4/23/2558

ประตูคุกเปิดรับสี่คนร้าย‘ระเบิดหน้าราม’คนละ 50 ปี อีกหนึ่งรายหลบหนีกบดานมาเลย์

อิมรอน

26 พฤษภาคม 2556 ได้เกิดเหตุโกลาหลขึ้นหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง เนื่องจากได้มีคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณปากซอยรามคำแหง 43/1 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งประเด็นการสืบสวนหาสาเหตุว่ามาจากเรื่องอะไร เป็นเรื่องการเมือง ความขัดแย้งส่วนตัว หรือคนร้ายจงใจก่อเหตุสร้างสถานการณ์

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุบริเวณหน้าร้านเสริมสวยออกัสทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณดังกล่าว ได้ข้อมูลปะติดปะต่อแกะรอยติดตามสืบสวน จนกระทั่งทราบว่าคนร้ายที่ทำการก่อเหตุวันดังกล่าวเป็นกลุ่มคนร้ายจากจังหวัดชายแดนภาคใต้


เจ้าหน้าที่ส่วนกลางได้ส่งข้อมูลของคนร้ายมายังหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทันที เพื่อ ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ก่อเหตุรุนแรง และในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัย 1 ราย คือ นายอิดริส สะตาปอ ได้ในพื้นที่ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เมื่อ 17 มิถุนายน 2556  และได้ควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกฯ ไปทำการซักถาม ณ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา 



ในเวลาต่อมา เมื่อ 19 มิถุนายน 2556 จากการขยายผลการซักถามนายอิดริส สะตาปอ นำไปสู่การติดตามจับกุมและบังคับใช้กฎหมายต่อ นายอัฟฟาฮัม สะอะ ในพื้นที่เทศบาลตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี และควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกฯ


จากผลการซักถามทั้งสองคน ได้ให้การซัดทอดผู้ที่ร่วมก่อเหตุลอบวางระเบิดคนอื่นๆ ศาลจึงได้พิจารณาออกหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 2 คน คือนายคัมภีร์ ลาเต๊ะ และนายนายอิบรอเฮง แวแม จนกระทั่งเมื่อ 27 กรกฎาคม 2556 เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียได้จับกุมบุคลทั้ง 2 ได้ ในข้อหาหลบหนีเข้าโดยเมืองผิดกฎหมาย และนำส่งมาดำเนินกรรมวิธีซักถาม ณ ศูนย์พิทักษ์สันติ กองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา

สำหรับเหตุลอบวางระเบิดปากซอยรามคำแหง 43 นั้นทั้ง 4 คนยอมรับสารภาพว่ามีผู้ก่อเหตุทั้งสิ้น 5 คน ด้วยกัน และให้การซัดทอดตรงกันว่าบุคคลที่หลบหนี คือ นายฮาเล็ม มะลี ซึ่งมีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี


ในวันเกิดเหตุ ได้มีการวางแผนแบ่งมอบหน้าที่ โดยนายคัมภีร์ ลาเต๊ะ และนายฮาเล็ม มะลี ทำหน้าที่นำระเบิดไปวาง ณ ที่เกิดเหตุบริเวณหน้าร้านเสริมสวยออกัสส่วนบุคคลที่เหลืออีก 3 คน ทำหน้าที่เดินสำรวจความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ ซึ่งทั้งสี่คนยอมรับว่าตนเองคือบุคคลในกล้องวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นหลักฐานในการติดตามจับกุม


นายคัมภีร์ ลาเต๊ะ ให้การสารภาพว่าเป็นผู้นำถุงที่ใส่ระเบิดแสวงเครื่องไปวางไว้ในถังขยะ ซึ่งตั้งอยู่ข้างตู้สัญญาณไฟจราจรติดกับเสาไฟฟ้า บริเวณปากซอยรามคำแหง 43/1 และ ต่อมาประมาณ 15 นาที จึงเกิดการระเบิดขึ้น   


หลังจากวางวัตถุระเบิดเรียบร้อยแล้ว นายคัมภีร์ ลาเต๊ะ ยังให้การยอมรับว่าตนเองได้ถอดเสื้อสีดำซึ่งสวมทับอยู่ชั้นนอกออกแล้วนำมาคลุมศีรษะไว้  เพื่อเป็นการอำพรางตัวเองและได้เดินเท้ากลับไปยังจุดนัดหมายหลังเกิดเหตุที่กำหนดไว้ 

ในวันรุ่งขึ้นหลังก่อเหตุ ทั้ง 5 คน ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และใช้ชีวิตตามปกติ จนกระทั่งนายอิดริส สะตาปอ ถูกจับกุม ทั้งหมดจึงได้แยกย้ายกันหลบหนี และก็ถูกจับกุมในเวลาต่อมา

และในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 4 คน ไปดำเนินคดี ณ สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก เพื่อฟ้องร้องต่อศาลดำเนินคดี
เมื่อ 20 มีนาคม 2558 ศาลอาญากรุงเทพ ได้พิพากษาตัดสินจำเลย 4 คน ให้จำคุกตลอดชีวิต แต่ให้การยอมรับสารภาพ คงลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 66 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 60 บาท  โดยโทษจำคุกให้คงเหลือ 50 ปีเนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ว่า โทษจำคุกสูงสุด ต้องไม่เกิน 50 ปี

สำหรับการติดตามผู้ก่อเหตุอีก 1 คน ที่ยังหลบหนีอยู่คือ นายฮาเล็ม มะลี เจ้าหน้าที่ได้ติดตามอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ล่าสุดเมื่อประมาณต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ร่วมกับผู้นำในพื้นที่ เข้าพิสูจน์ทราบบ้านของนายฮาเล็มฯ ในพื้นที่ อำเภอยะหริ่ง พบว่าไม่มีร่องรอยผู้อาศัยเป็นระยะเวลานานแล้ว
ซึ่งจากการสอบถามเพื่อนบ้านได้รับการยืนยันว่า นายฮาเล็ม มะลี พร้อมครอบครับ ได้ย้ายไปอยู่ในประเทศมาเลเซีย เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน และไม่เคยเดินทางกลับมาบ้านอีกเลย

การบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ก่อเหตุรุนแรงไม่ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปกี่ปีก็ตาม วัตถุพยานหลักฐาน โดยเฉพาะ DNA ในสถานที่เกิดเหตุจะมีการเก็บรวบรวมไว้ในสารบบยังคงอยู่ เพื่อใช้ในการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กล้องวงจรปิดที่มีการติดตั้งในสถานที่ต่างๆ เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อดำเนินเอาผิดกับคนร้าย
เหตุลอบวางระเบิดหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อ 26 พฤษภาคม 2556 เป็นสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดีฟ้ามีตา..สวรรค์เป็นใจ..สุดท้าย 4 คนร้ายที่กระทำความผิดหนีเงื้อมมือของกฎหมายไปไม่พ้นต้องติดคุกคนละ 50 ปี ชดใช้กรรม ส่วนอีกหนึ่งรายที่ยังไม่ถูกจับกุมต้องหอบลูกเมียหลบหนีไปกบดานยังประเทศเพื่อนบ้าน ต้องจากญาติพี่น้องละทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องปล่อยให้รกร้าง  ไม่มีโอกาสกลับมาสู่มาตุภูมิแผ่นดินเกิดอีกเลย...
--------------------------------------


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น