6/18/2562

อยากรู้ไหม? ทำไมถึงต้องจับกุม นายสะการือนอง ชายชราวัย 68 ปี


จากกรณีที่ จนท. 3 ฝ่าย สนธิกำลังเข้าบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่หมู่ 2 บ้านบัวทอง ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา และได้ควบคุมตัวชายสูงวัย คือ นายสะการือนอง บินมะดีเย๊าะ อายุ 68 ปี ซึ่งเป็นคณะกรรมการประจำมัสยิดในหมู่บ้านดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา
          กลายเป็นประเด็นให้สื่อฝ่ายแนวร่วมฯ และภาคประชาสังคม หยิบยกออกมาโจมตี การทำงานของ จนท.รัฐ โดยการใส่สีตีไข่ บิดเบือนข้อเท็จต่างๆ ว่า จนท.ปิดล้อมหมู่บ้าน จับชายชราแก่ผู้น่าสงสาร ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เลยว่าไปทำอะไรผิดมา...  
          หลายท่านคงยังจำเหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562 ได้ดีในความอุกอาจและโหดร้ายของผู้ก่อเหตุ จากกรณีที่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิง ร.ต.ท.อดุลย์ รักษ์ปราช และ ร.ต.ต.แวรอมลี แวฮามะ จนท.ตร. สังกัด ตชด.44 ขณะประกอบพิธีละหมาดอยู่ภายในมัสยิดนูรูลฮีบาดะห์ (บ้านมายอ) หมู่ 6 ต.ธารโต อ.ธารโต จ.ยะลา เป็นเหตุให้เสียชีวิตทั้งสองนาย
จากผลการตรวจพิสูจน์เครื่องกระสุนปืนของศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 (ศพฐ.10) ที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุพบว่า “อาวุธปืนของคนร้ายที่ใช้ยิง 2 ตชด. มีความเชื่อมโยงกับคดีที่คนร้ายใช้ก่อเหตุมาแล้ว 5 คดี มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย” ซึ่งคดีทั้งหมดชี้ชัดว่าเป็นฝีมือกลุ่ม ผกร. ที่เคลื่อนไหวทำการก่อเหตุในพื้นที่ อ.บันนังสตา, อ.ธารโต จ.ยะลา
จากนั้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2562 จนท.ได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยหลายรายมาดำเนินกรรมวิธีซักถาม ณ ฉก.ทพ. 41 อ.รามัน จ.ยะลา โดย นายมะกอเซ็ง ลีอะละ บุคคลเป้าหมายหนึ่งในนั้นยอมเปิดปากให้การยอมรับสารภาพว่าร่วมก่อเหตุยิง จนท.ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย ขณะละหมาดในมัสยิดนูรูอีบาดะห์ โดยทำหน้าที่ดูต้นทาง และต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 เจ้าหน้าที่ได้นำตัว นายมะกอเซ็ง ทำแผนประกอบคำรับสารภาพชี้จุดในการก่อเหตุ จำนวน 6 จุดด้วยกัน
จากการจับกุม นายมะกอเซ็ง ทำให้ทราบตัวกลุ่มผู้ร่วมก่อเหตุ จนนำไปสู่การออกหมายจับอีกหลายรายด้วยกัน  หนึ่งในนั้นคือ นายสะการือนอง บินมะดีเย๊าะ ผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุดังกล่าว ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะตอบข้อสงสัยของใครหลายๆ คนว่า...ทำไม? จนท.ถึงต้องจับกุมชายชราวัย 68 ปีคนนี้ เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย 
การก่อเหตุในครั้งนั้นถึงแม้จะกระทำต่อ จนท.ก็ตาม ทำให้เราคิด และสงสัยมาโดยตลอดว่า...คนแบบไหนกันที่ฆ่าคนในมัสยิด ที่เปรียบเสมือนบ้านของพระเจ้าได้? คนแบบไหนกันที่ก่อเหตุเสร็จแล้ว กลับไปใช้ชีวิตปกติสุข เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น? และคนแบบนี้หรอกเหรอ ที่ทำเพื่อศาสนา และสมควรยกย่องเยี่ยงวีรบุรุษ?  

......................................................

6/17/2562

กลุ่ม/ขบวนการ สั่งระเบิดไม่เลือกว่า มลายู หรือ สิแย

           จากกรณีเกิดเหตุสะเทือนขวัญ  คนร้ายได้ลอบวางระเบิด บริเวณตลาดนัดบ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บ 22 ราย เหตุเกิดเมื่อ 27 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา   ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว   ได้เกิดกระแสต่อต้านจากสังคมอย่างกว้างขวาง
           ในขณะที่ หน่วยงานข่าว ยังพบความเคลื่อนไหวกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เตรียมการก่อเหตุ โดยจะพัฒนารูปแบบการก่อเหตุ เพื่อให้เกิดความสูญเสียต่อเป้าหมายในวงกว้าง  ไม่ว่าจะเป็นข่าวกลุ่มกาปิเยาะแดง (กลุ่มรบพิเศษของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง) ที่เข้าไปเคลื่อนไหว เพื่อเตรียมก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ บ้านช้างเผือก หมู่ที่ 7 ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส  หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับสั่งการ ในพื้นที่ ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ได้สั่งการให้แนวร่วม เคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน ๒ ลูก เพื่อเตรียมก่อเหตุต่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่   
          การก่อเหตุสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างกว้างขวาง  ในขณะที่ คนสั่งการนั่งเสพสุขบนความเดือดร้อนเพื่อนมนุษย์ คนก่อเหตุ รับเงินแล้วหนีกบดานในป่า ในเขา เมื่อถูกจับดำเนินคดี ครอบครัวไม่มีที่พึ่ง ดำเนินชีวิตอย่างยากไร้ ผู้เคราะห์ร้ายต้องสังเวยชีวิต เสียเลือด เสียเนื้อ ดังเช่น คดีลอบวางระเบิดห้างบิ๊กซี อ.เมือง จว.ป.น. เมื่อ 9  พ.ค.60   คดีระเบิดตลาดนัดบ่อทอง ที่ผ่านมา ฯลฯ
          จะเห็นได้ว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง วางแผนก่อเหตุทุกพื้นที่ โดยไม่เลือกวัน เวลา สถานที่ ไม่เลือกว่า มลายู หรือ สิแย  มุ่งทำเพื่ออุดมการณ์จอมปลอม เท่านั้น

***********************************

6/16/2562

หาประโยชน์จากพลังอัตลักษณ์ สวมเขาให้เยาวชน

 การรวมตัวของบรรดาเยาวชนชาย-หญิง ภายใต้คอนเซป อนุรักษ์วัฒนธรรมมลายู เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของเยาวชน เมื่อวันที่ 7 - 8 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในช่วงวันเฉลิมฉลอง วันฮารีรายออีดิ้ลฟิตรี  ฮ.ศ.1440 ที่จัดขึ้น  ณ  มัสยิด กรือเซะ จ.ปัตตานี และตามสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในสามจังหวัดชายแดนใต้  มีวัตถุประสงค์เพื่อ ฟื้นฟู อนุรักษ์ วัฒนธรรมมลายู พร้อมกับเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม มากกว่า 3,000 คน โดยกิจกรรมหลักในงาน จะมีการถ่ายรูปหมู่ ในขณะสวมใส่ชุดรายอ การฟังบรรยายประวัติศาสตร์จากวิทยากรที่มีความรู้ การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ โดยการเก็บขยะตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นที่น่าชื่นชมกับกลุ่มเยาวชนที่ออกมาแสดงออกถึงอัตลักษณ์ในพื้นที่ การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน ทำให้ผู้เขียน เกิดความสงสัยและอยากรู้ขึ้นมาว่า...ใครเป็นผู้ริเริ่มการจัดกิจกรรมในครั้งนี้?  
หัวเรือใหญ่ในการจัดกิจกรรมก็ คือ นายฮาซัน ยามาดีบุ ประธานสำนักบุหงารายา และนายมูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตารา เพื่อเด็กกำพร้า เป็นที่น่าเคลือบแคลงใจว่า...การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีอะไรที่แอบแฝงหรือไม่ ซึ่งเรามาย้อนดูประวัติและวีรกรรมของท่านประธานทั้งสองกันเล็กน้อย
          นายฮาซัน ยามาดีบุ ประธานสำนักบุหงารายา เคยเป็นข่าวฉาวว่า ผลิตเสื้อและสกรีนภาพบนเสื้อที่สื่อไปทางแนวความคิดแบ่งแยกดินแดนจนเป็นข่าวดัง ก่อนจะออกมาแก้ต่างว่า เป็นแค่การโปรโมทเสื้อตาดีกาจังหวัดชายแดนใต้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม นายฮาซัน เป็นพี่ชายของ นายซีระฮารี ยามาดีบุ ซึ่งเป็นสมาชิกแนวร่วมอาร์เคเค ที่ร่วมก่อเหตุยิงแล้วเผา ส.อ.จักรพงษ์  โพนเงิน อายุ 37 ปี และ อส.ธวัชชัย มณีแสง อายุ 31 ปี สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4404 กรมทหารพรานที่ 44 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2550
การเคลื่อนไหวของกลุ่มบุหงารายา    มักจะเคลื่อนไหวในเชิงสัญลักษณ์  การแบ่งแยกดินแดนอยู่บ่อยครั้ง บังหน้าด้วยมูลนิธิที่ดูจะแสนดี แต่แอบขับเคลื่อนแนวทางแบ่งแยกดินแดน หรือการกำหนดใจตนเอง (RSD) นายฮาซัน มักจะออกมาพร้อมกับกลุ่ม NGO ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่คอยจ้องโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ และปกป้องกลุ่มแนวร่วมฯ   ล่าสุด นายฮาซันออกมาเคลื่อนไหว กรณีการปะทะ ที่ บ้านกาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย และคนร้ายซึ่งเป็นแกนนำรายสำคัญ มีหมายจับ ป.วิอาญา 6 หมาย ถูกวิสามัญเสียชีวิต  โดยในขณะเจรจาได้เกิดเพลิงไหม้บ้านหลังเกิดเหตุ เสียหายทั้งหลัง แต่นายฮาซัน กลับเผยแพร่คลิป ปกป้องโจรใต้ และเจ้าของบ้านที่ให้ที่พักพิงเป็นภาษามาเลย์ บิดเบือนข้อเท็จจริงว่า บ้านหลังที่เกิดไฟไหม้ เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ทหารของไทย จำนวน 500 นาย ได้ยิงอาวุธปืน M79 เข้าใส่ จำนวน 7 ลูก
ประธานท่านที่สอง นายมูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตารา เพื่อเด็กกำพร้า เป็นที่ปรึกษากลุ่มนักศึกษา PerMAS กลุ่มเยาวชนที่เคลื่อนไหวเรื่อง  การแบ่งแยกดินแดน มูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ หรือ แบดี เป็นแกนนำกลุ่มภาคประชาสังคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้   เป็นพี่เขยนายอัมรีย์ วรรณมาตร (สกุลเดิม/หะยีอาแซ)/ยี       ซึ่งยอมรับว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์ลอบวางระเบิด บริเวณถนน  ณ  นคร อ.เมือง จ.นราธิวาส เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งนายอัมรีย์ วรรณมาตร เป็นลูกชายของนายวาเหะ หะยีอาแซ สมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ระดับแกนนำ นายมูฮำหมัดอาลาดี แต่งงานกับยุสรีนา ลูกสาวของนายวาเหะ ซึ่งต่างก็รู้ว่าคนในครอบครัวนี้ ทำอะไร จุดประสงค์ใด การตบตาเจ้าหน้าที่รัฐ โดยการเปิดมูลนิธิเพื่อเด็กกำพร้า บังหน้า และขอรับเงินทุนจากต่างชาติ  โดยอ้างว่า  เป็นมูลนิธิเพื่อเด็กกำพร้า  ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งภายในประเทศ และแสวงประโยชน์ โดยการสอนเด็ก  ปลุกระดม ให้มีความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ และมีแนวความคิดแบ่งแยกดินแดน
ด้วยความอยากรู้ของผู้เขียนว่า ในกิจกรรมดังกล่าว มีการบรรยายอะไรที่เป็นที่น่าสนใจบ้าง? จึงได้สอบถามเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม ณ มัสยิดกรือเซ๊ะ ทำให้รู้ว่า... การบรรยายประวัติศาสตร์ของวิทยากรที่มีความรู้ กับการสอดแทรกด้วยบาดแผลในอดีต ชี้นำทางความคิดในการปลุกระดมมวลชน ให้เห็นว่าดินแดนที่เรียกว่า ปาตานีแห่งนี้ถูกรุกรานและยึดครอง  โดยสยามมาเป็นเวลานับร้อยปี และความเกลียดชังระหว่างรัฐปาตานีกับรัฐไทย  ประสมโรงด้วยความรู้สึกส่วนตัว
อีกทั้งเยาวชนบางกลุ่มที่เข้าร่วมงานถูกคัดมาจากโรงเรียนตาดีกาที่ถูกบ่มเพาะ และปลูกฝังอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนแล้ว ส่วนเยาวชนคนอื่นๆ ก็ถูกเชิญชวนผ่านสื่อโซเซียล ซึ่งบางคนยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ถูกหลอกมาเป็นเครื่องมือและเป็นตัวประกอบในงาน 
การจัดกิจกรรม อนุรักษ์วัฒนธรรมมลายู เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของเยาวชน เพื่อเฉลิมฉลอง วันฮารีรายออีดิ้ลฟิตรี ฮ.ศ.1440 เป็นกิจกรรมดีๆ ที่น่าส่งเสริม แต่กลับถูกแสวงประโยชน์จากกลุ่มขบวนการ สร้างวาทกรรม เพื่อสนองอุดมการณ์จอมปลอม เท่านั้นเอง

.........................................

6/15/2562

ความรู้สึกของภรรยาเมื่อ นายอิสมาแอ มอซู ถูกจับ

           เมื่อ 14  มิ.ย.62 ,1130 ในขณะที่  ร้อย.ทพ.4315 ตั้งด่านตรวจ หน้าฐานปฏิบัติการ บ.นิคมโคกโพธิ์ ต.โคกโพธิ์ จว.ป.น. พบบุคคลต้องสงสัย ขับขี่ รถ จยย.ใส่หมวกกันน๊อคเต็มใบ จาก อ.เทพา มุ่งหน้า อ.โคกโพธิ์ เมื่อใกล้ถึงด่าน  ได้วนรถกลับทางเดิม   ผบ.ร้อย.ทพ. 4315 เห็นชายดังกล่าว มีพิรุธ  จึงได้ขับรถยนต์กระบะ ไล่ติดตาม และสามารถสกัดจับไว้ได้ ในพื้นที่ บ.ตาแปด อ.เทพา จว.ส.ข. จึงได้ควบคุมตัวมายัง ฐานปฏิบัติการ ร้อย.ทพ.4315  พบว่า ผู้ต้องสงสัย คือ นายอิสมาแอล มอซู   ซึ่งเป็นชาว ต.ท่าม่วง  อ.เทพา  จว.ส.ข. เป็นเป้าหมายสำคัญ ที่ นปพ.ร่วม จว.ป.น./ฉก.ทพ.43  ติดตามตัวมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจยึด รถ จยย. ของใช้ส่วนตัว หลายรายการ โดยพฤติกรรม นายอิสมาแอ  มอซู : ผกร./ปฏิบัติการ เป็น บุคคลตามหมายจับ ป.วิอาญา 4 หมาย ดังนี้
          1.หมาย ป.วิอาญา ที่ 759/51 ลง 20 ก.ย.51 ร่วมกันยิงนายจำนงค์ เจียมจันทร์ เสียชีวิต ที่ถนนลำไพล-สะบ้าย้อย ม.1 ต.ลำไพล อ.เทพา  จว.สงขลา เมื่อ 20 เม.ย.49 เวลาประมาณ 07.50 น.
         2.หมาย ป.วิอาญา ที่ 761/51  ลง 20 ก.ย.51 ร่วมกันยิงนายสมศักดิ์ รักชาติ ปลัดอำเภอ เสียชีวิต ที่ถนนลำไพล-เทพา ม.3 ต.ลำไพล อ.เทพา  จว.สงขลา เมื่อ 9 ม.ค.48  เวลาประมาณ 16.30 น.
         3.หมายจับที่ 339/60  ลง  15 พ.ค.60  เหตุลอบวางระเบิดห้างบิ๊กซี อ.เมือง จว.ป.น. เมื่อ 9  พ.ค.60 เนื่องจากถูกซัดทอดว่า  เป็นผู้ลวงนายนุสนธิ์ ขจรคำ มาฆ่า แล้วชิงรถไปประกอบระเบิด  
        4.หมายจับที่ 167/2560  ลงวันที่  20 พ.ย.60  คดี ตรวจยึดอาวุธปืนสงคราม พื้นที่ อ.ควนโดน จ.สตูล เมื่อ 16  พ.ย.60
        ระหว่างขยายผลตรวจค้นบ้าน น.ส.นุรฮูดา มะดีเมาะ ภรรยา นาย อิมาแอ มอซู (ผู้ถูกจับกุม) ปัจจุบันเป็น นักวิชาการศึกษา สำนักงานการศึกษาเอกชน อ.โคกโพธิ์ มีลูกด้วยกัน 3 คน ในพื้นที่ ต.ท่าม่วง อ.เทพา จว.ส.ข. ระหว่างที่ทำการตรวจค้น บ้านของนาย อิสมาแอ จึงเชิญ ภรรยา มาเป็นพยาน ซึ่งภรรยาได้ต่อว่า จนท. ปรักปรำ ใส่ร้ายสามีตนเอง มาโดยตลอด จึงต้องหลบๆซ่อนๆ มาถึงทุกวันนี้  เพื่อให้ภรรยาเข้าใจถึงข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว  จึงได้เชิญตัวมา ณ ฉก.สงขลา เพื่อรับฟังคำสารภาพ ในคลิปวิดีโอ   โดยมี ผญบ.ร่วมเป็นพยานด้วย หลังจากดูคลิปคำสารภาพ นั้น   ภรรยาของนาย อิสมาแอฯ ถึงกับ ร้องไห้ โฮ ออกมา.....ด้วยความเสียใจ

       ช่วยเหลือขบวนการ  ทุ่มเทเพื่อขบวนการ  แล้วครอบครัว “ฉัน”  โจรใต้ นั้น คงดูแล....ให้?


******************

6/12/2562

ความจริงที่ถูกบิดเบือน เหตุระเบิดตลาดนัดบ่อทอง


           สถานการณ์ชายแดนใต้ช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฏอน ฮิจเราะห์ศักราช 1440 สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดและไม่ต้องการให้เกิดขึ้นในเดือนแห่งบุญ แต่แล้วได้เกิดเหตุสะเทือนขวัญคนร้ายลอบวางระเบิด จยย.บอมบ์ในตลาดนัดบ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี แรงระเบิดทำลายชีวิตเด็กชายวัยเพียง 14 ปี และหญิงสาวดับคาที่ และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย เหตุการณ์ดังกล่าวมีการประณามต่อต้านและเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงเป็นวงกว้าง ถือเป็นความพยายามของกลุ่มขบวนการสุดโต่งที่มุ่งสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์ในเดือนรอมฎอน
           หลังเกิดเหตุหน่วยงานด้านความมั่นคงเร่งรัดคลี่คลายคดีเพื่อนำคนร้ายมาลงโทษ และเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับคืนมาโดยเร็ว ซึ่งจากการรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถทราบกลุ่มคนร้าย โดยเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.62 เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัว นายอาชิ มีนา และรถ จยย.ที่ใช้ก่อเหตุ 1 คัน รับสารภาพว่าร่วมก่อเหตุจริงโดยทำหน้าที่เป็นคนขับรถ จยย.ไปรับคนขับรถระเบิดที่ตลาดบ่อทอง นายอาชิ ซัดทอดไปยังผู้ร่วมก่อเหตุอีก 2 คน คือ นายอับดุลกอเดร์ สะตาปอ ทำหน้าที่ขับรถระเบิด (หลบหนี) นายอับดุลรอเซะ ลลาวะ ทำหน้าที่เป็นคนกดระเบิด พร้อมรถ จยย.คันที่ใช้ก่อเหตุ 1 คัน รับสารภาพว่าร่วมก่อเหตุจริง นอกจากนี้ยังควบคุมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุเพิ่มเติมอีก 1 คน คือนายมะรอกิ ดอเลาะหมิ
           จากการตรวจสอบ รถ จยย.ที่นายอับดุลกอเดร์ สะตาปอ ได้จอดทิ้งไว้บริเวณที่ทำงาน ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่กำลังก่อสร้าง พบว่าเป็น รถ จยย.ยี่ห้อซูซูกิ รุ่นเอฟดี 125X สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กยง 949 ยะลา ผู้ครอบครองคือ น.ส.สีดีฮาวอ สะตาปอ อยู่บ้านเลขที่ 42 ม.7 ต.ปากล่อ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ทั้งนี้ นายอับดุลกอเดร์ สะตาปอ ได้ให้การยืนยันว่าเป็นรถคันที่ตนเองใช้ในการก่อเหตุลอบวางระเบิดตลาดนัดบ่อทอง
           ถอดบทเรียนเหตุระเบิดตลาดนัดบ่อทอง กับการบิดเบือนข่าวสาร มีคนบางกลุ่มชี้นำให้เห็นว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ประเด็นที่น่าสนใจต่อการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ของกลุ่ม ผกร. ในเดือนรอมฎอน มีผลต่อความคิดความเชื่อ
           ประการแรก คนมุสลิมเข่นฆ่าพี่น้องมุสลิมด้วยกันเอง เพียงเพื่อต้องการสร้างสถานการณ์ โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้คนส่วนใหญ่ที่ต้องการสันติสุข อีกทั้งเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น BRN เป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการวางแผนเตรียมการก่อเหตุสังหารหมู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์
           ประการที่สอง การใช้โรงเรียนปอเนาะบ้านควนดิน ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งพบหลักฐานว่าถูกใช้เป็นสถานที่วางแผนก่อเหตุและหลบหนี ตอบคำถามข้อถกเถียงได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง ทำไมเจ้าหน้าที่ทหารต้องเข้าโรงเรียน และตอบข้อสงสัยก่อนหน้านี้ กรณีเจ้าหน้าที่ตรวจค้นสถานศึกษาปอเนาะมัดรอลาดุลฟาละห์ ม.4 ต.ถนน อ.มายอ จ.ปัตตานี ขณะฝึกต่อสู้ด้วยมือเปล่า จับ 39 คน ส่งตัวซักถามและตรวจ DNA
           ประการที่สาม BRN ออกแถลงการณ์ได้หยุดการปฏิบัติการทางอาวุธในช่วงรอมฎอนเพื่อให้ประชาชนได้ทำอีบาดัต แต่ก็มีความพยายามก่อสถานการณ์จากฝ่ายสยาม BRN ไม่โจมตีในพื้นที่ที่มีประชาชนมลายูมุสลิม เหตุระเบิดตลาดนัดบ่อทอง มอเตอไซค์ที่นำไปประกอบระเบิดนั้น เป็นรถที่ จนท. ยึดจากชาวบ้านมาก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อความจริงปรากฏ ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ 3 ราย และยอมรับสารภาพว่าได้ทำการก่อเหตุจริง เท่ากับว่าเป็นการตบหน้า BRN เป็นองค์กรที่ปลิ้นปล้อน หลอกลวงตลบตะแลงและเชื่อถือไม่ได้
           ประการที่สี่ เหตุระเบิดตลาดนัดบ่อทอง ความจริงที่ถูกบิดเบือนโดยสื่อแนวร่วม  Suara Patani เพจผีของกลุ่มขบวนการที่กล่าวหาเจ้าหน้าที่สร้างสถานการณ์หวังสังหารคนมุสลิมในเดือนรอมฎอน เมื่อความจริงปรากฏ ความโป้ปดก็จะหมดไป
           ประการสุดท้าย การที่นักสิทธิมนุษยชนบางคนได้ออกมาก่อนหน้านี้ กล่าวว่าเหตุการณ์ระเบิดตลาดนัดบ่อทอง เป็นฝีมือของมือที่ 4 เพื่อต้องการสร้างความสับสนของข้อมูล เบี่ยงเบนประเด็นการก่อเหตุของ ผกร. ในเมื่อ จนท.จับกุมผู้ก่อเหตุได้พร้อมรับสารภาพได้ลงมือก่อเหตุจริง แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมเดิมๆ ที่ปลิ้นปล้อน แถเอาตัวรอด เอาสีข้างเข้าถูของนักสิทธิมนุษยธรรม                  
---------------

6/05/2562

แนวร่วมร้อนตัว จนท.ทหารพรานตั้งฐานในสวนยาง สะท้อนความจริงเมื่อโจรถูกกดดัน



การโพสต์ภาพและข้อความของผู้ใช้เฟสบุ๊ค Abdul Salam ทหารชุดดำตั้งแคมป์ในสวนยาง สร้างความเดือดร้อนทำให้ประชาชนไม่สามารถกรีดยางทำมาหากินได้ เนื่องจากความหวาดกลัว
หากวิเคราะห์สาเหตุที่กลุ่มแนวร่วมร้อนตัวกับการเข้าไปตั้งฐานในป่า ในสวนยางและนอนในหมู่บ้านของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อทำการกดดันโจรในห้วงเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา สื่อแนวร่วมออกมาเคลื่อนไหวโจมตีและกล่าวหาเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน น่าจะมาจากความจริง 5 ประการด้วยกัน
ประการแรก เป็นการสะท้อนความอึดอัดของแกนนำ, แนวร่วม และ RKK ในหมู่บ้านที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก เจ้าหน้าที่เข้าไปนอนในหมู่บ้าน ตั้งฐานพักแรมในป่าในภูเขา จำกัดเสรีในการเคลื่อนไหว กดดันให้โจรออกจากหมู่บ้านไม่สามารถลงมือก่อเหตุได้
ประการที่สอง การที่แนวร่วมได้กล่าวอ้างถึงความลำบากของประชาชนในการทำมาหากินนั้น น่าจะไม่เป็นความจริง เจ้าหน้าที่รัฐร่วมทุกข์ร่วมสุขและอยู่เคียงข้างประชาชน ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอด 24 ชั่วโมงนั้นประชาชนส่วนใหญ่อุ่นใจและรู้สึกปลอดภัยในการทำมาหากิน
ประการที่สาม เหตุผลที่เจ้าหน้าที่ ชป.กร./ชป.จรยุทธ์ เข้าไปรับทราบปัญหาของประชาชน ปรับทุกข์ผูกมิตรกับผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา เข้าร่วมสภาสันติสุขตำบล และแน่นอนถ้าหากเจอ ผกร. ก็จะต้องบังคับใช้กฎหมายในการจับกุม
ประการที่สี่ การบังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมปิดล้อมตรวจค้น ผกร.เป้าหมายที่มีหมาย ป.วิอาญา เพื่อนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เช่นเหตุการณ์เจ้าหน้าที่สนธิเข้าปิดล้อมบ้านใน ต.ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เมื่อ 12 ม.ค. 2562 เกิดการยิงปะทะกันขึ้นทหารพราน เด็กผู้หญิงอายุ 9 ขวบถูกลูกหลงได้รับบาดเจ็บ คนร้ายเสียชีวิต 2 ราย ตรวจสอบประวัติพบมีหมายจับคดีความมั่นคงหลายหมาย และล่าสุดจากกรณีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายสนธิกำลังเข้าบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่หมู่ 4 ต.กาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อ 27 พ.ค.2562 เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย และคนร้ายซึ่งเป็นแกนนำรายสำคัญมีหมายจับ ป.วิอาญา 6 หมาย ถูกวิสามัญเสียชีวิต ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการบังคับใช้กฎหมายตามกระบวนการยุติธรรม ผู้ที่กระทำความผิดย่อมจะได้รับโทษ
ประการสุดท้าย ผู้ให้ที่พักพิงแนวร่วมและผู้ให้การสนับสนุน ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายซึ่งนอกจากจะได้รับโทษฐานให้ที่พักพิง ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญที่พี่น้องประชาชนต้องให้ความสำคัญและตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น..

5/30/2562

สื่อโจรกล่าวหา จนท.ยิง M79 ใส่บ้านภรรยาโจรใต้จนไฟไหม้..



เมื่อวันที่ 29 พ.ค.62 เวลา 14.45 น. เพจ: Patanews.com ได้มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอการเข้าไปรายงานเหตุการณ์ในพื้นที่ บ้านเจาะตาแม ม.4 ต.กาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา กรณีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย บังคับใช้กฎหมายในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนเพื่อติดตามจับกุม ผกร. ซึ่งเนื้อหาในการรายงานเป็นการชี้นำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดถึงเหตุไฟไหม้ที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธหนักในการโจมตี จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดเพลิงไหม้โดย
ในเวลาต่อมาทราบชื่อผู้รายงานเหตุการณ์บิดเบือนดังกล่าวชื่อ นายฮาซัน ยามาดีบุ ซึ่งมีการรายงานเป็นภาษามาเลเซีย ทำการเผยแพร่ผ่านทาง Facebook Fanpage : Patanews.com มีผู้กด Like กดถูกใจ 309 ครั้ง ผู้แสดงความคิดเห็น 15 รายการ และทำการแชร์ต่อ 661 ครั้ง
เมื่อถอดเนื้อหาใจความสำคัญในคลิปดังกล่าว นายฮาซัน  ยามาดีบุ ได้กล่าวถึงเจ้าหน้าที่ทหารไทย จำนวน 500 นาย เข้าปิดล้อมบ้านของกลุ่มขบวนการรัฐปาตานี ทำให้เกิดการปะทะกัน นานประมาณ 6 ชม. ทำให้เกิดไฟไหม้ ของในบ้านเสียหาย และสูญหาย
นายฮาซัน  ยังได้กล่าวว่าได้มาเยี่ยมและบริจาคให้กับครอบครัวนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเช่นนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ สิ่งที่ทำให้บ้านหลังนี้เกิดไฟไหม้เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ทหารของไทย จำนวน 500 นาย ได้ยิงอาวุธปืน M79 เข้าใส่ จำนวน 7 ลูก
การนำเสนอข่าวสารของสื่อแนวร่วมมีการใช้ภาษามาเลย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อีกทั้งต้องการสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายในประเทศเพื่อนบ้านด้วยการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่ได้ก่อให้เกิดความเกลียดชังข้ามชาติ
การรายงานของเพจ: Patanews.com ด้ายภาษามาเลย์ตั้งใจบิดเบือนเพื่อสร้างความเสื่อมเสียให้เจ้าหน้าที่รัฐ นำไปสู่ความเกลียดชังสร้างความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติและศาสนา การตั้งใจสื่อสิ่งที่ทำให้บ้านหลังนี้เกิดไฟไหม้เป็นเพราะเจ้าหน้าที่ทหารของไทย จำนวน 500 นาย ได้ยิงอาวุธปืน M79 เข้าใส่ จำนวน 7 ลูก จนทำให้เกิดไฟไหม้ ของในบ้านเสียหายและสูญหาย นายฮาซัน  ยามาดีบุ ต้องการอะไร?
หยุดปกป้องโจรใต้เสียที ควรแยกแยะคนดีและคนไม่ดี ไม่ควรนำเรื่องความเป็นมลายู การนับถือศาสนาเดียวกันมาเคลื่อนไหวสร้างความเห็นใจจากสังคม อย่าลืมว่าโจรใต้ใจบาปอย่าง นายอับดุลเลาะ ลาเต๊ะ มีหมายจับ ป.วิอาญา 7 หมาย เคยก่อกรรมทำชั่วมาอย่างโชกโชน เคยลอบทำร้ายลอบฆ่าผู้บริสุทธิ์มาเท่าไหร่?

การปิดล้อมบริเวณบ้านภรรยาของ นายฮาซัน ดอเลาะ ผกร.ระดับปฏิบัติการ จนเกิดการปะทะ นายอับดุลเลาะ เสียชีวิตและมี ผกร.ระดับสั่งการ 6-7 คน มาประชุมวางแผนเพื่อก่อเหตุร้ายช่วงเดือนรอมฎอนและหลบหนีไปได้ แต่ในขณะที่มีการเจรจาให้มีการมอบตัวอยู่นั้นได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น หลังเกิดเหตุพบถังแก๊สดัดแปลง เหล็กหุ้นตัด และสารเคมีประกอบระเบิดหลายรายการ แถมถังน้ำมัน-แกลลอนนี่ก็เป็นหลักฐานการก่อเหตุร้ายเช่นกัน ซึ่งไฟไหม้บ้านหลังดังกล่าวไม่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ และการสื่อว่าเจ้าหน้าที่ทหารยิงอาวุธปืน M79 เข้าใส่ จำนวน 7 ลูก เป็นสาเหตุเพลิงไหม้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด.
------------------

สื่อแนวร่วมสมองกลับด้าน บิดเบือน จนท.เสียชีวิต 3 ราย เหตุปิดล้อมที่ยะหา



กรณีเพจ: Fajar Harian บิดเบือนกรณีเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายได้ปะทะกับกลุ่มคนร้ายในพื้นที่ ต.กาตอง     อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อ 27 พ.ค.62 ที่ผ่านมา โดยได้ทำการโพสต์ อ้างได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงเหตุล้อมบ้านวันนี้ มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 คน ส่วนฝ่ายชาวบ้านไม่แน่ใจมีสูญเสียหรือไม่ เพราะถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าไปบริเวณเกิดเหตุ ตามที่รายงานเบื้องต้นบ้านถูกเผาไหม้เสียหายจำนวนไม่น้อย
การโพสต์เนื้อหาดังกล่าวของเพจ: Fajar Harian มีผู้กด Like กดถูกใจ 142 ครั้ง มีผู้แสดงความคิดเห็น 30 รายการ และมีการแชร์ต่อโดยไม่คิดและตรวจสอบข้อเท็จจริง 24 ครั้ง แปลกใจ!! ต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารของคนกลุ่มนี้ที่มีสมองแต่กลับด้าน เห็นผิดเป็นชอบ เห็นขาวเป็นดำ หรือว่าในชีวิตจริงมีลูกมีหลานสั่งสอนให้จดจำแต่เรื่องผิดๆ
ข้อเท็จจริง
          เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ได้ปะทะกับกลุ่มคนร้ายในพื้นที่ บ.เจาะตาแม ต.กาตอง อ.ยะหา.จ.ยะลา เป็นเหตุให้คนร้ายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย ทราบชื่อ นายอับดุลเลาะ ลาเต๊ะ เป็นสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ/สั่งการ มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 7 หมาย ส่วนเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย (ไม่มีเสียชีวิต) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ที่ได้กำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมพื้นที่ และบังคับใช้กฎหมายในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน เพื่อทำลายความพยายามของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มุ่งสร้างสถานการณ์เพื่อสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนตามความเชื่อที่ถูกบิดเบือนว่าจะได้บุญมากขึ้น
          การบิดเบือนข้อเท็จจริงของเพจ: Fajar Harian และสื่อแนวร่วมอย่างเพจ: Suara Patani ต้องการสร้างความสับสนข้อมูลข่าวสาร มุ่งโจมตีด้อยค่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในการบังคับใช้กฎหมายติดตามจับกุมผู้กระทำผิด มีการสื่อเพื่อให้เกิดการเข้าใจผิดต่อเจ้าหน้าที่ ชี้นำความคิดมีการกระทำที่รุนแรง
          การปิดล้อมตรวจค้นของเจ้าหน้าที่มีการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายจากเบาไปหาหนัก ใช้หลักในการเจรจาเพื่อให้คนร้ายมอบตัวเพื่อลดการสูญเสียไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด แต่คนร้ายกลับเปิดฉากการยิงใส่จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจนนำไปสู่การปะทะเกิดการสูญเสียที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น
จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในการติดตามข่าวสารจะต้องมีข้อมูลรอบด้าน จะต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของแหล่งข่าว คิดก่อนเชื่อ ชัวร์ก่อนแชร์  มิเช่นนั้นจะตกเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มที่ต้องการสร้างความแตกแยก ความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม ร่วมกันสร้างสันติสุขในพื้นที่ด้วยปลายนิ้วเรา แชร์ต่อเรื่องราวดีๆ ร่วมกันประณามต่อต้านความรุนแรงในเดือนรอมฎอน พฤติกรรมอันสุดโต่งของ ผกร. ถือเป็น "มรดกบาปทางความคิดที่ถูกบิดเบือน"

----------------------

5/28/2562

ทำไม BRN ตัดสินใจทำร้ายพี่น้องมุสลิมบริสุทธิ์ในเดือนรอมฎอน



"รอมฎอน" คือเดือนที่ 9 ตามปฏิทินฮิจญ์เราะฮ์ในศาสนาอิสลาม เป็นเดือนที่มุสลิมถือศีลอดทั้งเดือน เดือนนี้ยังเป็นเดือนที่อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาเป็นทางนำให้กับมนุษย์ มุสลิมจึงต้องอ่านอัลกุรอาน เพื่อศึกษาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์รู้ว่าการเป็นอยู่ในโลกนี้ และโลกหน้าจะเป็นอย่างไร จะต้องปฏิบัติธรรมะเพื่อตนเองอย่างไรบ้าง การถือศีลอด ที่แท้จริงจะสามารถป้องกันและปรับปรุงตัวของผู้ที่ถือศีลอดเองและจะส่งผลดี ต่อสังคมโดยนำสังคมไปสู่สันติสุขเพราะสังคมจะปราศจากความชั่ว อบายมุขและเต็มไปด้วยความดี
ในขณะที่พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่ปฏิบัติศาสนกิจ 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ต่างมุ่งกระทำความดี ปฏิบัติตามหลักการที่ศาสนบัญญัติ กลับมีกลุ่มสุดโต่งนอกศาสนาได้สร้างความรุนแรงในห้วงเดือนอันประเสริฐขึ้น ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และสร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า โดยล่าสุดเมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 27 พ.ค.62 ได้เกิดเหตุระเบิดบริเวณตลาดบ่อทองปัตตานี บ้านบ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยคนร้ายอาศัยช่วงเวลาที่ประชาชนต่างออกมาจับจ่ายซื้อหาอาหารเพื่อเตรียมละศีลอด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ราย คือ ด.ช.อัยดิลฟิตลี ยะโก๊ะ อายุ 14 ปี และ นางสารีปะห์ อาเย๊าะแซ อายุ 35 ปี และมีผู้บาดเจ็บอีก 10 ราย

จากความสูญเสียดังกล่าวจะเห็นได้ว่า BRN กระทำต่อผู้อ่อนแอไร้ทางต่อสู้โดยไม่แยกแยะเป้าหมาย เด็กและผู้หญิงต้องมาสังเวยชีวิตด้วยน้ำมือของชัยฏอน อีกทั้งยังลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ ขณะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องมุสลิมในการเดินทางมาจับจ่ายซื้อหาอาหารเพื่อเตรียมละศีลอด

พฤติกรรมของ BRN ที่ตัดสินใจทำร้ายพี่น้องมุสลิมบริสุทธิ์ ด้วยการลอบวางระเบิดในห้วงเดือนรอมฎอน เดือนแห่งบุญ ผู้ก่อเหตุมีความโหดร้ายป่าเถื่อน มีการวางแผนก่อนลงมือก่อเหตุ เป็นพวกที่ไม่มีศาสนา ประตูนรกจะเปิดรับกลุ่มสุดโต่งรอมฎอน ถือเป็น มรดกบาปทางความคิด ที่ถูกบิดเบือนและหลอกให้เข้าสู่ วงจรอุบาทว์ ซึ่งอาชญากรเหล่านี้นอกจากจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วจะต้องได้รับผลกรรมตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม จึงขอให้ทุกภาคส่วนได้รวมพลังอันบริสุทธิ์ต่อต้านและประณามกันอย่างกว้างขวางต่อการกระทำและพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์ร้าย เพื่อไม่ให้คนพวกนี้มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป..
----------------

"มรดกบาปทางความคิด ปลิดชีวิต 2 ผู้บริสุทธิ์เดือนรอมฎอน"



ตามที่กลุ่มสุดโต่งนอกศาสนาได้สร้างความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินและสร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า โดยล่าสุดได้เกิดเหตุระเบิดในเขตชุมชนเทศบาลบ่อทอง นอกจากเจ้าหน้าที่ซึ่งทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้พี่น้องมุสลิมแล้วยังทำให้พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหลายคน
 พฤติกรรมอันสุดโต่งถือเป็น "มรดกบาปทางความคิดที่ถูกบิดเบือน" และหลอกให้เข้าสู่วงจรอุบาทว์ซึ่งอาชญากรเหล่านี้นอกจากจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วจะต้องได้รับผลกรรมตามบทบัญญัติแห่งอิสลาม จึงขอให้ทุกภาคส่วนได้รวมพลังอันบริสุทธิ์ต่อต้านและประณามกันอย่างกว้างขวางเพื่อไม่ให้คนพวกนี้มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป

โศกนาฏกรรม 2 ชีวิตที่สูญสิ้นด้วยระเบิดในเดือนอันประเสริฐ


จากเหตุระเบิดตลาดบ่อทอง เมื่อเย็นวันที่ 27 พ.ค.62 ทำให้มีชาวบ้านนับสิบคนทั้งเด็ก, คนชรา ผู้หญิงได้รับบาดเจ็บ และยังมีผู้เสียชีวิตอีก 2 คน คือ นางสารีปะ เยาะแซ อายุ 37 ปี และ ด.ช.อัยดิลฟิตรี ยะโก๊ะ อายุ 14 ปี
จากที่ ผกร. ขับรถ จยย. ติดตั้งระเบิดแสวงเครื่องนำมาจอดไว้หน้าตลาดนัดบ่อทอง ขณะที่ชาวบ้านทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่เป็นพี่น้องมุสลิมกำลังพลุกพล่านเพื่อจับจ่ายใช้สอยและซื้อของกินกลับไปร่วมเปิดปอซอกับครอบครัวอย่างมีความสุข แต่ทันใดนั้นก็เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น และตามด้วยเสียงหวีดร้องด้วยความตกใจของผู้ประสบเหตุ เสียงโอดโอยครวญครางด้วยความเจ็บปวดของผู้บาดเจ็บดังไปทั่ว แรงระเบิดได้คร่า 2 ชีวิตผู้บริสุทธิ์จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

ชีวิตที่ 1 : นางสารีปะ เดิมมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ อ.เบตง เพิ่งย้ายมาเช่าบ้านเปิดเป็นร้านอาหาร หน้าตลาดบ่อทองได้ประมาณ 1 ปี ตั้งอยู่ถัดจากตลาดนัด เพียง 4-5 ห้อง ซึ่งได้ขับขี่รถ จยย. ออกจากบ้าน เพื่อจะไปซื้อของกินสำหรับนำมาเปิดปอซอพร้อมกับครอบครัว ที่มีมารดาชรา สามี และลูกๆ อีก 3 คนรออยู่ที่บ้าน  ขณะที่ออกมาได้ไม่ถึง 20 เมตร รถ จยย.ระเบิดที่จอดห่างระยะ 5 เมตร ได้เกิดระเบิดขึ้น แรงระเบิดส่งผลให้นางสารีปะ เสียชีวิตทันที ในสภาพศพยังคงนั่งอยู่บนรถ แต่หงายตัวไปด้านหลังจนลำตัวตั้งฉาก เป็นภาพที่น่าอนารถใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

ชีวิตที่ 2 : ด.ช.อัยดิลฟิตรี อายุ 14 ปี กำลังศึกษาอยู่ปอเนาะแห่งหนึ่งใน อ.ยะรัง ห้วงปิดเทอมร่วมกับพี่ชายอาสาช่วยบิดาทำงาน รับ - ส่ง รถยนต์ และในขณะที่นั่งในรถยนต์กระบะซึ่งเพิ่งกลับจากส่งรถ พี่ชายเป็นคนขับผ่านมายังตลาดบ่อทอง ห่างจากรถระเบิดไม่ถึง 10 ม. ก็เกิดเหตุระเบิดขึ้น ความแรงของดินระเบิดส่งผลให้สะเก็ดระเบิดที่ทำจากเหล็กเส้นตัดสั้น พุ่งทะลุกระจกรถ เจาะเข้ากระโหลก ด.ช.อัยดิลฟิตรี  ทำให้ตัวทรุดตัวข้างตักพี้ชาย ลมหายใจแผ่วเบา และ ได้มาเสียชีวิต ณ โรงพยาบาล ในเวลาต่อมา
นี่คือความสูญเสีย ของ 2 ชีวิตใน 2 ครอบครัว ที่ต้องขาดผู้ที่เป็นแม่ของเด็กน้อย 3 คน และ ผู้ที่เป็นลูกกตัญญู อนาคตไกล อันต้องมาจบชีวิตด้วยฝีมือของคนบางคน ด้วยเหตุผลที่จะสนองอุดมการณ์สุดโต่งของกลุ่มขบวนการ BRN เพียงแค่นั้นหรือ!!
หากมองชีวิตคนบริสุทธิ์ เป็นเพียงสิ่งของแลกเปลี่ยน และต้องทำลายระบายแค้น ถือว่า ผู้ที่คิดและกระทำเช่นนี้ คือ คนใจบาป ไร้ซึ่งศาสนา หมดสภาพความเป็นมนุษย์ หรือ แม้แต่จะเป็น สัตว์เดรฉาน ก็ยังมิควร




-------------------------

5/14/2562

ใคร? สังหารยกครัวผู้ใหญ่บ้านบันนังกูแว



จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมมา คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงครอบครัวของ นายอาแซ นิเซ็งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านเจาะบันตัง เป็นเหตุให้ภรรยาเสียชีวิต ส่วนผู้ใหญ่บ้าน และบุตรสาวทั้งสอง ได้รับบาดเจ็บรวม 3 ราย เหตุเกิดในพื้นที่ ม.9 บ้านเจาะบันตัง ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา
สื่อแนวร่วมได้พยายามสื่อและตีแผ่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากการปฏิบัติการสังหารยกครัวผู้ใหญ่บ้าน กล่าวหาเป็นการสร้างวาทกรรมใส่ร้ายอีกครั้งของ รัฐสยามปฏิบัติการจรยุทธ์ ทำสงครามกองโจรในรูปแบบ

สื่อแนวร่วมต้องการอะไร? และคิดอะไรอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ย้อนกลับไปดูการนำเสนอข้อมูลเพื่อต้องการสร้างการรับรู้ต่อกลุ่มเป้าหมายที่ไม่รู้เท่าทันให้เชื่อ มีการดิสเครดิตเจ้าหน้าที่ ใส่ร้าย บิดเบือน ชี้นำทางความคิดโดยเฉพาะเคสการสังหารยกครัวผู้ใหญ่บ้านเป็นการปฏิบัติการจรยุทธ์ ทำสงครามกองโจรของรัฐสยาม

ทำไม? สื่อแนวร่วมหยิบยกประวัติผู้ใหญ่บ้านว่าเคยถูกกักขังในคดีความมั่นคง 2 ปี แต่ถูกศาลยกฟ้อง เจ้าหน้าที่จึงต้องปล่อยตัวออกมา จนกระทั่งได้รับเลือกจากชาวบ้านให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เพราะสื่อแนวร่วมต้องการสื่อให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวเป็น ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐเนื่องจากเคยเป็นผู้ต้องสงสัย

ในยุคปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าในเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์เราไปแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ ดูเหมือนว่า Social Media กำลังกลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด เพราะนับเป็นช่องทางสื่อที่สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี สื่อแนวร่วมฝ่ายคิดต่างจากรัฐจึงใช้ช่องทางนี้ในการถ่ายทอดความรู้สึก สร้างแรงจูงใจ ปลุกระดม ชี้นำทางความคิดผ่านช่องทางนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ สร้างแนวร่วมให้เห็นด้วยกับการข้อมูลที่นำเสนอนำไปสู่ความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ

การปฏิบัติการสังหารยกครัวผู้ใหญ่บ้านบันนังกูแว เบื้องลึกเบื้องหลังแรงจูงใจในการก่อเหตุมาจากเรื่องใด นายอาแซ นิเซ็ง เท่านั้นย่อมรู้ดี ที่สำคัญหากเป็นปฏิบัติการของโจรใต้จริง ถือเป็นการวางแผนปฏิบัติการที่แนบเนียนเพื่อสร้างองค์ประกอบของเหตุการณ์ให้ทุกคนเพ่งเล็งไปที่เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเป็นงานถนัดของโจรปาตานี เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัวในคราเดียวกัน..


--------------------

#SuaraPataniป้ายสีมีเดีย #Wartaniขี้หกทั้งเพ 

5/13/2562

ข้อเท็จจริง กรณีเพจ: Watani นำเสนอข่าวคลุมเครือควบคุมตัว น.ส.ไฟรุส มูซอ

  
        กรณีเพจ: Wartani ได้ทำการโพสต์ภาพพร้อมข้อความ “เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว” ที่จะแนะ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 เวลา 17.30 น. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว น.ส.ไฟรุส มูซอ ณ บ้านเลขที่ 73 ม.3 บ้านสูเเฆ ต.ดุสงยอ อ.จะเเนะ จ.นราธิวาส และเพื่อนบ้านอีกหนึ่งคน ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าควบคุมตัวที่ไหน และไม่ทราบว่าข้อหาอะไร

        พฤติกรรมของแอดมิน เพจ: Wartani บ่อยครั้งมีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน เนื้อหาคลุมเครือ ขาดข้อเท็จจริง นำเสนอข้อเท็จจริงเพียงครึ่งเดียว มีการตั้งคำถามให้ผู้ที่ติดตามข่าวสารคิดโดยไร้ข้อมูลในการตัดสินใจ นำไปสู่ความสงสัย เกิดความเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐรังแกประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อให้เห็นว่ามีการควบคุมตัวสุภาพสตรี ซึ่งเป็นเพศอ่อนแอยิ่งสร้างความเกลียดชัง  สุดท้ายเกิดการเข้าใจผิดนำไปสู่การบิดเบือนความจริงในการปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิด

        เมื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงประเด็นดังกล่าวพบว่า การเข้าปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่มาจากคำซัดทอดของผู้ต้องสงสัยเชื่อมโยงกับกลุ่ม ผกร. เหตุปะทะที่เขารือเปาะ เมื่อ 3 พ.ค.62 ว่า นายมูฮัมหมัด ดือราซอ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 87 ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่าย ผกร.ในพื้นที่บ้านสุแฆ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 9 พ.ค.62 นปพ.ร่วม นธ., ชุดสืบสวน จว.นธ.และ ฉก.ทพ.49 ได้สนธิกำลังในการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 87 ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส 

        ผลการปฏิบัติเจ้าหน้าที่พบบุคคลเป้าหมาย นายมูฮัมหมัด ดือราซอ อยู่ในบ้านหลังดังกล่าวแต่ไม่พบวัตถุต้องสงสัยแต่อย่างใด โดยนายมูฮัมหมัด ได้ให้ข้อมูลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ ผกร. อยู่บ้านเลขที่ 73 ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส 

        ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.วันเดียวกันเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยนายมาหะมะ สะมะแอ กำนัน ต.ดุซงญอ, นายซัมรี เจ๊ะแม โต๊ะอิหม่าม, นายอับดุลเลาะ เจ๊ะแม ผช.ฝ่ายปกครอง ม.3 ต.ดุซงญอ ร่วมกันบังคับใช้กฎหมายเข้าทำการตรวจค้นบ้านเลขที่ 73 ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ขณะเข้าดำเนินการมีบุคคลวิ่งหลบหนีออกทางหลังบ้าน และจากการตรวจสอบภายในบ้านพบสิ่งของเครื่องดำรงชีพในป่าหลายรายการ และอาวุธปืนขนาด .22 นิ้ว สภาพพร้อมใช้งาน ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน จำนวน 2 กระบอก ซึ่งต้องสงสัยว่าอุปกรณ์และอาวุธปืนดังกล่าวมีส่วนร่วมใช้ในการก่อเหตุรุนแรงของ ผกร. เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดอุปกรณ์และอาวุธปืนดังกล่าวไว้เพื่อดำเนินการตรวจสอบ

        ในระหว่างเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นบ้านเลขที่ 73 ซึ่งเป็นบ้านเป้าหมายอยู่นั้น พบ น.ส.ไฟรุส มูซอ อยู่ภายในบ้าน จึงขอความร่วมมือ น.ส.ไฟรุส ได้ไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งของและอาวุธปืนที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดดังกล่าว ณ ฉก.ทพ.45 อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยมีนายมาหะมะ สะมะแอ กำนัน ต.ดุซงญอ, นายซัมรี เจ๊ะแม โต๊ะอิหม่าม, นายอับดุลเลาะ เจ๊ะแม ผช.ฝ่ายปกครอง ม.3 ต.ดุซงญอ เป็นพยานรับทราบ และเมื่อ น.ส.ไฟรุส ให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงให้กลับบ้านเมื่อเวลาประมาณ 22.30 น.
เวลาต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้บังคับใช้กฎหมายโดยการเชิญตัว นายอาซือมิง มูซอ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งมี นายอับดุลเลาะ เจ๊ะแม ผช.ฝ่ายปกครอง เป็นพยานร่วมด้วย โดยได้ควบคุมตัวตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก และส่งตัวให้ ฉก.ทพ.45 ควบคุมตัว โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ญาติ นายอาซือมิง ทราบถึงสถานที่ควบคุมตัวเป็นที่เรียบร้อย ทั้งการดำเนินการส่งตัวเป็นไปตามกฎหมาย

         ซึ่งการดำเนินการเชิญตัวบุคคลของเจ้าหน้าที่โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 และส่งตัวให้ ฉก.ทพ.45 เข้าดำเนินกรรมวิธีซักถาม จำนวน 2 คน คือ นายมูฮัมหมัด ดือราซอ และ นายอาซือมิง มูซอ ไม่ได้ควบคุมตัว น.ส.ไฟรุส มูซอ ต่อแต่อย่างใด ตามที่เพจ: Wartani นำเสนอข่าว และได้ทำการปล่อยตัวกลับบ้านอย่างปลอดภัยเมื่อเวลาประมาณ 22.30 น.

.......................................



5/12/2562

ยาเสพติดกับการก่อเหตุร้ายใน จชต.



จากเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านไปแล้ว 15 ปี ได้สร้างความสูญเสียให้กับพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาวไทยพุทธและมุสลิม ตลอดจนได้สร้างความสูญเสียให้กับสิ่งของทางราชการอย่างมากมาย  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผกร./ผู้เห็นต่างจากรัฐ ไม่เคยมองว่าเป็นปัญหา ความเดือดร้อน การล้มตายของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ  ไม่เคยอยู่ในจิตสำนึกของ ผกร./ผู้เห็นต่างจากรัฐ ซึ่งจากการวิเคราะห์ในเชิงลึก จะเห็นว่าการก่อเหตุในแต่ละครั้ง  จะมีองค์ประกอบหลายอย่าง  ที่สามารถทำให้การดำเนินการในแต่ละครั้งประสบผลตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ องค์ประกอบหนึ่ง ที่ต้องมี คือ เรื่องของงบประมาณในการสนับสนุนการก่อเหตุ แหล่งที่มาของเงินที่จะใช้สนับสนุนการก่อเหตุอย่างหนึ่ง คือ การค้ายาเสพติด ที่ปัจจุบันยาเสพติดได้แพร่ระบาดมากมายในพื้นที่ จชต. เยาวชนบุตรหลานของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ที่ต้องตกเป็นทาสยาเสพติด ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังของพ่อค้ารายใหญ่ตัวจริงก็ คือ แนวร่วมกลุ่มขบวนการ รวมทั้งเครือญาติ ที่กอบโกยผลประโยชน์ จากการค้ายาเสพติด  แล้วนำเงินบางส่วนมาสนับสนุนการก่อเหตุร้าย นอกจากจะมอมเมาเยาวชนบุตรหลานแล้ว  ยังสนับสนุนเงินให้กับการก่อเหตุร้าย  สร้างเสียหายเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ นี่หรือ!! คือสิ่งที่กล่าวอ้าง มาโดยตลอดว่า "ทำเพื่ออุดมการณ์  ทำเพื่อประชาชน"

............................................................................................................................

5/11/2562

สร้างวาทกรรม ปูทางสะดวก เพื่อทำชั่ว


              หลังจาก ที่เพจ ลวงโลก อย่าง Suara Patani สร้างวาทกรรม ใส่ร้าย “รัฐสยาม” ปฏิบัติการจรยุทธ์ ทำสงครามกองโจรในรูปแบบ 1) ซุ่มโจมตีบ้านเรือนชาวบ้านแล้วหลบหนี 2) วางกำลังซุ่มยิงชาวบ้านแล้วหลบหนี 3) ยกกำลังเข้าตีฐานกองกำลังศัตรูฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งเป็นสไตล์โจร หมาลอบกัด เพื่อนพ้องเพจลวงโลก เพจนี้
             สอดคล้องกับเหตุการณ์ ยิงผู้ใหญ่บ้าน บ้านบันนังกูแว ม.4 ต.บันนังสตา บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านเจาะบันตัง เมื่อ พฤษภาคม ๖๒ ตอน โมงเย็น ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย เสียชีวิต 1 ราย  ที่พยายามชี้นำสังคมว่า เจ้าหน้าที่ เป็นคนร้าย เป็นไปตามแผนการ บทละครที่เขียนและสร้างวาทกรรมปูทางในการทำชั่วในเพจ  จอมสร้างเรื่องเท็จ อย่าง Suara Patani ทำให้เพื่อนโจรแนวร่วม ยิง ฆ่า ผู้บริสุทธิ์ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เสร็จงานแล้ว โยนความผิดให้เจ้าหน้าที่  ใส่ร้ายป้ายสี เข้าไป หวังให้ ชาวบ้านเชื่อ  โดยไม่รู้ว่า ชาวบ้านไม่ได้กินหญ้า เค้ารู้เห็น มานานว่า สันดานแบบนี้  มีแต่ โจรปาตานี
            การกระทำเหล่านี้ จึงฟันธงได้ว่า เป็นทำนองเพลง โจรปาตานี หน้าเดิม ที่ก่อความสูญเสีย ไม่เลือกเพศ เชื้อชาติ ศาสนา มาตลอด   และบัดนี้พร้อม จะบรรเลงและส่งเสียงดังอีกครั้ง ในช่วงระหว่างและหลังเดือนรอมฏอนปีนี้  จนอัลเลาะห์ ต้องสาปแช่งให้ตก นรกโลกันต์
.........................................