7/21/2558

เมื่อ ผกร.ก่อเหตุเดือนรอมฎอน สวนทางกระแสตอบรับสันติสุขของประชาชน

แบดิง โกตาบารู


เนื่องจากประชาชนให้ความร่วมมือ ไม่เอาความรุนแรง ประกอบศาสนกิจมุ่งกระทำแต่ความดี กระแสรอมฎอนสันติสุขในปีนี้จากการรณรงค์ของหน่วยงานภาครัฐเพื่อลดการก่อเหตุรุนแรงของกลุ่ม ผกร. ทั้งก่อนเข้าสู่เดือนรอมฎอน ในห้วงการถือศีลอด และเข้าสู่ 10 วันสุดท้ายของเดือน สถิติการก่อเหตุได้ลดลงเมื่อเปรียบเทียบห้วงเวลาเดียวกันของปีก่อนๆ
แต่กลับมีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงบางกลุ่มที่ไม่ยอมตอบรับกระแส แนวทางสันติวิธีของรัฐบาล ยังคงเดินหน้าก่อเหตุทำความเปรอะเปื้อนให้กับเดือนรอมฎอนด้วยเสียงระเบิดและกลิ่นควันปืน
เลือด และหยาดน้ำตาของผู้ที่สูญเสียยังคงหลั่งนองละเลงปลายด้ามขวานแห่งนี้มิได้เหือดหาย สร้างความทุกข์ ความระทมให้กับผู้คนซ้ำแล้วซ้ำเล่า การกระทำของกลุ่ม ผกร.ไร้ศาสนาที่ทำการก่อเหตุกลับสวนทาง สวนกระแสความต้องการของพี่น้องประชาชนชาวปาตานีที่ต้องการสันติสุขอย่างสิ้นเชิง
เดือนรอมฎอน เดือนแห่งการทำความดี เดือนแห่งสันติทุกคนมีความสุขในการอยู่ร่วมกันภายใต้พหุวัฒนธรรม แต่กลับมีกลุ่ม ผกร. ลงมือก่อเหตุบั่นทอนความรู้สึกและทำลายบรรยากาศของการเปิดพื้นที่การพูดคุย แต่ถึงกระนั้นข่าวดีได้กลบกระแสข่าวร้ายได้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นในเดือนรอมฎอน เป็นการจุดประกายความหวังให้กับพี่น้องประชาชนวาดฝันสันติสุข สันติภาพที่กำลังจะเกิดตามมา
การนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนเกือบทุกแขนง ได้มีการปล่อยตัว นายหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ อดีตแกนนำขบวนการพูโล ซึ่งถูกตัดสินจำคุกด้วยข้อหาด้านความมั่นคง ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระหลังถูกคุมขังมาเป็นเวลา 18 ปี โดยมีครอบครัวมารอรับอย่างอบอุ่นพร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้อิสระเป็นของขวัญรับวันฮารีรายอ เมื่อ 17 ก.ค.58 เวลา 11.30 น.ที่ผ่านมา
นับเป็น ข่าวดี อีกข่าวหนึ่งของสถานการณ์ไฟใต้ นอกเหนือจากการเปิด พื้นที่พูดคุยให้กับสหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี (PerMAS) ได้พบปะพูดคุยกับหน่วยงานของรัฐ ทั้ง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมถึงสื่อมวลชน เพื่อให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจระหว่างกัน ลดปัญหาความหวาดระแวงที่มีต่อกันมาอย่างยาวนาน
ต่อจากนี้ไปคอยจับตากระแส สันติสุข ใน จชต. ที่กำลังเกิดขึ้น จากการขับเคลื่อนของรัฐบาลชุดนี้ซึ่งได้ให้ทุกระดับเปิดพื้นที่ การพูดคุย สร้างความเข้าใจกับผู้เห็นต่าง และยังส่งเสริมปัจจัยเกื้อหนุน สร้างบรรยากาศที่เป็นทิศทางบวกมากมายเกิดขึ้นในพื้นที่
ตัวชี้วัดจากการปฏิบัติเกิดขึ้นทันที ส่งผลให้สถิติการก่อเหตุในห้วงเดือนรอมฎอนลดลงจากปีก่อนๆ เนื่องจากมีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างสันติสุขอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ก่อนเดือนรอมฎอน มีการร่วมพิธีละหมาดฮายัตของผู้นำศาสนาในพื้นที่ จชต. ณ มัสยิดกลางปัตตานี ถัดมามีการจัดโครงการ พาสู่อ้อมกอด รอมฎอนการีม ณ ค่ายกัลยาณิวัฒนา โดยมีราษฎรไทยมุสลิมกว่า 500 คน ที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียเดินทางเข้าร่วม นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรม โครงการพาคนกลับบ้าน มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนมาก จนเกิดกระแส รอมฎอนแห่งสันติสุข ขึ้นอย่างกว้างขวาง จุดเปลี่ยนจุดนี้เอง หาก ผกร. ยังเดินหน้าก่อเหตุรุนแรงอาจทำให้เสียงานมวลชน
ข่าวดี ต้อนรับวันฮารีรายอของพี่น้องมุสลิม คงจะเป็นกระแสตอบรับการปล่อยตัว นายหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ ท่ามกลางความยินดีของครอบครัว เครือญาติ และผู้นำท้องถิ่นที่รอต้อนรับ เจ้าตัวเผยจะรับใช้ชาติด้วยการประสานกลุ่มผู้เห็นต่างให้ร่วมวงพูดคุยสันติสุข พร้อมช่วยดูแลนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเกิดของตน
นายหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ กล่าวขอบคุณ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาล รวมถึงแม่ทัพภาคที่ 4 เลขาธิการ ศอ.บต. และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือจนกระทั่งตนเองได้รับการพักโทษ และปล่อยตัวในที่สุด หลังจากนี้ไป ตนเองจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อช่วยแก้ปัญหา และพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
ส่วนหนึ่งผมจะรับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานการพูดคุยสันติสุขระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มผู้เห็นต่าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจในข้อเท็จจริงต่างๆ จนนำไปสู่การร่วมกันสร้างความสงบให้เกิดขึ้นให้ได้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับงานส่วนตัวจะทำด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เช่น งานพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมฮาลาลให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี
อดีตแกนนำขบวนการพูโลที่เพิ่งพ้นโทษ กล่าวว่า ตนจะขอดูแลศูนย์นิคมอุตสาหกรรมฮาลาลที่ ต.น้ำบ่อ อ.ปานาแระ จ.ปัตตานี ซึ่งนายภานุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต.ได้มอบหมายให้ตนทำหน้าที่นี้ ซึ่งก็จะทำให้ดีที่สุด จะมีการนำผู้ประกอบการจากประเทศมาเลเซียมาร่วมลงทุน เพื่อสร้างรายได้ และสร้างอาชีพให้แก่คนในพื้นที่
เศรษฐกิจในพื้นที่จะดีขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปมาระหว่างไทยกับมาเลเซีย เพื่อติดต่อประสานงานกับนักธุรกิจที่จะมาร่วมลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล รวมทั้งเพื่อไปคุยกับกลุ่มเพื่อนๆ เพื่อร่วมสร้างสันติสุขในพื้นที่
ตามที่นายหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ อดีตแกนนำพูโล เผยจะรับใช้ชาติด้วยการประสานกลุ่มผู้เห็นต่างมาร่วมวงพูดคุยสันติสุข ใน จชต. ต่อจากนี้เป็นต้นไปคงได้เห็นความคืบหน้าเป็นรูปธรรม ผู้เขียนเชื่อในศักยภาพของนายหะยีสะมะแอฯ ในการประสานกับกลุ่มต่างๆ แต่ขออย่างเดียวทุกฝ่ายจะต้องมีความจริงใจต่อกัน อีกทั้งกลุ่ม ผกร. ที่ได้มีการผลิตเหมือน ถั่วงอกที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ตอนนี้ อย่าพยายามปั่นป่วนทำลายบรรยากาศการสร้างสันติสุขอีกเลย เพราะไม่เป็นผลดีมีแต่เสียกับเสียต่อองค์กร เพราะประชาชนส่วนใหญ่ตอบรับกระแส แนวทางสันติวิธีของรัฐบาล สนับสนุนการพูดคุยแทนการใช้ความรุนแรงที่กลุ่ม ผกร.บางกลุ่มใช้อยู่...
------------------------------

7/12/2558

เผาสุไหง โก-ลก..ระเบิดปาดังเบซาร์..ตัดไฟฟ้าเบตง ใคร? เดือดร้อน

แบดิง โกตาบารู

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วงเดือนรอมฎอนเดือนแห่งการกระทำความดีของพี่น้องมุสลิม หน่วยงานความมั่นคงได้มีความพยายามรณรงค์ลดการก่อเหตุรุนแรงทุกรูปแบบจาก ผกร. ซึ่งจะเห็นได้จากการรวบรวมสถิติของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลตัวเลขบ่งชี้ว่าปีนี้เหตุการณ์ได้ลดลงกว่าปีก่อนๆ แต่ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน สถานการณ์กลับร้อนแรงขึ้นทันที เป็นเพราะอะไรจึงได้เกิดความรุนแรงขึ้นมาอีกระลอก
การก่อเหตุช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นถึงปัจจัยหลายๆ อย่างที่เกื้อหนุนให้สมาชิกในพื้นที่ลงมือทำการก่อเหตุ นักวิเคราะห์ผู้รู้ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นกันหลากหลาย แต่ในนามส่วนตัวผู้เขียนเองกลับมองว่าสาเหตุที่ความรุนแรงกลับมาปะทุใน 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนน่าจะมาจากสาเหตุดังนี้
ประการแรก เป็นสิ่งยืนยันได้ดีว่าสมาชิกที่ทำการก่อเหตุยังมีความคิดความเชื่อที่ได้รับการปลูกฝังอย่างผิดๆ ว่าการก่อเหตุในห้วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนจะได้ผลบุญเป็นร้อยเท่าพันทวีคูณ
ประการที่สอง การควบคุมสั่งการนักรบรุ่นใหม่ที่ได้มีการบ่มเพาะสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนนักรบรุ่นเก่ากระทำได้ยาก และเป็นปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กรของขบวนการ BRN ความไม่ลงรอยกันของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน อีกทั้งโจทย์ใหญ่ในเรื่องการพูดคุยสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับรัฐบาลไทยที่ได้มีการเปิดตัวไป ซึ่งมีการดำเนินการทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่อยู่ในขณะนี้
ตัวบ่งชี้ของความขัดแย้งสังเกตได้ว่าเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ได้มีการติดป้ายผ้าคัดค้านการเจรจา การพ่นสีข้อความไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยในพื้นที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ถัดมาแค่ 2 วัน 10 กรกฎาคม การปฏิบัติการทางทหารของโจรใต้มีก่อเหตุความรุนแรงด้วยการวางระเบิด และวางเพลิง ในเขตพื้นที่เมืองสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา รวม 8 จุด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย บาดเจ็บ 11 ราย และทรัพย์สินได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ความสุดโต่งของโจรใต้ฟาตอนียังทำลายสาธารณูปโภคพื้นฐานของประชาชน ด้วยการลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าโครงเหล็ก ระบบ 115 กิโลวัตต์ ล้มเสียหาย จำนวน 8 ต้น ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าในพื้นที่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ใช้การไม่ได้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักการติดต่อสื่อสารถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
พื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก มีการก่อเหตุ จำนวน 4 จุด ประกอบด้วยการใช้ระเบิดขว้างใส่ร้านครัวเจนนี่ และร้านพัฒน์เนื้อกระทะ ถนนลูกเสือนุสรณ์ 5 ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเกิดระเบิดหน้าโรงแรมท๊อปเอเชีย ตรงข้ามร้านบุษบาคาราโอเกะ ซอยประชาวิวัฒน์ 2 เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย และเก็บกู้ได้ 1 จุด บริเวณหน้าโรงเรียนผดุงวิทยาเขตเทศบาลสุไหงโก-ลก
นอกจากนี้ยังมีเหตุเพลิงไหม้ 3 จุด บริเวณร้านสมชายอะไหล่ยนต์ ถนนประชาวิวัฒน์ ร้านไทยอุปกรณ์ก่อสร้าง ถนนประชาวิวัฒน์ ซอย 1 และร้านแสงเจริญค้าส่ง ถนนหลังตลาดเก็นติ้ง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่เมื่อมีการตรวจสอบหลังเพลิงสงบพบมีผู้เสียชีวิต จำนวน 3 ราย

ขณะที่พื้นที่ตำบลปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จำนวน 1 จุด ด้วยการใช้ระเบิดแสวงเครื่องประกอบในรถจักรยานยนต์ บริเวณหน้าร้านคาราโอเกะครกทอง ในเขตเทศบาลปาดังเบซาร์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย

ส่วนในพื้นที่อำเภอธารโต จังหวัดยะลา คนร้ายได้ทำการลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้า หลังจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเขื่อนบางลาง ได้ขอสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินสำรวจ พบว่าคนร้ายได้ลอบวางระเบิดเสาโครงเหล็ก ระบบ 115 กิโลวัตต์ ช่วงพาดผ่านภูเขาจากไลน์ส่งกระแสไฟฟ้าเขื่อนบางลาง ไปยัง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ล้มเสียหาย จำนวน 6 ต้น จุดเกิดเหตุบริเวณบ้านบัวทอง ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ซึ่งส่งผลให้กระแสไฟฟ้าในพื้นที่ อำเภอเบตงใช้การไม่ได้ โดยประชาชนได้รับความเดือดร้อนกันอย่างหนัก การติดต่อสื่อสารขัดข้องไม่สามารถใช้งานได้

ในเวลาต่อมา พลโทปราการ ชลยุทธ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการเน้นย้ำให้หน่วยในพื้นที่เร่งสร้างความเข้าใจต่อเจ้าของกิจการ และสถานบันเทิงทุกชนิด ซึ่งเป็นเป้าหมายกลุ่มเสี่ยงให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยให้มีระบบรักษาความปลอดภัยภายในร้าน และช่วยกันสังเกตสิ่งผิดปกติ รวมทั้งได้สั่งการให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการปฏิบัติตามแผนรักษาความปลอดภัยในเขตพื้นที่เมืองเศรษฐกิจ โดยใช้กำลังทุกภาคส่วนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการประกอบศาสนกิจของพี่น้องประชาชน รวมทั้งให้เร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วนต่อไป
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นความพยายามของผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มุ่งสร้างสถานการณ์ความรุนแรง ตามความเชื่อที่ถูกบิดเบือนว่าจะได้ผลบุญเป็นทวีคูณ ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม และความต้องการของพี่น้องประชาชนที่ต้องการให้เป็นเดือนแห่งสันติสุข ปราศจากความรุนแรง
แต่ในอีกมุมหนึ่ง เป็นมิติที่ดี ที่ผู้นำศาสนา 8 องค์กรในพื้นที่ ได้ออกมาแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และขอให้พี่น้องมุสลิมประกอบศาสนกิจในห้วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนอย่างเคร่งครัด จึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคมร่วมกันประณามการใช้ความรุนแรงดังกล่าวอย่างกว้างขวาง เพราะถือเป็นการกระทำที่สุดโต่ง เผด็จการ และไร้มนุษยธรรม ซึ่งนอกจากได้สร้างความเดือดร้อน และความเสียหายในชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนแล้ว ยังเป็นการทำลายบรรยากาศการประกอบศาสนกิจในเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องมุสลิมอย่างร้ายแรง
ในส่วนของภาครัฐ พ.อ. ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้กล่าวว่ายังคงเน้นเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งขับเคลื่อนกระบวนการสันติวิธี มุ่งเน้นการใช้กฎหมาย เปิดช่องทางให้มีการรายงานตัวเพื่อเข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้าน ส่งเสริมงานพัฒนาและการพูดคุยสันติสุข
อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล อาจารย์สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อ กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน เป็นช่วงที่มีสถิติการก่อเหตุรุนแรงค่อนข้างสูง เนื่องจากผู้ก่อเหตุรุนแรงยังมีความเชื่อว่าการก่อเหตุจะได้บุญเป็นทวีคูณ อาจาย์ซากีย์ฯ ชี้ว่าเดือนรอมฎอนเป็นเดือนของการทำความดี ด้วยการแผ่เมตตาและให้ความช่วยเหลือผู้ขาดแคลน ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้นวิธีคิดและการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นเรื่องของการทำความดี และการใช้ความรุนแรงไม่ควรเกิดขึ้น หลักคำสอนอิสลามไม่มีเจตนาให้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และคนมุสลิมที่มีใจเป็นธรรมต้องมองออกว่าวิธีคิดดังกล่าวเป็นการบิดเบือนคำสอนหรือไม่?
เป็นที่น่าสังเกตว่าการลงมือก่อเหตุครั้งนี้เป็นการโจมตีเมืองชายแดนที่ติดกับประเทศมาเลเซีย นับเป็นพื้นที่ก่อเหตุใหม่ ตามปกติคนมาเลเซียนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงหลังวันออกบวช การตั้งใจทำลายเมืองท่องเที่ยวของกลุ่มโจรใต้ เสมือนหนึ่งต้องการทำลายเมืองเศรษฐกิจ ทำลายบรรยากาศเดือนรอมฎอน เดือนแห่งการกระทำความดีของพี่น้องมุสลิม
ความเดือดร้อนที่โจรใต้ฟาตอนีได้ยัดเยียดให้ด้วยการระเบิดและเผาเมืองสุไหงโก-ลก ตามด้วยระเบิดปาดังเบซาร์ ระเบิดทำลายเสาไฟตัดกระแสไฟฟ้าเมืองเบตง ใคร? คือผู้ที่เดือดร้อน ไม่ใช่พี่น้องประชาชนหรอกหรือ?..สิ่งที่กลุ่มขบวนการได้มีแค่ความสะใจ ต้องเสียมวลชน มีแต่ชาวบ้านร่วมก่นด่าสาปแช่ง ผู้คนต่างเอือมระอาต่อการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ผู้นำศาสนา 8 องค์กรในพื้นที่ออกมาประณาม การก่อเหตุมีแต่นำความสูญเสียความเดือดร้อนมาซ้ำเติมให้กับประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่มีวันจบสิ้น..แล้วเมื่อไหร่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะกลับมาสงบ ประชาชนอยู่อย่างมีความสุข...หากโจรใต้ยังกระทำอยู่เช่นนี้

------------------------

7/10/2558

ส่งตัวดำเนินคดี 5 มือระเบิดยะลา

แบดิง โกตาบารู

เหตุระเบิดในเขตเทศบาลเมืองยะลาครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14-15-16 พฤษภาคม 2558 ถึงแม้ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่มีประชาชนต้องเผชิญชะตากรรมได้รับบาดเจ็บ จำนวน 18 ราย อาคารร้านค้าบ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
ภาครัฐต้องนำเงินภาษีประชาชนทั้งประเทศมาจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบ สภาพจิตใจผู้ประสบเหตุต้องอกสั่นขวัญหาย ระบบเศรษฐกิจที่ถดถอยอยู่แล้วกลับทรุดหนักเพราะน้ำมือการกระทำของกลุ่มโจรใต้ที่มุ่งสร้างสถานการณ์โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องถึง 3 วันเต็ม กับการก่อเหตุของผู้ก่อเหตุรุนแรงถึง 45 จุด ใช้ระเบิดในการก่อเหตุจำนวน 62 ลูก ประชาชนที่เดือดร้อนต่างภาวนาให้มีการจับกุมตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว
หน่วยงานความมั่นคงทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ต่างพยายามควานหาหลักฐานเชื่อมโยงในการก่อเหตุ เพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาลงโทษดำเนินคดี อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา หลังจากโจรใต้อาศัยช่องว่างในการตรวจตราลอบเข้ามาก่อเหตุในเขตเมือง
ผู้เขียนเองมีความสนใจต่อรูปคดีว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหน เพราะหลังเกิดเหตุระเบิดได้มีกระแสว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ จนในเวลาต่อมาได้มีการติดตามจับกุมตัวบุคคลต้องสงสัยจำนวนหลายราย และในจำนวนนั้นยังมีนักศึกษารวมอยู่ด้วยจนถึงขนาดกลุ่ม PerMAS เป่าหูนักเรียนโรงเรียนธรรมวิทยาให้ทำการเคลื่อนไหวกดดันเจ้าหน้าที่ให้มีการปล่อยตัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้
กลุ่ม PerMAS อีกส่วนหนึ่งเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนยังองค์การสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ ณ สำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย และไปยื่นหนังสือยังสถานเอกอัครทูตมาเลเซีย กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นการก้าวล่วงการจัดกิจกรรมของนักศึกษา
เจ้าหน้าที่นำผู้ต้องสงสัยทั้งหมดที่ได้จับกุมตัว เข้าสู่กระบวนการซักถามเพื่อทำการแยกแยะผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ส่งกลับภูมิลำเนาอย่างเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้ที่บริสุทธิ์
ในที่สุดเมื่อมีการแยกน้ำดีออกจากน้ำเสีย ส่งตัวผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกลับบ้าน คงเหลือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งที่ยอมรับสารภาพ และทั้งที่จนด้วยหลักฐานมัดตัวล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวดำเนินคดีตามหมาย ป.วิอาญา จำนวน 5 รายด้วยกัน
และผู้ที่ถูกส่งตัวดำเนินคดี 5 ราย ประกอบด้วย นายอับดุลฟาริด สะกอ ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคยะลา, นายสุกรี นิเลาะ นักศึกษาดีโพลม่าโรงเรียนธรรมวิทยา, นายซอบรี กาซอ อดีตนักศึกษา มอ.ปัตตานี, นายอาลียัส สาเตาะ และนายต่วนฮาซัน โต๊ะกูบาฮา มีอาชีพรับจ้างกรีดยางพารา ปัจจุบันทั้งหมดอยู่ระหว่างฝากขังที่ศาลจังหวัดยะลา
นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฯ ฉุกเฉิน อีกจำนวน 6 คน ประกอบไปด้วย นายแยสฟรี  หะมีปูเต๊ะ, นายอับดุลรอเซะ  กะดอง, นายมัสวาร  โลงซา, นายหมัดมูดี  กาโฮง, นายกอเซ็ง  โต๊ะปิ และนายแวฮาซัน สาและ ควบคุมตัว ณ ศพส.ศปก.ตร.สน. 5 คน
จะเห็นได้ว่าผู้ที่ถูกติดตามจับกุมในครั้งนี้เป็นผู้ที่ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยมาก่อน หากจะวิเคราะห์เหตุระเบิดยะลา ทำไม? กลุ่มขบวนการจึงเลือกใช้นักรบรุ่นใหม่ในการก่อเหตุ แล้วทำไม!!..ขบวนการจึงไม่เลือกใช้สมาชิกที่มีประสบการณ์หรือช่ำชองในการก่อเหตุไม่ดีกว่าหรือ?...หากจะเดาใจแกนนำสั่งการคงจะเป็นการทดสอบกำลังใจนักรบรุ่นใหม่ และที่สำคัญหากใช้สมาชิกรุ่นเก่าทำการก่อเหตุจะเป็นการสุ่มเสี่ยงในการติดตามจับกุมตัวได้ง่ายขึ้น เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นมีประวัติในสารบบของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้เก็บรวบรวมเหลักฐานไว้
การส่งตัวคนร้ายฟ้องศาลในครั้งนี้ จะเป็นคำตอบให้กับสังคมเป็นอย่างดี และเป็นการชี้ให้เห็นว่ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ การบังคับใช้กฎหมายมีความเสมอภาค และเป็นการตอบโจทย์? กลุ่มนักศึกษา PerMAS ที่มีความพยายามดิ้นรน เคลื่อนไหวทุกรูปแบบเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำผิด ด้วยการกดดันเจ้าหน้าที่ให้ทำการปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดจังหวัดยะลาในห้วงที่ผ่านมา
ในปัจจุบันมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มรู้สันดานที่แท้จริงของกลุ่มนักศึกษาโจรใต้ หน้าฉากคือภาพการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยการต่อสู้ที่ไม่ใช้กำลัง (Non violent) แต่หลังฉากกลับเป็นโจรใต้ลงมือก่อเหตุสร้างความรุนแรงเสียเอง
นับได้ว่าเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะนำคนผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับการกระทำความผิดแล้วลอยนวลไม่ถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดี คอยติดตามชั้นอัยการส่งตัวฟ้องศาลหลักฐานจะแน่นหนาขนาดไหน โจรใต้เหล่านี้จะหลุดหรือจะติดคุก คงจะมีหลายคนภาวนาอย่าให้มีการยกฟ้องเลย ไม่เช่นนั้นสมาชิกแนวร่วมเหล่านี้จะได้ใจหวนกลับมาก่อเหตุอีก

---------------------

7/08/2558

...กระทำผิดซ้ำซากไม่ยอมกลับตัว..สุดท้ายศาลสั่งประหารชีวิต

แบดิง โกตาบารู
กลุ่มขบวนการโจรใต้ฟาตอนีที่ทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่จับกุมนำตัวเข้าสู่กระบวนการซักถามเพื่อหาความเชื่อมโยงในการกระทำความผิด หากหลักฐานไม่แน่นหนาพอในเวลาต่อมาจะได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระ หรือบางรายเจ้าหน้าที่มีความมั่นใจส่งตัวฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดี เมื่อมีการสืบพยานหลักฐานไม่มีความชัดเจน เมื่อศาลพิจารณาแล้วจึงให้หลุดพ้นจากคดีความ
นับได้ว่าสถิติคดีความมั่นคงที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายเพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากจะมองว่าหน่วยงานภาครัฐประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาก็ถือว่าไม่ผิด แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการชั้นศาล มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่คนร้ายหลุดจากคดีเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ
การได้รับการปล่อยตัวดังกล่าว ยิ่งทำให้โจรใต้ฟาตอนีเหล่านี้เหิมเกริมหนักไม่ย่ำเกรงต่อกฎหมายอาญาแผ่นดิน เพราะกระทำความผิดแล้วไม่ได้รับการลงทัณฑ์ กลับเข้าสู่วังวนของความชั่วร้าย เดินหน้าทำการเข่นฆ่าผู้คนอย่างไร้ความปราณี ศพแล้วศพเล่าสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนชาวปาตานีกันถ้วนหน้า จนกระทั่งผู้คนส่วนใหญ่ต่างเอือมระอาต่อพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์ร้ายของโจรใต้ไร้ศาสนาเหล่านี้
แต่ผู้ที่กระทำกรรมชั่วผลกรรมย่อมตอบสนองไม่ช้าก็เร็ว...และในที่สุดความยุติธรรมก็บังเกิดผู้ที่กระทำความผิดย่อมไม่สามารถหลีกหนีเงื้อมมือของกฎหมายรอดพ้น เมื่อสันดานไม่ยอมเปลี่ยนคุกตารางย่อมเปิดอ้ารอรับคนเลวเข้าไปชดใช้กรรม..หรือบางรายประตูนรกเปิดรอต้อนรับต้องถูกประหารชีวิตตายตกตามกัน ตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่สิบชาติก็ยังไม่สาสมกับความเลวที่โจรชั่วได้กระทำเอาไว้กับผู้บริสุทธิ์
อย่างรายล่าสุดกับความเหิมเกริมและไม่สำนึก มิใช่เป็นแค่ผู้หลงผิดธรรมดาๆ ที่สื่อมักชอบนำเสนอพาดหัวข่าวกัน แต่เป็นความชั่วช้าที่ได้รับการปลูกฝังจนเข้าสู่กระแสเลือด เป็นความสุดโต่ง สุดขั้ว ที่คนธรรมดาอย่างเราๆ ทำกันไม่ได้ ซึ่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดปัตตานีได้พิพากษาตัดสินประหารชีวิตนายยัฟรี สารอเอง จากคดีลอบยิงพ่อค้ารับซื้อขายปลา เสียชีวิต จำนวน 2 คน และหลังก่อเหตุยังได้แย่งชิง ปืนพกจำนวน 1 กระบอก, เงินสดจำนวน 50,000 บาท พร้อมทั้งเผารถยนต์บรรทุก เหตุเกิดบนถนนสาย 42 ในพื้นที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

จากเหตุการณ์วันเกิดเหตุ ลูกจ้างของผู้ที่เสียชีวิต ได้วิ่งหลบหนีไปได้ ซึ่งต่อมาได้ให้การกับพนักงานสอบสวนว่าพฤติกรรมของคนร้ายนั้นมีด้วยกัน 5 - 6 คน ได้แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ด้วยการตั้งด่านลอย ซึ่งตนเองสามารถจดจำใบหน้าคนร้ายได้ 2 คน พร้อมทั้งชี้ภาพยืนยันตัวบุคคลเป้าหมาย จึงนำไปสู่การออกหมายจับ ป.วิอาญา นายยัฟรี  สารอเอง ในเวลาต่อมา
สำหรับพฤติกรรมชั่วของ นายยัฟรี สารอเอง เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ โดยรับผิดชอบพื้นที่อำเภอสายบุรี, อำเภอกระพ้อ และอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี นายยัฟรีฯ ยังมีขีดความสามารถในการประกอบระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมาแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกัน คือ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2551 นายยัฟรี สารอเอง ซึ่งมีหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้เข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 26 จากผลการซักถามได้สารภาพว่าเคยร่วมก่อเหตุลอบวางระเบิด 4 เหตุการณ์ ด้วยกันในพื้นที่อำเภอสายบุรี

เหตุการณ์ที่ 1 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2550 ลอบซุ่มยิงและระเบิด เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย ร.30211 ในพื้นที่หมู่ 6 ตำบลตะบิ้ง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 ลอบวางระเบิดในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลบือเระ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี (ระเบิดขึ้นก่อน)

เหตุการณ์ที่ 3 เมื่อ เดือนธันวาคม 2550 ลอบวางระเบิด บนถนนสาย 42 บ้านบาโงมูลง ตำบลเตราะบอน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี (ระเบิดไม่ทำงาน)

เหตุการณ์ที่ 4 เมื่อ 18 ตุลาคม 2550 ลอบวางระเบิดรถยนต์ ชุดสันติสุข 112 ม.7 ตำบลเตราะบอน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี
ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้ส่งตัวดำเนินคดี และหลังจากฝากขังเรือนจำกลางจังหวัดปัตตานีประมาณ 3 เดือน นายยัฟรีฯ จึงได้รับการประกันตัวออกมา
หลังจากออกจากเรือนจำสันดานเดิมเริ่มออกลายให้เห็นทั้งๆ ที่อยู่ในระหว่างประกันตัวยังไม่มีความเกรงกลัวต่อความผิด เมื่อได้รับการชักชวนเข้าสู่ขบวนการอีกครั้งจาก นายฮูซัยฟะ หะยีสาเมาะ (ซึ่งเสียชีวิตจากการปะทะ) ได้ร่วมกันก่อเหตุอีกครั้งและหนีประกันในเวลาต่อมา
จนกระทั่ง ถูกจับกุมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2557 ในพื้นที่อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดอาวุธปืนพก ขนาด 9 ม.ม. จำนวน 1 กระบอก
และผลจากการถูกจับกุมในครั้งที่ 2 นี่เอง ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2557 เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวนายยัฟรี สารอเอง ฟ้องศาลดำเนินคดี ตามหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 9 คดีด้วยกัน ซึ่งอัยการได้ สั่งไม่ฟ้องแล้ว 3 คดี แต่ในที่สุดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดปัตตานีได้พิพากษาตัดสินประหารชีวิตนายยัฟรี สารอเอง จากคดีลอบยิงพ่อค้ารับซื้อขายปลาเสียชีวิต จำนวน 2 คน แต่ยังคงเหลือคดีรอการพิพากษาของศาลอยู่อีก จำนวน 5 คดี
ผลจากการก่อกรรมทำชั่ว ศาลได้สั่งประหารนายยัฟรี สารอเอง ผู้ที่ทำลายชีวิตผู้อื่นคงจะสาสมกับการกระทำที่ผ่านมา แต่แค่นี้ยังไม่จบยังมีคดีรอพิจารณาอยู่อีก 5 คดี คอยติดตามข่าวสารกันต่อไป พระเจ้าไม่เคยเข้าข้างคนเลว เพราะทุกการกระทำของคุณอยู่ในสายตาของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญบ้านเมืองมีขื่อมีแป บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง ทุกคนต้องจะต้องปฏิบัติตนภายใต้กฎหมายเดียวกัน เมื่อมีผู้กระทำความผิดก็จะต้องว่าไปตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย
--------------------------



6/21/2558

เมื่อ ‘ตูแวดานียา’ ประกาศ ‘ผมนี่แหละ BRN’


ผมพึ่งกลับมาจากเยี่ยมญาติที่เชียงใหม่ เจอกับหลานเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่าเมื่อกลางเดือนที่แล้วได้ไปงาน พื้นที่พลเมือง เปลี่ยน (ไม่) ผ่านซึ่งเขาจัดที่ร้านน้ำชาสนิมทุนเชียงใหม่ กลุ่มปาตานี ฟอรั่ม กลุ่มลุ่มน้ำสายบุรี องค์กรอะไรก็ไม่รู้เขียนว่า LEMPAR คนประชาธิปไตย พลเมืองเสมอกัน เมื่อ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา
หลานและเพื่อน ของเขาเล่าให้ฟัง ท่านตูแวดานียา ตูแวแมแง เป็น ผอ.ของ องค์กร LEMPAR เล่าว่าความหมายของคำว่าปาตานีเป็นชื่อของอาณาจักรของคนมลายู ที่ไม่เหมือนกับคำว่าปัตตานี ซึ่งเป็นชื่อจังหวัดของประเทศไทย ฟังดูมันยังไง ๆ เหมือนแบ่งแยกนะ แต่เด็กๆ เขากลับไม่ได้คิดอะไร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ ท่านบอกว่าเกิดมาตั้งนานแล้วตั้งแต่เกิดจากการต่อต้านของกลุ่มเจ้าเมืองเก่า
ต่อมาเป็นการต่อต้านโดยกลุ่มผู้นำทางศาสนา และตั้งแต่ปี 2503 เกิดการลุกขึ้นสู้ของปัญญาชน พร้อมว่ารามคำแหง หรือกลุ่มที่จบจากอินโดนีเซีย และอียิปต์ เป็นเบ้าหลอมหรือแหล่งบ่มเพาะคนของ BRN จนมีอยู่ในทุกพื้นที่ ทุกกลุ่ม รวมทั้งแฝงตัวอยู่ในกลุ่ม จนท.รัฐ กลุ่มนี้ เมื่อก่อเหตุเสร็จ ก็จะกลับไปเป็นชาวบ้าน ชาวสวน ท่าน ผอ.ตูแวดานียา บอกว่าตัวท่านเองก็เป็นแนวร่วมของ BRN ด้วยเช่นกัน แต่ที่ ไม่ถูกจับหรือเป็นอะไรเพราะมีนักศึกษาหลายสถาบันหนุนหลังอยู่...ชัดเจนว่าแนวร่วม BRN น่าจะกระจายอยู่ในกลุ่มนักศึกษาหลายโรงเรียนวิทยาลัยมหาวิทยาลัย... เจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ท่านทราบหรือไม่!!!

เรื่องที่ ผอ.ตูแวดานียา เล่า มันก็ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่าทำไม NGOs ทั้งหลาย รวมทั้งกลุ่มนักศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บ้านเราถึงไม่ค่อยออกมาประณาม หรือแสดงความไม่เห็นด้วยเวลามีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นกับคนทั่วไปโดยเฉพาะกับคนไทยพุทธ ก็คงจะเป็นอย่างที่ ผอ.ตูแวดานียา ว่า เป็นเพราะ NGOs และนักศึกษาจำนวนไม่น้อย เป็นแนวร่วมของกลุ่มผู้ก่อเหตุแต่พูดอย่างนี้ ก็ดูจะเหมารวมเกินไป เอาเป็นว่าใครอยากจะรู้ก็คงต้องไปลองสืบๆ ดูว่า แกนนำ NGOs หรือภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวในปักษ์ใต้บ้านเราตอนนี้จบการศึกษามาจากไหนบ้าง ถ้าส่วนมากจบมาจากรามคำแหง อินโดนีเซีย หรืออียิปต์ ก็คงไม่ต้องคาดหวังอะไรมากมาย
เรื่องจะให้พวกเขามาเป็นปากเป็นเสียง เป็นทางเลือกที่จะช่วยสร้างสันติภาพในพื้นที่...และถึงแม้ว่าท่านตูแวดานียาจะไม่ได้พูดถึงสถาบันการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดที่เป็นแหล่งบ่มเพาะ แต่ก็น่าเชื่อว่าคงจะมีด้วยแน่ๆ แต่จะเป็นที่ไหนบ้างนั้น ก็คงต้องดูว่านักศึกษากลุ่มไหนที่เป็นพันธมิตร หรือทำกิจกรรมร่วมกับองค์กร LEMPAR บ่อยๆ
นอกจากนี้ ข้อมูลที่ ท่าน ผอ.ตูแวดานียา พูดมาจากการรู้จริง และจากประสบการณ์จริงของความเป็นคนในพื้นที่ เป็นผู้นำองค์กรที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก มันช่วยตอกย้ำข้อสงสัยหลายๆครั้งที่ผ่านมา ว่าทำไมเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ที่นี่มันถึงเกิดได้ง่าย ทั้งในพื้นที่ตัวเมือง ย่านชุมชน และในตลาด ทั้งๆที่ด่านตรวจตั้งเยอะแยะ ที่แท้ก็เป็นอย่างที่ท่านตูแวดานียาว่านี่เอง ว่าคนเป็นแนวร่วมก็คือชาวบ้านไม่มีเครื่องแบบเราดีๆนี้แหละ ก่อเรื่องเสร็จก็แปลงกลับไปตีหน้าซื่อเป็นชาวบ้าน ชาวสวน คงจะเหมือนในคลิปคนวางระเบิดในยะลา และนราธิวาส ที่เขาส่ง ต่อๆกันมาใน Line ที่มีกระทั่งพวกใส่ชุดดาวะห์ ไม่รู้ว่าดาวะห์ปลอม หรือดาวะห์จริงๆ ที่ทำงานเสริมเป็นแนวร่วมไปก่อเรื่องกับเขาด้วย
สรุปก็คือ ประชาชนคนทั่วไปซวยที่สุด คือ เจ้าหน้าที่แยกไม่ได้ว่าใครเป็นชาวบ้านทั่วไป ใครเป็นโจร เลยคุมไม่ได้เต็มที่ทำให้ยังมีเหตุระเบิด เหตุยิง อย่างที่เป็นอยู่ แถมพอเกิดเรื่อง แทนที่จะได้ NGOs ออกมาช่วยกันประณามกดดันไม่ให้มีการทำร้ายประชาชน พวกมีปากมีเสียงดันพากันเงียบ เพราะเป็นแนวร่วมซะอีก

ยังไงก็ดี ในฐานะคนในพื้นที่ รับรู้ความสูญเสีย เห็นและผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจมาหลายครั้ง ขอประกาศตรงนี้เลยว่า จริงๆ ก็ไม่ได้สนใจหรอกนะ เรื่องที่พวกคุณๆ ทั้งหลายทั้ง BRN พูโล NGOs และนักศึกษาอยากจะแบ่งแยก อยากเป็นเอกราช จะโดยการใช้ความรุนแรง หรือการเรียกร้องให้ประชาชนตัดสินใจเลือกอย่างที่ ท่าน ผอ.ตูแวดานียา ว่าเพราะเห็นด้วยว่าประชาชนควรมีสิทธิ์เลือกและตัดสินใจหากรัฐไม่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองที่ดีได้จริงๆ
แต่รู้ไหม ?? การที่พวกคุณใช้ความรุนแรงกับประชาชน เพิกเฉยกับความสูญเสียของประชาชน มันไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่คุณกล่าวหารัฐบาลเลยแม้แต่น้อย และการเคลื่อนไหวของพวกคุณจะไม่มีวันชอบธรรมหรือได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ได้เลย เพราะไม่ใช่แค่คนไทยพุทธที่เป็นเหยื่อการเลือกปฏิบัติของพวกคุณเท่านั้น ที่จะต่อต้าน แต่คนมลายูนับถืออิสลามหลายๆ คนเขาก็ไม่เอาพวกคุณด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นคนทรยศ หรือไม่รักพี่น้องอิสลามด้วยกันหรอกนะ แต่เพราะว่าจนถึงวันนี้ พวกคุณทั้งหลายยังไม่สามารถทำให้พวกเขาเห็น ว่า พวกคุณคือทางเลือกที่ดีกว่า นั่นเองเข้าใจนะ

ที่มา http://board.postjung.com/887853.html

6/20/2558

ทลายฐานโจรใต้ไอร์ปาแย นำไปสู่ยึดคืนอาวุธปืนปล้นจากพันพัฒนา 4

แบดิง โกตาบารู
กลุ่มขบวนการโจรใต้ฟาตอนียังคงมีการแฝงตัวปะปนกับผู้คน และหลบซ่อนตัวในหมู่บ้านเพื่อเป็นแหล่งพักพิง โดยมีแนวร่วมที่คอยสนับสนุนเป็นผู้จัดหาที่พักให้ อีกส่วนหนึ่งยังมีสมาชิกแนวร่วมได้ใช้สถาบันการศึกษาที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ จชต. เป็นที่หลบซ่อนตัว ซ่องสุมอาวุธปืน สารประกอบระเบิด และทำการฝึกทางยุทธวิธี ควบคู่กับการบ่มเพาะแนวร่วมรุ่นใหม่ขึ้นมา
จากการปฏิบัติงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ ทั้งงานการเมือง และการบังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัย โดยใช้กฎหมายพิเศษ มีการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในหลายพื้นที่ด้วยกัน จนสามารถควบคุมตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อเหตุได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้ที่หนีรอดการจับกุมได้หลบหนีเคลื่อนย้ายไปหลบอาศัยในพื้นที่ป่าเขา และมีบางส่วนหลบหนีไปกบดานยังประเทศมาเลเซีย
การปฏิบัติการเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ในการเข้าพิสูจน์ทราบฐานปฏิบัติการในป่าเขา นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งนอกเหนือจากการปิดล้อมตรวจค้นบ้านเป้าหมายในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการกดดันและจำกัดเสรีการเคลื่อนไหวในการก่อเหตุของสมาชิกแนวร่วมขบวนการ และการเก็บหลักฐานนับว่ามีความสำคัญ ซึ่งเป็นประโยชน์ใช้ในการหาความเชื่อมโยงเพื่อนำไปใช้ในการขยายผลติดตามจับกุมตัวบุคคลเป้าหมาย และพิสูจน์ทราบแหล่งซุกซ่อนอาวุธปืน
อย่างเช่นเมื่อ 12 มิถุนายน 2558 เจ้าหน้าที่ได้บุกทลายฐานที่มั่นผู้ก่อเหตุรุนแรง บนเทือกเขาไอร์ปาแย บ้านไอร์ปาแย ม.8 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ก่อนจะมีการปะทะเดือด และสามารถรวบ 2 ผู้ต้องสงสัย และกลุ่ม ผกร.ที่เหลืออาศัยความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้ พบโรงเรือนปลูกสร้างกว่า 3 หลัง
ซึ่งจากการแจ้งของแหล่งข่าวภาคประชาชนเป็นไปได้ว่าแกนนำโจรใต้ได้สั่งการให้กองกำลังติดอาวุธอาร์เคเคกลุ่มนี้ มาตั้งค่ายพักแรมย่อยเพื่อเตรียมการเคลื่อนไหวก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในห้วงรอมฎอน
เจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าจากริมถนนสายไอร์ปาแย-เจาะไอร้อง ไปเชิงเขาระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ก่อนที่จะต้องเดินขึ้นเทือกเขาที่มีความสูงชันอีก 1 กิโลเมตร ซึ่งพบกองกำลังติดอาวุธจำนวนหนึ่งกระจายอยู่ โดยคนร้ายที่ทำหน้าที่เข้าเวรยามอยู่ที่บริเวณโขดหินสูงเหนือค่ายพักย่อยเห็นกลุ่มเจ้าหน้าที่จึงได้ตะโกนให้พวกทราบ ก่อนที่จะใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ จนทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกันเป็นระลอกนานกว่า 10 นาที กลุ่มคนร้ายจึงได้อาศัยความชำนาญพื้นที่ยิงเบิกทาง หลบหนีขึ้นเทือกเขาไป
หลังการปะทะเจ้าหน้าที่ได้เข้าเคลียร์พื้นที่พบผู้ต้องสงสัย 2 ราย ทราบชื่อภายหลังคือ นายซอมะ สะมะแอ และนายอิบรอเฮ็ม อุมา พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนพกสั้น 2 กระบอก พร้อมกระสุน อาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 ม.ม. จำนวน 1 กระบอก และปืนพกสั้นขนาด .38 พร้อมกระสุนปืน และรวมไปถึงสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวอีก 3 หลัง โดยแต่ละหลังใช้ผ้าใบกันฝนมุงเป็นหลังคา พร้อมกับเสบียงอาหาร ภาชนะใช้สำหรับปรุงอาหาร เสื้อผ้าเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ยารักษาโรค
โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดไว้ตรวจสอบ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นอัยการ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุเพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานคราบลายนิ้วมือแฝง และดีเอ็นเอที่ติดอยู่ตามสิ่งของ เครื่องใช้ เสื้อผ้า รวมไปถึงที่พัก เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับวัตถุพยานที่ตรวจพบก่อนหน้านี้ตามที่เกิดเหตุต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ากลุ่มที่หลบหนีเคยก่อเหตุในพื้นที่ใดบ้าง
จากการซักถามผู้ต้องสงสัยในเวลาต่อมา นายอิบรอเฮง อูมา ให้การยอมรับว่า เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2557 ร่วมกับ นายกี (ไม่ทราบชื่อ-นามสกุลจริง) ได้นำอาวุธปืน M-16 จำนวน 2 กระบอก เข้าไปหลบซ่อนในพื้นที่ บ้านเจาะเกาะ ม.14 ต.บูกิต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส
เมื่อ 16 มิถุนายน 2558 จากคำให้การของ นายอิบรอเฮง อูมา เจ้าหน้าที่จึงเข้าพิสูจน์ทราบแหล่งซุกซ่อนอาวุธปืน ในบริเวณพื้นที่บ้านเจาะเกาะทันที และผลการพิสูจน์ทราบได้ทำการตรวจพบอาวุธปืน M-16 จำนวน 3 กระบอกด้วยกัน
อาวุธปืน M-16 ทั้ง ๓ กระบอก เมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการตรวจหมายเลขอาวุธปืนพบว่า อาวุธปืนหมายเลข 9537362 และ 9537325 เป็นของกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายปิเหล็ง ที่ถูกกลุ่มโจรใต้ปล้นไปเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ส่วนหมายเลข 9544917 อาวุธปืนอีกกระบอกหนึ่งยังไม่พบในฐานข้อมูลอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
การทลายฐานที่มั่นของโจรใต้ฟาตอนีบนเทือกเขาไอร์ปาแย นับว่าเป็นความสำเร็จของเจ้าหน้าที่ในการกดดันและทำลายขวัญและกำลังใจของกลุ่มขบวนการ อีกทั้งยังจำกัดเสรีการเคลื่อนไหวของกลุ่มโจรใต้กลุ่มนี้ไม่ให้ลงมือก่อเหตุในห้วงเดือนรอมฎอน
ดังที่กล่าวไปแล้วผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตการณ์เลือกทำเลที่ตั้งฐานปฏิบัติการ มีการเลือกในป่าภูเขาใกล้หมู่บ้าน และมีสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งเป็นไปได้ว่ายังมีแนวร่วมในบ้านไอร์ปาแย คอยส่งเสบียง ข้าวของเครื่องใช้ และคอยแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่รัฐให้กับกลุ่มโจรใต้
ความสำเร็จในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐหลายต่อหลายเหตุการณ์ เป็นเพราะได้รับความร่วมมือจากผู้หวังดี ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง รวมถึงภาคประชาชนที่ต้องการความสงบ และสันติสุขซึ่งเป็นคนหมู่มากที่ไม่ต้องการให้กลุ่มโจรใต้มาก่อเหตุในหมู่บ้าน ในชุมชนที่ตนเองได้อาศัยอยู่ มีแต่จะนำความเดือดร้อน ความสูญเสียมาสู่ตนเอง ครอบครัว และบุคคลรอบข้างไม่วันใดก็วันหนึ่ง หากพี่น้องมลายูปาตานีให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแส ข่าวสารความเคลื่อนไหวของกลุ่มโจรใต้ กลุ่มขบวนการก็จะไม่สามารถทำการก่อเหตุได้ เหตุการณ์ความรุนแรงค่อยๆ หายไป ภาครัฐเดินหน้าเวทีการพูดคุยกับกลุ่มที่เห็นต่าง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนำพาสันติสุขกลับคืนมา พี่น้องในพื้นที่ จชต. ถึงแม้จะแตกต่างด้านเชื้อชาติ และศาสนา จะกลับมารักใคร่ปรองดองไม่หวาดระแวงต่อกัน อยู่ร่วมกันภายใต้พหุวัฒนธรรมดั่งเช่นในอดีตที่ผ่านมา.....

---------------------------

6/11/2558

เหตุระเบิดที่ยะลาเกี่ยวข้องกับนักศึกษาจริงหรือ?

แบดิง โกตาบารู


ความเหมือนของเหตุคาร์บอมบ์เมืองนรา-สู่เหตุระเบิดป่วนเมืองยะลา 44 จุด หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ปิดล้อมหอพักนักศึกษาควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย กลุ่ม PerMAS กดดันเคลื่อนไหวออกแถลงการณ์ให้ปล่อยตัว กล่าวหาเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิ ในการทำกิจกรรมของนักศึกษา สุดท้าย!! ผู้ต้องสงสัยรับสารภาพมีเอี่ยวลอบระเบิดป่วนเมือง

ณ นาที่นี้เชื่อเหลือเกินว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี หรือ PerMASซึ่งเป็นปีกการเมืองของขบวนการ BRN มีหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานการเมือง เป็นผู้จัดตั้งมวลชนสนับสนุนกลุ่มขบวนการ และปลุกกระแสเรียกร้องให้มีการลงประชามตินำไปสู่การกำหนดใจตนเอง เพื่อแยกตัวเป็นเอกราชจากรัฐไทย

ในสายตาของประชาชนปาตานีที่ไม่รู้เท่าทัน PerMAS เข้าใจว่ากลุ่มนักเรียน นักศึกษาคือความหวังหนึ่งเดียวของปาตานีที่ได้ขับเคลื่อนต่อสู้เพื่อประชาชน ตามแนวทางของประชาธิปไตย ด้วยการแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ

แต่เบื้องลึกจะมีใครรู้บ้างว่ากลุ่มนักเรียน นักศึกษาเหล่านี้ได้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มขบวนการ BRN ในการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ หลายต่อหลายเหตุการณ์ด้วยกันที่ลงมือก่อเหตุกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ กว่าจะรู้ว่าเป็นฝีมือใครที่กระทำความรุนแรงก็ต่อเมื่อได้กลายเป็นศพ หรือไม่ก็ถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย


หากท่านที่ติดตามข่าวสารในการนำเสนอของสื่อมวลชนจะพบว่าจากเหตุระเบิดที่นราธิวาสพร้อมกัน 3 จุด เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งในเวลาต่อมามีการตรวจค้นหอพักและควบคุมตัวนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และบุคคลที่ถูกควบคุมตัวหลายคนให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการลอบวางระเบิดในครั้งนั้นจริง ๆ

นายอัมรีย์ วรรณมาตร, นายอิสมะแอ เจ๊ะโซะ และนายรีดวน สุหลง ได้ยอมรับมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ โดยเฉพาะ นายรีดวน สุหลง ยอมรับว่าได้ร่วมประชุมวางแผนกำหนดเส้นทางพื้นที่เป้าหมายในการก่อเหตุ และได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมนำพากลุ่มปฏิบัติการเข้าพื้นที่เป้าหมาย เป็นผู้ควบคุมผู้ร่วมก่อเหตุไปรับรถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก มิตซูบิชิ สตราดา ตอนครึ่งสีบรอนซ์เงิน และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีดำ-แดง ที่ซ่อนระเบิดแสวงเครื่องแล้ว ไปเก็บซุกซ่อนไว้ก่อนนำไปก่อเหตุ

ถัดมาวันที่ 2 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ได้เปิดแผนตรวจค้นต่อเป้าหมายย่านตลาดเก่า เขตเทศบาลนครยะลา จำนวน 9 เป้าหมายด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหอพักบ้านเช่านักศึกษา ได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องต่อกรณีปล้นรถยนต์กระบะที่ อำเภอยะหา และเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่จังหวัดยะลามาทำการซักถาม และในวันเดียวกันนั้นเจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่งได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย จำนวน 5 คน ขณะทำกิจกรรมค่ายเยาวชนที่โรงเรียนดารุสสาลามมูลนิธิ ม.6 ต.โคกสัก อ.บางแก้ว จ.พัทลุง รวมแล้วได้ควบคุมตัวนักศึกษาหลายสิบคน


ผลการซักถามผู้ที่ถูกควบคุมตัว จำนวน 4 ราย คือ นายอับดุลฟาริด สะกอ, นายไซดี ทากือแน, นายซอบรี กาซอ และ นายแยสฟรี หะยีปูต๊ะ ให้การรับสารภาพว่าร่วมก่อเหตุลอบวางระเบิดในพื้นที่จังหวัดยะลาเมื่อ 14-16 พฤษภาคม จำนวน 44 จุด และผู้ที่ยอมรับสารภาพนั้น มี 2 ราย ยังเป็นนักศึกษาอยู่ซึ่งกำลังศึกษาอยู่วิทยาลัยสารพัดช่างจังหวัดยะลา และ มอ.ปัตตานี

ความเหมือนกันของเหตุลอบวางระเบิด ถนน ณ นคร จังหวัดนราธิวาส และในเขตเทศบาลนครยะลา ทั้งสองเหตุการณ์ คือมีการตรวจค้นหอพักนักศึกษา เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ในการติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยในการก่อเหตุ

ความเหมือนอีกอย่างหนึ่งคือความพยายามของกลุ่ม PerMAS ในการเคลื่อนไหวกดดันเจ้าหน้าที่ให้มีการปล่อยตัวนักศึกษา มีการบิดเบือนข้อมูล และชี้นำทางความคิด ด้วยการออกแถลงการณ์ กล่าวหาว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการก้าวล่วงการจัดกิจกรรมของนักศึกษา แต่เป็นเพราะหลักฐานเชื่อมโยงในเวลาต่อมาผู้ถูกจับกุมได้ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุลอบวางระเบิด และเป็นผู้ร้ายตัวจริง

การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาด้วยการก่อเหตุ นอกจากได้สร้างผลกระทบต่อเป้าหมายแล้ว ยังส่งผลต่อสมาชิกแนวร่วมผู้กระทำที่จะต้องถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดี และบางรายมีหมายจับต้องหนีไปกบดานยังประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างล่าสุดผู้ต้องหาหมาย ป.วิอาญา 2 หมาย ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งหลบหนีการจับกุมไปอาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย ได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อเข้ามอบตัว เมื่อ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ผู้ต้องหาตามหมาย ป.วิอาญา คนดังกล่าวได้ยอมรับว่าเป็นสมาชิกกลุ่ม ผกร.ตั้งแต่ปี 2553 ได้กระทำพิธีสาบานตน (ซูมเปาะ) และมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงในพื้นที่ ด้วยการลอบวางระเบิด สภ.ปะลุกาสาเมาะเมื่อ 14 กันยายน 2554 เหตุลอบยิง นางสาวอรุณ  บัวจุด ปลัด อบต.ปะลุกาสาเมาะ เสียชีวิตบริเวณตลาดนัดกือดายือริง  เมื่อ 2 ธันวาคม 2554

สาเหตุที่ได้ติดต่อเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากหลบหนีไปอยู่ในประเทศมาเลเซียตั้งแต่ เดือนสิงหาคม 2555 รู้สึกคิดถึงบ้าน และที่สำคัญเข้าใจแล้วว่าการเป็นสมาชิกกลุ่ม ผกร. ต้องทำให้ชีวิตต้องลำบาก และสิ่งต่างๆ ที่มีการปลุกระดมจากขบวนการไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด จึงอยากยุติและหันหลังให้กับความรุนแรง ส่วนหนึ่งมีความไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่ จึงขอเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน เพื่อกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขกับครอบครัวยังบ้านเกิดเมืองนอน ไม่ต้องหลบหนีการจับกุมอีกต่อไป

การมุ่งสร้างความรุนแรงที่กลุ่มขบวนการได้ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้สร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีต่อแนวทางการเอาชนะด้วยการใช้กำลังในการต่อสู้ใดๆ เลย มีแต่สร้างความเสียหาย และความสูญเสียอย่างประเมินค่ามิได้

การบิดเบือนข้อเท็จจริงของกลุ่มองค์กร อย่างเช่นพฤติกรรมของสหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี หรือ PerMAS ที่ทำการปลุกกระแสเรียกร้อง ชี้นำทางความคิดของประชาชน จะต้องไม่ล้ำเส้นความมั่นคงของประเทศ การดำเนินกิจกรรมจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย จะต้องยอมรับความจริงว่าผู้ที่กระทำความผิดจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ การใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายในการกดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้ทำการปล่อยตัวคนผิดไม่ได้ส่งผลดีใดๆ ต่อองค์กรเลย และสมควรที่จะหยุดพฤติกรรมเหล่านี้เสียที ควรมุ่งจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ที่องค์กรนักศึกษาอื่นๆ กระทำกัน เพื่อประโยชน์ต่อนักศึกษาและประชาชนโดยรวม ร่วมขับเคลื่อนนำพาสันติสุขกลับคืนมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีกว่ามั๊ย….PerMAS
--------------------------------------------


6/09/2558

งามไส้ PerMAS ที่แท้มือวางระเบิดยะลาคือนักศึกษา

'แบดิง โกตาบารู'


นายสุไฮมี ดูละสะ ประธาน PerMAS นายฮากิม พงติกอ, นายอาร์ฟาน วัฒนะรองประธาน PerMAS เคลื่อนไหวหลอกนักเรียน นักศึกษาให้ไปกดดันเจ้าหน้าที่ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมที่หน้า ศชต.โดยกล่าวหาว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน 

ล่าสุดผู้ต้องสงสัยที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องลอบวางระเบิดในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา 44 จุด รวม 56 ลูก ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 18 ราย ได้รับยอมรับสารภาพแล้ว จำนวน 4 ราย
1. นายอับดุลฟาริด สะกอ
2. นายไซดี ทากือแน
3. นายซอบรี กาซอ
4. นายแยสฟรี หะยีปูต๊ะ

จากข้อมูลผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 ราย ยอมรับว่าเป็นมือลอบวางระเบิดเขตเทศบาลนครยะลา เมื่อ 14-16 พ.ค.58 ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญแต่ประการใด

ข้อมูลที่น่าสนใจ นายอับดุลฟาริด สะกอ จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา หลังจากนั้นศึกษาต่อสถาบันพละศึกษาจังหวัดยะลา ปัจจุบันทำงานที่เทศบาลเมืองรามันห์ อ.รามัน จ.ยะลา (มีหมาย ป.วิอาญา 1 หมาย)

นายไซดี ทากือแน จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา ชั้น 10 ปัจจุบันกำลังศึกษา ดีโพมา (อนุปริญญา) วิทยาลัยสารพัดช่างจังหวัดยะลา 

นายซอบรี กาซอ จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา ศึกษาต่อ มอ.ปัตตานี ปัจจุบันพักอาศัยอยู่กับภรรยาที่อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส

นายแยสฟรี หะยีปูเต๊ะ จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา ปัจจุบันกำลังศึกษา มอ.ปัตตานี และเป็นครูสอนที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามประสานมิตร 

จะเห็นได้ว่าผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดเขตเทศบาลนครยะลาทั้ง 4 ราย ที่ยอมรับสารภาพนั้น จบการศึกษาจากโรงเรียนธรรมวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา และที่น่าสนใจคือมี 2 ราย ที่กำลังศึกษาวิทยาลัยสารพัดช่างจังหวัดยะลา และ มอ.ปัตตานี

แล้วการที่กลุ่ม PerMAS ออกมากล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่รังแกควบคุมตัวนักศึกษาเหล่านี้ การตรวจ DNA เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนพร้อมทั้งกดดันให้มีการปล่อยตัว พฤติกรรมของกลุ่ม PerMAS มันบ่งบอกถึงจุดยืนที่ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย และสนับสนุนการกระทำของโจรใต้ฟาตอนี ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งกลุ่มนักศึกษาเป็นผู้ก่อการร้ายเสียเอง

นี่หรือแนวทางการต่อสู้ของ PerMAS ที่พยายามสร้างภาพมาโดยตลอดว่าเป็นการขับเคลื่อนงานการเมือง ทำการเคลื่อนไหวตามแนวทางสันติ เป็นปัญญาชนคนมีความรู้ สุดท้ายใช้ความรุนแรงเคลื่อนไหวก่อเหตุเสียเอง...งามไส้มั๊ยล่ะพี่น้อง

กลุ่ม PerMAS อย่างนายสุไฮมี ดูละสะ รู้มั๊ยว่าสมาชิกนักศึกษาในกลุ่มเป็นผู้ร้าย หากไม่รู้ไม่เห็นคงไม่ดิ้นพล่าน เหงื่อแตกซิกๆ ลงมือด้วยตนเองในการนำมวลสมาชิกนักเรียนที่ไปหลอกเค้ามาเพื่อเป็นเครื่องมือไปกดดันหน้า ศชต.

อย่างว่าละครับไปหลอกนักศึกษาสถาบันอื่นๆ ไม่ได้ผลอีกแล้ว เลยหันมาหลอกนักเรียนซึ่งง่ายกว่าและน้องๆ โรงเรียนธรรมวิทยาก็หลอกง่ายซะด้วยให้ความร่วมมือทำการเคลื่อนไหว ครั้งก่อนหน้าแตกเย็บไปหลายเข็ม บาดแผลยังไม่หายดีกับการไปหลอกนักศึกษาทั่วประเทศให้ร่วมเคลื่อนไหวปล่อยตัวนักศึกษาที่ลงมือก่อเหตุลอบวางระเบิดเมืองนราธิวาส สุดท้ายเป็นงัยผลคือผู้ที่ถูกจับกุมยอมรับสารภาพว่าเป็นมือลอบวางระเบิดจริง ดั่งเช่นกับครั้งนี้ที่ยอมรับสารภาพถึง 4 ราย แค่เปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนเวลา เปลี่ยนตัวแสดง แต่บทยังคงเดิมๆ กลุ่ม PerMAS ก็ยังคงใช้ลูกไม้เดิมๆ นี่คือหน้ากากของนักศึกษาในคราบโจร...น่าเบื่อหน่ายต่อพฤติกรรมเป็นที่สุด

----------------------------

6/08/2558

50 Tahun Pintu Penjara Terbuka Untuk Empat Jenayah Pengemboman Hadapan University Ramkhamhaeng Lagi Satu Orang Sudah Menyembunyi Di Malaysia.



 50 Tahun Pintu Penjara Terbuka Untuk Empat Jenayah Pengemboman
Hadapan University Ramkhamhaeng  Lagi  Satu Orang
 Sudah Menyembunyi Di Malaysia.
Pada 26 May 2013, pengjenayah telah melakukan satu tindakkan pengemboman  di hadapan University Ramkhamhaeng kawasan 43/1  Khwaeng Hua Mark  Bangkapik  Bangkok ,akibatnya 7 orang cedera, Pihak kakitangan telah memulakan siasatan mengenai punca apa-apa. Politik Konflik peribadi Atau pengjenyah sengaja untuk mewujudkan keadaan.
Pegawai polis mengumpul bukti di tempat kejadian di hadapan salon "Orkas" yang memeriksa kamera pengawasan di kawasan itu. Penyiasat Trace menyambung seiring maklumat Sehingga tarikh itu, penjahat yang menyebabkan kumpulan penjenayah dari Selatan.
Pihak  berkuasa pusat telah menghantar maklumat  kepada pihak berkuasa jenayah di wilayah selatan dengan segera untuk menguatkuasakan undang-undang terhadap keganasan. Dan selepas itu pegawai-pegawai mengesan suspek yang ditangkap seorang individu, iaitu Encik Idris Saktapa di Khok Khian Narathiwat 
pada 17 Jun 2013, dan ditahan di bawah undang-undang tentera negeri. Untuk membuat pertanyaan  unit 41 askar Wang Phaya daerah Raman, Yala.
Kemudian pada 19 Jun 2013, berikutan perkembangan soal siasat, Encik Idris Saktapa  yang luar biasa untuk mengesan ditangkap dan pegawai-pegawai penguatkuasa undang-undang Encik Affaham Sak-ak mencerminkan perbandaran tempatan Tluban Sai Buri. Pattani Dan ditahan oleh undang-undang mempertahankan diri.
Keputusan kedua-dua pertanyaan. Yang telah memberikan pengeboman pekik menyebabkan orang lain. Mahkamah telah mempertimbangkan makna Ini. Kecemasan telah ditugaskan oleh Encik Khamphee  Lateh dan Encik Ibrahim Waemae sehingga 27 Julai  2013 Polis Malaysia telah menahan 2 orang yang melarikan diri dari undang-undang. Dan mengemukakan untuk mempersoalkan di pusat pemprosesan Pitak  santi. Pasukan polis di wilayah selatan Yala.
Bagi 43 pengeboman 4 orang telah  mengaku bersalah terhadap sejumlah lima orang bersama-sama dan menyebabkan perlawanan cengking bahawa orang-orang yang melarikan diri dari Encik Harlem Makli penduduk di di daerah Yaring. Pattani
Di tempat kejadian Fungsi peruntukan yang dirancang. Encik Khamphee Lateh dan Encik  Harlem Maklee perbuatan membawa kepada letupan di tempat kejadian di hadapan salon "Augustus" dengan baki tiga perbuatan meneroka pergerakan pegawai. Empat lelaki mengakui bahawa mereka adalah orang yang di CCTV, pihak berkuasa digunakan sebagai keterangan dalam penangkapan mengejar.
Dia mengaku bersalah atas pembunuhan yang mengandungi bom dan cuba untuk meletakkan ke dalam tong sampah. Terletak di sebelah kotak di sebelah tiang lampu isyarat. Soi Ramkhamhaeng 43/1 kawasan dan kira-kira 15 minit kemudian ada letupan.
Kemudian itu  Encik Khamphee Lateh telah menerima bahawa mereka telah dikeluarkan baju hitam yang dipakai ke atas daun luar dan kemudian ditutup kepalanya. Untuk menyembunyikan diri mereka dan berjalan kembali ke tempat kejadian.
Keesokan harinya selepas kejadian dan lima orang telah pulang ke rumah di Selatan dan kehidupan yang normal. Sehingga Encik Idrees Sa-tapa yang luar biasa semuanya ditangkap telah berpecah melarikan diri. Dan telah ditangkap tidak lama selepas itu.
Dan kemudian pihak berkuasa telah menghantar empat lelaki untuk pendakwaan jenayah di balai polis Hua Mak. Untuk prosiding mahkamah.
Pada 20 Mac 2015 Mahkamah Jenayah Bangkok Hakim menjatuhkan hukuman defendan hingga empat orang untuk "penjara seumur hidup", tetapi pengakuan itu akan mengurangkan hukuman salah satu daripada tiga baki hukuman penjara 66 tahun, lapan bulan dan 60 setiap baht oleh "dipenjarakan selama 50 tahun yang tinggal" kerana undang-undang yang memerlukan. Istilah maksimum penjara tidak melebihi 50 tahun.
Satu lagi sebab untuk mengesan orang yang telah melarikan diri pegawai Encik Harlem Maklee telah terus dipantau di seluruh. April lepas, permulaan masa lalu. Ketua di kalangan pemimpin-pemimpin di kawasan itu Beliau mengenal pasti rumah Encik Harlem di Daerah Yaring mendapati tiada kesan yang tinggal lama dahulu.
Siasatan itu mengesahkan bahawa Encik Harlem bersama keluarga. Pindah diri di Malaysia telah dipindahkan kira-kira dua tahun yang lalu dan tidak pernah kembali lagi.
Penguatkuasaan terhadap keganasan, sama ada peristiwa akan melalui beberapa tahun. Bukti kukuh, terutamanya DNA di tempat kejadian disimpan dalam direktori yang kekal. Dalam usaha untuk mengesan menangkap pesalah ke muka pengadilan. Kamera CCTV telah dipasang di pelbagai lokasi. Ia sangat membantu untuk kes itu. Ia juga adalah sebahagian penting daripada keterangan di mahkamah untuk mendakwa penjenayah.
Laman-laman pengeboman Universiti pada 26 May 2013 dan juga pengesahan daripada "langit bermata .. Syurga adalah Minda Saya" .. lepas empat kesalahan jenayah untuk melepaskan diri daripada cengkaman undang-undang, tidak keluar dari penjara setiap selama 50 tahun untuk mendapatkan balik tindakan. Yang lain masih belum ditangkap membawa isteri-isteri mereka melarikan diri ke negara-negara jiran berdusta. Dari saudara meninggalkan rumah mereka Chong kosong. Tiada peluang untuk kembali ke tanah air lagi ...
………………………………………………………………………………….