แสดงโพสต์โดยจัดเรียงตามวันที่ของการค้นหา เปิดโปงกลุ่มด้วยใจ จัดเรียงตามความเกี่ยวข้อง แสดงโพสต์ทั้งหมด
แสดงโพสต์โดยจัดเรียงตามวันที่ของการค้นหา เปิดโปงกลุ่มด้วยใจ จัดเรียงตามความเกี่ยวข้อง แสดงโพสต์ทั้งหมด

7/16/2562

อดีตนักข่าวชื่อย่อ มฮ.ร ผู้ผันตัวเองเล่นการเมืองกับการเคลื่อนไหวขยายผลความขัดแย้ง


           

            หากเอ่ยชื่อ เด็กหนุ่มไฟแรงคนหนึ่ง ชื่อย่อ "มฮ.ร" ซึ่งเป็นอดีตนักสื่อสารมวลชนที่ทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวภาคสนามสำนักข่าวแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังเป็น สส. สอบตกกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คนในพื้นที่อาจจะร้องอ๋อ!! ผู้คนทั้งประเทศอาจจะเห็นบทบาทในการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวในทีวี ได้ยินเสียงในการรายงานข่าวทางสถานีวิทยุกระจายเสีย แต่ไม่รู้!! ไม่ทราบอีกบทบาทหนึ่งของอดีตนักสื่อสารมวลชนผู้นี้ทำอะไร?
          จากเฝ้าติดตามดูพฤติกรรมของคุณ มฮ.ร ในฐานะที่ประชาชนทั้งประเทศรู้จัก แต่อีกแง่มุมหนึ่ง อาจจะไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง การทำหน้าที่สื่อที่เอนเอียง  ไม่เป็นกลาง  เป็นปากเป็นเสียงแทนขบวนการ รู้สึกเสียดายเงินเดือน ค่าจ้างที่รัฐวิสาหกิจๆ หนึ่ง ต้องจ่ายให้
          คุณ มฮ.ร ผันตัวเองจากผู้สื่อข่าว ก้าวสู่เส้นทางการเมือง ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพมหานคร ในนามพรรคๆ หนึ่ง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาอ้างว่า ก้าวเข้ามา เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และก้าวเข้ามาเพื่อยกระดับสังคมมุสลิมให้ดีขึ้น พร้อมกับสร้างความเสมอภาคของชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนาในประเทศไทย ทั้งหมด ทั้งสิ้น  แค่คำกล่าวอ้าง!! คำตอบที่แท้จริงอยู่ในใจ คุณ มฮร.ทราบดี เพื่อใคร?
          ในช่วงหาเสียงโค้งสุดท้าย คุณ มฮ.ร ได้ออกมาโวยวาย ป้ายหาเสียงถูกทำลาย หรือทิ้งไว้ข้างทางเกือบ 10 ป้าย รถยนต์ที่ใช้หาเสียงถูกผู้ไม่หวังดี ขับมาเฉี่ยวชน เฟสบุ๊คมีผู้ไม่หวังดีรีพอร์ตว่า ละเมิดมาตรฐานเฟสบุ๊ค ทำให้ถูกบล็อกการใช้งาน
          คุณ มฮ.ร เคยสำเหนียกตัวเองหรือไม่? อีกทั้งเคยส่องกระจกสำรวจตัวเองมั๊ย!! ในอดีตที่ผ่านมาได้ก่อวีรกรรมอะไรไว้บ้าง ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติจริงหรือ!! การถูกทำลายป้ายหาเสียงก็ดี การถูกรีพอร์ตว่าละเมิดมาตรฐานเฟสบุ๊คก็ดี หรือแม้กระทั่งรถยนต์ที่ใช้หาเสียง ถูกผู้ไม่หวังดี ขับมาเฉี่ยวชน ไม่ใช่เหตุบังเอิญ
          หากสำรวจเนื้อหาการเคลื่อนไหวในเฟสบุ๊คของ คุณ มฮ.ร เอ๊ย!! นี่มันแนวร่วมชัดๆ ไม่สงสัยเลย ทำไมเฟสบุ๊คถึงถูกรีพอร์ต หากยังมีบทบาทในฐานะผู้สื่อข่าว ไม่รู้เหมือนกันว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาของคุณไม่น่าไว้วางใจ เช่น การสัมมนาสื่อที่เขื่อนบางลาง คุณ มฮ.ร กล่าวโจมตี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าว่า อยู่เบื้องหลังเพจผีที่เปิดโปงโจรใต้ หรือกรณี คุณ มฮร. ไปร่วมกิจกรรมกินข้าวยำปอเนาะญีฮาด มีภาพ คุณ มฮ.ร หลุดออกมา บอกเพียงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เวลาคือ เครื่องพิสูจน์  มาวันนี้รู้แล้วว่า คุณ มฮ.ร คิดอะไรอยู่
          ล่าสุดกับการออกมาเคลื่อนไหวของคุณ มฮ.ร ในเรื่อง การลงทะเบียนซิมการ์ด จชต. มีการใช้รูปแบบเดิมๆ ด้วยการโทรศัพท์มายัง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า หาคำตอบในเรื่องดังกล่าว มีการสาธยายต่อว่าเจ้าหน้าที่ ไม่สามารถตอบคำถาม!! หรือให้ความกระจ่างชัดแก่ตัวเองได้
          การก้าวเข้ามาเล่นการเมืองของ คุณ มฮ.ร ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เป็นหมากตัวหนึ่ง ที่มีการวางแผนเพื่อให้มี สส.จากพื้นที่ จชต.เข้าไปมีบทบาทอยู่ในแทบทุกพรรคการเมือง จะเห็นได้ว่าการจับมือกันของบรรดา สส.ในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นฝากฝั่ง พรรคฝ่ายค้านหรือแม้กระทั่ง พรรคร่วมรัฐบาล มีการเคลื่อนไหวในสภา เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชน หรือเพื่อใคร?
          การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในพื้นที่ จชต. มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวร่วมที่เจ้าหน้าที่พยายามที่จะสืบค้นต้นตอแหล่งที่มาของเพจเฟสบุ๊คที่คอยปลุกระดมสร้างความวุ่นวาย แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะถูกอำพรางสถานะ ยากแก่การสืบค้น แต่คุณ มฮ.ร น่าจะทราบดีใครเป็นผู้โพสต์ ใครอยู่เบื้องหลังเพจเหล่านั้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณ มฮ.ร ได้นำข้อมูลในเพจเหล่านี้ มาช่วยแชร์และขยายผลอยู่ตลอดเวลา
          ในเมื่อผันตัวเองเป็นนักการเมือง ควรทำหน้าที่ดูแล พี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มิใช่เคลื่อนไหวเป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มเคลื่อนไหวนอกกฎหมายเหมือนที่ คุณ มฮ.ร กำลังทำอยู่ในปัจจุบันและเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
----------------------

4/10/2562

ทำไม!! สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ จึงออกมาแถลงข่าว




กรณีสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ แถลงการณ์ไล่ พล.ต.จตุพร กลัมพสุต รองแม่ทัพภาคที่ 4 ออกนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซ้ำซาก พร้อมทั้งประกาศฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่งและอาญาต่อช่อง 7 และบุคคลต่างๆ ที่นำข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา การออกมาเคลื่อนไหวดังกล่าวมีการกล่าวหาการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นปัจจัยเอื้อทำให้ปัญหาไฟใต้ลุกลามและกระทบกระบวนการพูดคุยสันติภาพ
          หากมองการออกมาเคลื่อนไหวของสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ในครั้งนี้ น่าจะเกิดจากแรงกดดันจากภาครัฐ หลายส่วนที่เดินหน้าการสอบสวนกระบวนการบริหารจัดการ รวมทั้งกรมสรรพากรที่จะคิดภาษีย้อนหลังของการโอนเงินอุดหนุนเข้าบัญชีบุคคล ซึ่งจะต้องเสียภาษีทั้งๆ ที่โรงเรียนจัดตั้งในรูปของมูลนิธิ
          การออกมาแถลงข่าวเหมือนเป็นการร้อนตัว ซึ่งล่าสุด สช. ได้สั่งการศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปบ.จชต.) ให้ สช.จังหวัด และ สช.อำเภอในพื้นที่เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หากทุจริตจริง จะพิจารณาโทษ คาดว่าจะสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ภายใน 15 วัน นอกจากนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ตั้งคณะกรรมการในระดับ ฉก.ทหารในพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อตรวจสอบโรงเรียนในพื้นที่ของตนเองอีกด้วย
          การที่สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ขับไล่ พล.ต.จตุพร กลัมพสุต รองแม่ทัพภาคที่ 4 ออกนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น เนื่องจาก พล.ต.จตุพรฯ เป็นผู้ที่ขุดคุ้ยการทุจริตที่เกิดขึ้นและตามจิกไม่ปล่อย ต่อสู้กับปัญหานี่มาโดยตลอด อีกทั้งเป็นผู้ที่ออกมาแฉ เปิดโปงข้อมูลให้สังคมได้รับรู้นำไปสู่การตรวจสอบอีกหลายร้อยโรงเรียนในขณะนี้
          การทุจริตที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการโกง งบอุดหนุนรายหัวนักเรียนและมีการเชื่อมโยงไปถึงการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นกับโรงเรียนบากงพิทยาที่มีการตรวจพบเท่านั้น ยังจำกรณีโรงเรียนปอเนาะ  ญีฮาด ของนายอับดุลเลาะ แวมะนอ กันได้มั๊ย!!
          ปัจจุบัน นายอับดุลเลาะ แวมะนอ ไปอยู่ที่ไหน? นายอับดุลเลาะฯ ใช่หรือไม่? ที่เป็นแกนนำสั่งการให้บรรดาแนวร่วมก่อเหตุสร้างสถานการณ์ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้น่าจะเอาเวลาไปตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและปอเนาะในพื้นที่ดูบ้างเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยโรงเรียนปอเนาะญีฮาด หรือโรงเรียนบากงพิทยาที่อื้อฉาว ภายในโรงเรียนมีการปลูกฝังเรื่องอะไรให้กับเด็กและเยาวชน จนผลผลิตของโรงเรียนเหล่านั้นเกิดความกระด้างกระเดื่องเกลียดชังรัฐไทยและนิยมความรุนแรง     
อย่างไรก็ตามการเข้าทำการตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาต้องสงสัยหลายแห่งที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานสำคัญต่างๆ มากมายที่บ่งชี้ว่าโรงเรียนเหล่านั้นมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการ แต่มีโรงเรียนหลายโรงพร้อมให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ในการเข้าทำการตรวจสอบด้วยความบริสุทธิ์ใจ และที่น่าสังเกต โรงเรียนหรือเจ้าของโรงเรียนใดที่ต่อต้านมักจะมีความผิด พยายามทุกวิถีทางที่จะเลี่ยงความผิดเพื่อรักษาผลประโยชน์จำนวนมหาศาลที่ได้จากการทุจริต อีกไม่นานความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผย ใครถูกใครผิด!! ว่ากันไปตามกฎหมาย และพอจะคาดเดาคำตอบกันได้ล่วงหน้าแล้วว่า การที่สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวในครั้งนี้ จุดประสงค์เพื่ออะไร?
สุดท้ายอยากให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของแผ่นดิน เพื่อช่วยพัฒนาระบบการศึกษาของเด็ก-เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนำไปสู่การแข่งขัน มีความสามารถทางวิชาการสู้กับภาคอื่นๆ ได้ อีกทั้งเป็นการคืนความสุขให้กับครูที่อุทิศแรงกายแรงใจในการสอน แต่ผลตอบแทนกลับไม่ได้ตามที่รัฐอุดหนุนงบประมาณให้ จึงขอให้สังคมเป็นผู้ตัดสินใจ ต้องการให้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยังคงเป็นแดนสนธยา หรือต้องการเปิดมิติใหม่เพื่อพัฒนาการศึกษาของลูกหลานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป.
-----------------------

4/19/2561

เปิดโปงกิจกรรมแฝงของนักศึกษาภาคฤดูร้อนทำการปลุกระดมเยาวชน


"กะ กันดา"

          ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหลายคนตั้งคำถามว่าเหตุการณ์จะสงบเมื่อไหร่!! และอีกนานแค่ไหนปัญหาจะคลี่คลายกลับมาสงบสุขดังเดิม!! คืนสันติสุขที่ทุกคนใฝ่หา ทุกคำถาม?.. ไร้คำตอบเพราะไม่สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ให้เป็นไปดั่งที่ทุกคนหวังได้ รากเหง้าปัญหาได้ฝังรากหยั่งลึกสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนอีกทั้งถูกเติมเชื้อจากภัยแทรกซ้อน ผู้มีอิทธิพล ขบวนการธุรกิจผิดกฎหมาย ประหนึ่งว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่อยากให้เหตุการณ์ในพื้นที่สงบสุขซึ่งสวนทางกับกระแสเรียกร้องของผู้คนส่วนใหญ่ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการหลากหลายรูปแบบเพื่อดับไฟใต้ ควบคู่กับการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มคิดต่างจากรัฐ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนให้พ้นเงื้อมมือจากการก่อเหตุลอบทำร้าย หรือการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในรูปแบบต่างๆ เพียงเพื่อสร้างความสูญเสียทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ความเชื่ออีกประการหนึ่งที่รัฐจะต้องจะต้องดำเนินการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการสกัดกั้น "การบ่มเพาะสมาชิกขบวนการ" ซึ่งเป็นปัญหาต้นน้ำ นำมาซึ่งความรุนแรงทั้งปวง

          กลุ่มขบวนการได้ใช้สถานศึกษาบางแห่งเป็นแหล่งบ่มเพาะ "หน่อพันธุ์ความชั่วร้าย" ขยายรากเหง้าผลิดอกออกผลปลูกฝังแนวความคิดสุดโต่ง สร้างความรู้สึกย้อนแย้งเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐและเกลียดชังคนต่างศาสนาที่มิใช่มุสลิม ปลุกระดมความเป็นมลายู หยิบยกประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคม การกลืนชาติพันธุ์ อัตลักษณ์ประเพณีวัฒนธรรมและความเป็นมลายูปาตานี แบ่งแยกเขาแยกเรา ให้ลุกขึ้นทำการต่อสู้โดยใช้ศาสนาเป็นข้ออ้าง อ้างบุญอ้างบาปให้สมาชิกกระทำหรือไม่กระทำนำไปสู่ความเกรงกลัว ในขณะที่เจ้าของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สถาบันศึกษาปอเนาะ และศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ต่างออกมาปฏิเสธเสียงแข็งสถานศึกษาเหล่านี้ไม่ได้เป็นสถานที่ในการปลุกระดมบ่มเพาะของกลุ่มขบวนการ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการก่อเหตุร้ายในพื้นที่

          หลายครั้งหลายคราที่สถานศึกษากลายเป็นที่พักพิงโจร กลายเป็นสถานที่ฝึกของเหล่านักรบอาร์เคเค เป็นที่เก็บซ่อนอาวุธปืนและวัตถุระเบิด และที่ร้ายแรงไปกว่านั้นบุคลากรทางการศึกษามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการก่อเหตุรุนแรงหรือสนับสนุนกลุ่มขบวนการให้ทำการก่อเหตุ ล่าสุดกับกรณีของโรงเรียนบากงพิทยาเกิดอะไรขึ้น เมื่อหน่วยงานภาครัฐได้ทำการตรวจสอบความเชื่อมโยงข้อมูลนำไปสู่การเปิดโปงหลักฐาน แต่ผู้เกี่ยวข้องโรงเรียนดังกล่าวออกมาปฏิเสธเสียงแข็งข้างๆ คูๆ แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ฟังไม่ขึ้น จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม? แทบทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่เข้าไปทำกิจกรรมในสถานศึกษาเหล่านั้นหรือมีการตรวจค้น จะมีกลุ่มบุคคลดิ้นพล่าน เคลื่อนไหวออกมาปกป้องเพราะอย่างนี้นี่เอง!!!

          ไม่เฉพาะแค่เพียงสถานศึกษาเท่านั้นที่มีการบ่มเพาะ การปลุกระดมล้างสมองเด็กและเยาวชน ยังมาในรูปแบบของการจัดกิจกรรมภาคฤดูร้อนที่ใช้ชื่อกิจกรรมสวยหรู หลอกล่อเหยื่อให้มาติดกับ สมัครเข้าร่วมกิจกรรมแต่เนื้อในสอดไส้ด้วยเนื้อหาที่ปลุกความเป็นปาตานี อย่างเช่นล่าสุดกิจกรรมภาคฤดูร้อนของกลุ่ม PerMAS และเครือข่ายที่ชื่อว่า  "Sumbut an Anak Patani" หากแปลเป็นไทย "งานต้อนรับลูกหลานปาตานี" พัฒนาสัมพันธ์ เพื่อใจเดียวกัน นำไปสู่ความเป็นปาตานีหนึ่งเดียว ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13-16 เมษายนที่ผ่านมาในพื้นที่ จ.สตูล ในกิจกรรมดังกล่าวมีการจัดแคมเปญ Satu Patani (หนึ่งเดียวปาตานี) เพื่อกำหนดชะตากรรมของตัวเอง เป้าหมายเพื่อสันติภาพปาตานี ทำการปลุกระดมปกป้องศาสนาและเชื้อชาติ ปลุกระดมให้ทำการต่อสู้ยอมเสียสละชีวิตเพื่อปาตานีที่รัก...

          ยังไม่นับรวมถึงกิจกรรมภาคฤดูร้อนอื่นๆ อีกหลายกิจกรรมที่กลุ่มนักศึกษาหลายสถาบันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นเครือข่ายกลุ่ม PerMAS ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี มีการแอบแฝงบ่มเพาะ ปลุกระดมบุตรหลานโดยที่ผู้ปกครองไม่เคยคิดเฉลียวใจ ไม่รู้ว่าบุตรหลานไปเจออะไร แค่รู้ว่าเข้าค่ายภาคฤดูร้อน หลายครอบครัวไม่เคยทราบมาก่อนว่าบุตรหลานเป็นแนวร่วม พ่อแม่เชื่อและคิดมาโดยตลอดว่าลูกหลานเป็นเด็กดี เรียนเก่ง เรียบร้อย แต่เมื่อรู้อีกทีกลับสายเกินแก้..  บุตรหลานเป็นผู้ร้ายไปก่อเหตุถูกจับกุมต้องจำนนด้วยหลักฐานติดคุก หนักหนาสาหัสเกิดการปะทะถึงขั้นถูกวิสามัญ "เสียชีวิต" กล่าวหาเจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุ ทำร้ายเด็กเรียน เด็กดีของพ่อแม่ กลายเป็นปมก่อประเด็นให้กลุ่มคิดต่างจากรัฐนำไปกล่าวหาโจมตีซึ่งมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นผู้เขียนฝากเตือนกันเป็นประจำทุกปีปิดเทอมภาคฤดูร้อน ดูแลบุตรหลานของท่านอย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยให้กลุ่มคนที่คิดการใหญ่ใช้บุตรหลานของท่านเป็นเครื่องมือ... เข้าค่ายล้างสมองกลายเป็นแนวร่วมโดยไม่รู้ตัว แล้วครอบครัวของท่านเองจะต้องเสียใจในภายหลังไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้อีก... หากถลำลึกเข้าสู่วังวนความชั่วร้ายที่กลุ่มบุคคลบางกลุ่มยัดเยียดให้....
----------------------


1/05/2561

ปอเนาะ ตาดีกา คือต้นเหตุแห่งปัญหาไฟใต้จริงหรือ!!

"อิมรอน"


          ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยครับว่า ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่า โรงเรียนสอนศาสนาไม่ดีแต่ที่ต้องพูดแบบนี้เพราะด้วย รูปแบบ ของโรงเรียนที่พยายามแยกเยาวชนไทยพุทธไทยมุสลิมในพื้นที่ออกจากกันมากกว่า ผู้เขียนเห็นว่าเป็นตัวการสร้างปัญหาให้สังคมพหุวัฒนธรรมของพวกเราถูกทำลายลง

          ผู้เขียนจะก้าวข้ามเรื่อง เปิดโปงความจริงในปอเนาะไปนะครับ เพราะเคยเขียนเรื่องสถาบันศึกษาปอเนาะหลายตอนด้วยกัน หากสนใจเปิดอ่านได้ตามลิ้งนี้นะครับ http://pulony.blogspot.com/ แต่วันนี้จะมาพูดถึง รูปแบบ และวิธีการของสถาบันศึกษาปอเนาะ, ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือที่คนส่วนใหญ่ชอบเรียกว่า ตาดีกา และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ ที่จะมากล่าวถึงเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากผู้เขียนเองเคยมีโอกาสไปนั่งฟังในเวทีเสวนาเวทีหนึ่ง แต่ไม่ขอกล่าวถึงชื่อวิทยากร คนพุทธกับผู้เห็นต่างที่เป็นมุสลิม ซึ่งได้มีการตั้งโจทย์และถกกันในเรื่องต่างๆ เช่นในเรื่องของ ฮาลาล และอาหารการกินของคนในพื้นที่ และยังมีประเด็นปลีกย่อยอีกหลายเรื่องที่มีการหยิบยกขึ้นมาถกกันในเวทีเสวนา แต่สิ่งที่สะดุดใจผู้เขียนคงจะเป็นการถกกันในเรื่อง การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเกลียดชังพระสงฆ์ ซึ่งการเสวนาในวันนั้นตัวแทนไทยพุทธได้ตั้งคำถามกับผู้เห็นต่างที่เป็นมุสลิมต่อเรื่องดังกล่าว

คนไทยพุทธ : ทำไม...พวกคุณปลูกฝังเยาวชน ให้เกลียดชังพระสงฆ์!!
ชายในกลุ่มผู้เห็นต่างคนหนึ่ง : พวกเราไม่มีการปลูกฝังแบบนั้นแน่นอนครับ

คนไทยพุทธ : ถ้าไม่มีการปลูกฝัง แล้วทำไมตอนผมและเพื่อน ๆ ผมบวชเป็นพระ เวลาเดินบิณฑบาตในตอนเช้า เมื่อเดินผ่านบ้านของพี่น้องมุสลิม เมื่อเจอเด็กๆ อายุคงไม่เกิน 12 ปี เด็กๆ เหล่านี้จะแสดงกริยาด้วยสายตาและสีหน้ารังเกียจ ต่อด้วยถุยน้ำลายลงพื้น เด็กบางคนก็ยกมือตัวเองขึ้นมา โดยใช้นิ้ว 2 นิ้วแทนมีดทำท่าทางเหมือนกำลังเชือดคอหอยให้เราดู ตามด้วยเสียงหัวเราะล่ะ
ชายในกลุ่มผู้เห็นต่างคนเดิม : อันนี้ผมไม่ทราบครับ ซึ่งในโรงเรียนสอนศาสนา เราก็สอนเด็กโตแล้ว และในมัสยิดเราก็ไม่มีการสอนแบบนี้แน่นอนครับ ผมขอยืนยัน

คนไทยพุทธ :  ถ้าไม่มีการสอนแล้วทำไม เมื่อเด็กๆ เจอพระสงฆ์ เด็กเหล่านั้นแสดงกริยาที่เหมือนกันแบบเดียวกันหลายราย
ชายในกลุ่มผู้เห็นต่างคนเดิม : อันนี้ผมก็ไม่ทราบ เขาอาจจะไปรับมาจากที่อื่นก็ได้

ผู้เขียน : แล้วเด็กหรือเยาวชนมุสลิมมันไปรับความคิดมาจากไหนว่ะ!!! (ผู้เขียนนั่งคิดในใจ)

          เมื่อผู้ถามกับผู้ตอบออกไปคนละแนว ตอบแบบไม่ตรงกับคำถาม คนไทยพุทธคนเดิมได้เปิดประเด็นใหม่อีกรอบโดยได้กล่าวถึง จริงหรือไม่? ที่มีคนกล่าวกันว่า สถาบันศึกษาปอเนาะ, โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ไม่เว้นแม้แต่ตาดีกาเป็นแหล่งบ่มเพาะอาชญากรใต้

ชายในกลุ่มผู้เห็นต่างคนหนึ่ง : ไม่มีทางและเป็นไปไม่ได้ มีคนที่ต้องการทำลายโรงเรียนเหล่านี้ อีกทั้งไม่ใช่เรื่องจริงอยู่แล้วครับ เพราะโรงเรียนเหล่านี้ก็มีภาครัฐเข้ามาตรวจสอบทั้งหลักสูตรและการเรียนการสอนครับ

          จากหลายๆ คำตอบที่ผู้เขียนนั่งฟัง พอจะคาดเดาแนวทางคำตอบของผู้เห็นต่างที่เป็นมุสลิมได้ไม่ยาก เพียงแต่อยากจะได้ยินได้รับฟังจากการถามตรงๆ ว่าจะตอบแนวไหน สักพักหนึ่งคนไทยพุทธคนที่ตั้งคำถามเหมือนผิดหวังกับคำตอบที่ได้รับและไม่ได้ถามอะไรต่ออีกเลย และเปลี่ยนมาเป็นการปรึกษาหารือกับกลุ่มผู้เห็นต่างแทน

          ทุกวันนี้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าจะเป็นสถาบันศึกษาปอเนาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดหากรวมกันมีมากถึง 2,705 แห่ง ซึ่งรู้สึกว่ารูปแบบของโรงเรียนเหล่านี้พยายามแยกเยาวชนไทยพุทธและไทยมุสลิมออกจากกัน ต้องการตัดความสัมพันธ์และความผูกพันของเมล็ดพันธุ์ในชุมชนให้เหินห่างกัน เมื่อพวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่พวกเขาไม่มีความผูกพันกันเหมือนดั่งเช่นในอดีต การจะสร้างความรักความสามัคคีของคนในพื้นที่ก็จะยิ่งทำได้ยากมากขึ้นตามลำดับอีกด้วย

          ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนเหล่านี้ไม่ดี และไม่ได้มีเจตนาให้มีการยุบหรือยกเลิกไป เพราะรู้ดีว่าพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ก็คงไม่ยอม แต่พอจะเป็นไปได้มั้ย!! ที่จะไม่แยกเยาวชนไทยพุทธและไทยมุสลิมออกจากกัน เปิดโอกาสให้คนพุทธได้ศึกษาอยู่ในรั้วเดียวกัน เพื่อให้เด็กๆ ได้เจอได้พบหน้ากัน อย่างน้อยได้เห็นหน้าหรือใช้เวลาว่างจากการเรียน มาเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เป็นการสร้างการเรียนรู้และปลูกสายสัมพันธ์กันไว้ เพราะความทรงจำในวัยเด็กเป็นสิ่งสวยงามเสมอ ยิ่งเมื่อพวกเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะได้รับรู้ว่าในสังคมยังมีคนอื่น ยังมีศาสนาอื่นที่อยู่ร่วมกับเขา

          ที่กล่าวมาทั้งหมดผู้เขียนพยายามสื่อและนำเสนอ ไม่ได้บอกว่าแนวความคิดของผู้เขียนจะถูกต้องไปเสียทั้งหมด แต่อยากให้ลองเอาไปขบคิดหรือวิเคราะห์กันต่อว่ามันเป็นจริงอย่างที่กล่าวมาบ้างมั๊ย!! เพราะทุกวันนี้เราเห็นเด็กๆ ไทยพุทธกับไทยมุสลิมในชุมชนของเราจะมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยมาก และแตกต่างจากเมื่อก่อน หากย้อนคิดแล้วพบสิ่งที่หายไป ขอแค่ร่วมกันผลักดันสร้างสัมพันธ์ของเยาวชนให้กลับมาใกล้ชิดสนิทแนบแน่นดังเดิมได้มั๊ย!! ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดี เมื่อพวกเราโตเป็นผู้ใหญ่สิ่งเหล่านี้ในวัยเด็ก ยังพอทำให้เราจดจำเพื่อนดีๆ เพื่อนต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมและศาสนา ซึ่งมิอาจมาขวางกั้นเป็นกำแพงของคำว่าเพื่อน หยุดพูดคุยกัน ยิ้มให้กัน เจอกันในตลาดหรือขับรถสวนกัน พวกเราก็ยังคุยยังหัวเราะกันถึงเรื่องราวในวันเวลาเก่าๆ เหล่านั้นอยู่...หากคิดว่าไม่สำคัญ.. ไม่จำเป็น ก็สุดแล้วแต่ อาจจะเป็นแค่ความเพ้อฝันของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว...

----------------------

1/04/2561

เปิดโปงกลุ่มด้วยใจ กับผลงานชิ้นโบว์ดำแห่งปี

กะ กันดา          

                 ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 14 แล้วความรุนแรงที่เกิดขึ้นหากย้อนดูสถิติมีแนวโน้มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นเนื่องจากการก่อเหตุลดลง แต่ก็ชะล่าใจไม่ได้ผู้ก่อเหตุก็ยังคงฉกฉวยลงมือเมื่อสบโอกาส เพื่อแสดงศักยภาพการมีตัวตนและใช้เป็นข้อต่อรองในเวทีพูดคุยสันติสุขกับรัฐบาลไทย หลายชีวิตหลายครอบครัวต้องตกเป็นเหยื่อให้กับกลุ่มอาชญากรชายแดนใต้ จากการบังคับใช้กฎหมายในการติดตามจับกุมต่อผู้กระทำผิด หลายครั้งที่เจ้าหน้าปิดล้อมตรวจค้นใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่มิวายกลับถูกอาชญากรในคราบซัยตอนใช้อาวุธปืนประจำกายเปิดฉากยิงกรุยทางเพื่อหลบหนี จึงเกิดการปะทะกันขึ้นนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่อยากให้เกิด มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกควบคุมตัว หากมองผิวเผินเป็นความสำเร็จของเจ้าหน้าที่ แต่ไม่น่าเชื่อว่าการปฏิบัติดังกล่าวกลับมีกลุ่มนักสิทธิหน้าเดิมออกมาเคลื่อนไหว กล่าวหาเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุบ้าง มีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ที่สำคัญวาทกรรมที่นักสิทธิแนวร่วมอาชญากรชายแดนใต้เหล่านี้มักใช้อยู่บ่อยครั้งคือเจ้าหน้าที่ “ละเมิดสิทธิ” สร้างความรู้สึกร่วมชี้นำสังคมว่าการกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่เป็นการ“จับแพะ” แม้กระทั่งมีการนำหลักนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ในการตรวจ DNA เพื่อยันยันตัวบุคคลแล้วก็ตาม ซึ่งก็เป็นไปตามทฤษฎี ความเป็นพวกอยู่เหนือความชอบธรรมทั้งปวง


               นักสิทธิชายแดนใต้ที่เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิตัวยง นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก น.ส.อัญชณา 
หีมมีหน๊ะ กลุ่มด้วยใจ หรือกลุ่มได้ใจโจรใต้ โดยมีทั้ง HAP , มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และอีกหลายองค์กรที่เป็นเบื้องหลัง  องค์เหล่านี้ทำงานน่ายกย่องและน่าชื่นชม เกิดเหตุกลุ่มอาชญากรกระทำต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์กลับเก็บตัวเงียบ ไม่เคยมีเวลาออกมาแถลงการณ์ประณามพฤติกรรมของคนทำชั่ว  กลุ่มอาชญากรชายแดนใต้โดนจับกุมหรือปะทะเสียชีวิต ก็จะออกมาดิ้นเป็นดิ้นตาย โวยวายเจ้าหน้าที่กำเกินกว่าเหตุ กล่าวหามีการซ้อมทรมานในระหว่างควบคุมตัว เก็บรายละเอียดรวมเล่มทำเป็นรายงานนำเสนอสาธารณะ  น.ส.อัญชณา หีมมีหน๊ะ อดีตเปิดคาร์แคร์ เป็นแค่เด็กล้างรถ ควบคู่เปิดร้านขายเสื้อผ้าแต่กลับไม่รุ่ง เลยผันตัวเองมาเป็นนักสิทธิ โดยอ้างเหตุผล ที่น้องเขยถูกกระทำ ทั้งที่จริงแล้วก็มีส่วนผิด เป็นประธานกลุ่มด้วยใจในปัจจุบัน โดยมี น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ คอยยุยงส่งเสริม แต่เบื้องลึกเป็นมือเป็นไม้หลอกใช้เพื่อสร้างผลงาน คนอย่าง น.ส.อัญชณาฯ มีรึจะไม่รู้แต่ก็ยอม เพราะการเป็นนักสิทธิอ้างกฎหมายสนธิสัญญาระหว่างประเทศคุ้มกะลาหัว เป็นอะไร? ที่ยิ่งใหญ่ไม่มีใครทำอะไรได้ ที่สำคัญได้ทั้งโล่ได้ทั้งกล่องเดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น แล้วอย่างนี้มีรึใครไม่อยากจะเป็น เพียงระยะเวลาไม่กี่ปีจากที่เคยเป็นลูกกระจ๊อกมาวันนี้เล่นบทบาทเป็นแกนนำรวบรวมนักสิทธิกำมะลอในสังกัดเล่นงานเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ต้องกล่าวถึงในเรื่องฐานะที่ดูเหมือนว่ายังยากจนทำตัวติดดิน แท้จริงแล้วแตกต่างสิ้นเชิงกับก่อนที่จะมาเคลื่อนไหวแล้วได้อะไรต่อมิอะไร เพียงแค่ปกปิดตัวเองไม่ให้คนอื่นสงสัยความร่ำรวยที่เกิดขึ้น

                   ย้อนไปดูปฐมบทอาณาจักรกลุ่มด้วยใจ เมื่อปี 2010 เหตุจากน้องเขย (สามีปัทมา
หีมมิน๊ะ) ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวในคดีความมั่นคง ทำให้ น.ส.อัญชนา หีมมิน๊ะ มองว่ากระบวนการยุติธรรมทำให้ครอบครัวของตนเจ็บปวด เพราะน้องเขยไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ความโกรธเคียดแค้นชิงชังนำไปสู่อคติในใจ มีเวทีที่ไหนมีโอกาสได้พูดจะกล่าวโจมตีเจ้าหน้าที่ และมีความเชื่อมั่นว่า น้องเขยตนเองคือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกระทำ (ขนาดสามีซึ่งเป็น ผกร.ถูกยิง ถูกจับกุม หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ที่ลูกถูกวิสามัญเนื่องจากก่อเหตุ ยังบอกว่าลูกฉันเป็นคนดี ลูกฉันเรียนเก่ง ฉันไม่เคยรู้เลยว่าลูกจะเป็น ผกร.) แล้วนับประสาอะไรกับคนที่เป็นน้องเขย น.ส.อัญชนา หีมมิน๊ะ ได้ใช้เหตุผลนี้ ก่อตั้งกลุ่มด้วยใจขึ้นจากความเคียดแค้นเชียงชังและอคติต่อเจ้าหน้าที่  


                  ผลงานชิ้นโบว์ดำของ น.ส.อัญชณาฯ อันลือลั่นกับรายงานซ้อมทรมานในห้วงปี 2557-2558 มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือและท้าทายอำนาจรัฐ ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล กับการนำข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2547 มารายงานซ้ำ เป็นการกล่าวอ้างจากคำบอกเล่าที่เลื่อนลอย โดยขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ และไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน  เช่นกล่าวหาว่าทหารพรานหญิงใช้นมอุดจมูกผู้ต้องหาขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต นำไปสู่การฟ้องร้อง 3 นักสิทธิที่มีการเผยแพร่  การรายงานเท็จ พฤติกรรมของกลุ่มด้วยใจที่ผ่านมายังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ขนาดถูกฟ้องร้องดำเนินคดีแล้วมีการถอนแจ้งความเพื่อให้กลับตัวกลับใจ กลับเดินหน้าบิดเบือนใส่ร้ายเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง หลายครั้งมีการออกแถลงการณ์หรือกล่าวหาเจ้าหน้าที่โดยไร้หลักฐาน ประจักษ์พยาน เนื่องจากไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อน เหตุการณ์สร้างชื่อเสีย กับรายงานซ้อมทรมานในห้วงปี 2557-2558 อันเป็นเท็จ พฤติกรรมหน้าด้าน ไร้ยางอาย ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ยังรวมไปถึงการออกมาเรียกร้องการเยี่ยมญาติผู้ต้องหาระเบิดบิ๊กซีปัตตานี ให้เยี่ยมไม่ถึง 30 นาที และไม่มีข้าวกิน ซึ่งต่างกับความเป็นจริงเมื่อเจ้าหน้าที่ออกมาแฉพร้อมภาพญาติไปเยี่ยมพร้อมกับนั่งกินข้าวออกมาชี้แจงต่อสังคม และกรณีนายดาโห๊ มะถาวร ครูสอน รร.ตาดีกา ถูกอุ้มหาย น.ส.อัญชนาฯ ไม่น้อยหน้ารีบออกมาหยิบชิ้นปลามันออกมาแถลงให้เจ้าหน้าที่ทำการปล่อยตัวนายดาโห๊ฯ โดยเร็ว  แต่เมื่อความจริงปรากฏ นายดาโห๊ะฯ ยอมรับว่าไม่ได้ถูกอุ้ม เป็นการสร้างเรื่องเพื่อไปหาเพื่อนหญิงที่สตูล แต่คนหน้าหนาอย่าง น.ส.อัญชนาฯ มีรึจะออกมาขอโทษหรือรับผิดชอบต่อสังคมที่สร้างความเกลียดชังเจ้าหน้าที่  ไม่เคยมีแถลงการณ์หรือขอโทษหรือแสดงความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมทั้งๆ ที่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

          พฤติกรรมที่ผ่านมาของ น.ส.อัญชนา หีมมิน๊ะ เห็นชัดแล้วว่าเป็นอย่างไร? กลุ่มด้วยใจตั้งขึ้นมาเพื่อใคร? แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่เพื่อประชาชนอย่างแน่นอน แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และเพื่อช่วยเหลืออาชญากรให้พ้นผิดหรือเป็นเครื่องมือให้กับองค์กรใดหรือเปล่า ความชอบธรรมเรียกร้องสิทธิโน่นนี่ของ น.ส.อัญชนาฯ สมควรจะรับฟังหรือไม่ เราในฐานะประชาชนในพื้นที่ จชต. เจ้าของพื้นที่ ถามว่าบ้านเกิด น.ส.อัญชนาฯ อยู่ที่ไหน? แล้วทำไมจึงกล้ามาคิดแทนคนในพื้นที่ การกระทำดังกล่าวละเมิดสิทธิพี่น้องประชาชนหรือไม่ ผู้เขียนแค่ต้องการสื่อข้อเท็จจริง ไม่อาจชี้นำให้เห็นด้วยทั้งหมด และถามว่าที่ผ่านมากลุ่มด้วยใจทำอะไรให้กับประชาชนบ้าง นอกจากช่วยเหลือคนร้ายให้พ้นผิด หรือไม่จริง!! ช่วยตอบที
----------------------


12/25/2560

10 เรื่องเด่น“ความจริงจากจังหวัดชายแดนใต้ 2560”





ปีเก่าจะลาจากไป ปีใหม่กำลังจะมาถึง สื่อต่างๆ ได้มีการจัดอันดับความนิยม ทางเราก็เช่นกันมาดูกันว่าในรอบปีที่ผ่านมาบล็อคของเราได้รับแรงใจจากท่านผู้อ่าน และมีแฟนคลับติดตามให้กำลังใจในงานเขียนตีแผ่ความจริงเพื่อให้สังคมได้รับรู้ และได้จัด 10 เรื่องเด่น“ความจริงจากจังหวัดชายแดนใต้”(Thailand South Situation) ซึ่งทำการเผยแพร่ในและได้รับความนิยมจากผู้อ่านสูงที่สุดในรอบปี 2560 ซึ่งยอดผู้ติดตามกว่า 2,074,724 คน คือสิ่งยืนยันได้เป็นอย่างดี

10 บทความเด่นรอบปี 2560 ที่ทางกองบรรณาธิการข่าว “บล็อกความจริงจากจังหวัดชายแดนใต้” ได้จัดอันดับจากยอดผู้อ่าน ซึ่งพบว่าบทความที่มีผู้คนให้ความสนใจสูงสุด คือ บทความเรื่อง “เหตุผลหลักที่กลุ่ม ผกร.เลือก นายนูร์ฮาซัน ทำการก่อเหตุ” ซึ่งเขียนโดย “กะ กันดา” รองลงมาคือ บทความเรื่อง “สำนึกหน้าที่ NGOs…กรณีโจรปล้นเต็นท์รถทำคาร์บอม” เขียนโดย “กะ กันดา” เช่นกัน  เรามาดู Top Ten บทความแห่งปีกันค่ะ...

อันดับที่ 1 บทความ เรื่อง เหตุผลหลักที่กลุ่มผกร.เลือก นายนูร์ฮาซัน ทำการก่อเหตุ  
เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 60 ผู้เข้าชม 78,960 ครั้ง  
เขียนโดย กะ กันดา

          เป็นเรื่องราวกลุ่มคนร้ายได้ก่อเหตุบุกปล้นรถจำนวน 6 คัน ที่ อ.นาทวี เมื่อ 16 ส.ค.60 เพื่อนำไปทำคาร์บอม ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้วิสามัญ นายนูร์ฮาซัน อาแว คนร้ายเสียชีวิตหลังขับแหกด่านเกาะหม้อแกง ทั้งที่ นายนูร์ฮาซัน อาแว เป็นคนดี เรียนเก่ง เคร่งศาสนา  แต่กลับหลงเชื่อกลุ่มขบวนการจนนำมาสู่ความสูญเสียความเสียใจต่อครอบครัว
http://pulony.blogspot.com/2017/08/normal-0-false-false-false-en-us-x-none.html


อันดับที่ 2 บทความ เรื่อง มะรอโซ จันทราวดี “วีรบุรุษ”หรือ“อาชญากร” 
เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 60 ผู้เข้าชม 47,245 ครั้ง
เขียนโดย Ibrahim

          เรียกได้ว่าสังคมไทยให้ความสนใจปัญหาชายแดนใต้ได้มากที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง กรณี เมื่อกลางดึกวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556  กลุ่มคนร้าย จำนวนไม่น้อยกว่า 50 คน บุโจมตีฐานปฏิบัติการทหารนาวิกโยธินในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส  ก่อนจะเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือด หลังจากการปะทะ พบศพ นายมะรอโซ จันทราวดี แกนนำอาชญากรชายแดนใต้คนสำคัญ มีคดีความมั่นคงหลายหมาย ขณะฝ่ายตรงข้ามยกย่องผู้ร้ายว่าเป็นวีรบุรุษ แต่สำหรับใครหลายคนเรียกว่าอาชญากร
อันดับที่ 3 บทความ เรื่อง  สำนึกหน้าที่ NGOs…กรณีโจรปล้นเต็นท์รถทำคาร์บอม  
เผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 60 ผู้เข้าชม 45,790  ครั้ง
เขียนโดย  กะ กันดา

           สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยังคงอยู่ในความรู้สึกของใครๆ หลายคนทั่วประเทศ ถึงการทำหน้าที่ของนักสิทธิในสามจังหวัดชายแดนใต้ กรณีคนร้ายปล้นรถยนต์ทำคาร์บอม แต่กลุ่ม NGOs กลับหายเงียบไม่มีออกมาแถลงการณ์ประนามแม้แต่น้อย ทวงถามถึงการทำหน้าที่ของกลุ่ม NGOs คืออะไร? เรียกร้อง  “สิทธิ” ให้กับประชาชนทุกคนใช่หรือไม่? จัดตั้งขึ้นมาโดยไม่ “แสวงผลกำไร” และ  “ผลประโยชน์ใดๆ” ในการเคลื่อนไหว
อันดับที่ 4 บทความ เรื่อง จับโจรใต้ใจบาปยิงหญิงท้อง9 เดือนสารภาพสิ้นเคยก่อคดีสำคัญหลายเหตุ 
เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 60  ผู้เข้าชม 42,194 ครั้ง
เขียนโดย กะ กันดา

          สำหรับเรื่องเป็นเรื่องที่สะเทือนใจคนทั่วประเทศ สร้างความหดหู่ใจเป็นอย่างมาก กรณีคนร้ายได้ประกบยิงน.ส.รัตติกาล จ่าวัง อายุ 26 ปี ตั้งครรภ์ ๘ เดือน เสียชีวิตคาที่ เหตุเกิดเมื่อ  26 พ.ย.59 จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่เร่งไล่ลาตัวคนร้ายมาดำเนินคดี จนกระทั่งนำไปสู่การจับกุมตัว
นายรอซาลี วาปิ  และยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุและเป็นแนวร่วม
RKK ก่อเหตุมาแล้วกว่า 8 คดี 
https://pulony.blogspot.com/2017/02/9.html

อันดับที่ 5 บทความ เรื่อง งามไส้!! อัญชนา - พรเพ็ญพฤติกรรมที่ไม่เคยเปลี่ยน เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 60 ผู้เข้าชม 27,240  ครั้ง  
เขียนโดย Ruslan

          นี้คงเป็นอีกเรื่องที่โซเซียลและคนในพื้นที่ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กรณีนายดาโห๊ะ มะถาวร  ครูโรงเรียนตาดีกา  ได้หายไปจากบ้าน ก่อนจะโทรบอกครอบครัวว่าไปกับทหาร จนกลายเป็นประเด็นว่าโดนทหารอุ้ม จนทำให้ นักสิทธิ ที่ทำหน้าที่เงียบ นิ่งๆ ออกมาแถลงการณ์ปล่อยตัว และโจมตีใส่ร้ายเจ้าหน้าที่  ก่อนที่ความจริงปรากฎ นายดาโห๊ะ มะถาวร ไม่ได้โดนอุ้ม แต่กลับไปหากิ๊กสาวที่สตูล เลยต้องกุเรื่องบอกภรรยาเพราะกลัวภรรยาจะรู้  งานนี้เลยเป็นเรื่อง โอ้ละพ่อ  ขณะที่กลุ่มนักสิทธิกลับไม่มีความรับผิดชอบไม่มีแถลงการณ์ขอโทษอะไรเลย https://pulony.blogspot.com/2017/06/blog-post.html

อันดับที่ 6 บทความ เรื่อง พี่เป็นโจร น้องเป็นสื่อพี่น้องท้องเดียวกันความสัมพันธ์กับกลุ่มขบวนการโจรใต้ 
เผยแพร่เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 60 ผู้เข้าชม 26,153 ครั้ง 
เขียนโดย Ruslan

          นายทวีศักดิ์ ปิ อดีตบรรณาธิการสำนักสื่อวาร์ตานี ซึ่งหลายคนที่ติดตามสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนใต้ จะรู้ว่านายทวีศักดิ์ ปี เป็นตัวละครตัวหนึ่งที่คอยเคลื่อนไหวทางปีกการเมืองให้กับกลุ่มขบวนการ โดยอาศัยสื่อตนเองเคลื่อนไหวเผยแพร่โจมตีเจ้าหน้าที่ตลอดเวลาเมื่อมีโอกาส ขณะที่พี่ชายตนเอง ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมก่อเหตุระเบิดเมื่อ ปี 57  แล้วนายทวีศักดิ์ ปี ผู้เป็นน้องจะใช้สื่อตนเองช่วยพี่น้องหรือไม่ สามารอ่านติดตามได้ที่ลิงค์ด้านล่าง
อันดับที่ 7 บทความ เรื่อง ขบวนการบีอาร์เอ็น กับปัญหายาเสพติด  
เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 60 ผู้เข้าชม 22,044  ครั้ง
เขียนโดย  Ibrahim

          ปัญหาที่รุมเร้าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เฉพาะปัญหาความไม่สงบที่กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงหยิบยื่นให้กับประชาชนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้อมายาวนานนั้น กลับมีปัญหาอื่นๆ ซุกซ่อนอยู่ และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหนึ่งในนั้นคือ‘ปัญหายาเสพติด’ https://pulony.blogspot.com/2017/01/blog-post_23.html

อันดับที่ 8 บทความ เรื่อง BRN กับ น้ำกระท่อม
เผยแพรเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 60  ผู้เข้าชม 20,923 ครั้ง
เขียนโดย Ibrahim

          เมื่อกลุ่มเยาวชน วัยรุ่น ซึ่งเป็นคนว่างงานและติดสี่คูณร้อยอย่าง “งอมแงม” แบบขาดไม่ได้ กลับกลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มขบวนการ BRN ชักนำชักจูงให้เข้าร่วมก่อเหตุสร้างสถานการณ์เพื่อแลกกับยาเสพติด มีหลายครั้งที่พบกลุ่มคนที่ขาดสติ ไม่กลัวตายบุกเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยมีด ด้วยมือเปล่าอย่างบ้าบิ่น สืบพบเบื้องหลังได้มีแกนนำให้กลุ่มคนเหล่านี้กินน้ำกระท่อมสี่คูณร้อย โดยทำการหลอกว่าเมื่อกินแล้วว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถมองเห็นตัวตน http://pulony.blogspot.com/2017/01/ibrahim-9.html

อันดับที่ 9 บทความ เรื่อง กลุ่มขบวนการโคตรใจดำ...หลอกให้“นูร์ฮาซัน” ไปตาย
เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 60  ผู้เข้าชม 18,235 ครั้ง
เขียนโดย แบมะ ฟาตอนี

          ผลพวงจากการหลงผิดเข้าร่วมขบวนการ ทำให้ นายมารูดิง อาแว บิดาของ นายนูร์ฮาซัน อาแว กล่าวว่า “รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่า ลูกจะเลือกใช้วิธีรุนแรง เพราะที่ผ่านมาลูกไม่เคยเกเร มุ่งแต่เรียน ทำงานเพื่อเลี้ยงตัวเอง และส่งเสียตัวเองจนจบปริญญาตรี ไม่เคยรบกวนพ่อแม่” สุดท้ายแล้วกลุ่มขบวนการที่หลอกใช้ก็ไม่เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือใดๆ นอกจากภาครัฐที่ยังคอยให้กำลังใจและให้การช่วยเหลือ
อันดับที่ 10 บทความเรื่อง กลุ่มได้ใจโจรใต้ กับพฤติกรรมเดิมที่ไม่เคยเปลี่ยน!!
เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 60  ผู้เข้าชม 18,224  ครั้ง 
เขียนโดย Ruslan

ใครคือผู้ก่อเหตุ ใครคือผู้สนับสนุน ใครคือผู้บงการ กลุ่มปีกการเมืองของขบวนการอาชญากรชายแดนใต้เวาลเกิดสร้างความรุนแรงจากฝีมืออาชญากร ไม่ว่าจะระเบิด ยิง ฆ่าผู้บริสุทธิ์ กลุ่มพวกนี้ไม่เคยออกมาเรียกร้องประนามการกระทำที่สุดโต่ง ไม่เคยมีกลุ่ม หรือองค์กรหน้าไหนโผล่หน้าออกมาพูดกล่าวหาว่าโจรใต้ทำเกินกว่าเหตุประณามทำร้ายผู้บริสุทธิ์  แต่ตรงกันข้ามเวลาคนร้ายถูกจับกุมหรือปะทะถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญ ก็จะออกมาดิ้นช่วยเหลือคนร้ายพร้อมกัน และยังกล่าวหาเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ 
        นี่คือ 10 เรื่องเด่นประจำปี 2560  ที่กองบรรณาธิการข่าวความจริงจากจังหวัดชายแดนใต้ได้สรุปมาให้ทุกท่านได้อ่านทบทวนอีกรอบ.. และในปีใหม่ที่จะถึงนี้ ขออวยพรให้คนไทยทุกคน จงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง  มีแต่ความสุข คิดหวังสิ่งใดสมใจปราถนาทุกประการ  คณะทำงานกองบรรณาธิการ ขอขอบคุณแฟนคลับทุกท่านที่ยังคอยติดตามอยู่เสมอ เรายังคงจะทำหน้าที่ในการตีแผ่ความจริง เปิดโปงความชั่วของพวกทำลายประเทศชาติ ให้สังคมได้รับรู้ต่อไป....


-----------------------