด้วย หยุดและเลิกคิดเถอะ!! ในเรื่องแบ่งแยกดินแดน สร้างความแปลกแยก ความแตกต่างในเรื่องของเชื้อชาติ อัตลักษณ์ไม่ใช่แนวทางของท่านศาสดาเลย พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่ทั้งมลายูและไม่ใช่มลายูทุกคนต่างต้องการอยู่ร่วมอย่างสงบสันติ สามารถอยู่ร่วมกับพี่น้องต่างศาสนา อยู่ร่วมอย่างพหุวัฒนธรรมดั่งเช่นในอดีตอย่างมีความสุข ขอเอกอัลเลาะห์ทรงประทานทางนำแก่เขาเหล่านั้นด้วย…อามีน

ผู้เขียนได้นำความรู้สึกของพี่น้องมุสลิมสงขลา มาถ่ายทอดให้กับผู้อ่านได้รับรู้เป็นข้อมูลของอีกหลายๆ ข้อมูลที่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ที่เคลื่อนไหวปลุกระดมให้กับประชาชนเห็นคล้อยตามในเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้คิดไม่ดีต่อบ้านเมือง ต้องการแบ่งแยกดินแดนออกจากราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่และคนไทยทั้งประเทศยอมไม่ได้…

————————
ที่มา:http://www.southernreports.com

7/22/2559

PerMAS ไม่ตอบโจทย์ประชาชน จชต.

'แบดิง โกตาบารู'


เมื่อวันที่ 21 ก.ค.59 เว็บเพจ The Ferderation of Patani Students and Youth ซึ่งเป็นของกลุ่มนักศึกษา PerMAS ได้มีการเชิญชวนเพื่อนๆ นิสิตนักศึกษา นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว ตลอดจนประชาชนทั่วไปร่วมรณรงค์ ‎Self Determination of Patani ซึ่งเป็นวิธีการและหลักคิดที่กลุ่มนักศึกษา PerMAS ได้รณรงค์มาอย่างต่อเนื่องเพื่อสิทธิและเสรีภาพในการกำหนดชะตากรรมตนเอง แยกตัวเป็นเอกราชออกจากประเทศไทย
       กลุ่มนักศึกษา PerMAS ใช้ยุทธวิธีในการเชิญชวนผู้คนให้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการใช้ข้อความหลากหลายภาษาด้วยกัน มีการใช้สถานที่ในการเคลื่อนไหวโดยใช้สถานที่ต่างๆ ในการชูป้ายข้อความไม่ว่าที่สาธารณะ สถานที่ซึ่งเป็นเชิงสัญลักษณ์ความเป็นมลายู รวมไปถึงมัสยิด ถามไปยังกลุ่มนักศึกษา PerMAS ว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงไรหรือไม? ที่กระทำแบบนั้น มัสยิดเป็นบ้านของอัลเลาะห์ การใช้มัสยิดซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหวทางการเมือง มีแต่จะทำให้เสื่อมและทำลายความรู้สึกของศาสนิกชนผู้ที่เคร่งครัดหลักคำสอนในศาสนา
       ในแง่ของกฎหมาย สิ่งที่นักศึกษา PerMAS กำลังดำเนินการอยู่ เป็นสิ่งท้าทายอำนาจรัฐ หมิ่นเหม่ต่อการกระทำผิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญประเทศไทย ซึ่งจากพฤติกรรมรุ่นสู่รุ่นของนักศึกษา PerMAS ยังคงเล่นบทบาทเป็นปีกการเมืองกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็นมาโดยตลอด มักชอบแอบอ้างประชาชนในพื้นที่ต้องการอย่างโน้นอย่างนี่ แต่ในความเป็นจริงการเรียกร้องดังกล่าวเป็นการสนองตัณหาของแกนนำบางคนที่ต้องการเป็นใหญ่
       หากย้อนดูผลสำรวจสันติภาพชายแดนใต้รอบแรก เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 โดยผู้แทนของสถาบันทางวิชาการและองค์กรประชาสังคม 15 องค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ต่อประเด็นที่นักศึกษา PerMAS รณรงค์ ‎Self Determination of Patani ในการกำหนดชะตากรรมตนเอง จากการสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยร้อยละ 26.5 รองลงมาคือรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกับส่วนอื่นๆของประเทศร้อยละ 22.2
       การบริหารการปกครองที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการคือรูปแบบการปกครองพิเศษ ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย ที่มีการกระจายอำนาจเหมือนกับพัทยา และกรุงเทพมหานคร ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่อยากได้ หรือไม่เห็นด้วยคือการไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ เลย และไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย


       ถามว่ากลุ่มนักศึกษา PerMAS และองค์กรภาคประชาสังคมบางองค์กรเคยเคารพการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการแบบนี้บ้างหรือเปล่า?..ไม่เลยมีแต่พยายามยัดเยียดและกล่าวแอบอ้างเสียงประชาชนส่วนใหญ่แบบหน้าด้านๆ เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มของตนแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่แยแสต่อความรู้สึกของเจ้าของพื้นที่ตัวจริงเลย
       ผู้เขียนเคยอ่านเจอบทความในเว็บไซต์ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ในบล็อก South Peace บทความเรื่อง การกำหนดใจตนเอง (Self-determination) กระทำได้หรือไม่? ในพื้นที่ จชต.ซึ่งน่าสนใจว่าสิ่งที่กลุ่มนักศึกษา PerMAS ดำเนินการอยู่แท้จริงแล้วเป็นการพูดความจริงแค่บางส่วนเท่านั้น โดยการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) ตามกฎกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองข้อ 1 ระบุว่า ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองโดยอาศัยสิทธินั้น ประชาชนจะกำหนดสถานะทางการเมืองอย่างเสรี รวมทั้งดำเนินการอย่างเสรี ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตน
       สิทธิในการกำหนดใจตนเอง (Self-determination) ข้อนี้ไม่สามารถกระทำได้ตามที่มีการรณรงค์และปลุกกระแสมาอย่างต่อเนื่องขององค์กรภาคประชาสังคม เนื่องจากประเทศไทยได้ทำข้อแถลงตีความ (ข้อสงวน) สิทธิในการกำหนดใจตนเองไม่ได้กระทำได้ในทุกๆ เรื่อง และมีข้อสงวนไว้ว่า มิให้ตีความว่าอนุญาต หรือสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการแบ่งแยก หรือทำลายบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเอกภาพทางการเมืองของรัฐ เอกราชอธิปไตย ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
       การเคลื่อนไหวขององค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ จชต. ไม่ได้พูดทั้งหมด แต่มีการนำเอาเนื้อหาเพียงบางส่วน แล้วนำไปปลุกกระแส ปลุกระดม มีการจัดเวทีเสวนาโน้มน้าวให้มีผู้เห็นด้วยนำไปสู่การสนับสนุนฝ่ายตนเอง จะไม่มีการกล่าวถึงข้อสงวน และกล่าวถึงกรณีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ผ่านมาได้บัญญัติการออกเสียงประชามติไว้ว่า ต้องเป็นเรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชนส่วนใหญ่ จึงจะให้มีการออกเสียงประชามติ

       ที่ยกมาให้เห็นแค่บางส่วนเท่านั้นฉบับเต็มๆ ไปอ่านเพิ่มเติมได้ตามลิ้งhttp://www.deepsouthwatch.org/node/7584

การก่อการร้ายไม่ใช่วิถีแห่งอิสลาม!!


ถ้าเราได้ศึกษาหลักคำสอนอย่างจริงจัง จะพบว่าบทบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้านั้นเหมาะสมที่จะนำมาใช้กับทั่วพื้นแผ่นดินนี้ กับผู้คนที่แตกต่างทางฐานะ ภูมิประเทศ ภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งเมื่อใดที่บทบัญญัติของอัลลอฮฺถูกนำมาใช้ก็จะนำมาซึ่งความสันติสุขแก่มวลมนุษย์ทุกคน

ศาสนาอิสลามของเราถูกประทานมาด้วยความยุติธรรม ดังนั้นเราไม่สามารถอ้างความโกรธเคืองของเราเพื่อเอาไปสร้างความเดือดร้อนกับชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด แม้กระทั่งการใช้คำเรียกขานด้วยฉายาต่าง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับความจริงพวกเขาก็ตาม อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿وَلَا يَجۡرِمَنَّكُمۡ شَنَ‍َٔانُ قَوۡمٍ عَلَىٰٓ أَلَّا تَعۡدِلُواْۚ ٱعۡدِلُواْ هُوَ أَقۡرَبُ لِلتَّقۡوَىٰۖ﴾ [المائدة : 8]

ความว่า “และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า” (อัล-มาอิดะฮฺ : 8)

อิสลามสอนเราว่า บุคคลหนึ่งไม่สามารถแบกรับบาปแทนกันได้ นั้นหมายถึง เราไม่สามารถลงโทษบุคคลที่ไม่มีความผิดได้ อัลลอฮฺ ตรัสว่า
﴿وَلَا تَزِرُ وَازِرَةٞ وِزۡرَ أُخۡرَىٰۚ﴾ [الأنعام : 164]

ความว่า “และไม่มีผู้แบกภาระคนใดจะแบกภาระของผู้อื่นได้” (อัล-อันอาม :164)

ดังนั้นในศาสนาอิสลามมีความชัดเจนมากในเรื่องเหล่านี้ ด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าของบรรดามุสลิมในศาสนาอิสลาม พวกเขาเรียกร้องให้มีการกำหนดนิยามคำว่า “การก่อการร้าย” ให้ชัดเจน และเป็นไปไม่ได้ที่มุสลิมจะยินยอมปล่อยให้คำนี้มีความคลุมเครืออีกต่อไป เนื่องในศาสนาอิสลามห้ามการกระทำดังกล่าว

ความพยายามเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองที่มีความชอบธรรมด้วยวิธีการที่รุนแรง การก่อการเช่นนี้ถือเป็นบาปมหันต์อย่างหนึ่งและบทลงโทษ คือการประหารชีวิต ท่านบีมุหัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«مَنْ أَتَاكُمْ وَأَمْرُكُمْ جَمِيعٌ عَلَى رَجُلٍ وَاحِدٍ يُرِيدُ أَنْ يَشُقَّ عَصَاكُمْ أَوْ يُفَرِّقَ جَمَاعَتَكُمْ فَاقْتُلُوهُ»

ความว่า “ผู้ใดที่ก่อการอย่างใดอย่างหนึ่ง (เพื่อให้อำนาจพวกท่านกระทบกระเทือน หรือต้องการให้พวกท่านแตกแยกในหมู่คณะ) ในขณะที่พวกท่านมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่อผู้นำคนหนึ่งอยู่แล้ว ก็จงประหารชีวิตผู้ก่อการเช่นนั้น” (บันทึกโดยมุสลิม บทว่าด้วย อัล-อิมาเราะฮฺ (การปกครอง) เลขที่หะดีษ 1852 และอะหฺมัด 4/341)

-----------------

‘พฤติกรรมชั่ว’โจรใต้ก่อเหตุเดือนรอมฎอน

ลมใต้ สายบุรี

 “เดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งบุญที่พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่ถือศีลอดปฏิบัติตนเองเป็นคนดีมุ่งปฏิบัติศาสนกิจของศาสนา ละเว้นความชั่วทั้งปวง แต่กลับมีกลุ่มขบวนการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนา ปลุกระดมให้สมาชิกทำการเข่นฆ่าผู้คนในเดือนนี้แล้วให้มีความเชื่อว่าจะได้บุญหลายเท่า

ทุกศาสนาสอนให้ศาสนิกของตนละเว้นจากการทำบาปมุ่งกระทำแต่ความดี ไม่มีศาสนาไหนในโลกที่สั่งสอนว่าการฆ่าคนแล้วได้บุญ นอกจากการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนาขึ้นมาหลอกใช้ให้ผู้คนกระทำความผิด

เดือนรอมฎอนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในพื้นที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ในเดือนนี้ผู้คนส่วนใหญ่ต่างตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติศาสนกิจทางศาสนา ซึ่งเป็นเดือนแห่งบุญละเว้นการกระทำความชั่วทั้งปวง
แต่ไม่น่าเชื่อว่าเดือนรอมฎอนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะ 10 วันสุดท้ายของการถือศีลอด กลุ่มโจรใต้ไม่ยำเกรงต่อบาป ยังคงมุ่งก่อเหตุสร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้น กระทบต่อประชาชนที่ปฏิบัติศาสนกิจทางศาสนา อีกทั้งมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันที่จะต้องระแวดระวังภัย เหตุการณ์หลายเหตุที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความรู้สึก มีความเปราะบางต่อการเข้าใจผิด เมื่อมีคนบางกลุ่มบิดเบือนนำไปสู่ความเกลียดชัง หวาดระแวงต่อกัน

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2559 เหตุการณ์คนร้ายยิง นายอับดุลเลาะ โด อายุ 56 ปี โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดดารุนมูไฮมี เสียชีวิต ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บริเวณหน้ามัสยิสตาแกะ บ้านกุหมัง หมู่ 4 ตำบลตาแกะ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี

ความจริงที่ถูกบิดเบือนในสื่อสังคมออนไลน์กล่าวหาว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ มีการกล่าวอ้างว่าเดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่บริสุทธิ์ เหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝีมือมุสลิม ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือหน่วยงานความมั่นคงที่ลอบทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ นั่นคือแผนการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มขบวนการที่ต้องการใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยการฆ่าผู้นำศาสนาแล้วกล่าวหาเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

ผลการตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการตรวจรองกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ที่ตกในที่เกิดเหตุ พบว่ามีความเชื่อมโยงคดีในสารบบที่คนร้ายเคยทำก่อเหตุมาแล้วถึง 17 คดี มีผู้เสียชีวิต 15 ราย นับตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน ส่วนคดีสำคัญที่เชื่อมโยงคนร้ายกลุ่มนี้คือ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2556 ได้มีคนร้าย 2 คน ขับรถจักรยานยนต์ประกบยิง นายยะโก๊บ หร่ายมณี อิหม่ามประจำมัสยิดกลางปัตตานี เสียชีวิตกลางตลาด ขณะเดินจับจ่ายซื้ออาหารในช่วงเดือนรอมฎอน

จากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ย่อมประจักษ์ชัดว่าเหตุดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่มโจรใต้นอกรีต นอกศาสนาฆ่าได้ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้นับถือศาสนาเดียวกัน โดยเฉพาะเดือนรอมฎอนเพื่อหวังผลจากการสร้างสถานการณ์ ปลุกระดมหาแนวร่วมให้เกลียดชังเจ้าหน้าที่และรัฐบาลไทย

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2559 เวลา 07.30 น. ความชั่วของโจรใต้มีการซุกระเบิดบริเวณหน้าโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชยะหาเพื่อทำการก่อเหตุ แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ EOD ทำการตรวจเจอและทำลายเสียก่อน มิเช่นนั้นจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่เดินทางผ่านไปมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มาหาหมอที่โรงพยาบาล
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2559 เวลา 14.30 คนร้ายลอบวางระบิดทางรถไฟ  บริเวณ  ม.4  ต.สาวอ  อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้รางรถไฟขาด ขบวนรถไฟไม่สามารถวิ่งให้บริการประชาชนในพื้นที่ได้ ต้องหยุดให้บริการในทันที จำนวน 6 ขบวนด้วยกัน ประชาชนที่ใช้บริการรถไฟต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้าจากการกระทำของกลุ่มโจรใต้

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2559 เวลา 19.20 น. คนร้ายทำการลอบวางระเบิดหน้ามัสยิดกลางปัตตานี ซึ่งเป็นระเบิดแสวงเครื่องซุกในกล่องเหล็ก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตทันที่ 1 นาย สาหัสอีก 2 นาย อีกทั้งประชาชนได้รับบาดเจ็บไปด้วยอีก 1 คน

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2559 เวลา 01.00 น. คนร้ายลอบวางระเบิดอดีตทีมงานจ่าเพียรก่อนที่จะใช้อาวุธปืนสงครามยิงซ้ำ เสียชีวิต 2 ราย ขณะกำลังขี่รถจักรยานยนต์เดินทางออกจากมัสยิด เพื่อกลับไปพักผ่อนที่บ้าน เหตุเกิดบริเวณสะพานข้ามคลอง บ้านบือซู หมู่ 6 ต.บันนังสตา  อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งจากการตั้งข้อสังเกตมีน้อยครั้งมากที่กลุ่มโจรใต้จะทำการสังหารประชาชนด้วยระเบิด แต่ที่น่าหดหู่คือหลังระเบิดมีการใช้อาวุธปืนสงครามทำการยิงซ้ำ

นั่นคือความชั่วช้าสามานของไซตอนร้ายที่สิงอยู่ในร่างคน เป็นการกระทำของคนที่ไร้ซึ่งศาสนา เดือนรอมฏอนเป็นเดือนแห่งการกระทำความดี แต่กลุ่มโจรใต้สุดโต่งกลับก่อเหตุสร้างสถานการณ์ ทำลายบรรยากาศการถือศีลอด ทำลายความสงบของศาสนิกชนที่มุ่งปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาความชั่วที่โจรใต้กระทำในเดือนรอมฎอน เราจะต้องร่วมกันสาปแช่งต่อการกระทำดังกล่าว ร่วมกันประณามต่อการกระทำของคนกลุ่มนี้ที่สร้างความเดือดร้อน ไม่ต้องการให้จังหวัดชายแดนภาคใต้สงบสุข สวนกระแสความต้องการของผู้คนส่วนใหญ่ที่อยากอยู่อย่างสันติสุข.


ที่มา: http://www.southernreports.com

ผลพิสูจน์กระสุนอาวุธปืนคนร้ายใช้ก่อเหตุ ยิง 2 พ่อลูกที่ลิดล เสียชีวิต เชื่อมโยงคนร้ายเคยก่อเหตุหลายสิบคดี



ความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิง นายดอเลาะ อีแต อายุ 62 ปี  และนายอาลาวี อีแต อายุ 37 ปี  เสียชีวิต และนายรอมือลี อายุ 19 ปี ได้รับบาดเจ็บ ผลตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ศพฐ.10 เชื่อมโยงคดีที่คนร้ายเคยทำการก่อเหตุมาหลายสิบคดี
กรณีเมื่อค่ำวันที่ 28 มิ.ย. 59 คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิง นายดอเลาะ อีแต อายุ 62 ปี และนายอาลาวี อีแต อายุ 37 ปี เสียชีวิต และนายรอมือลี เจ๊ะเล๊าะ อายุ 19 ปี ได้รับบาดเจ็บ ที่บ้านเลขที่ 44/3 หมู่ที่ 5 บ้านตะโล๊ะ ตำบลลิดล อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ในขณะนั้น นายอาลาวี อีแต กำลังนั่งเก็บลูกมะพร้าวอยู่ข้างบ้าน คนร้ายที่ซุ่มอยู่ ก็ใช้อาวุธปืนยิงใส่ทันทีจนเสียชีวิต โดยนายดอเลาะ อีแต ซึ่งเป็นบิดา ได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น จึงได้วิ่งออกมาหน้าบ้าน และถูกคนร้ายยิงใส่เสียชีวิตเช่นกัน ส่วนนายรอมือลี เจ๊ะเล๊าะ ที่ได้รับบาดเจ็บ ถูกกระสุนปืนที่แขนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย


ล่าสุดจากการตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ศพฐ.10 ซึ่งได้มีการตรวจสอบลูกกระสุนปืนภายในสวนยางพารา ซึ่งห่างจากตัวบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร พบปลอกกระสุนปืนขนาด 5.56  มม.จำนวน 26 ปลอก และแกนกระสุนปืนเล็กกล จำนวน 1 อัน ตกอยู่  พบว่าคนร้ายเคยใช้ยิงมาจากกระบอกเดียวกันกับคดีที่มีประวัติเก็บไว้ในสารบบของ ศพฐ.10 จากกระบอกปืนทั้งหมดที่ก่อเหตุมาแล้ว 5 กระบอก รวม 23 คดี


ซึ่งคดีสำคัญๆที่คนร้ายใช้อาวุธปืนเพื่อทำการก่อเหตุมาแล้ว เช่น ยิง นายซัมซูดิง  บือตง อายุ 45 ปี (ผช.ผญบ)เสียชีวิต ขณะขับรถบนถนนในหมู่บ้านจะกลับบ้านพัก ต.ยะลา อ.เมืองยะลา จ.ยะลา เมื่อ 51 ก.พ.59 ผ่านมา รวมถึงยิงฐานปฏิบัติการชุดคุ้มครองตำบลบาโร๊ะ วางระเบิดเสาไฟฟ้า พร้อมตัดต้นไม้ขวางถนนจำนวน 2 จุด และวางวัตถุต้องสงสัยไว้อีก 1 จุด และนำอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ไปอีกจำนวนหนึ่ง และล่าสุด ยิง นายดอเลาะ อีแต และนายอาลาวี อีแต เสียชีวิต ที่บ้านเลขที่ 44/3 หมู่ที่ 5 บ้านตะโล๊ะ ตำบลลิดล อำเภอเมือง จังหวัดยะลา


จากการตรวจสอบวัตถุพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ศพฐ.10 แสดงให้เห็นว่า นายดอเลาะ อีแต และนายอาลาวี อีแต เสียชีวิต ที่บ้านเลขที่ 44/3 หมู่ที่ 5 บ้านตะโล๊ะ ตำบลลิดล อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เป็นการกระทำของกลุ่ม ผกร. ที่มุ่งสร้างความรุนแรงในห้วงเดือนรอมฎอน สร้างสถานการณ์เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจผิด หากไม่มีการตรวจสอบวัตถุพยาน และรูปคดียังคลุมเคลือจะมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีนำไปบิดเบือนกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ.

7/21/2559

ทำไม?…ต้องปิดป้ายทางการเมือง ณ‘มัสยิดท่าด่าน’

ลมใต้  สายบุรี


พฤติกรรมของกลุ่มขบวนการที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นอิสระจากรัฐบาลไทยและมีการปกครองตนเอง ได้มีการปลุกระดมหาแนวร่วมให้ทำการจับอาวุธลุกขึ้นต่อสู้ เพื่ออุดมการณ์ หรือเพื่อแกนนำสุดแล้วแต่ สิ่งหนึ่งที่ยอมรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่งคือการใช้อาวุธทำการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ที่อ่อนแอ เด็กและสตรี ซึ่งไม่มีส่วนรู้เห็นกับความขัดแย้งทั้งมวล

นั่นคือแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มขบวนการที่ผ่านมาสิบกว่าปีที่ใช้อาวุธยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนยังคงเดือนหน้าทำร้ายประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

ในส่วนของ ปีกการเมืองของกลุ่มขบวนการ นักศึกษา PerMAS” ก็ยังคงเส้นคงวาแม้จะเปลี่ยนผู้นำใหม่ยังคงรักษามาตรฐานด้วยการ แส่ทุกเรื่องสอดรับทุกสถานการณ์ทุกกิจกรรม ทุกสถานที่จะเห็นสมาชิกกลุ่มนักศึกษา PerMAS ไปเสนอหน้าด้วยการสอดแทรกทำการปลุกระดม การกำหนดใจตนเองเพื่อหาแนวร่วมทางการเมือง
สิบวันสุดท้ายเดือนรอมฎอน ณ มัสยิดท่าด่านฐานที่มั่นของกลุ่มขบวนการ และปีกการเมืองอย่าง PerMAS มีการขึ้นป้ายไวนิลรายอหน้ามัสยิด และในเวลาต่อมามีเจ้าหน้าที่ทำการปลดไวนิลแผ่นดังกล่าวออกเพราะมี Selt determination และในเวลาต่อมากลุ่ม PerMAS ได้ทำการโพสต์ในเฟสบุ๊ค จนท.ทหารสั่งปลดป้ายไวนิลอ้างผิดกฎหมายความมั่นคง และตั้งคำถาม ส่วนไหนที่ผิดกฎหมาย
ผู้เขียนอยากจะให้ผู้อ่านรับรู้ความรู้สึกของคนในพื้นที่กันดูว่าท่าทีต่อเรื่องดังกล่าวเป็นเช่นไร การกระทำของกลุ่ม PerMAS ตลอดจนผู้นำศาสนาที่รับผิดชอบมัสยิดท่าด่านคิดถูกแล้วหรือ? กับการนำแผ่นไวนิลเจ้าปัญหาแผ่นดังกล่าวติดหน้ามัสยิดท่าด่านเป็นที่ตั้งของ….ถูกใช้เป็นที่แสดงออกของปีกการเมืองของผู้เห็นต่างจากรัฐ


 “เห็นป้ายรายอหน้ามัสยิดท่าด่านแล้วไม่สบายใจ” “แบอายุ 60 กว่าๆ กล่าวขึ้นเป็นคำแรกที่ได้สนทนา ผมเลยหันไปถามแบว่า ทำไม? มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือ?

จากนั้นผมก็ไม่มีโอกาสยิงคำถามใส แบอีกเลย เพราะความอัดอั้นที่แบได้เก็บไว้ได้พลั่งพลูออกมาจากปากเล่าให้ผมฟังเป็นฉากๆ
 “แบเล่าว่าตั้งแต่มีคนนำแผ่นไวนิลมาติดหน้ามัสยิดเดินผ่านหันไปมองแล้วความไม่สบายใจทุกครั้ง แต่หลังจากเจ้าหน้าที่ได้มาเก็ยแผ่นไวนิงแผ่นดังกล่าวออกรู้สึกโล่งใจ

 “สมควรแล้วที่เจ้าหน้าที่เอาออก จะผิดกฎหมายหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่การเอาเรื่องที่พวกคุณ (นักศึกษา PerMAS) ยอมรับเองว่าเป็นเรื่องการเมือง ที่เรียกว่าสิทธง สิทธิกำหนดใจอะไรนั่นแหละ ไปติดที่มัสยิดเป็นเรื่องที่ผิดแน่ๆ

ต่อจากนั้นแบได้ขยายความว่า ไม่มีมุสลิมที่ไหนจะทำให้บ้านของพระเจ้าต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง หรือประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พร้อมได้ตั้งคำถามไปยังผู้ที่นำแผ่นไวนิลดังกล่าวมาติดว่า เป็นมุสลิมหรือปล่าว?”

อีกทั้งยังได้ตั้งข้อสังเกตไปยังอิหม่าม ตลอดจนกรรมการมัสยิดท่าด่านไปอยู่ที่ไหน ทำไม? ไม่ทำหน้าที่รับผิดชอบ ปล่อยให้ทำอย่างนี้ได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้นในป้ายไวนิลยังเอาโองการในอัรกุรอ่านไปประกอบเชื่อมโยงกับเรื่องสิทธิอะไรนั่นอีก ยิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง
อยากเรียกร้องให้อิหม่ามและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีออกมาแสดงความรับผิดชอบและชี้แจงต่อเรื่องดังกล่าวด้วย
นั่นคือความรู้สึกของ แบแก่ๆ ในพื้นที่ท่านหนึ่งที่มีความไม่สบายใจต่อเรื่องดังกล่าว ถึงความไม่ชอบมาพากลของอิหม่ามและกรรมการมัสยิดที่ทำการปล่อยปละละเลยไม่ดูแลบ้านของพระเจ้า ปล่อยให้กลุ่มบุคคลใช้เป็นสถานที่เคลื่อนไหวทางการเมือง

หากทำการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของแกนนำ “MARA PATANI”จะพบว่าได้มีการหยิบยกโองการในอัรกุรอ่านเดียวกันนี้กับกลุ่มนักศึกษา PerMAS ยิ่งทำให้มั่นใจและรู้แน่ชัดแล้วว่าเป็นพวกเดียวกัน ที่มักแอบอ้างศาสนาเพื่อประโยชน์ส่วนตน และหวังผลงานการเมือง ที่สำคัญกลุ่มขบวนการได้มีการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนา ชี้นำให้สมาชิกทำการเข่นฆ่าคนแล้วได้บุญ มีการปลุกกระแสญีฮาดที่ทุกคนต้องลุกขึ้นสู้เพื่อศาสนา ทำการขับไล่ผู้รุกราน ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม ขององค์กรแทบทั้งสิ้น ส่งผลให้ศาสนาของมัวหมองนำประเด็นศาสนามาเกี่ยวข้องทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด.


ที่มา: http://www.southernreports.com/

โจรใต้ฟาตอนีปากต่อสู้ (ญิฮาด) เพื่อสันติภาพ แต่พฤติกรรมฆ่าและทำร้ายผู้บริสุทธิ์


กรณีเว็บเพจ Media Informasi News ได้โพสต์ข้อความ สันติภาพปาตานีต้องกำหนดชะตากรรมของตัวเองบ่งบอกถึงความต้องการให้พื้นที่ปาตานีเป็นเอกเทศ ปราศจากการปกครองโดยรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

รู้ได้เลยว่าเว็บเพจ Media Informasi News ไม่ใช่เพจสายกลาง แต่เป็นเพจเฟสบุ๊คของแนวร่วมอย่างชัดเจน พร้อมที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้กับขบวนการฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการโฆษณาชวนเชื่อในสื่อสังคมออนไลน์ แต่ขอบอกว่า...ทางขบวนการฯ ไม่จริงใจต่อชาวมลายู ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่เคารพต่อกฎหมาย มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประชาชนไม่มีสิทธิกำหนดชะตากรรมของตัวเอง แล้วจะครองใจประชาชนได้อย่างไร เวลาที่อาร์เคเคกระทำความผิด ฆ่าคนบริสุทธิ์ สื่อเหล่านี้พร้อมที่จะช่วยเหลือบิดเบือนให้สังคมรับรู้เสมอ....( เลวจริงๆ )

ศาสนาอิสลามสอนไม่ให้ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าผู้นั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม กล่าวคือ ไม่ฆ่าเด็ก สตรี คนชรา พลเรือนผู้บริสุทธิ์ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ทำสัญญาสงบศึกในระหว่างการทำสงคราม อิสลามไม่อนุญาติให้ทำร้ายนักบวช ทำลายศาสนสถาน เพราะอิสลามมิได้มีเป้าหมายเพื่อเอาชนะสงครามหรือการต่อสู้เพียงอย่างเดียว การต่อสู้ในลักษณะของการทำสงครามนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของศาสนาตลอดเวลา อัลลอฮ์(ซ.บ.)กล่าวไว้ในอัลกุรอ่าน ความว่า ผู้ใดฆ่าผู้ศรัทธาโดยจงใจ การตอบแทนแก่เขาคือ ขุนนรก โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอฮ์ทรงกริ้วโกรธเขา ทรงสาปแช่งเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง” (อัล-นิซาอฺ – 93)

การต่อสู้ของโจรใต้ฟาตอนีจะให้เกิดสันติภาพได้อย่างไรในเมื่อไปเล่นงานผู้บริสุทธิ์ ประชาชนไม่มีสิทธิกำหนดชะตากรรมของตัวเองเลย พยายามปลูกฝังเยาวชนให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังบาดหมาง (เกลียดคนซีแย) และรักในเรื่องชาติพันธุ์ เพื่อนำไปสู่การเรียกร้องแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามที่แท้จริง อีกอย่างการต่อสู้และเรียกร้องด้วยเงื่อนไขของการเชิดชูความเป็นเชื้อชาตินิยมนั้นเป็นแนวคิดที่พยายามจะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคมโลก เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านนบีมุฮัมมัด(ศ็อลฯ)ได้กล่าวไว้ความว่า ใครก็ตามที่เรียกร้องไปอะเศาะบียะฮฺ(การคลั่งชาติ เผ่าพันธุ์ หลงตระกูล ถือพวกพ้อง)คนผู้นั้นมิได้เป็นพวกฉัน ใครก็ตามที่ต่อสู้เพื่ออะเศาะบียะฮฺ คนผู้นั้นมิได้เป็นพวกฉัน และใครก็ตามที่ตายไปเพราะสนับสนุนอาเศาะบียะฮฺ คนผู้นั้นมิได้เป็นพวกเดียวกับฉัน”(รายงานโดยมุสลิม อะบาวูดและอันนะสาอียฺ)

ข้อมูลจาก Fatoni negara ku

PerMAS กับการปลุกกระแสกำหนดใจตนเองโดยไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่


ประธานนักศึกษา PerMAS กับการปลุกกระแสกำหนดใจตนเองโดยไม่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย

นายอารีฟีน โซ๊ะ ประธาน สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) ยังคงเดินหน้ารณรงค์และปลุกกระแสการกำหนดใจตนเอง (Right to self Determination) อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของกลุ่มนักศึกษา PerMAS ที่ต้องการลงประชามติเพื่อกำหนดชะตากรรมตนเองแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทย โดยไม่ฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ว่าต้องการอะไร? และจะมีพี่น้อง ลุงป้า น้าอา อาแบ อาเด๊ะ สักกี่คนที่เข้าใจความหมายของการกำหนดใจตนเอง

หากย้อนดูผลสำรวจสำรวจสันติภาพชายแดนใต้รอบแรก เมื่อวันที่ 17 พ.ค.59 ประชาชนยังหวังต่อกระบวนการพูดคุย โดยผู้แทนของสถาบันทางวิชาการและองค์กรประชาสังคม 15 องค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ (Peace Survey) ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี


ประชาชนเห็นด้วยต่อกระบวนการพูดคุยต้องการขจัดปัญหาความขัดแย้งที่หมักหมมปัญหามานานหลายสิบปี ปฏิเสธความรุนแรง แสวงหาทางออกเพื่อนำไปสู่สันติสุขในพื้นที่

ประเด็นที่น่าสนใจและตอบโจทย์กลุ่มนักศึกษา PerMAS ในเรื่องการบริหารปกครองพื้นที่ จชต.ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจด้วยโครงสร้างการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่นี้ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยร้อยละ 26.5 รองลงมาคือรูปแบบที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้นด้วยโครงสร้างการปกครองที่เหมือนกับส่วนอื่นๆของประเทศร้อยละ 22.2 ส่วนผู้ตอบแบบสอบถาม ไม่อยากได้ คือ รูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ร้อยละ 25.1 และรูปแบบที่เป็นอิสระจากประเทศไทย ร้อยละ 22.9

การบริหารการปกครองที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการคือรูปแบบการปกครองพิเศษ ภายใต้กฎหมายของประเทศไทย ที่มีการกระจายอำนาจเหมือนกับพัทยา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ รูปแบบควรจะเป็นแบบไหนจะต้องอยู่ที่กระบวนการพูดคุย หาทางออกที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่อยากได้ หรือไม่เห็นด้วยคือการไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ เลย และไม่ต้องการเป็นเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย

เมื่อผลสำรวจที่ออกมาได้แสดงความรู้สึก ความต้องการของประชาชน เพื่อส่งผ่านไปถึงรัฐบาล กลุ่มขบวนการ และกลุ่มผู้ที่มีความเห็นต่างจากรัฐได้รับรู้ โดยเฉพาะประเด็นไม่ต้องการเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทยมีนัยสำคัญ

นายอารีฟีน โซ๊ะ ประธาน สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) และมวลสมาชิกซึ่งเป็นปีกการเมืองของขบวนการ BRN ไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเอกราชแยกตัวเป็นอิสระจากประเทศไทย ซึ่งท่าทีน่าจะต้องทบทวนบทบาทตนเองต่อการเรียกร้องดังกล่าวที่ สำคัญยังแดกดันยัดเยียดความอยากส่วนตัวเดินหน้าการปลุกกระแสการกำหนดใจตนเองเพื่อนำไปสู่การลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องอย่างไม่ละอายแก่ใจ

ส่วนการกำหนดใจตนเอง (Right to self Determination) มีคำตอบอยู่แล้วว่ากระทำไม่ได้ในประเทศไทย แต่กลุ่มนักศึกษา PerMAS กลับนำข้อมูลบางส่วนมาเปิดเผยโดยการพูดความจริงไม่หมดเพื่อต้องการปลุกกระแสหาแนวร่วมทำการกดดันรัฐบาลไทย พร้อมทั้งต้องการสื่อไปยังองค์กรระหว่างประเทศ กลุ่มนักศึกษา PerMAS ไม่รู้จริงหรือหลงลืมให้ไปอ่านบทความเรื่องนี้กันดู บทความเรื่อง เกร็ดความรู้ในแง่กฎหมายที่เห็นต่างกัน (ตอนที่ 1): การกำหนดใจตนเอง (Self-determination) กระทำได้หรือไม่? ในพื้นที่ จชต.ในเว็บไซต์ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ตามลิ้งนี้ครับ

http://www.deepsouthwatch.org/node/7584